<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505</id><updated>2012-01-30T15:35:15.840+07:00</updated><category term='จีน'/><category term='โซ่อุปทาน'/><category term='Lean'/><category term='มหาวิทยาลัยขอนแก่น'/><category term='World Expo'/><category term='Liker'/><category term='อุตสาหกรรม'/><category term='ศรีปทุม'/><category term='ปริญญาโท'/><category term='การแปลงสภาพ'/><category term='ลอจิสติกส์'/><category term='การศึกษา'/><category term='transformation'/><category term='Six Sigma'/><category term='เจาะแก่นแนวคิดแบบลีน'/><category term='ลีน'/><category term='Shanghai Expo 2010'/><category term='นักปฏิบัติ'/><category term='logistics'/><category term='คุณค่า'/><category term='วิศวกรรม'/><category term='Systems'/><category term='การเรียนรู้'/><category term='Recall'/><category term='วิศวกรรมอุตสาหการ'/><category term='JIT'/><category term='เซี่ยงไฮ้'/><category term='supply chain'/><category term='Kanban'/><category term='นวนิยายธุรกิจ'/><category term='hai Expo 2010'/><category term='ความรู้'/><category term='Productivity World'/><category term='IE'/><category term='โลจิสติกส์'/><category term='Process'/><category term='วิพากษ์'/><category term='การจัดการ'/><category term='Toyota'/><category term='การเรียกคืนรถยนต์'/><category term='TPS'/><category term='Shanghai'/><category term='ทางออกวิกฤติโลจิสติกส์ไทย'/><title type='text'>Lean Supply Chain Thinker</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>98</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-1840879073567242729</id><published>2012-01-30T10:51:00.007+07:00</published><updated>2012-01-30T12:03:52.009+07:00</updated><title type='text'>Daily Supply Chain 4 : โน้ต อุดม - เดี่ยวโซ่อุปทาน ”The Pizza Company”</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ได้ดูเดี่ยว 9 ของโน๊ตอุดมไปแล้ว มันส์มากครับ โน้ตสามารถนำเอาเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันมาเล่าให้ฟังได้สนุกสนานมากเลย จนบางครั้งเราก็ลืมนึกถึงไปว่าเราก็เจอกับสภาพเช่นที่โน๊ตเอามาแซวในงานเดี่ยว 9 ของเขา ในตอนหนึ่งของเดี่ยว 9 ที่โน๊ตเล่าเรื่องการเป็น Brand Ambassador ของ “The Pizza Company.” พอได้ดูแล้ว เออ! สิ่งโน้ตเล่ามานั้น มันก็คือ โซ่อุปทานดีๆนี่หว่า ทุกท่านลองไปค้นใน You Tube แล้วค้นคำว่า “เดี่ยว 9 Pizza” หรือ &lt;a href="http://www.youtube.com/watch?v=5wrFjJroDE8"&gt;http://www.youtube.com/watch?v=5wrFjJroDE8&lt;/a&gt; ดูสิว่าโน้ตเขาเล่าว่าอย่างไรบ้างนะครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-lod6K9snIoM/TyYXKCIoA3I/AAAAAAAAAFM/WfF5jgs7kbA/s1600/ff.jpg"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 132px; FLOAT: left; HEIGHT: 94px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5703271439250490226" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-lod6K9snIoM/TyYXKCIoA3I/AAAAAAAAAFM/WfF5jgs7kbA/s320/ff.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;โน้ตเล่าถึงว่าการจะเป็น Brand Ambassador นั้นจะต้องไปดูว่ การทำ Pizza (Make) และส่ง Pizza (Move) นั้นเป็นอย่างไร? พอโน้ตขึ้นหัวเรื่องมาแล้วก็ใช่เลย ในโซ่อุปทานจะต้องมี Make และ Move เราถึงจะได้มี Pizza มากิน ตามธรรมดานั้นเราจะไปกิน Pizza ที่ร้าน เราจะต้องเดินทางไปที่ร้านเอง เราเสียค่าลอจิสติกส์ในการเดินทางและเวลาเองในการเข้าถึงร้าน Pizza แล้วถ้า Pizza ยี่ห้อไหนมีสาขาเยอะหน่อย เราก็เข้าถึงได้ง่าย เสียค่าลอจิสติกส์น้อย ร้าน Pizza นั้นก็ได้โอกาสในการขายมากขึ้น แต่การที่ร้าน Pizza มีสาขาเยอะก็หมายถึงการลงทุนด้านคุณค่าเชิงลอจิสติกส์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้เร็วที่สุดเป็นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของโซ่อุปทาน (Strategic Supply Chain Planning) เพื่อให้เกิดการปฏิบัติการ (Operational) ที่น่าจะขาย Pizzaได้มากขึ้น กำไรมากขึ้น น่าจะได้ผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้น ส่วนลูกค้าที่ไม่อยากจะออกมานอกบ้านและเดินทางไปที่ร้าน ทางร้าน Pizza จึงเสนอคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ด้วยการส่งถึงบ้านจากสาขาที่ใกล้ที่สุดด้วยการโทรสั่งจากบ้าน แล้วทีมมอเตอร์ไซด์ส่ง Pizza ก็ซอกแซกจนถึงหน้าบ้านเรา ที่นี้เห็นแล้วหรือยังล่ะครับ นี่ผมพูดถึงแค่จะเอา Pizza มาให้กินก็มีกิจกรรมลอจิสติกส์มากมายที่จะต้องลงทุนก่อนที่จะลดต้นทุนลอจิสติกส์ในการดำเนินงานกัน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โน้ตเล่าถึงการไปเยี่ยมโรงเรียนทำ Pizza ซึ่งมีการปั้นแป้ง นวดแป้ง ซึ่งโน้ตคงจะไม่ได้มีโอกาสเห็นทาง The Pizza Company นั้นไปซื้อแป้งมาจากไหน? ซื้อมาเป็นจำนวนเท่าไหร่? แล้วต้องผ่านกระบวนการอะไรก่อนหรือไม่? และจะต้องส่งแป้งเหล่านี้ไปยังสาขาต่างๆ ทั่วประเทศอย่างไร? และคงจะไม่ใช่แค่แป้งเพียงเดียว รวมทั้งส่วนประกอบวัตถุดิบอื่นๆ ด้วย กิจกรรมตรงนี้เป็นกิจกรรม Inbound Logistics ผมเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ส่วนประกอบต่างๆ ของ Pizza หนึ่งชิ้น ควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;แล้วโน้ตก็เล่าถึงกระบวนการนวดแป้งและกระบวนการต่างๆ ที่จะต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องและเครื่องมือเครื่องจักรในการแปลงสภาพแป้งไปเป็น Pizza ซึ่งก็ คือ กระบวนการผลิต (Make) นั่นเอง เราเองก็เข้าใจได้ไม่ยากหรอกครับ เรารู้จักกันดีในกระบวนการทำอาหารทั่วไป แต่ในเชิงการจัดการโซ่อุปทานนั้น เราจะทำอย่างไรให้ได้ตามคุณภาพ (Good) ได้ตามจำนวนและตรงเวลา (Fast) และต้นทุนที่เหมาะสม (Cheap) และเพื่อการแข่งและอยู่รอดนั้น เราก็จะต้องทำให้ดีกว่า (Better) เร็วกว่า (Faster) และถูกกว่า (Cheaper) อยู่เสมอ แป้งเหล่านั้นจึงถูกนวดและจัดการไว้รอลูกค้าอย่างเราๆ ไปโทรสั่ง ตรงนี้เป็นการจัดการ Semi-product Inventory หรือเป็น Work in Process (WIP) แล้วเราจะคาดการณ์อย่างไรดีว่าจะต้องมีไว้เป็นจำนวนเท่าใด อัตราของความต้องการเป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ เราทุกคนรู้และสัมผัสได้จากชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่าจะใส่ใจหรือนึกถึงหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โน้ตเล่าให้ฟังต่อว่า ทางการตลาดไปสัญญาไว้ในโฆษณาว่า โทรสั่ง 1112 ได้ Pizza ภายใน 30 นาที นั่นคือ ระดับการให้บริการ (Service Level) ที่โซ่อุปทานของ “The Pizza Company” จะต้องตอบสนองให้ได้ทันตามที่สัญญาไว้ โน้ตยังเล่าต่อไปว่า พอลูกค้าโทรสั่งปุ๊บ ทางร้านที่ทำ Pizza นั้นจะมี Lead Time หรือเวลาในการผลิต แค่ 15 นาที และอีก 15 นาทีในการจัดส่ง โน้ตเล่าถึงขั้นตอนต่างๆ ในการใส่ส่วนประกอบต่างๆ ใน Pizza นั้นจะต้องใส่อะไรต่างๆ ลงไปบ้าง และจะต้องทำให้ทันเวลาที่กำหนดไว้ คนทำ Pizza ต้องทำงานเป้นลิงเลย เออ! แล้วในแต่ละสาขาจะต้องมีคนกี่คน มีเตากี่เตา นี่เป็นคำถามในเชิงการวางแผนและออกแบบ และขั้นตอนการทำ Pizza จะต้องมีมาตรฐานด้วย จึงทำให้ Pizza มีรสชาดเดียวกันทุกสาขา แล้วก็เอาไปเข้าเตาอบซึ่งจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แล้วจึงนำออกมาใส่กล่องกระดาษซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อนำส่ง (Delivery) ไปถึงบ้านลูกค้า จากกล่องกระดาษนี้ไปสู่ขั้นตอนการนำส่งโดยมอเตอร์ไซด์ ซึ่งก็ยังต้องมีกระเป๋ารักษาความร้อนอีกชั้นหนึ่งเพื่อรักษาคุณค่า Pizza ให้ร้อนอยู่เหมือนตอน ออกมาจากเตาที่ร้านเมื่อมาส่งถึงบ้านลูกค้า ทั้งกล่องและกระเป๋ารักษาความร้อนนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์ในการนำส่งคุณค่าที่เป็นอาหารในรูปแบบของ Pizza &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลังจาก 15 นาทีที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ในร้านแล้ว ภาระที่เหลืออีก 15 นาทีนี้จะอยู่ที่ทีมรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งจะต้องไปส่งให้ทันเวลา (In Time) ถึงตรงนี้ล่ะครับ เราจะจัดการลอจิสติกส์การส่ง Pizza ได้อย่างไรเพื่อให้ทันเวลา ส่วนการมองภาพทั้งหมดเมื่อ Pizza ถึงมือลูกค้าอย่างถูกเวลา สถานที่ และ Pizza อยู่ในสภาพที่ร้อน หอมอร่อย ด้วยราคาและต้นทุนที่เหมาะสมจากการออกแบบและวางแผนมาก่อน รวมทั้งการปฏิบัติการในแต่ละวันและแต่ละคำสั่งซื้อ นั่นเป็นการมองทั้งโซ่อุปทานที่มีทั้งลอจิสติกส์และการผลิตอย่างเชื่อมโยงกันหรือบูรณาการกันจนไปถึงมือลูกค้า โน้ตยังเล่าถึงว่า มีความเห็นใจทีมส่ง Pizza มากๆ ว่าต้องบุกไปส่งให้ถึงที่ไม่ว่าฝนจะตกหนักหรือฟ้าจะร้อง ถึงแม้ว่าเราจะแกล้งบอกซอยไปผิดๆ ทีมส่งก็ยังไปส่งถูกเลย มันแน่ไหมล่ะ แล้วเราเคยสงสัยไหมว่า แล้วทำไมเขาถึงมาส่งได้ถูกที่ล่ะ แล้วถ้าเราโทรสั่งบ่อยๆ แล้ว แค่บอกเบอร์โทรเขา แล้วเขาเช็คในฐานข้อมูลแล้วว่าเคยสั่งมาก่อนแล้ว ก็ไม่ต้องบอกทางให้ยุ่งยาก มาถูกแน่นอน ใครมาส่งก็ได้ นั่นแสดงว่า ข้อมูลต่างๆ นั้นเขาเก็บไว้ในฐานข้อมูลลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการธุรกิจ (Business Process) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ประเด็นของการจัดการลอจิสติกส์ของการส่ง Pizza นี้ในระดับของการปฏิบัติการ (Operational) นั้นไม่ใช่การลดต้นทุนลอจิสติกส์เป็นหลัก แต่เป็นการส่งให้ทันเวลาและ Pizza อยู่ในสภาพพร้อมที่จะกินเพื่อให้ขายได้และมีกำไร แต่การปฏิบัติการ (Operational) นั้นจะดีหรือเลว จะมีต้นทุนมากหรือน้อยก็ต้องมาจากการออกแบบโซ่อุปทาน (Supply Chain Design) ในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic) และในระดับยุทธวิธี (Tactical) ผมมองการปฏิบัติการหรือ Operational คือ การตอบสนองต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งเริ่มจากคำสั่งซื้อของลูกค้าไปจนลูกค้าได้รับสินค้าและเก็บเงิน ดังนั้นเราจึงต้องมองตั้งแต่ลูกค้าโทรสั่งจนถึงลูกค้าได้รับ Pizza กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การไหลวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์และการบริการที่สัญญากับลูกค้าไว้ กิจกรรมนั้นเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์ ส่วนข้อมูลและการวางแผนนั้นเป็นกิจกรรมการจัดการลอจิสติกส์ แต่ถ้ามีการเพื่อคุณค่าหรือการแปลงสภาพ กิจกรรมนั้นเป็นการผลิต ส่วนข้อมูลและการวางแผนนั้นเป็นกิจกรรมการจัดการการผลิต ดังนั้นกิจกรรมในโซ่อุปทาน ก็ คือ กิจกรรมลอจิสติกส์และกิจกรรมการผลิต ถือว่าเป็นกระบวนการหลัก (Core Process) ส่วนการจัดการโซ่อุปทาน ก็คือ ข้อมูลและการวางแผนของลอจิสติกส์และการผลิตอย่างบูรณาการกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งก็คือ กระบวนการวางแผนโซ่อุปทาน (Supply Chain Planning) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะให้ Operation ของ The Pizza Company สามารถส่ง Pizza ได้อย่างทั่วถึงด้วยเบอร์โทร 1112 และคิดอย่างที่ โน้ตเล่าให้ฟังก็คงจะไม่เพียงพอ เพราะว่าจะต้องมีการคิดและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic) และ ยุทธวิธี (Tactical) มาก่อนที่จะดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ (Operational) ในการทำและส่ง Pizza ตั้งแต่ข้อมูลด้านการตลาดว่ามี Demand เป็นอย่างไรบ้าง Locations หรือตำแหน่งที่ตั้งของร้านสาขาต่างๆ อยู่ที่ไหนบ้าง การออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Pizza ชนิดต่างๆ จะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง แล้วจะต้องซื้อจากที่ใด ใครจะสามารถจัดส่งให้ หรือเป็น Suppliers ให้ได้อย่างไร The Pizza Company ต้องมีศูนย์รับและกระจายสินค้าหรือวัตถุดิบในการทำ Pizza อยู่ที่ไหนบ้าง ใครจะมาเป็นผู้ที่กระจายสินค้าและวัตถุดิบรวมทั้งจัดส่งไปยังร้าน The Pizza Company ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วทาง The Pizza Companyจะหาคนที่มาประจำร้านและผู้จัดการร้านที่คอยดูแล Operation ที่หน้าร้านด้วยจำนวนเท่าไหร่ ส่วนเรื่องของการรับคำสั่งซื้อนั้น Call Center ก็คงจะต้อง Outsource ออกไปให้บริษัท Call Center ดูแลรับคำสั่งซื้อมาให้แต่ละร้านสาขา The Pizza Company ก็จะต้องมีระบบ IT และ Database ไว้ดูแลข้อมูลลูกค้า แผนที่ที่ไปยังบ้านของลูกค้าโดยใช้เบอร์โทรศัพท์เป็นตัวบ่งชี้ และกระจายคำสั่งซื้อไปยังสาขาต่างๆ เพราะว่าถ้าไม่มี IT ระบบ Network ที่รองรับแล้ว การรับคำสั่งซื้อก็จะดำเนินการไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เห็นไหมครับว่ากว่าจะมาเป็น Operation ในการทำและส่ง Pizza ให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้ เราได้กิน Pizza ที่บ้านโดยไม่ต้องออกจากบ้านได้นั้น The Pizza Company ต้องการการจัดการโซ่อุปทานที่ครบวงจร ทั้งๆ ที่คนทำอยู่หรือคนที่วางแผนอยู่นั้นอาจจะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นเป็นการจัดการโซ่อุปทานของ The Pizza Company เช่นเดียวกันกับ โน้ตอุดมที่เขามาเล่าเรื่องราวของ การทำ Pizza ของ The Pizza Company นี้ โน้ตเองก็ไม่รู้หรอกว่า เขากำลังเล่าเรื่องราวของโซ่อุปทาน Pizza อยู่ มันจะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้เรื่องของการจัดการโซ่อุปทานที่ประกอบไปด้วยการผลิตและลอจิสติกส์ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและการจัดการธุรกิจที่เราเป็นเจ้าของหรือที่เราทำงานอยู่ เพื่อให้ผลกำไรอยู่รอดหรือเพื่อให้งานของเรามีประสิทธิภาพขึ้น เราทำงานน้อยลง เราผิดพลาดน้อยลง และเป็นการสร้างโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ดีขึ้น เราและบริษัทหรือธุรกิจของเราสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ และสุดท้ายชีวิตและสังคมก็น่าจะดีขึ้น ก็หวังไว้อย่างนั้นล่ะครับ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-1840879073567242729?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/1840879073567242729/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-4-pizza-company.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1840879073567242729'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1840879073567242729'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-4-pizza-company.html' title='Daily Supply Chain 4 : โน้ต อุดม - เดี่ยวโซ่อุปทาน ”The Pizza Company”'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-lod6K9snIoM/TyYXKCIoA3I/AAAAAAAAAFM/WfF5jgs7kbA/s72-c/ff.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-7198220356158072013</id><published>2012-01-18T09:18:00.002+07:00</published><updated>2012-01-18T09:46:50.129+07:00</updated><title type='text'>Daily Supply Chain 3 : งานศพ...งานคนเป็น</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็เห็นและสัมผัสงานศพได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เป็นความตายของคนอื่นๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ระยะนี้เริ่มมีงานศพเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ตามระยะเวลาของอายุของผมที่เริ่มเข้าวัยที่สมควรแล้ว แล้วคุณค่า (Values) ของงานศพ คือ อะไร? ดังนั้นเราจึงจะต้องมากำหนดกันก่อน เราจัดงานศพเพื่อไว้อาลัยและให้เกียรติคนที่เสียชีวิตไป แต่กว่าจะมาเป็นงานศพได้ตามที่เราต้องการได้นั้น ก็จะต้องมีคุณค่า (Values) จากโซ่อุปทานต่างๆ (Supply Chains) มาประกอบกันเป็นงานศพที่เราเห็นกันอยู่ ตั้งแต่ วัดซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน แขกที่มาร่วมในงานสวด อาหารว่างที่ไว้เลี้ยงแขกในงานสวด พวงหรีดและดอกไม้ในงานสวด เจ้าหน้าที่ที่คอยให้ความสะดวกต่างๆ ของชำร่วยต่างๆที่แจกในงานศพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คุณค่าของงานศพอยู่ที่การให้เกียรติและไว้อาลัยกับผู้วายชนม์ รวมทั้งเป็นจุดร่วมของการมาพบปะกันของผู้คนที่รู้จักกันหรืออยู่ในสาขาเดียวกันโดยมีผู้วายชนม์และลูกหลานต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลางในการดึงดูดคนเหล่านั้นเข้ามา ดังนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ (Event) สำหรับการไว้อาลัยอย่างนั้นได้ การจัดงานศพแต่ละครั้ง แม้นว่าจะดูสิ้นเปลือง พระอาจารย์บางท่านก็อาจจะให้ความเห็นว่างานศพที่จัดๆ กันนั้นดูเป็นงานที่สิ้นเปลืองเปล่าๆ เรื่องการจัดงานศพนี้ก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนแต่ละครอบครัว บางทีมันเป็นเรื่องของหน้าตา บางทีมันเป็นเปลือกของสังคม คนตายไม่ได้เกี่ยวกันเลย บางทีพาลทำให้คนที่ยังเป็นอยู่ทะเลาะกันเสียอีก ผมมองว่างานศพเป็นงานสังคมที่มีประโยชน์อยู่ แล้วแต่ความเหมาะสมของการจัด ที่จริงแล้วไม่มีก็ได้ แต่ก็ไม่มีใครห้ามครับ ถ้าวัฒนธรรมไทยเราจะเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็ควรจะคิดว่าจะหาประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้อย่างไรให้เกิดผลกระทบในทางบวกกับทุกคนที่มางานและสังคม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โดยทั่วไปแล้วงานศพเหล่านี้ก็สร้างอาชีพทำให้คนอื่นๆ อีกหลายคนมีรายได้และมีกินมีใช้กัน งานศพจัดเป็นงานการบริการแท้ๆ เลย แต่ในงานบริการนี้จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์หรือ Product มากมายที่จะต้องมาสร้างให้งานศพขึ้น ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับโซ่อุปทานและลอจิสติกส์ของสิ่งของและการบริการอื่นๆ อย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น พวงหรีดต่างๆนั้นมีมูลค่าไม่น้อยเลยแล้วแต่ขนาดและความสวยงาม การจัดการพวงหรีดก็อาศัยกระบวนการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเข้ามาจัดการเพื่อให้พวงหรีดถึงงานศพอย่างถูกที่ถูกเวลา อย่างเช่น เมื่อรู้ว่าจะไปงานศพใครแล้ว ตั้งสวดอยู่ที่ไหนแล้ว เราก็ยกหูโทรศัพท์บอกร้านดอกไม้ว่าจะเอาพวงหรีดในระดับราคาไหน แล้วก็บอกวัดบอกศาลา บอกชื่อคนตายสักหน่อย พอใกล้ถึงเวลาสวด หรือเย็นๆ บ่ายๆ ทางร้านก็จัดการหารถมอเตอร์ไซด์มาส่งพวงหรีดให้ถึงศาลาที่สวด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ส่งมอเตอร์ไซด์นี่เป็นลอจิสติกส์ เพราะว่าบ้านเราจะมีนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้เอาเก้าอี้หงายขึ้นเพื่อให้สี่ขาของเก้าอี้ชี้ขึ้นเพื่อเอาไว้แขวนพวงหรีดเพื่อที่จะนำส่งไปยังวัดต่างๆ กิจกรรมตรงนี้เป็นกิจกรรมลอจิ สติกส์ แต่ตอนที่ส่งพวงหรีดนั้นผมเคยนั่งสังเกตุดูว่าพวกคนส่งพวงหรีดแต่ละแห่งจะมีความละเอียดไม่ตรงกัน คนส่งบางคนเดินตรงรี่เข้ามาแล้วก็ยื่นพวงหรีดให้เจ้าหน้าที่ศาลาทันที ไม่พูดไม่จา บางคนยังไม่ถอดหมวกกันน็อกเลย เดินดุ่มๆ เข้ามาเหมือนมือปืนเลย เขาส่งถูกที่หรือเปล่า ก็ไม่รู้ ไม่สนใจ บางคนก็มีแผ่นกระดาษมาถามถึงข้อมูลและตรวจสอบให้ถูกต้อง นั่นไงครับการจัดการข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ถึงที่หมาย พวกมอเตอร์ไซด์ส่งพวงหรีดเหล่านี้ก็เป็นโซ่อุปทานในการส่งพวงหรีดสำหรับงานศพ ส่วนร้านดอกไม้ ร้านพวงหรีดจะเป็นผู้ผลิตกระเช้าดอกไม้หรือพวงหรีด ส่วนพวกสวนดอกไม้ที่ปลูกดอกไม้ต่างๆ ก็จะเป็น Suppliers ให้กับร้านดอกไม้อีกทีหนึ่ง นั่นไงโซ่อุปทานพวงหรีดในงานศพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;มางานศพ ไม่กินข้าวต้มงานศพก็ไม่ได้ นั่นดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมไทยไปเสียแล้ว เดี๋ยวนี้มีการพัฒนาการไปเป็นชุดของว่างที่มีขนมและน้ำผลไม้ต่างๆ ร้านอาหารหรือร้านเบเกอรี่ดังๆ ทั้งหลายก็หันมาจับตลาดทางด้านนี้เหมือนกัน โดยเฉพาะเจ้าภาพที่มีฐานะหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ผมเห็นเป็นบุฟเฟ่ต์เลยครับ มาถึงงานตอนเย็นหิวๆ ก็กินข้าวกันเสียก่อน ไม่ต้องเป็นอาหารว่างให้ยุ่งยากแล้ว เลี้ยงให้เต็มที่ไปเลย เหมือนงานศพในต่างจังหวัดเลยครับ บางรายมีฐานะหน่อย แจกข้าวกล่องเบนโตะเหมือนในร้านฟูจิเลยครับ เลี้ยงกันอย่างนี้ไปสวดครบเจ็ดวันเลยครับ ในกรุงเทพมัวแต่เลี้ยงของว่างกันอยู่นั่นแหละ เรื่องของการจัดเตรียมอาหารทั้งหนักทั้งเบาไว้ตอนรับแขกที่มางานศพก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโซ่อุปทานอาหารในแต่ละวันที่มีการสวดศพ ประเด็นของเรื่องนี้ เจ้าภาพจะต้องพยาการณ์หรือประมาณการว่าจะมีแขกมางานจำนวนเท่าไหร่ ต้องพยายามอย่าให้ขาด หรือไม่ให้เหลือมากจนเกิดไป นี่ก็เป็นการจัดการโซ่อุปทานอาหารในงานศพแบบหนึ่งที่เราจัดการโซ่อุปทานโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ลองคิดดูสิครับว่า ทุกเม็ดเงินที่เจ้าภาพจ่ายเงินไป ก็ต้องจ่ายให้กับโซ่อุปทานใดโซ่อุปทานหนึ่งเสมอ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเม็ดเงินที่เจ้าภาพจ่ายไปแล้ว ก็ยังมีเม็ดเงินที่แขกช่วยเหลือเป็นซองมาอีกด้วย เจ้าภาพก็จะนำเงินเหล่านั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหลาย ส่วนที่เหลือก็จะนำไปทำบุญตามศรัทธา ถือว่าเป็นระบบการเงินที่ทำให้เกิดการไหลของโซ่อุปทานต่างๆ ในสังคมได้ดี เป็นธรรมเนียมเหมือนงานแต่งงาน แต่มีงานศพบ่อยๆ ก็ไม่ดี คนเราตายได้ครั้งเดียวและเป็นเรื่องที่เรายังไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่เหมือนงานแต่งที่มีได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งงานบ่อยๆ แล้วจะดี ใช่ไหมครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ส่วนวัดนั้นเป็นโครงสร้างที่สำคัญของงานศพ การจัดการแต่ละวัดก็ไม่เหมือนกัน ในกรุงเทพฯ มีวัดดังๆ หลายวัด แต่ละวัดนั้นมืออาชีพไม่แพ้โรงแรมชั้นหนึ่งเลยทีเดียว มีระบบการจัดการ และเจ้าหน้าที่ดูแลพร้อมสรรพ อีกทั้งทั้งคำแนะนำกับเจ้าภาพศพเป็นอย่างดี รวมทั้งราคาค่าใช้จ่ายในหมวดการบริการต่างๆ ให้เจ้าภาพได้เลือกใช้ แต่นั่นแหละครับ ของดีๆ สะดวกสบายก็ตามมาด้วยต้นทุนที่จะต้องยอมรับได้ วัดและศาลาที่สวดศพจะเป็นจุดรวมของโซ่อุปทานทั้งหมดของงานศพ เป็นจุดบริการ (Service Point) จะต้องเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งของวัด การเข้าและออกของแขกที่มางานศพ การจัดการจราจรภายในวัด การจัดตารางเวลาการสวด รวมทั้งเวลาการเผาที่จะต้องจัดตารางๆ ให้เหมาะสมและต่อเนื่องกัน ลองคิดดูนะครับ สมมุติว่าวัดนั้น 10 ศาลามีสวด พร้อมทั้งเผาอีกสองศพ รวมกันเป็น 12 ศพ แขกที่มาทั้งหมด 12 กลุ่มในวันนั้น ผมว่าไม่แตกต่างจากการจัดรอบฉายหนังตามโรงหนังเลยครับ แถมยากว่าอีก แต่ก็ขึ้นกับว่า แขกของแต่ละศพนั้นมากแค่ไหน เป็นคนดังในสังคมมากแค่ไหน แล้วยิ่งคนดังศพดังมาเจอกันในวัดเดียวกัน สวดวันเดียวกัน เผาวันเดียวกัน ปัญหาก็ คือ หาที่จอดรถไม่ได้ กว่าจะถึงวัดก็สวดเสร็จไปแล้ว อะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าหลายๆ ท่านก็คงจะเคยประสบกันมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;มุมมองนี้ใช้กับงานแต่งงานได้ แต่งานแต่งงานใหญ่กว่า หรูกว่า ลงทุนมากกว่า เป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่า สำหรับงานศพตรงกันข้าม เล็กกว่า แต่มากวันมากกว่า แขกที่มางานสามารถเลือกวันมาได้ แต่งานไหนจะได้กำไรมากกว่าก็แล้วแต่นะครับ ไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดๆ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ จะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ต่อเราก็ตาม ทุกคนที่อยู่ในโซ่อุปทานเหล่านั้นก็ได้คุณค่าในรูปแบบของผลตอบแทนที่เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างและผลกำไรไปกินไปใช้ไปหาประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตต่อไปจนกว่าจะถึงวันตายของตัวเอง เป็นวัฏจักรของสังคมมนุษย์มิรู้สิ้น หรือจนกว่ามนุษย์จะสูญสิ้นไปจากโลกนี้ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-7198220356158072013?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/7198220356158072013/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7198220356158072013'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7198220356158072013'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-3.html' title='Daily Supply Chain 3 : งานศพ...งานคนเป็น'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-4661897591451354327</id><published>2012-01-17T11:21:00.003+07:00</published><updated>2012-01-18T09:39:28.219+07:00</updated><title type='text'>Daily Supply Chain-2 : ม็อบปิดถนน ตัดลอจิสติกส์ ฆ่าโซ่อุปทาน</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เรื่องของม็อบปิดถนนได้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองเรื่องราวต่างๆของสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าใครจะไม่พอใจอะไร เอ๊ะอะก็จะปิดถนนกันท่าเดียว สร้างความเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้าทุกผู้ทุกคน ม็อบถือว่าเป็นเครื่องมือในการกดดันฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะภาครัฐ ซึ่งภาคประชาชนไม่ค่อยจะได้มีอำนาจอะไรไปเรียกร้องกันมากนัก โดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเลย เพราะว่าการปิดถนนไปก็สร้างความเดือดร้อน รถติดกันมากมาย วันนี้เองก็มีม็อบของผู้ชุมนุมประท้วงเรื่องราคา NGV จนทำให้การจราจรติดขัดกันไปหมด ดูๆ ไปก็เป็นเรื่องราวของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานอีกแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สมมุติว่าเราไม่อยากจะให้รถวิ่งได้ เราก็ตัดสายน้ำมัน ตัดสายไฟ รถก็วิ่งไม่ได้ คุณค่าของรถไม่มี ถ้าเราอยากจะจบชีวิตของใครคนใดคนหนึ่ง เราจะบีบคอให้หายใจไม่ออก หรือตัดเส้นเลือดให้ขาดจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ จนจบชีวิตลง การที่รถวิ่งได้เป็นคุณค่า การที่เรามีชีวิตอยู่ได้เป็นคุณค่า ดังนั้นโซ่อุปทานของรถก็ คือ องค์รวมขององค์ประกอบรถ โซ่อุปทานของชีวิตก็ คือ องค์รวมของร่างกายที่มีชีวิต ลอจิสติกส์ในแต่ละโซ่อุปทานก็จะเป็นตัวเชื่อมในการนำพาคุณค่าต่างๆไปสู่คุณค่าสุดท้ายที่มนุษย์ผู้บริโภคต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นถ้าเราต้องการจะต่อรองหรือเรียกร้องอะไรจากใครบางคน เราก็คงจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยการทำให้เขาเดือดร้อน หรือทำให้เขารู้สึกถึงภัยที่กำลังจะมา หรือตกอยู่ในสถานะเสียหาย หรือสูญเสียคุณค่าที่มีอยู่ไป หรือทำให้กระบวนการสร้างคุณค่านั้นมีปัญหา หรือโจมตีเข้าไปที่โซ่อุปทาน คราวนี้จะโจมตีตรงไหนในโซ่อุปทาน ซึ่งตามปกติในโซ่อุปทานจะมีการผลิตและการส่ง ในส่วนของการผลิตก็มีอยู่หลายส่วน แต่ละส่วนก็เป็นโรงงานที่มีรั้วรอบขอบชิด การเข้าไปทำลายก็คงจะยากอยู่ แต่คงจะไม่ถูกกฎหมาย และก็ไม่ควรจะทำอย่างยิ่งเลย ส่วนของการส่งเป็นเรื่องของลอจิสติกส์ เป็นเพียงการหยุดการไหลหรือแค่หน่วงเวลาของการไหลที่ไม่ให้ผู้รับปลายทางได้รับคุณค่า ถือว่ายังไม่ได้ทำลายตัวคุณค่า แต่ก็ฆ่าโซ่อุปทานได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ลูกค้าหรือผู้รับคุณค่าก็ไม่ได้คุณค่า เพราะถนนถูกตัดขาดไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เราจึงเห็นได้ว่า มนุษย์เรานั้นมีความเข้าใจในเรื่องคุณค่า ลอจิสติกส์และโซ่อุปทานกันมาช้านานแล้ว โดยไม่รู้ตัว และได้ใช้แนวคิดพื้นฐานเหล่านี้แหละครับในการดำเนินงานต่างๆ ในธุรกิจและชีวิตประจำวันเพื่อให้ถึงเป้าหมาย การปิดล้อมทางเข้าออก การปิดถนน วิธีการเหล่านี้ถือว่าเป็นการตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุง (Logistics) ทำให้คู่ต่อสู้ศัตรูของเราไม่สามารถดำเนินงานได้ และเมื่อไม่สามารถดำเนินงานได้คุณค่าก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากโซ่อุปทานนั้นได้ ปัญหาจึงเกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ในการแข่งขัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถนนและการขนส่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนสาธารณูปโภคป็นลอจิสติกส์ของโซ่อุปทานของคุณค่าต่างๆ มากมายที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคนมากมายในเมืองและในประเทศ ถ้าถนนถูกปิดหรือถูกตัดขาด โซ่อุปทานถูกทำให้หยุดชะงัก คุณค่าไม่มา ไม่ไหล คนเดือดร้อน เพราะคนไม่ได้รับคุณค่า แล้วคนก็ไม่ใช่หนึ่งสองสามคน แต่เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น แล้วมูลค่าของความเสียหายก็ไม่รู้จะประเมินอย่างไร บอกไม่ถูกจริงๆ เมื่อมันจะเดือดร้อนอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านเขาด่ากันอย่างนี้แล้ว อีกฝ่ายก็คงจะต้องฟังหรือยอมกันบ้าง เพื่อให้ลอจิสติกส์ได้ไหลตามปกติ โซ่อุปทานก็ผลิตคุณค่าออกมาได้ถึงมือลูกค้าหรือผู้ใช้ แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพสมดุลดังเดิม เมื่อลอจิสติกส์ไหลส่งผ่านคุณค่าในโซ่อุปทานไปยังผู้ใช้คุณค่าได้ตรงตามเป้าประสงค์ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-4661897591451354327?