วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Life - เก็บตะวัน – เมื่อตะวันลับแนวเหลี่ยมภูผา คงไม่นานตะวัน ก็จะสาดแสงแรงกล้าอีกครั้งหนึ่งในใจพวกเรา

ที่จริงแล้วอาทิตย์ที่ผ่านมาตั้งแต่ วันที่ 19-22 ก.ค. 54 นั้น เป็นช่วงอาทิตย์ที่ผมมีความรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก มันดูมัวอย่างไรก็ไม่รู้ครับ ตั้งแต่รู้ว่าพี่ติ่ง (พลตรีตะวัน เรืองศรี) จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีก ผมรู้จักพี่ติ่งในฐานะที่เป็นนักศึกษา วปอ 2553 ด้วยกัน พี่ติ่งอยู่ในหมู่เหยี่ยวเดียวกับผมที่เราร่วมชั้นเรียน วปอ 53 ร่วมกัน ถึงแม้ว่าผมจะได้รู้จักพี่ติ่งก็เพียงแค่ไม่ถึงปี ผมก็คงไม่อยากจะพูดว่าผมสนิทกับพี่ติ่งเหมือนกับเพื่อนๆ ทหารที่ร่วมงานกับพี่ติ่งมาตลอดชีวิต สิ่งหนึ่งที่เป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยมีมาก่อน ก็คือ คนที่เรารู้จักและเพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่กี่วันนี้เองหายไปอย่างไม่รู้ก็เป็นตายร้ายดีอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ เมื่อคนทั้งเมืองรู้ว่าเฮลิคอปเตอร์ที่พี่ติ่งขึ้นไปด้วยได้หายไปและขาดการติดต่อ ที่จริงแล้วเป็นภรรยาผมเองที่โทรมาบอกกับผมว่า เครื่องพี่ติ่งตก ผมจึงรีบโทรไปหาพี่เป็ดเพื่อนในรุ่นหมู่เหยี่ยวเดียวกันอีกท่านหนึ่งเพื่อถามข่าวคราวของพี่ติ่ง แต่ก็ยังไม่รายละเอียดมากนัก ทุกคนก็เป็นห่วงอย่างยิ่ง ต่างก็ภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พี่ติ่งและทุกคนปลอดภัย


จากนั้นความคิดต่างๆ ในหัวผมก็อยู่ในสูญญากาศ มีข่าวต่างๆ เข้ามามากมายทั้งที่มีความหวังและไม่มีความหวัง ผมตัดสินใจพยายามไม่บริโภคข่าวเหล่านี้มากนักถ้าไม่จำเป็น ไม่อยากคุยกับใครมากนัก เพราะก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ในใจก็คิดว่าขอให้พี่ติ่งและทุกคนที่ไปด้วยปลอดภัยกลับมา บางครั้งเราก็ต้องคิดเหมือนเด็กๆ บ้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสก็มีน้อยเต็มทน บางครั้งก็อยากที่จะให้ปฏิหารย์เป็นจริง มันเป็นความรู้สึกที่คนเราจะรู้สึกได้ ก็เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนเรา และผมเพิ่งเจอพี่ติ่งซึ่งมาส่งภรรยาและลูกไปเที่ยวฮ่องกงกับเพื่อนๆ วปอ.53 หมู่เหยี่ยว ในตอนเช้าวันศุกร์ที่สุวรรณภูมิอยู่เลย ผมก็ยังแปลกใจว่าทำไมพี่ติ่งถึงไม่ได้ไปกับพวกเราด้วย


ที่จริงผมไม่น่าจะแปลกใจมากนัก เพราะในหลายครั้งที่ไม่ได้เห็นหน้าพี่ติ่งที่ วปอ. เราก็ต้องเข้าใจว่าพี่ติ่งไปปฏิบัติภาระกิจ ผมได้มีโอกาสได้คุยกับพี่ติ่งหลายครั้ง พี่ติ่งบอกว่า ไม่ค่อยจะว่างมาเรียนเลย ถึงแม้ว่าจะมาเรียนในวันธรรมดา แต่ก็ต้องกลับไปทำงานเสาร์อาทิตย์ให้กับลูกน้อง ไปดูแลลูกน้อง ผมก็แปลกใจว่าแล้วทำไมพี่ติ่งต้องดูแลลูกน้องถึงขนาดนั้น แล้วลูกน้องไม่มาดูแลพี่ติ่งบ้างหรือ ผมรู้สึกว่าพี่ติ่งมีความผูกพันกับงานและลูกน้องอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่ผมเองก็เพิ่งจะรู้จักพี่ติ่งได้ไม่นานนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพี่ติ่งถึงไม่ได้ไปเที่ยวฮ่องกงกับพวกเราตั้งแต่แรก นั่นเป็นเพราะห่วงงาน ห่วงลูกน้องต่างหาก


แล้วมันก็เป็นอย่างที่พี่ติ่งคาดไว้จริงๆ เพราะว่าในขณะที่พวกเราอยู่ที่ฮ่องกงนั้น ก็ได้รับทราบข่าวว่า เฮลิคอปเตอร์ของ พลร.9 ตก พวกเราตกใจกัน แต่ก็โล่งใจที่พี่ติ่งไม่ได้อยู่บนเครื่องนั้นด้วย แต่ก็รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียของทหารในบังคับบัญชาของพี่ติ่งด้วย แต่สุดท้ายพี่ติ่งก็ต้องจากพวกเราและผู้ร่วมงานทุกคนไปโดยเฉพาะครอบครัวของพี่ติ่ง ทั้งๆ ที่พี่ติ่งตั้งใจจะไปดูแลลูกน้องแท้ๆ เลย ไปในภาระกิจ ที่ผมคิดเอาเองว่า พี่ติ่งไม่จำเป็นต้องไปเลย แต่นั่นมันเป็นพี่ติ่งไง พี่ติ่งจึงต้องไป


ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสพูดคุยอยู่กับพี่ติ่งในระหว่างนั่งรถไปดูงานในภาคกลางช่วงที่เกิดน้ำท่วมที่จังหวัดอยุธยา เมื่อปลายปีที่แล้ว (2553) พี่ติ่งเล่าให้ฟังถึงเรื่องขีวิตของทหารและการฝึกการดำรงชีวิตในป่าและการปฏิบัติการต่างๆ ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นทหารอาขีพ เป็นทหารหาญจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้จากทหารผู้นี้ คือ รอยยิ้มความอ่อนโยนและความห่วงใยเพื่อนๆ และลูกน้อง ถ้าพี่ติ่งไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหาร เราก็อาจจะไม่รู้เลยว่า ชายคนนี้เป็นทหาร หรืออาจจะเป็นความคิดของพลเรือนที่ไม่เคยสัมผัสกับทหารโดยเฉพาะทหารที่อยู่หน่วยรบที่สำคัญอย่างพลร.9 ก็ได้


ยิ่งล่าสุดเมื่อตอนต้นเดือน กรกฎาคม 2554 คณะนักศึกษา วปอ.53 ได้ไปศึกษาดูงานที่ กองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งพี่ติ่งเป็นผู้บัชญาการกองพลอยู่นั้น นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้สัมผัสถึงภาวะผู้นำของพี่ติ่งในการเป็นผู้นำกองพลแห่งนี้ ด้วยคุณสมบัติและอุปลักษณะนิสัยของพี่ติ่งและภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของพี่ติ่งที่มีอยู่ พี่ติ่งสามารถทำให้กองพลแห่งนี้มีกำลังอำนาจและความสามารถและความเกรียงไกรในการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศได้ มันดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามจริงๆ มันทำให้ผมเข้าความรู้สึกนึกคิดของทหารมากขึ้น ถ้าไม่ไปเห็น ไม่ไปสัมผัส ผมก็คงไม่รู้ นี่ผมขนาดสัมผัสแค่การแสดงสาธิตซึ่งก็ต้องจบลงกลางคันเพราะว่ามีฝนตก ทำให้การสาธิตไม่ครบถ้วนตามที่ได้ตระเตรียมไว้เป็นอย่างดี แล้วถ้าเป็นปฏิบัติการจริงๆ แล้ว มันจะน่าเกรงขามสักแค่ไหน

จากการไปดูงานกับวปอ.มาทุกครั้งๆ ผมคิดว่าที่พลร.9 ดูยิ่งใหญ่ทีเดียว เพราะว่าพี่ติ่งจะต้องดูแลลูกน้องอีกมากเป็นหมื่นคนในหน่วยนี้ นั่นคงจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำไมพี่ติ่งถึงต้องกลับไปดูแลหน่วยอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส เพราะว่าเวลาส่วนหนึ่งเอามาเรียนวปอ.ไปแล้ว นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม่พี่ติ่งถึงไม่ไปพักผ่อนกับพวกเรา นั่นเป็นเหตุผลเดียวกันว่า ทำไมพี่ติ่งถึงต้องขึ้นเครื่องลำนั้นไป ผมคงจะหาเหตุผลที่ดีไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ผมจะมีความภูมิใจเล็กๆ อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสเป็นเพื่อนร่วมรุ่นวปอ 53 กับพี่ติ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ติ่งโดยตรง แต่ผมก็เชื่อว่าทุกคนที่ได้รู้จักพี่ติ่งและได้ร่วมงานกับพี่ติ่งคงจะภูมิใจมากกว่าผมเยอะเลยที่ได้รู้จักกับพี่ติ่งและได้ทำงานกับพี่ติ่ง แต่ในขณะเดียวกันผมว่าทุกคนก็ไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเลย ผมว่า พวกเราทุกคนก็ยังคงจะอยากให้พี่ติ่งอยู่มีขีวิตอยู่กับพวกเราต่อไป โดยเฉพาะครอบครัวของพี่ติ่ง ผมรู้สึกเสียใจและขอแสดงความอาลัยกับครอบครัวของพี่ติ่งมากๆ ครับ