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/4661897591451354327/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/4661897591451354327'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/4661897591451354327'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-2.html' title='Daily Supply Chain-2 : ม็อบปิดถนน ตัดลอจิสติกส์ ฆ่าโซ่อุปทาน'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-5128114988372181437</id><published>2012-01-17T11:20:00.002+07:00</published><updated>2012-01-18T09:34:49.705+07:00</updated><title type='text'>Daily Supply Chain-1 : จากไปรษณีย์ถึงตั๋วคอนเสิร์ต</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;วันนี้ผมขับรถตามหลังรถเมล์เห็นป้ายโฆษณาของบริษัท ไปรษณีย์ไทย ว่าสามารถจองหรือตั๋วคอนเสิร์ตผ่านที่ทำการไปรษณีย์ได้แล้ว แล้วผมก็เห็นตราของบริษัท Thai TicketMaster ร่วมอยู่ด้วย ผมก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังของแนวคิดของกิจกรรมนี้ ว่ามาจากแนวคิดลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ทั้งๆ ที่ทั้งสองบริษัท ไปรษณีย์ไทยและ Thai Ticket Master อาจจะไม่ได้นำเอาแนวคิดลอจิสติกส์และโซ่อุปทานมาใช้อย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่ได้ทำได้ตัดสินใจไป นี่แหละ คือ การจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานตัวจริงที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน ทุกลมหายใจเข้าออก ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตื่นนอนอีกวันหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;มาดูกันให้ดีว่ามีใครเป็นผู้เล่นกันบ้าง ที่แน่ๆ ก็ คือ ไปรษณีย์ไทยนั้นเป็น Logistics Providers ที่มีฐานจากการส่งพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงทุกครัวเรือนจนเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย และมีที่ทำการไปรษณีย์กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในประเทศ ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยได้มีการปรับตัวมาตลอดด้วยการเพิ่มคุณค่าตัวเองด้วยการให้บริการลอจิสติกส์อื่นเพิ่มขึ้นโดยยังใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมอยู่ให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากที่ทำการไปรษณีย์เดิมก็กลายเป็นจุด Pay Point ให้บริการอื่นๆ มากกว่าไปรษณีย์ ทำให้มีการบริการหลากหลายมากขึ้น รายได้ก็มากขึ้น ส่วนการบริการส่งพัสดุและจดหมายต่างๆ ก็เพิ่มการบริการส่งสินค้าอย่างอื่นๆ ขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นอาหารจากต่างจังหวัดที่มีชื่อเสียงต่าง รวมทั้งสินค้าอื่นๆ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ ไปรษณีย์ไทยมีความเป็นบริษัทลอจิสติกส์มากขึ้น นั่นแสดงว่า ไปรษณีย์ไทยได้เข้าไปมีส่วนในการนำส่งคุณค่าไปสู่ผู้บริโภคในโซ่อุปทานของสินค้าต่างๆ มากขึ้น ก็แล้วแต่ว่าสินค้านั้น คือ อะไร โดยใช้ความได้เปรียบของโครงสร้างและเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่มีอยู่ทำให้มี Logistics Values เพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ที่ไหนมี Logistics หรือ เรียกตัวเองว่าเป็น Logistics Providers เราก็ต้องมองเห็นโซ่อุปทานด้วย เพราะทั้งการผลิตและลอจิสติกส์และโซ่อุปทานจะต้องเป็นของคู่กันเสมอ ถ้าพูดถึงโซ่อุปทานแล้วเราจะต้องเห็นผู้บริโภคหรือผู้ใช้คุณค่าคนสุดท้ายด้วย วันนี้ไปรษณีย์ได้เพิ่มคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ (Logistics Values) ให้กับโซ่อุปทานคอนเสิร์ต โดยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการจองตั๋วคอนเสิร์ตได้โดยผ่านช่องทางของไปรษณีย์ไทย เท่าที่ผมเห็น ก็ยังคงอยู่ภายใต้ Thai Ticket Master ซึ่งก็น่าจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของโซ่อุปทานคอนเสิร์ตต์นี้ ซึ่งมี Thai Ticket Master เป็นผู้กุมช่องทางการจำหน่ายตั๋วรายใหญ่อยู่ การร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย ถือว่าเป็นขยายช่องทางออกไปจากที่ข่องทางเดิมที่มีอยู่ ด้วยการลงทุนที่น้อยกว่า แต่กลับได้อาศัยช่องทางเดิมที่อยู่ของไปรษณีย์มาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงลูกค้า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เท่าที่สังเกตุดูในเรื่องการดำเนินการคงจะไม่มีปัญหามากนัก เพราะระบบไอทีที่ถูกพัฒนาอย่างได้มาตรฐานและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกขึ้น เป้าหมายของโซ่อุปทานคอนเสิรต์หรือภาพยนตร์ก็คือมีคนไปดูมากๆ แล้วจะทำอย่างไรล่ะให้คนเข้าถึงการซื้อตั๋วได้ง่ายที่สุดและไวที่สุด นี่ล่ะครับบทบาทของลอจิสติกส์ในโซ่อุปทานทั้งหลายในชีวิตประจำวัน &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-5128114988372181437?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/5128114988372181437/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5128114988372181437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5128114988372181437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/daily-supply-chain-1.html' title='Daily Supply Chain-1 : จากไปรษณีย์ถึงตั๋วคอนเสิร์ต'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-5128723989100721825</id><published>2012-01-17T11:19:00.004+07:00</published><updated>2012-01-18T09:29:15.102+07:00</updated><title type='text'>Life เมื่อผม...มีรักใหม่</title><content type='html'>คนเราไม่ใช่ว่าสามารถจะมีรักได้แค่รักเดียว ความรักมัน Unlimited dimensions และ Timeless ทำไมผมถึงเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะว่าช่วงปีใหม่มีคนโทรศัพท์มาทักทายและอวยพรปีใหม่ และมักจะถามว่าผมสบายดีมีความสุขดีไหม? ผมก็ตอบไปว่าสุขดี และมีรักใหม่ด้วย คนได้ฟังก็แปลกใจพร้อมกับหัวเราะ ผมว่าเขาคงจะยิ้มด้วย ถึงแม้ว่าผมจะได้ยินแค่เสียงทางโทรศัพท์ ที่จริงแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าเคยได้ยินพวกดารา Celeb ทั้งหลายชอบพูดกันว่า เวลานี้มีความสุขดีมาก เพราะว่ามีรักใหม่ เออ! แล้วเราทั้งหลายจะมีรักใหม่กันได้บ้างหรือไม่ แล้วจริงๆ แล้ว รัก คือ อะไร?คล้ายๆ เพลงของสาว สาว สาว เลย ใครจำได้บ้าง หลายๆ คนคงจะคนละรุ่นกันเลย ผมคิดว่า รัก คือ อะไรก็ได้ที่ให้ความสุขกับเรา และผมก็แปรความสุขออกมาในรูปของประโยชน์หรือคุณค่าต่างๆ ที่ให้ประโยชน์กับเราทั้งทางกายและใจ รักบางรักก็ให้แต่ทางใจ รักบางรักก็ให้แต่ทางกาย ส่วนรักที่ไม่ต้องการและไม่ได้ให้อะไรเลยก็มี ทั้งหมดนี้ทำให้เราเกิดสุข นั่นหมายถึงความสงบ ซึ่งก็ไปตรงกับหนังสือที่ผมแจกตอนปีใหม่ คือ “สุขแท้” ของท่านพุทธทาส &lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-7JfkkkI74DA/TxYuEvkTcWI/AAAAAAAAAEo/v_-VCBs1HzM/s1600/eee.jpg"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 162px; FLOAT: left; HEIGHT: 218px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698793037507031394" border="0" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/-7JfkkkI74DA/TxYuEvkTcWI/AAAAAAAAAEo/v_-VCBs1HzM/s320/eee.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ไม่ว่าทั้งจะเป็นผู้รับรักหรือให้รัก หรือเห็นเขารักกัน ผมว่าเราก็มีความรักความสุขกันไปด้วย ที่เหลือก็ คือ แล้วเราจะคงความรักและความสุขนี้ไปได้แค่ไหน เราจะสร้างสมดุลระหว่างความรักและความสุขไว้ที่ตรงไหนดีทั้งในชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัวและสังคม เราจึงควรมีรักใหม่กันทุกวัน ทุกนาที มาช่วยกันสร้างความรักให้เกิดขึ้นระหว่างกันจนเป็นแรงผลักดันให้สังคมเราดีขึ้น สูงขึ้น พัฒนาขึ้น ถึงวันนั้นความเกลียดก็จะพ่ายแพ้ไป โลกเราในภาพรวมก็จะดีขึ้น เขียนไปเรื่อยก็นึกถึงหนังสือของท่านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่เล่าเรื่องราวการเดินทางของท่านจากรอยเท้าและแรงศรัทธา ซึ่งก็ คือ หนังสือ เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง ซึ่งเต็มไปด้วยความรักเช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-3QwfGJdr6Dw/TxYuTW_jnyI/AAAAAAAAAE0/EUQYoGQyvE4/s1600/eeeeee.jpg"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 181px; FLOAT: right; HEIGHT: 243px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698793288608489250" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-3QwfGJdr6Dw/TxYuTW_jnyI/AAAAAAAAAE0/EUQYoGQyvE4/s320/eeeeee.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;และมีอีกมากมายหลายเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตเราแล้วทำให้เกิดสุขกับเราและทุกวัน นั่นแหละครับ รักที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน อย่าแค่แสวงหารักนั้น แต่จงสรรค์สร้างรักนั้นขึ้นมาด้วยหัวใจและศัรทธา แล้วรักใหม่จะเกิดขึ้นกับคุณทุกวัน &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-5128723989100721825?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/5128723989100721825/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5128723989100721825'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5128723989100721825'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life.html' title='Life เมื่อผม...มีรักใหม่'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-7JfkkkI74DA/TxYuEvkTcWI/AAAAAAAAAEo/v_-VCBs1HzM/s72-c/eee.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-1647379456272353404</id><published>2012-01-17T11:08:00.001+07:00</published><updated>2012-01-17T11:15:57.946+07:00</updated><title type='text'>Book -2012-1 สุขแท้</title><content type='html'>&lt;p align="justify"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ztLz2ePsM38/TxT1uC1UQkI/AAAAAAAAAEc/zMY3kZb2kCE/s1600/eee.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 162px; DISPLAY: block; HEIGHT: 218px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698449599913804354" border="0" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/-ztLz2ePsM38/TxT1uC1UQkI/AAAAAAAAAEc/zMY3kZb2kCE/s320/eee.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หนังสือเล่มแรกที่อ่านของปี 2012 คือ “สุขแท้” โดยท่านพุทธทาส พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ ผมเป็นแฟนหนังสือธรรมะเล่มขนาดเล็กของ สนพ.