เช่นเดียวกับทหารทุกท่านที่เสียชีวิตไปกับเหตุการณ์นี้ทุกท่าน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้รู้จักท่านเหล่านั้นเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ผมก็เข้าใจได้ในความรู้สึกของคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะทหารที่หน้าที่การงานไม่เหมือนกับอาชีพอื่นๆ เลย ผมจึงขอแสดงความเสียใจและความอาลัยกับทหารทุกท่านที่เสียชีวิตกับเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย ขอให้ดวงวิญญาณของพี่ติ่งและเพื่อนทหารทุกท่านไปสู่สุขคติในอ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้าด้วยเทอญ!

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Movie – Unknown : รู้จักตัวเอง เพื่อเปลี่ยนตัวเอง

ไม่ได้มีโอกาสดูหนังยาวมานานแล้ว เพราะวันธรรมดาจะดูแต่ series ส่วนหนังยาวนั้นผมมักจะดูช่วยสุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ตามจังหวะเวลาว่าง อาทิตย์นี้สอนหนังสือที่ม.บูรพาและที่ม.ราม บางนา กลับมาบ้านตอนเย็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ได้ดูหนังอยู่สองเรื่อง คือ The Unknown และ The Adjustment Bureau ทั้งสองเรื่องก็ไม่ใช่หนังธรรมดาเพราะว่ามีดาราดังๆ เล่นทั้งสองเรื่อง เรื่อง The Unknown เป็นเรื่องราวของนักฆ่าที่ประสบอุบัติเหตุแล้วความจำเสื่อมจนไม่สามารถจำได้ว่า ตัวเองเป็นใคร จนลืมภาระกิจที่ได้รับจ้างวานมาให้จารกรรมสูตรลับของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จนทำให้ทีมจารกรรมจะต้องเปลี่ยนแผนไปใช้แผนสำรอง จนเกิดความวุ่นวายหลายอย่าง


ผมลองมานึกดูว่าถ้าเราจำตัวเราเองไม่ได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ความจริงแล้วมีหนังมากมายที่นำเอาประเด็นนี้มาทำเป็นหนังในหลายมุมมอง จึงทำให้หนังเรื่องนี้ไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่น่าเกลียด หักมุมบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็พอรับได้ ผมมานึกดูแล้วว่าถ้าเราจำตัวเราเองไม่ได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของบุคคลนั้นจะกำหนดพฤติกรรมของคนๆ นั้นได้หรือไม่ นั่นหมายความว่า ถ้าเราสามารถโปรแกรมความคิดหรือล้างสมองมนุษย์ได้พฤติกรรมหรือความคิดของคนๆ นั้นก็จะเปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ แต่มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแค่ชั่วคราวก็ได้ สุดท้ายแล้วตัวตนที่แท้จริงก็อาจจะกลับคืนมาเหมือนเดิม ทั้งที่ก็อาจจะไม่อยากเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมอีก


ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเราคงจะต้องหาวิธีในการปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบถาวร ไม่ใช่เป็นแบบความจำเสื่อมชั่วคราว ซึ่งที่สุดแล้ว ความจำหรือตัวตนที่แท้ก็จะกลับมาอยู่ดี แต่ในบางครั้งเราก็เบื่อและไม่อยากที่จะมีตัวตนที่เป็นอยู่ นั่นก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเราเองก็ได้ ซึ่งจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รากฐานและความคิดหรือ Mindset วันนี้ถึงแม้ว่าเราจะแปลงโฉมตัวเองไปตามสภาพของภาระกิจที่ได้รับมอบหมายเหมือนกับ สายลับในหนัง Mission Impossible เพื่อให้ตัวเราเองอยู่รอดตามภาระกิจ แต่ที่สุดแล้วเราก็ไม่อาจจะปฏิเสธความเป็นตัวตนของเราที่เป็นเหมือนพิมพ์เขียว


แล้วเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพิมพ์เขียวของชีวิตเราหรือยังครับ เพราะว่าถ้าเรามัวแต่โทษตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา โดยไม่คิดที่จะถอนรากหรือเปลี่ยนแปลงที่ราก โดยเฉพาะตรงที่ความคิดหรือ Mindset ของตัวเองแล้ว ก็อย่าหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือประสบความสำเร็จได้ ถ้าพิมพ์เขียวหรือ Blueprint เป็นเหมือนเดิมอย่างไร ต่อให้ใครนำเอาไปสร้างอย่างไร มันก็ออกมาเหมือนเดิม