สุขภาพใจ มานานแล้วครับ น่าอ่านทุกเล่ม เล่มนี้อ่านตอนอยู่บ้านไม่ได้ไปไหนช่วงปีใหม่ 2012 เห็นชื่อเรื่องแล้ว มองดูตัวเองเหมือนเป็นคนที่ไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ดูตัวเองแล้วก็ไม่ได้ขาดอะไร แต่ก็อยากเยอะไปหมดเหมือนกัน ก็ได้แต่อาศัยการอ่านบ้าง พอประทังวามรู้สึกนึกคิดไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นนักอ่านตัวยงอย่างที่ใครบางคน (ภรรยา) บอกไป เอาเป็นว่าผมเป็นคนบ้าหนังสือ ชอบสะสมหนังสือ ไปหยิบมาอ่านได้เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการก็แล้วกัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เล่มนี้อ่านสบายๆ ครับ แล้วแต่คนชอบ บางคนอ่านงานของท่านพุทธทาสไม่รู้เรื่อง แต่ผมชอบอ่านครับ อ่านแล้วเย็นลง และสงบดีครับ หนังสือท่านช่วยผมไว้ได้หลายครั้งหลายคราทีเดียว ทำให้ผมเย็นและสงบ (ต้องเปิดแอร์ด้วยนะ) ผมแนะนำให้อ่าน นี่ยังอ่านไม่หมดนะครับ ชอบตรงนี้มากๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;“ถ้าบิดามารดาเป็นคนเยือกเย็น ลูกก็จะเอาอย่างโดยไม่รู้สึกตัว เรียกว่าเป็นการเอาอย่างกันโดยไม่รู้สึกตัว เพราะว่าตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นแต่ความละมุนละไม เรียบร้อย เยือกเย็น อดกลั้นอดทนอย่างนี้มันก็ซึมเข้าไปในนิสัยของเด็กๆ ให้เป็นคนอย่างนั้นบ้าง จึงสำคัญอยู่ที่ผู้ใหญ่ จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นเรื่องตั้งต้นที่ดี แล้วก็จะมีการตั้งต้นสำหรับเด็กๆที่ดีต่อไป”&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คิดไปคิดมา ก็เลยอยากจะนำเอาแนวคิดตรงนี้มาใช้กับการบริหารคนในองค์กร ผมอยากจะให้คนในองค์กรเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะจะได้อ่านโลก อ่านลูกค้า อ่านตลาดออกจะได้สร้างคุณค่าให้กับองค์กรเราเพื่อให้อยู่รอด ดังนั้นผมก็คงจะต้องเป็นตัวอย่างในการอ่านและศึกษาหาความรู้ เป็นผู้นำในการหาความรู้ ลูกน้องจะได้อ่านตาม ความสำเร็จและสุขในองค์กรก็จะได้ตามมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อ่านไปเรื่อยก็ไปเจอตรงที่ “ความโกรธ” ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;“จิตที่ไม่ประทุษร้ายนั้นมันเย็นสงบลง เป็นความสุขอย่างยิ่ง ไม่ไปประทุษร้ายใคร ถ้าว่าใครมาประทุษร้ายเรา ก็อย่าประทุษร้ายตอบ เพราะว่าจะเลวเป็น 2 เท่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังแล้วก็ต้องหวนกลับไปดูความโกรธที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายจังหวะเวลาในรอบปี ว่าเราโกรธไปกี่ครั้ง และกี่ครั้งที่เราโกรธตอบกลับไป ทุกข์จริงๆ น่ะนั่น จะทำอย่างไรให้เป็นสุข พูดกันง่ายก็อย่าโกรธตอบโต้เขาไป ถ้าจะให้ดีแล้วก็อย่าทำให้เขาโกรธ ถ้าเราเป็นต้นเหตุ ก็เท่านั้นเอง ถ้าเขาจะโกรธเองหรือโกรธคนอื่นๆ มา เราก็น่าจะช่วยให้เขาเย็นลงได้เช่นกัน คิดได้อย่างนี้จะเป็นสุขไหมหนอ อดุมคติจริงๆ สังคมเราจะมีคนอย่างนี้เหรออาจารย์ หรือไม่ก็ฝากไว้ก่อน คราวหน้ามาก็ที่ฉันบ้างล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะไม่มีวันจบสิ้นกัน มาเริ่มสร้างความสุข แทนการหาความสุขเถอะครับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คิดไปคิดมาความสุขที่แท้มันอยู่ในใจเราจริงๆ เครื่องเสียงราคาเป็นแสนเล่นเล่นเพลงบทเยี่ยมก็ไม่อาจให้ความสุขเราได้ ถ้าใจเราไม่อยากจะเป็นสุขหรือยอมใจไปกับความทุกข์ สรุปแบบง่ายอีกแล้ว มันอยู่ที่ใจ แต่ทำยากเป็นบ้าเลย ถึงรู้แล้ว ก็ยังไม่สุข ต้องลองต้องฝึกดูครับ ที่พูดให้ฟังเนี่ยนะ ผมก็ยังทุกข์อยู่มาก ยังจัดการกับความคิด ความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ทฤษฎีนั้นมีอยู่ แต่การปฏิบัตินั้น ต้องตัวใครตัวมันครับ ต้องฝึกซ้อม ต้องเจ็บ ต้องเหนื่อย ต้องสู้กับมัน อย่าท้อแท้นะครับ แล้วสักวันความสุขก็จะมาถึง ทั้งที่มันไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่อยู่ข้างในใจเราเท่านั้นเอง. &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-1647379456272353404?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/1647379456272353404/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/book-2012-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1647379456272353404'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1647379456272353404'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/book-2012-1.html' title='Book -2012-1 สุขแท้'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-ztLz2ePsM38/TxT1uC1UQkI/AAAAAAAAAEc/zMY3kZb2kCE/s72-c/eee.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-5001917673011103976</id><published>2012-01-17T10:59:00.000+07:00</published><updated>2012-01-17T11:07:55.184+07:00</updated><title type='text'>Life -- ผมเชื่อว่า รองเท้าที่ดีที่สุดคือรองเท้าคู่ต่อไปเสมอ (ส.ค.ส 2555)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;"ผมเชื่อว่า รองเท้าที่ดีที่สุดคือรองเท้าคู่ต่อไปเสมอ" เป็นวลีที่ The Last Student (TLS) Thanaphon Chearanai ได้ Post ไว้ที่ FB เมื่อ 31 ธ.ค. 2554 และผมได้ไปเห็นเข้าและได้มีโอกาสโต้ตอบแลกเปลี่ยนทางความคิดกับ TLS&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตอบ TLS กลับไปว่า “มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด มันอาจจะเป็นวันเก่าๆ ปีเก่าๆ ความหลังเก่าๆ เพราะการเดินไปข้างหน้านั้นหรือการได้สิ่งใหม่นั้น ไม่ได้หมายความว่า ดีกว่าเก่าเสมอไป แต่ก็นั่นแหละครับ ก็ขึ้นอยู่กับเราว่า จะทำมันอย่างไร อย่าลืมว่า รองเท้าคู่เก่า ถึงมันจะเก่า แต่มันก็พาเรามาถึงที่นี่วันนี้ได้นะ แต่ถ้าจะต้องเปลี่ยนใหม่ เราก็จะต้องเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเดินทางไปข้างหน้า ไม่ใช่ว่าจะลืมคู่เก่าไป ทิ้งคู่เก่าไป คำว่าดีที่สุดนั้นใช้ได้สำหรับช่วงเวลา เช่น วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด แต่พอตื่นขึ้นมาใหม่ โจทย์ใหม่แห่งชีวิต สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ แล้วเราพร้อมสำหรับโจทย์ใหม่ สิ่งใหม่หรือไม่ ถึงแม้ว่าเราจำเป็นที่จะต้องทิ้งสิ่งเก่าไปเพื่อสิ่งใหม่ แต่ผมว่า รองเท้าคู่เก่งอันเก่า ก็ยังคงอยู่ในใจเราเสมอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;TLS (The Last Student) ตอบกลับมาว่า “ผมนำวลีนี้มาจากหนังสือ Enough : Breaking Free from the World of More ของ John Naish ครับ ผู้เขียนพยายามหาหลักเกณฑ์ทางวิชาการเพื่อสนับสนุนความพอในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักเศรษฐศาตร์อย่างจัง และวลีดังกล่าวมาจาก อีเมลด้า มาร์กอส ครับ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงได้ตอบกลับไปว่า...”ขอบคุณครับ แน่นอนครับ เพราะเธอมีรองเท้ามากมายจริง แต่เราจะมองเห็นความหมายเชิงจิตวิทยาจากคำพูดหรือมุมมองเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะถ้าผมรู้ว่ามาจากเธอ ผมก็คงตีความไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วมันจะต้องมีปรัชญารองรับเสมอ แม้ว่าคนที่พูดจะไม่ได้หมายความอย่างนั้นก็ตาม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ล้วนมีจุดประสงค์ทั้งสิ้น เพียงแต่เราจะรู้ถึงวัตถุประสงค์ของมันบ้างหรือไม่ ถ้าเรารู้ถึงวัตถุประสงค์นั้น เราก็คงทำหรือตอบสนองต่อวัตถุประสงค์นั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Last Student ตอบกลับมาว่า ความหมายเชิงจิตวิทยานี่แหละครับที่ผมต้องการสื่อ มันเป็นสิ่งสะท้อนถึงกระบวนการคิดและตัดสินใจของผู้นั้นได้ แม้จะเป็นแค่วลีเดียวก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตอบกลับไปว่า “ถูกต้องแล้วครับ พวกเราเรียนมาทางช่างและวิศวกรรม แต่ขาดความละเอียดอ่อนทางด้านนี้มาก ที่จริงแล้ว เราต้องเรียนปรัชญาของวิศวกรรมเสียก่อน แล้วค่อนเข้าสู่เรื่องราวทางวิศวกรรม น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยที่สอนวิศวกรรมในเมืองไทยไม่เคยสอนเรื่องราวเหล่านี้ มันเป็นความงามอย่างหนึ่ง นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้งานทางวิศวกรรมของเราไม่ค่อยจะรุ่งเรืองเสียเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะอาจารย์ที่สอนเรื่องราวทางวิศวกรรมไม่ได้สอนวิศวกรรม สอนแต่การคำนวณ ไม่สอนการออกแบบ อาจารย์เหล่านั้นไม่ได้รู้ซึ้งถึงความเป็นวิศวกรรมหรือในความเป็นวิชาชีพ เราๆ และคนที่จบออกมาถึงเป็นกันอย่างนี้ กว่าจะรู้ซึ้งถึงความเป็นอาชีพก็เสียเวลาและความรู้สึกไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เราเรียนกันเอากระดาษใบเดียวกันจริง อาจารย์ก็สอนกันให้ได้เงินค่าสอนกันจริงๆ น่าสงสารการศึกษาไทย ไอ้ Pop เอ็งแน่มาก สมแล้วที่ผมเรียกเอ็งว่า The Last Student”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เรามาใหม่และสดกว่า พรุ่งนี้เราก็จะเก่าแล้ว คลื่นลูกใหม่ย่อมที่จะไล่คลื่นลูกเก่า เมื่อเราใหม่เป็น เราก็ต้องเก่าให้เป็น เมื่อเราเป็นรุ่นเก่า เราก็ต้องสนับสนุนส่งเสริมรุ่นใหม่ๆ ให้เก่งยิ่งกว่ารุ่นเก่า ถึงแม้ว่าเราจะเก่าในอายุ เก่าในร่างกาย แต่ความคิดจะต้องไม่เก่าตาม แต่จะต้องต่อยอดสานต่อกับรุ่นใหม่ เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ร่างกายเราก็จะเสื่อมถอยตามกาลเวลา แต่ความคิดและจิตใจจะต้องไม่มีวันเก่าตามกาลเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่กันมาโดยตลอด ด้วยความพยายามที่จะลืมความเลวร้ายทั้งหลายที่ผ่านมาแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ในปีใหม่ในทุกๆ ปี แต่เมื่อผ่านพ้นปีใหม่ไป ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมเป็นวัฏจักร ชีวิตเราเป็นวัฏจักรเป็นวงจร วงจรสั้นๆ ที่เรารับรู้ได้ก็ คือ การหายใจเข้าและออก การตื่นขึ้นจากการนอนหลับจนเราไปเข้านอนพักผ่อนในแต่ละรอบวัน แต่ละรอบเดือนของรายได้ที่เข้ามาในชีวิต แต่ละรอบของฤดู และแต่ละรอบปี ลองคิดดูสิครับว่า กว่าจะมาถึงรอบปีนั้น เราได้ทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในชีวิตเรา ทำไมเราต้องรอจนถึงสิ้นปีและปีใหม่ ทำไมเราไม่ฉลองการมีชีวิตอยู่สำหรับแต่ละรอบการหายใจเข้าออกในครั้งต่อๆ ไป ทำไมเราไม่ฉลองกับการที่เราได้ตื่นลืมตาขึ้นมาดูโลกในทุกวันตอนเช้าโดยที่เราไม่ได้หลับตายไป ทำไมเราไม่ตั้งสติในทุกเรื่องทุกจังหวะเวลาของชีวิต เฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายต่อตนเองและต่อผู้อื่น เพื่อที่จะได้สร้างคุณค่าให้กับโลกที่เราอยู่ กับสังคม ประเทศชาติ และคนที่เรารักทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเก่าหรือใหม่ มันก็ คือ รองเท้า มันมีคุณค่าในตัวเองซึ่งขึ้นอยู่กับคนที่ใช้งาน บางครั้งหรือในหลายครั้งผมก็ใช้ของเก่า ของมือสอง เพราะว่าไม่มีโอกาสได้ใช้ของใหม่ แต่ของเก่าที่ผมใช้ก็ดีที่สุดสำหรับผมในบริบทที่ผมรับได้ มิใช่ว่าของใหม่จะดีสำหรับผมเสมอไป ถ้าในปีเก่าเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เราก็ต้องจดจำและสานต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้คงอยู่ รักษามันไว้ แต่ถ้ามันจะต้องจากคุณไป เราก็ต้องปล่อยมันไป ก็จงอย่าเสียใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง แล้ววัฎจักรต่างๆ ในชีวิตก็จะวนเข้ามาอีก เพียงแต่เราจะปรับตัวเราในการสร้างคุณค่าต่างๆ ในชีวิตเราได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีสติกับทุกลมหายใจเข้าและออก ทุกวันที่ตื่นตอนเช้า ทุกวันที่เงินเดือนออก ที่เวลาที่เปลี่ยนฤดูกาล และทุกปีที่มีการเปลี่ยนแลง และตลอดเวลาที่เกิดเปลี่ยนแปลงในชีวิตครับ สุขสันต์ปีใหม่ 2555 อีกครั้งครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-5001917673011103976?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/5001917673011103976/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life-2555_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5001917673011103976'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5001917673011103976'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life-2555_17.html' title='Life -- ผมเชื่อว่า รองเท้าที่ดีที่สุดคือรองเท้าคู่ต่อไปเสมอ (ส.ค.ส 2555)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-2126513578119554673</id><published>2012-01-16T11:59:00.001+07:00</published><updated>2012-01-17T10:59:23.512+07:00</updated><title type='text'>Life - ฝันให้ไกล ไปให้ถึง .. สู้ต่อไป ทาเคชิ ไอ้มดแดง ส.ค.ส 2555</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมหายไปนานพอสมควรครับ ประมาณ 10 วัน กว่าจะกลับมาจาก Trip ทางภาคตะวันตกของไทยก็ปาเข้าไปเกือบจะสิ้นปีและปีใหม่เสียแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ลงไปทางใต้มาครับ และวันต่อมาก็มีงานสัมนาที่ Bitec แล้วก็ตามด้วยการ Present งาน Project ที่ทำอยู่ ก็เลยไม่ค่อยจะว่างสำหรับที่จะมาคิดหรือเขียนอะไรก็ไม่รู้ให้ท่านทั้งหลายอ่านกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไป Trip ทางตะวันตกที่เมืองกาญจนบุรีครั้งนี้ได้ไปหลบความวุ่นวายทั้งหลายไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง ได้เห็นความนิ่งและสงบของธรรมชาติเผื่อว่าจะคิดอะไรๆ ออกบ้าง เคยได้อ่านจากหนังสือมาว่า มนุษย์นั้นพยายามปรับจูนคลื่นชีวิตกับธรรมชาติด้วยการทำสมาธิ เหมือนกับการปรับคลื่นสมองหรือจิตกับธรรมชาติ ดูก็เป็นไปได้นะครับ ผมเคยอ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า “ผู้ชายที่เคยหายใจไม่เป็น” เป็นเรื่องราวของฝรั่งที่มาอยู่เมื่องไทยและเรียนเขียนภาษาไทยจนเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา ก็น่าประทับใจอยู่ครับ ในหนังสือเขาเล่าเรื่องราวของเขาในการเป็นครูสอนโยคะ นั่นน่าจะเป็นที่มาของชื่อหนังสือนี้ ว่าหลังจากได้ฝึกโยคะแล้ว ทำให้เขาได้หายใจเป็น หรือการใช้ชีวิตเป็น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิ่งมีชีวิตหลายชนิดก็มีการหายใจตามที่เราได้เรียนรู้มาจากวิชาชีววิทยา แล้วคนเราจะหายใจให้เป็นนั้นเป็นอย่างไร ในมุมมองของผมนั้น ค่อยข้างจะชอบคำว่า “หายใจไม่เป็น”แล้วก็พยายามจะเชื่อมโยงกับความเป็นชีวิต และการมีชีวิต ผมมองว่าเราสามารถ “หายใจได้” นั้นเป็นชีวิต แต่การ “หายใจเป็น” นั้นคือ การมีชีวิต แล้วการมีชีวิตนั้น คือ อะไร ชีวิตในมุมของผม คือ การสร้างคุณค่า (Value) ให้กับตัวเองและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่ร่วมกัน ทุกคนที่เกิดมาและมีชีวิตนั้นย่อมสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีกระบวนการสร้างคุณค่าที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่ง บางก็ว่าคนเราเป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุดในโลกหรือทรงปัญญาที่สุด หรือบางคนก็มองว่าที่จริงแล้วคนหรือมนุษย์อย่างเรานี่แหละ เลวยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก ทั้งๆที่คนเรามีสติปัญญาที่สูงกว่าสัตว์อื่นๆ ทั้งหมด แต่วันนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการมีชีวิตของมนุษย์ นั่น คือ ฝัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมว่าทุกคนต้องฝัน ต้องคิด ต้องมีความปรารถนา สถานะของการฝันมีทั้งที่ฝันกันตอนหลับที่เราไม่สามารถควบคุมความฝันได้ แต่อาจจะมาจิตใต้สำนึกต่างภายในจิตใจเรา แต่ฝันที่ผมจะพูดถึงนี้เป็นฝันกลางวันที่หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องราวที่เหลวไหล เพราะมัวแต่ฝัน ไม่ยอมทำงาน ผมคิดว่าฝันกลางวันนี้แหละสร้างโลกให้เราทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นฝันกลางวันกันทั้งนั้น แต่ใครจะมาเล่าให้ฟังกันบ้างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในหลายๆ โอกาสเรามักจะเห็นว่าเราจะต้องหลับตาฝัน เหมือนการนอนหลับเพื่อให้ฝัน นั่นเป็นการเปรียบเทียบว่า เราต้องมองไปข้างหน้าในสถานะที่เรามองไม่เห็น หลายๆ ครั้งเรื่องราวที่อยู่ข้างเราในปัจจุบัน มันไม่น่าจะพิศมัยเสียเท่าไรเลย ก็เลยต้องหลับตา เราเองถ้าจะฝันก็คงจะไม่ได้ฝันเรื่องอะไรนอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราเอง ชีวิตเราเองและคุณค่าต่างๆที่ดีกว่าเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเท่านั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะฝันครับ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอฝันกันไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือแล้วเราจะทำอะไรกับฝันนั้นได้บ้าง ผมแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ คนหาฝันและคนสร้างฝัน เราเองฝันกันทุกเรื่องแหละครับ คนเราทุกคนมีความปรารถนากันทุกคนและต้องมองไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ดีกว่ากันทุกคน ไม่มีใครอยากอยู่กับที่หรอกครับ คนที่หาฝันนอกจากจะเป็นคนที่ฝันแล้ว แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา เพียงแต่รอให้ฝันนั้นเป็นจริง ซึ่งก็แล้วแต่ครับ บางครั้งการรอฝันนั้นก็เป็นจริงขึ้นมาโดยไม่ออกแรง แต่อาจจะเป็นผลพวงของการสร้างฝันของคนอื่นๆ แล้วเราได้รับผลประโยชน์ตามมาอีกทอดหนึ่ง ส่วนคนอีกประเภทหนึ่ง คือ คนสร้างฝัน คนเหล่านี้ใช้ฝันเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้สร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในชีวิตคนเรานั้นเมื่อฝันแล้ว ถ้าไม่รอหรือวิ่งหาฝันก็ต้องสร้างฝันอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะต้องมีการแบ่งสัดส่วนของการหาฝันและสร้างฝัน แต่ส่วนใหญ่คนที่ประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้นั้น มักจะเป็นคนที่สร้างฝันมากกว่า เหมือนกับคนที่รวยขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะโชคดี แต่เป็นเพราะความฝันและแรงบันดาลใจในการสร้างฝันและสานฝันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สำหรับปีใหม่ 2555 นี้ ผมขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ฝันสิ่งใดก็นอกจากหาฝัน ก็ขอให้สร้างฝันนั้นให้เป็นจริงเสมอไป &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-2126513578119554673?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/2126513578119554673/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life-2555.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/2126513578119554673'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/2126513578119554673'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/life-2555.html' title='Life - ฝันให้ไกล ไปให้ถึง .. สู้ต่อไป ทาเคชิ ไอ้มดแดง ส.ค.ส 2555'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-9086667447099302678</id><published>2012-01-16T11:57:00.004+07:00</published><updated>2012-01-17T10:55:07.660+07:00</updated><title type='text'>Perspective 17 - มาทำความเข้าใจกับโซ่อุปทานระดับโลก      (F-35 Global Supply Chain)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;นึกถึงคำพูดของบัญฑิต อึ้งรังษี ที่กล่าวว่า “จะต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ และก็ไม่ใช่แค่ที่หนึ่งในประเทศเท่านั้น แต่จะต้องเป็นที่หนึ่งของโลกให้ได้”แล้วเราก็ได้ยินคำว่า Global Supply Chain หรือโซ่อุปทานระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง แต่คงจะไม่ใช่ในแง่ที่ดีนัก เพราะเหตุภัยพิบัติในประเทศไทยเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม และสร้างผลกระทบให้เกิดการหยุดชะงักของโซ่อุปทานระดับโลก ผมได้ยินหลายคนพูดถึงกัน บางคนอาจจะไม่เคยนึกถึงว่าฐานการผลิตในประเทศไทยนั้นจะสร้างผลกระทบไม่ทั่วโลกเช่นนี้ แต่มันก็ไม่น่าจะภูมิใจเสียเท่าไหร่เลย แล้วความเป็นโซ่อุปทานและโซ่อุปทานระดับโลกนั้นมันมีอยู่แค่ที่เราเห็นและสัมผัสกันได้เท่านี้หรือ จะเหมือนกับโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในกลุ่ม SME หรืออุตสาหกรรมท้องถิ่นหรือไม่ คำตอบของผม คือ หลักการและแนวคิดเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่บริบท สิ่งที่สัมผัสและรับรู้ได้จะแตกต่างกันไปตามบริบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้านึกถึงโซ่อุปทานแล้ว ส่วนใหญ่ที่เห็นพูดกันในข่าวทั่ว ๆไป เราจะเข้าใจกันว่าเป็นโซ่การผลิต ... นั่นก็ใช่ครับ การผลิตเป็นบริบทหนึ่งของการสร้างคุณค่าในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และการบริการ และอีกส่วนที่สำคัญมากก็คือ ลอจิสติกส์ เพราะว่าถ้าไม่มีลอจิสติกส์แล้ว การผลิตจะไม่มีวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำหรับการผลิตหรือลูกค้าได้ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์และบริการตามที่คาดหมาย นั่นหมายถึงธุรกิจไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงโซ่อุปทานแล้วต้องมองให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือของลูกค้า ทุกคนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินงานร่วมกันตลอดโซ่อุปทานเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับลูกค้า แต่ว่าการที่จะมุ่งเน้นให้ความสนใจในการปรับปรุงกิจกรรมในโซ่อุปทาน เราก็สามารถที่จะดำเนินการในส่วนไหนก็ได้หรือถ้ามีพลังหรือกำลังมากจะดำเนินการตลอดทั้งโซ่อุปทานก็ได้ ก็จะได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิจกรรมในโซ่อุปทานนั้นไม่ได้มีแค่การผลิตและลอจิสติกส์เท่านั้น