ดังนั้น ถ้าคนเรามี Mindset อย่างไร เหมือนเดิมอย่างไร มันก็จะออกมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อย่าโทษโชคชะตากันเลยครับ และก็อย่าโทษคนอื่นๆ ด้วย ก็ตัวเราเองนั่นล่ะที่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง ไม่ยอมรับตัวเอง จนสุดท้ายเราอาจจะจมปลักอยู่กับชีวิตเดิมๆ ที่ตัวเองไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ตัวเราเองนั้นมีอำนาจและมีสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนและปรับปรุงพิมพ์เขียวของชีวิตเราได้ทุกเมื่อ เพียงแต่ว่าเราจะกล้าพอหรือไม่ หรือไม่ก็ขี้ขลาด คิดว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ แค่คิดก็แพ้แล้วล่ะครับ ไม่ต้องไปแข่งขันกันให้เหนื่อย แต่ถ้าคิดจะชนะหรือคิดจะลองสู้ดูสักตั้ง ถึงแม้ว่าจะแพ้ในเกมการแข่งขัน แต่ใจมันไม่แพ้หรอกครับ


ถ้ามีสติแล้ว ความพ่ายแพ้นั้นล่ะเป็นประสบการณ์ที่จะนำไปสู่ชันชนะ นั่นเป็นเพราะว่าใจเราไม่เคยแพ้ ขึ้นกับว่าเราจะมีใจพอหรือไม่ ทำไมเราจึงไม่พาความคิดของเราก้าวออกมาให้พ้นจากการพันธนาการของความคิดที่เรามักจะคิดว่า ตัวเราเองนั้นมันไม่ดีพอ ตัวเราทำอะไรไม่ได้ สู้เขาไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าทุกจะต้องทำได้ เพียงแต่ว่าตัววัดผลจะอยู่ที่เมื่อทำแล้วหรือดำเนินชีวิตแล้ว เราจะมีความสุขหรือไม่ คนรอบข้างมีความสุขหรือ ถ้ารู้อยู่ว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่มีความสุขแล้ว แต่เราก็ยังอมทุกข์หรือตีอกโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง และที่สำคัญ คือ หนีความจริงและหนีตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นมีศักยภาพพอที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะความคิดหรือ Mindset นั่นเองที่กำหนดความเป็นไปของการดำเนินชีวิตหรือการกระทำนั่นเอง


ดังนั้น ต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิต พูดนั้นไม่อยากครับ แต่เปลี่ยนความคิดนั้นสิ ยากมากๆ ถ้าใจไม่กว้างพอและยังมีความเป็นกู ตัวกู ของกูและเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว ความยากมันอยู่ตรงนี้ คนเราไม่ต้องประสบความสำเร็จและวัดกันตรงวัตถุว่าใครจะมีมากกว่ากัน หรือวัดกันตรงมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ที่มนุษย์เป็นคนกำหนดขึ้นมา มัวแต่คิดว่ารวยหรือไม่รวย แต่ผมว่าน่าจะวัดที่ความสุขสงบของจิตใจของเราเองและคนที่อยู่รอบๆ ข้างเรามากกว่าครับ!

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Life - คำถาม : เข็มทิศชี้ทางนำชีวิต

ผมหายหน้าหายตาไปนานพอสมควรครับ ก็ไม่ได้นับว่ากี่อาทิตย์ ประมาณสัก 2 หรือไม่ก็ 3 อาทิตย์ แล้วก็ไม่เข้ามาดู FB เท่าไหร่ด้วยครับ ต้องหลบมุมความคิดไปอยู่เฉยๆ เพราะโดนกระหน่ำทางอารมณ์ แทบจะยืนไม่อยู่ ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนัก ระหว่างที่หายไปก็ยังได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ Hong Kong ระหว่างวันหยุดยาวที่ผ่านมา 15-17 ก.ค. 54 แต่ก็ดันไปเจอแต่คนไทยแทบทั้งนั้น


เวลาไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเอง ไปเที่ยวหรือ ไปทำงาน ผมมักจะมีความรู้สึกแปลกแบบเดียวกันทุกครั้ง ก็คือ หดหู่ สิ้นหวัง แล้วก็มีคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วอะไรทำให้เราเป็นแบบนี้ แล้วก็ถามตัวเองซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ก็มีคำถามใหม่ขึ้นมาอีก เออ! บางที บางคำถามก็อาจจะไม่ต้องมีคำตอบก็ได้ ผมเองไม่เคยได้เรียนปรัชญามาโดยตรง แต่ก็รู้สึกว่าวิชานี้สำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิต เพราะผมเองก็เข้าใจในเรื่องปรัชญาแบบง่ายๆ จากการศึกษาเองว่า เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม คำถามต่างๆ ซึ่งที่สุดแล้วมันก็มาสิ้นสุดตรงคำถามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรานั่นเอง วิชาการต่างๆ ที่เราเรียนและใช้เป็นอาชีพทั้งหลายก็แตกหน่อแยกออกมาจากวิชาปรัชญาทั้งนั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหาคำตอบให้กับความหมายชองคำว่า “ชีวิต” นั่นเอง


หนุ่มเมืองจันทน์แห่งหนังสือพิมพ์มติชน มีหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า “คำถามนั้นสำคัญกว่าคำตอบ” ผมนั้นถูกใจมากๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้อ่านงานของเขาเท่าไหร่นัก แต่ก็รู้สึกชื่นชม บางครั้งคนเรานั้นมัวแต่พยายามที่จะหาคำตอบ หรือชื่นชมผู้ที่หาคำตอบได้ แต่ในหลายครั้งเรามักจะลืมคนที่ตั้งคำถามดีๆ ไปเสียเนี่ย เพราะว่าการที่เราจะตั้งคำถามที่ดีๆ เหล่านั้นได้ เราหรือคนเหล่านั้นก็คงจะต้องรู้คำตอบๆ ดีหลายคำตอบจากคำถามหลายคำถามมาแล้วก็ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามเล็กๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกก็ได้


แล้วเราควรจะถามเรื่องอะไรบ้างล่ะ ผมนั้นเกลียดการสอนหนังสือแล้วไม่ค่อยจะมีคนถาม แล้วเรียนกันทำไม (ว่ะ) ส่วนมากคนไทยไม่ค่อยถามในชั้น กลัวว่าจะเสียฟอร์ม กล้วว่าคนอื่นจะว่าถามอะไรตื้นๆ หรือโง่ไป แล้วจะอายกันไป จนกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทยในการศึกษาที่เป็นที่รู้กันว่าคนไทยไม่ค่อยถาม ผมว่าอันตรายมากๆ สำหรับสังคมไทย เพราะว่าการพัฒนาหรือนวัตกรรมนั้นเกิดขึ้นมาจากการตั้งคำถาม โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ นี่แหละจนไปถึงคำถามที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หรืออาจจะเริ่มถามตังเองก่อนว่า ต้องการอะไรในชีวิตบ้างแล้วก็หาคำตอบนั้นให้เจอ จากนั้นก็ตั้งถามใหม่แล้วก็หาคำตอบนั้นให้เจอ ให้มันหมุนวนเวียนเป็นอย่างนี้ไปตลอด การพัฒนามันจึงจะเกิดขึ้น เรื่องอย่างนี้ไม่ควรจะอายกัน ผมคิดว่าความสำเร็จของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จก็มาจากการตั้งคำถามนั่นเอง


หลังจากที่ผมไปเห็นอะไรๆ ต่างๆ ในต่างแดนแล้วรู้สึกหดหู่กับตัวเองและประเทศอันเป็นที่รักของเราแล้ว ผมก็ต้องตั้งคำถามขึ้นมาให้กับตัวเอง แล้วก็เลยออกไปถามถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ไปด้วยกัน แต่ทุกครั้งที่ผมเดินทางกลับบ้านเรา ผมก็มีกำลังใจทุกครั้งไปกับคำถามที่ผมตั้งขึ้นมาถามตัวเองอยู่เสมอ แต่ในหลายครั้งผมเองก็ถามแทนประเทศของเราไม่ได้ แล้วจะมีผู้นำประเทศคนไหนไหมที่จะมาตั้งคำถามแทนเรา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่มันก็สามารถทำให้ผมได้ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความเป็นผมหรือความเป็นประเทศ


บางครั้งการตั้งคำถามนั้นก็เป็นการตั้งคำถามเพื่อที่จะประเมินตัวเองในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า อย่าไปกังวลว่าจะได้คำตอบหรือไม่ แต่ก็ขอให้หยุดคิดและตั้งคำถามไปเรื่อยๆ บางครั้งคำถามที่เราตั้งไปอาจจะกลายมาเป็นคำตอบของคำถามที่ผ่านมาก็ได้ บางครั้งถ้ามันตันในความคิดมากๆ ไม่สามารถหาคำตอบได้ ก็หยุดหาคำตอบที่มันตอบไม่ได้ นอนเฉยๆ ลืมตาดูเพดานถามตัวเองไปเรื่อยสักพักนึงครับ บางที่ก็อาจจะช่วยได้ครับ


ชีวิตเรานั้นเต็มไปด้วยคำถาม ชีวิตเจริญเติบโตและรุ่งโรจน์ได้ก็เพราะคำถาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องเป็นคำถามที่สร้างสรรค์และให้กำลังใจแก่ชีวิต มันต้องไม่ใช่คำถามที่ต้องมาถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงเป็นอย่างนี้” “ทำไมฉันมาได้แค่นี้” “ทำไมฉันเป็นผู้แพ้ (Loser)” หรือ คำถามที่ถามตัวเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งความเลวร้ายทั้งหมด หรือฉันนั้นหรือเป็นต้นเหตุ ผมเองก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้มาก่อน สรุปแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น ตัวผมเองตกอยู่ในภาวะ Depress หรือหดหู่มาก หมดอาลัยตายยาก ยิ่งถามตัวเองแบบนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำร้ายตัวเองมากเท่านั้น