เวลาที่เรากล่าวถึงโซ่อุปทานเรามักจะไม่ได้รวมเอากิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นส่วนต่างๆ ของโซ่อุปทานเข้าไปด้วย ถ้าจะว่าไปแล้วควรจะพูดว่า “กว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้าได้นั้น ทุกกิจกรรมในโซ่อุปทานมีส่วนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ” มีการให้ความหมายของโซ่อุปทานที่กว้างและครอบคลุมเกือบทุกกิจกรรมที่มีส่วนในการสร้างสรรค์คุณค่า จุดมุ่งหมายของคำว่า “โซ่อุปทาน” เพื่อต้องการที่จะสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นองค์รวม (Holism) หรือเป็นระบบ (Systemic) ทุกคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ทุกคนมีความหมายและมีความสำคัญต่อความเป็นไปของระบบ ดังที่เราได้เห็นเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า ประเทศเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก เมื่อประเทศเราเกิดปัญหา โลกก็เกิดปัญหาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเรากล่าวถึงความเป็นโซ่อุปทานเราไม่ได้เห็นแค่องค์ประกอบของโซ่อุปทานเท่านั้น แต่เราได้เห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่เป็นเครือข่าย (Network) ขององค์ประกอบในโซ่อุปทานด้วย ผลิตภัณฑ์และบริการรวมทั้งความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของโซ่อุปทานเกิดขึ้นมาจากคุณค่าขององค์ประกอบต่างๆ และความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ที่สร้างผลลัพธ์ของโซ่อุปทานที่ออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโซ่อุปทาน เราควรจะเห็นความเป็นระบบ (Systemic Structure) หรือความเป็นองค์รวม (Holism) ที่ประกอบไปด้วยคุณค่าย่อยต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าย่อยเหล่านั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ส่วนมากเราจะศึกษาโซ่อุปทานในมุมขององค์ประกอบของโซ่อุปทานหรือมองกันเฉพาะฟังก์ชั่นในโซ่อุปทานกันเป็นส่วนใหญ่ว่า โซ่อุปทานนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แต่ไม่ค่อยได้เห็นการศึกษาถึงผลกระทบของการจัดการความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในโซ่อุปทาน เรามักจะเข้าใจโซ่อุปทานในเชิงสถิตย์ (Static) มากกว่าในเชิงพลวัต (Dynamics) ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว บริบทของโซ่อุปทานนั้นมีความเป็นพลวัตสูงสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ความเข้าใจโซ่อุปทานในมุมเดียวนั้นอาจจะทำให้เราเข้าใจโซ่อุปทานไม่ลึกซึ้งเท่าไรนัก ซึ่งจะทำให้ได้ใช้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ มันเป็นความจริงว่า โครงสร้างและองค์ประกอบของโซ่อุปทานในเชิงสถิตย์มีความสำคัญและเป็นพื้นฐานให้กับความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบกันเองในโซ่อุปทาน แต่ว่าพฤติกรรมเชิงพลวัตของโซ่อุปทานที่สามารถรองรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจะขึ้นอยู่กับการจัดการความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์กันขององค์ประกอบในโซ่อุปทาน ดังนั้นโซ่อุปทานต้องมีคุณสมบัติเชิงพลวัตเพื่อที่จะรับมือกับบริบทที่มีความเป็นพลวัต นั่นหมายความว่า โซ่อุปทานจะต้องมีความสามารถในการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและบริบทต่างๆของกระบวนการสร้างคุณค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ Global Supply Chain ต่างจาก Local Supply Chain ก็คือ บริบทขององค์ประกอบของโซ่อุปทานที่กระจายไปอยู่ทั่วโลก และโดยเฉพาะลูกค้าผู้รับคุณค่าที่กระจายไปอยู่ทั่วโลก บริบทของความเป็น Global หรือระดับโลกก็คือ การเชื่อมต่อกันและการมีปฏิสัมพันธ์กันจะมีความยุ่งยากและมีรายละเอียดมากกว่าโซ่อุปทานในระดับท้องถิ่นทั่วไป บางครั้งก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน ลองนึกภาพการเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ในประเทศ กับการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในโลก เช่นเดียวกันกับการเดินทางของวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นหรือในประเทศกับการเดินทางของชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ไปทั่วโลก ความยุ่งยากและรายละเอียดที่มากขึ้นของความเป็นระดับโลก (Global) ได้กลายมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการจัดการโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนทางการค้า พิธีการศุลกากร ภาษี ข้อตกลงและความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบในโซ่อุปทาน ยิ่งมีปัญหาในประเด็นเหล่านี้มากเท่าไร เราก็จะมีต้นทุนและเสียเวลาในการดำเนินงานมากขึ้นเท่านั้น ทั้งๆ ที่กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนในการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าเลย กิจกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็น Soft Side ของการจัดการโซ่อุปทาน ส่วนกิจกรรมการเพิ่มคุณค่าในตัวสินค้าและบริการนั้นถือว่าเป็น Hard Side ของโซ่อุปทาน ลูกค้าจะใช้ประโยชน์จากคุณค่าที่เกิดจาก Hard Side แต่ผลิตภัณฑ์และบริการจะไม่ถึงมือลูกค้าได้เลย ถ้าเราไม่ได้มีการจัดการในด้าน Soft Side&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกภาพการเดินทางจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง กฎระเบียบและขั้นตอนในแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันไป ยิ่งโซ่อุปทานครอบคลุมผู้จัดส่งวัตถุดิบไปในหลายๆ ประเทศทั่วโลกรวมทั้งลูกค้าที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยแล้ว การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดส่งวัตถุดิบจากหลายประเทศเพื่อที่จะนำส่งผลิตภัณฑ์และบริการไปให้กับลูกค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็จะมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสมรรถนะของโซ่อุปทานโดยรวมด้วย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คราวนี้ลองมาดู The F-35 Global Supply Chain จากนิตยสาร Blooberg Businessweek ฉบับเดือน September 2011 เครื่องบินขับไล่ F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเคยว่าจ้างในการผลิต ผู้รับช่วงในการผลิต คือ Lockheed Martin และ Pratt &amp;amp; Whitney ซึ่งจะได้เงินไปเกือบๆ 500 พันล้านดอลลาร์ โครงการนี้จะประกอบไปด้วยผู้จัดส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่างๆ มากกว่า 1300 รายจาก 9 ประเทศและจาก 48 รัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ดูภาพประกอบ แล้วคิดว่ามันน่าจะมีความยุ่งยากขนาดไหน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 207px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698442074296413426" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-SdCyVn11vGM/TxTu3_uT7PI/AAAAAAAAAEQ/749jPRCht6I/s320/111111.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ที่มา: &lt;a href="http://www.businessweek.com/magazine/the-f35s-global-supply-chain-09012011-gfx.html"&gt;http://www.businessweek.com/magazine/the-f35s-global-supply-chain-09012011-gfx.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้วความเป็น Global Supply Chain นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสินค้ามีราคาแพงหรือมีเทคโนโลยีระดับสูงๆ สินค้าธรรมดาๆที่เรากินเราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็สามารถอยู่ใน Global Supply Chain ได้ แต่ประเด็นของผมก็คือ เราได้รับรู้ถึงความเป็น Global Supply Chain ได้อย่างไรบ้าง เรารู้สึกหรือไม่ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกหรือเป็นส่วนหนึ่งของโลกภิวัฒน์ เรามองเห็นโลกอย่างไร หรือเรามองเห็นแต่ตัวเอง ซึ่งมักจะทำให้เราคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่ได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลกอะไรเลย เราก็เป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าเราจะเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิต แต่เราก็ต้องมองเห็นและเข้าใจความเป็น Global Supply Chain เพราะว่าถ้าเราไม่เห็นโลกและเข้าใจโลกแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ในตลาดโลกหรือเกิดเหตุการณ์ในโซ่อุปทานระดับโลก เราที่เป็นส่วนหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง โซ่อุปทานระดับโลกเป็นการลงทุนที่สูง ผลตอบแทนก็สูง ในขณะเดียวกันความเสียหายก็สูงตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็น Global Supply Chain เป็นการลงทุนที่สูง ดังนั้นข้อมูลในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์และบริการในแต่ละตลาดทั่วโลกจึงมีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าผิดพลาดไป นั่นก็หมายความว่า การลงทุนไปใน Global Supply Chain นั้นจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างมหาศาล แทนที่จะเป็นกำไรอย่างมหาศาล ความต้องการของลูกค้าในระดับโลกจะเป็นตัวกำหนดหรือออกแบบเครือข่ายโซ่อุปทานระดับโลกเพื่อหาเครือข่ายผู้ผลิตที่มีความชำนาญและต้นทุนที่ต่ำกว่าตามแหล่งผลิตทั่วโลก รวมทั้งเครือข่ายลอจิสติกส์ในการนำส่งผลิตภัณฑ์และบริการให้ถึงตลาดเป้าหมาย การตัดสินใจในระดับโซ่อุปทานโลก (Global Decision Level) จึงเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Decision) เพื่อสร้างเครือข่ายโซ่อุปทาน (Supply Chain Network) ในการตอบสนองอย่างมีโครงสร้างเชิงระบบเพื่อรองรับความเป็นพลวัตของตลาดและความไม่แน่นอนของสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติที่จะมีผลต่อการดำเนินงานของเครือข่ายโซ่อุปทาน ดังนั้นเครือข่ายโซ่อุปทาน (Supply Chain Network) ใดที่สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดการความสัมพันธ์และการมีปฎิสัมพันธ์ของสมาชิกในเครือข่ายโซ่อุปทานก็จะสามารถปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงได้ หรือสามารถฟื้นตัวได้เองจากสภาพความเสียหายที่ได้รับจากภัยพิบัติ และสามารถปรับองค์กรได้ด้วยตนเองจนเกิดการอุบัติขึ้นใหม่ของเหตุการณ์ในเครือข่ายโซ่อุปทานเพื่อทำให้เครือข่ายโซ่อุปทานระดับโลกสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-9086667447099302678?