ชีวิตเรา มันก็ไม่น่าเชื่อนะครับ บางครั้งคนเรามันก็ไร้เดียงสานะ ทำร้ายตัวเองด้วยคำถามเชิงลบง่ายๆ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออย่างโง่ๆ พูดแบบแรงๆ พอพูดให้ตรงๆ แล้วก็หาว่าพูดแทงใจดำอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ อย่างนี้ต้องเอาทางพระเข้าข่ม หรือต้องสำรวมจิตภาวนา ต้องใช้ภาวะผู้นำของตนเองในการใช้ชีวิต เราเองนั้นต้องเป็นนายของอารมณ์ของเราเอง อย่าเป็นทาสมัน เราต้องชนะใจตนเอง บางทีการอ่านหนังสือต่างๆ ก็ช่วยได้เยอะนะครับ อย่าไปดูถูกการอ่านหนังสือต่างๆ ไปนะครับ ที่ผมพูดมานี่ไม่ใช่ว่าผมทำได้หมดนะ ผมก็ยังตกเป็นทาสอารมณ์โกรธอยู่ ตามสภาวะ แต่ผมพยายามที่จะคิดบวกให้ได้อยู่เสมอ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นหลักที่ดีและหนักแน่นแล้ว คนอื่นๆ ที่พึ่งพาเราก็อาจจะลำบากไปด้วย


ทำไมเราไม่หันมาตั้งคำถามดีๆ ให้กับชีวิตให้กับใจเรา ให้มีความฝัน ให้มีเป้าหมาย ผมพยายามหลีกเลี่ยงคำว่าความหวัง อย่าไปหวังมันเลยครับ เพราะแค่ความหวังไม่ได้ช่วยอะไรเราหรอก มันต้องลงมือตั้งเริ่ม คิดใหม่ ตั้งคำถามใหม่ และลงมือทำใหม่ เลิกความคิดเชิงลบทั้งหลายทิ้งไป มาเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้งสำหรับวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงที่เป็นนิจสิน ถึงแม้ล้มไปแล้ว ก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่ มันง่ายอย่างนั้นไหมครับ


บอกกันตรงๆ ว่า กว่าผมจะกลับมาเขียนตรงนี้อีกนั้น ผมต้องใช้พลังอย่างมากที่จะต้องก้าวข้ามความอึดอัด และความหดหู่ ความกังวล ความไม่สบายใจต่างๆ แต่พอเขียนไปได้สัก 3-4 บรรทัด มันเหมือนได้ปลดปล่อยอะไรออกไป ผมว่าการเขียนนั้นมันก็เป็นเครื่องช่วยในการเยียวยาจิตใจเราได้เหมือนกันนะครับ (ทั้งๆ ที่ผมเองก็ไม่ได้เขียนดีอะไรมากมายเท่าไหร่นัก) ทำไมเพื่อนไม่มาลองเขียนกันดูบ้างล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Life - ความฝัน - ฝันให้ไกล ไปให้ถึง

“ความฝัน” ผมว่าทุกคนมีความฝันครับ ตอนนี้ผมก็ยังสร้างฝันอยู่เลย ทั้งๆ ที่ชีวิตก็ดำเนินมาตามฝันอยู่แล้ว ก็มีทั้งฝันที่เป็นจริงและทั้งที่ไม่ไม่ถึงฝัน และมีสิ่งที่ไม่ได้คาดฝันไว้ด้วย วันนี้ผมก็เลยอยากจะเล่าอะไรให้ฟังกันแบบเบาๆ ไม่ต้องเครียดมากนัก พอดีวันนี้เป็นวันอาทิตย์เลือกตั้ง แล้วไม่ได้สอนหนังสือด้วย หลังจากต้องสอนหนังสือเสาร์อาทิตย์มาอยู่เดือนสองเดือนแล้ว หลังจากนี้ก็คงจะต้องมีอีกสอนกันอีกต่อไปอีกสองสามเดือนนะครับ บังเอิญวันนี้ได้มีโอกาสไปเดินเล่นซื้อของที่ห้างสรรพสินค้ากับครอบครัวหลังจากไปเลือกตั้งแล้ว พอดีลูกชายผมไปซื้อ DVD หนังไทยเรื่อง Suck Seed มาดู ผมก็เลยมีโอกาสได้นั่งดูด้วย ในระยะนี้ผมกับลูกชาย (Peter) มีแฟนเพลงร่วมสมัยอยู่หนึ่งวง คือ BodySlam และอีกหลายวงที่ผมพอจะฟังได้ เน้น Rock เพราะว่า เป็นเพลง Rock ร่วมสมัย เอาไว้วันหลังผมจะมาเล่าเรื่องเพลง Rock ให้ฟัง


พอได้มาดูหนังเรื่อง Suck Seed กับ Peter ลูกชายผมแล้ว ทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เคยเล่นกีตาร์ มีถุงผ้าใส่กีตาร์ถือไปโรงเรียน แต่ผมเองมันก็ห่วยไปไม่ถึงฝัน ไม่รู้ว่า ห่วยขั้นเทพเหมือน Suck Seed หรือไม่ เออ! หรือผมไม่ได้ฝันมั๊งหรือไม่ได้ตั้งใจที่จะฝันหรือทำตามฝันนั้นอย่างจริงจัง ไม่งั้นผมคงจะเข้าไปสู่วงการบันเทิงไปแล้วมั๊งครับ! อย่าคิดมาก ผมคงจะฝันไปมั๊งครับ ตามปกติผมเองก็ไม่ค่อยได้ดูหนังไทยมากเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นหนังฝรั่งแล้ว ก็ดูเป็นประจำ ทั้งหนังรักวัยรุ่น หนังรักวัยผู้ใหญ่ ก็สนุกและให้แง่คิดต่างๆ แล้วแต่คนดูจะจับใจความของการนำเสนอได้มาน้อยแค่ไหน หนังเรื่อง Suck Seed ทำให้ผมนึกถึงความเป็นเพื่อนสมัยวัยรุ่น ซึ่งความเป็นเพื่อนอย่างนั้นก็คงจะหายากขึ้นในวัยใกล้ร่วงอย่างผม เพราะมันเป็นวัยที่อิสระในความคิดและความฝัน เป็นวัยที่สามารถสร้างความมุ่งมั่นในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีพลัง ถ้าได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง ซึ่งหลายคนบอกว่ามันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ซึ่งก็ไม่เสมอไปหรอกครับ ชีวิตยังอีกยาวนัก ยังมีอีกหลายโค้งนักในชีวิตเรา


แต่เราก็ไม่สามารถรอในวันพรุ่งนี้ได้เพราะเรามีแค่วันนี้เท่านั้นสำหรับการตัดสินใจ เราต้องตัดสินใจในวันนี้แล้ว ถ้าเราจะทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าถ้ารอถึงวันพรุ่งนี้แล้ว เราอาจจะไม่มีโอกาสที่จะตัดสินใจอะไรได้ในวันพรุ่งนี้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่า เราจะมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่ ในหนังผมชอบที่ “คุง” ตัดสินใจและเรียก “เป็ด” และ “เอ็กซ์” (ตัวละครในเรื่อง Suck Seed) เดินทางโดยรถไฟจากเชียงใหม่มากรุงเทพเพื่อที่จะมาสร้างฝันและคำมั่นสัญญาว่าจะมาเล่นดนตรีร่วมกันและต้องมาแข่งขันในรายการสุดท้ายที่กรุงเทพให้ได้ มันเป็นการสร้างกำลังใจที่ดีมาก นั่นมันก็เป็นความคิดแบบเด็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากอารมณ์ที่ถูกจุดขึ้นมาได้หลายทาง ไม่ว่าจากพ่อแม่ ดารานักร้องที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อนๆ หรือจากความผิดหวังในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะความรัก อารมณ์ที่พุ่งพล่านและเปลี่ยนไปมาได้อย่างรวดเร็ว มันก็เลยสามารถทำให้วัยรุ่นทั้งหลายประสบผลสำเร็จได้และในขณะเดียวกันก็ทำให้หลงผิดหลงทางไปได้อีกเยอะเลยครับ


ผมเองก็ผ่านวัยนั้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็นับว่าเป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจตัวเองได้ ถึงแม้ว่าจะมาถึง 3rd quarter แล้วก็ตาม ความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ตลอดเวลาหรือเป็นนิจจสินนั่นเอง ผมก็ยังต้องฝันอยู่ตลอดเวลาเสมอเพื่อสร้างแรงผลักดันให้กับตัวเองและครอบครัว โดยเฉพาะ Peter ลูกชายตัวแสบของผมนี้ แล้วผมจะช่วยดูแลและแนะนำความฝันของเขาได้อย่างไร ในขณะนี้แม่เขาก็ดูแลฝันของเขาอยู่ อย่างน้อยหนังเรื่อง Suck Seed ก็ทำให้เขาหันมาสนใจดนตรีมากขึ้น บางทีเจ้าลูกชายของผมอาจจะมาเติมฝันที่ขาดหายไปของผมซึ่งผมไม่มีความสามารถทางดนตรี แต่ผมก็ชอบและรักดนตรีไม่แพ้นักดนตรีทั้งหลายนะครับ


ผมแบ่งชีวิตเป็น 4 ระยะหรือ 4 Quarters โดยที่ 1st quarter ก็เป็นช่วงเด็กจนถึงวัยรุ่น ช่วง 2nd quarter เป็นช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวในวัยทำงานจนถึงการเริ่มครอบครัว ช่วง 3rd quarter เป็นช่วงของการเลี้ยงดูลูกและครอบครัวในเติบโตและ เตรียมตัวเกษณียน และ 4th quarter เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตหลังจากทำงานมาตลอดชีวิตและในวัยเกษณียน ผมพิจารณาตัวเองอยู่ในตอนต้นของ 3rd Quarter แล้ว ผมเองก็ต้องฝันถึงความเป็นไปของชีวิตผมใน 3rd และ 4th Quarter ไว้ด้วย ความฝันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ผมคิดว่าทุกคนต้องฝัน และไม่ฝันไม่ได้ ผมไม่ได้หมายถึงการนอนหลับฝัน แต่เป็นการฝันไปข้างหน้า และไม่ใช่การฝันกลางวัน แต่จะต้องเป็นการฝันที่มีพื้นฐานจากปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคตที่ต้องการ (Visioning) ไม่ใช่แค่การฝัน (Dreaming) มันควรเป็นการฝันของผู้นำ (Leader)


เราทุกคนเป็นผู้นำที่นำพาชีวิตตัวเองผ่านการเปลี่ยนแปลงในช่วงต่างๆ ของชีวิต เราเป็นนายของชีวิตเรา เราตัดสินใจบนพื้นฐานของชีวิตเราเพื่อไปสู่อนาคตที่เราออกแบบเอง ผมจึงมองความฝันในมุมมองเชิงการจัดการว่าเป็นวางแผนและตัดสินใจเพื่ออนาคต แม้แต่เด็กวัยรุ่นอย่าง “คุง” ก็ยังมีความฝัน แล้วเขาและเพื่อนๆ ก็ต้องตัดสินใจไปตามฝัน ที่เหลือหลังจากฝันหรือวางแผนไปในอนาคตแล้ว ก็คือ การทำทุกอย่างเพื่อไปสู่ฝัน ต้องทำงานหนัก ต้องฝึกซ้อม ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ แต่ก็อย่างว่าครับ ด้วยความเป็นเด็กในระหว่างทางไปสู่ฝันนั้น เขาอาจจะตัดสินใจผิดด้วยอารมณ์เดียวกันที่ทำให้เขาสร้างฝันได้ อารมณ์เดียวกันนั้นก็ทำให้ตัวเขาเองนั้นทำลายฝันตัวเองลง รวมทั้งความเป็นเพื่อนกับ ”เป็ด” ที่เป็นเพื่อนกันมาแต่เด็ก


แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการเป็นนักดนตรี การฝึกซ้อม และแรงกดดันต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่า กว่าจะมายืนบนเวทีได้นั้นลำบากแค่ไหน น่าเสียดายครับ หนังเน้นความมันส์ ตลกและความรักในวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ ไหนๆ หนังเรื่องนี้ก็สามารถสร้างกระแสการเล่นดนตรีโดยเฉพาะกีตาร์ได้อย่างมาก ผมว่าหลังจากนี้ เด็กก็จะหันไปเล่นกีตาร์กันมากขึ้น แต่จะมีสักกี่คนที่ทำสำเร็จ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่า คงจะไม่ง่ายนักที่จะเล่นได้อย่างมืออาชีพหรือเป็นวงดนตรีได้ และจะดีมากเลยถ้าหนังเรื่องนี้สอนเด็กวัยรุ่นในเรื่องความมีวินัยและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งจะทำให้เด็กๆ อย่างลูกผมที่อายุ 10 ขวบเองได้เรียนรู้ถึงความมีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต การเรียนและการทำงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในการทำงานและการดำรงชีวิต ผมจึงมองภาพยนตร์หรือหนังไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่ผมมองว่ามันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและพัฒนาสังคมด้วย


ทุกคนหรือทุกองค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องฝันกันทุกคน กว่าจะมายืนหรือประสบความสำเร็จในลำดับต้นๆ นั้น ทุกคนต้องฝันต้องวางแผนเสมอ เพราะถ้าไม่ฝัน ถ้าไม่วางแผนแล้ว เราจะไม่มีทิศทางในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าฝันนั้นหรือแผนนั้นจะต้องชัดเจนหรือไม่ บางคนบอกว่ามันจะเบลอๆ มัวๆ อยู่ เห็นไม่ชัด อย่างนั้นไม่ใช่ครับ Vision หรือวิสัยทัศน์นั้นจะต้องชัดเจนว่าเราอยากจะเป็นอะไร อยากจะไปไหน เหมือนกับบัณฑิต อึ๊งรังษี ที่บอกกับตัวเองว่า “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” มันเป็นฝันที่จะต้องเป็นจริงให้ได้ ถ้ามันจะเป็นจริงแล้ว มันต้องชัดเจน แต่สิ่งที่ไม่ชัดเจนก็คือ แล้วเราจะไปอย่างไร? หนทางข้างหน้านั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีความไม่แน่นนอนอยู่มากมายในหนทางข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การรู้จักตัวเองและการประเมินตัวเอง ยิ่งเรารู้จักตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถจัดการกับตัวเองและหนทางที่เป็นอุปสรรคในการทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง สู้ต่อไป Takeshi ไอ้มดแดง! “ ฝันของประเทศไทยก็ขึ้นอยู่กับฝันของเราทุกคน เราจึงต้องช่วยกันสร้างฝันและสานฝัน และที่สำคัญที่สุด เราทุกคนจะต้องทำฝันนั้นให้เป็นจริงด้วยครับ!