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/9086667447099302678/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/perspective-17-f-35-global-supply-chain.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/9086667447099302678'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/9086667447099302678'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/perspective-17-f-35-global-supply-chain.html' title='Perspective 17 - มาทำความเข้าใจกับโซ่อุปทานระดับโลก      (F-35 Global Supply Chain)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-SdCyVn11vGM/TxTu3_uT7PI/AAAAAAAAAEQ/749jPRCht6I/s72-c/111111.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-6820800164172845138</id><published>2012-01-13T11:04:00.006+07:00</published><updated>2012-01-16T11:57:31.603+07:00</updated><title type='text'>Perspective 16 - โซ่อุปทานแบบลีน มุ่งสู่ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง (Resilience) และความแข็งแกร่ง (Robustness)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;จากบทความที่แล้ว Perspective 15 ที่มีการพูดถึงเรื่องของ Lean Supply Chain ในเครือข่ายโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) และยังมีการพูดถึงว่าการทำโซ่อุปทานให้มีความเป็นลีน (Lean) นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จริงแล้วถ้าเรายังเข้าใจเรื่องลีนไม่หมดหรือไม่ลึกซึ้ง เราก็ยังคงต้องสงสัยกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละครับ ความเป็นลีนนั้นไม่ใช่แค่ลักษณะทางกายภาพที่เราเห็นว่ามีสินค้าคงคลังที่น้อยหรือเป็นศูนย์ (Zero Inventory) หรือมีลักษณะที่ทันเวลาพอดี (Just in Time) เท่านั้น ลีนนั้นเป็นมากกว่าที่เราได้เห็นและสัมผัสได้ ลีนนั้นเป็นวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคมมนุษย์ สำหรับลีนในเชิงกายภาพนั้นบริษัทโตโยต้าได้ค้นพบและปฏิบัติกันมานานกว่า 70ปีแล้วในนามของ Toyota Production System (TPS) จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทโตโยต้าได้พัฒนาแนวคิด Toyota Production System ไปสู่ Toyota Way เพื่อความเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และธุรกิจ ลีนในปัจจุบันคงจะไม่ใช่แค่ระบบ TPSในอดีต แต่ลีนในปัจจุบันก็จะต้องมุ่งสู่การสร้างวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเหมือนใน Toyota Way สำหรับผมนั้นยังศรัทธาในความเป็นลีนและโซ่อุปทานอยู่เสมอ เพราะทั้งสองแนวคิดนี้เป็นเรื่องความจริงที่เป็นธรรมชาติ แล้วทำไมเราต้องปฏิเสธแนวคิดทั้งสองนี้ด้วยเล่า ถ้าเราเข้าใจทั้งสองแนวคิดนี้แล้ว เราก็น่าจะรับทั้งสองแนวคิดนี้ได้และยอมรับในความเป็นไปและความลงตัวตามธรรมชาติของแนวคิดทั้งสอง ไม่มีใครได้อะไรทุกอย่างและไม่อะไรเป็นที่สุดหรอกครับ ทั้งหมดที่เราเห็นนั้นมันไม่เที่ยง แต่ความจริงเท่านั้นที่คงอยู่ โซ่อุปทานแบบลีนก็ คือ ความจริงนั้น ที่สำคัญเมื่อเราเข้าใจ แล้วเราก็ยิ่งเข้าใจความเป็นลีนและโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้นในมุมและมิติที่ขยายออกไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดโซ่อุปทานในการจัดการผลิตที่มีแหล่งวัตถุดิบและการผลิตกระจายไปทั่วโลกนั้นก็ยังคงได้รับการยอมรับอยู่ หลักการนั้นก็ยังคงใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของโซ่อุปทานทั่วไป เพราะว่าผลิตภัณฑ์และการบริการมีความซับซ้อนมากขึ้นตามความต้องการของลูกค้า หลายบริษัทๆ จึงต้องมุ่งเน้นตามความสามารถของตัวเองเป็นหลัก จึงทำให้เกิดการจัดจ้างจากภายนอกหรือ Outsourcing ใครเก่งเรื่องใดก็ทำเรื่องนั้นเป็นหลัก ทำให้โครงสร้างของโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงไปในมุมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันโซ่อุปทานในยุคปัจจุบันก็ยังต้องการโครงสร้างที่มีความว่องไวในการตอบสนองทั้งในรูปแบบของปริมาณและรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของลูกค้า รวมทั้งความสามารถในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิ่งหนึ่งที่แนวคิดแบบลีนและโซ่อุปทานมุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกันก็ คือ การตอบสนองต่อคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นทั้งลีนและโซ่อุปทานจึงเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มองกันคนละมุม ที่จริงแล้วเทคนิคการคิดและการจัดการทั้งในลีนและโซ่อุปทานนั้นเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น แต่มองกันคนละมุมเท่านั้นเอง โซ่อุปทานนั้นมองในเชิงโครงสร้างของการสร้างคุณค่าทั้งในการผลิตและลอจิสติกส์ ส่วนลีนนั้นมองในเชิงของการใช้ความสามารถของมนุษย์ที่อยู่ในโซ่อุปทานเพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาในโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้า ดังนั้นในปัจจุบันเราจึงมักจะได้ยินและได้เห็นการบูรณาการแนวคิดทั้งสองนี้เป็นโซ่อุปทานแบบลีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์การหยุดชะงักของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) อยู่บ่อยครั้งขึ้นในช่วงทศววรษที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง จึงทำให้คุณค่าที่ลูกค้าต้องการไม่สามารถถูกผลิตหรือถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลก แนวโน้มของเหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และยากต่อการคาดการณ์ด้วย โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก แนวคิดของการจัดการโซ่อุปทานในช่วงทศววรษที่ผ่านมามักจะเน้นที่การจัดการโซ่อุปทานให้ลีนจนเกิดความเปราะบางจนกระทั่งทำให้เกิดการขาดช่วงหรือหยุดชะงักของโซ่อุปทานได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โซ่อุปทานขาดช่วงขาดตอนไป จึงทำให้เกิดคำถามว่าแล้วโซ่อุปทานแบบลีนนั้นยังคงจะใช้ได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้แล้วแต่มุมมองของผู้ที่รับแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ แต่ผมคิดว่าแนวคิดของโซ่อุปทานและแนวคิดแบบลีนเป็นแนวคิดในเชิง Socio-Technical หรือ สังคม-เทคนิค ที่มีความเป็นพลวัตในตัวเองซึ่งเกิดมาจากการคิดและตัดสินใจของมนุษย์ที่อยู่ในโซ่อุปทาน ความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในองค์กรหรือสังคมทำให้เกิดการวิวัฒนาการทางแนวคิดเพื่อที่จะปรับแนวคิดให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม ดังนั้นโซ่อุปทานแบบลีนในอดีตจึงต้องแตกต่างจากโซ่อุปทานแบบลีนในปัจจุบันและในอนาคต ถ้าคิดว่าโซ่อุปทานยิ่งลีนแล้วยิ่งทำให้เกิดความเปราะบางในการนำส่งคุณค่าให้กับลูกค้า ในทางตรงกันข้ามแล้วถ้าเราจะทำให้โซ่อุปทานมีแต่ไขมันและไม่คล่องตัวว่องไวในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเพื่อแก้ไขความเปราะบาง มุมมองที่คิดว่าโซ่อุปทานแบบลีนมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักนั้นเป็นมุมที่มองแนวคิดแบบลีนแต่ด้านกายภาพแต่เพียงด้านเดียว ต่อให้มีการจัดการด้านอื่น ๆที่ไม่ใช่แบบลีน เมื่อได้ประสบกับภัยพิบัติที่ทำให้เกิดการพังทะลายหรือการหยุดชะงักของโซ่อุปทานแล้ว ก็คงจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติเหมือนกัน ไม่ว่าจะจัดการโซ่อุปทานในมุมมองไหนก็ตามก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อที่จะแก้ไขความเปราะบางของโซ่อุปทาน เราจะต้องสร้างโซ่อุปทานให้มีความแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้เองแนวคิดของโซ่อุปทานแบบลีนในอดีตจะที่มีลักษณะแนวคิดในเชิงกลไก (Mechanistic) ซึ่งต่อมาในยุคปัจจุบันคงจะต้องมีการพัฒนาไปสู่แนวคิดของโซ่อุปทานแบบลีนที่โครงสร้างเป็นระบบ (Systemic) หรือเป็นเครือข่าย (Network) การออกแบบโซ่อุปทานในอดีตมักจะใช้แนวคิดในเชิงวิศวกรรม (Engineering) ที่มุ่งเน้นไปที่ความมีเสถียรภาพของฟังก์ชั่นการทำงาน (Functional Stability) เพื่อทำให้เกิดสมรรถนะการทำงานที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ (Optimal) โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการทำงาน (Error Free) และจะต้องคาดการณ์เพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในโซ่อุปทานและสภาพแวดล้อมของโซ่อุปทาน ถึงแม้ว่าในสภาพแวดล้อมจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตก็ตาม แต่แนวคิดในการจัดการก็ยังไม่ได้รองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตมากเท่าใดนัก เพราะความเป็นพลวัตที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก การจัดการโดยทั่วไปมักจะเน้นไปที่การพยากรณ์และการสำรองเผื่อไว้สำหรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แนวคิดในการออกแบบและจัดการโซ่อุปทานในลักษณะนี้เป็นการออกแบบในเชิงวิศวกรรมที่จะไม่มีคุณสมบัติของความยืดหยุ่นและยังต้องอาศัยการตัดสินใจจากส่วนกลางทำให้ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 182px; DISPLAY: block; HEIGHT: 149px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698088862625222162" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-ebVLWw_wh8c/TxOtoXtizhI/AAAAAAAAAEE/xSBNSu3ldNw/s320/16.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;โซ่อุปทานแบบลีนในยุคปัจจุบันจะต้องมีคุณสมบัติในเชิงความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง (Resilience) และมีความแข็งแกร่ง (Robust) โซ่อุปทานที่มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองเป็นโซ่อุปทานที่จะต้องจัดการกับขอบเขตของโซ่อุปทานและสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงมีกรอบการดำเนินงานเหมือนโครงสร้างโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมซึ่งมีแบบจำลองที่เป็นฟังก์ชั่นและแนวการทำงานในเชิงวิเคราะห์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโซ่อุปทานต่างๆ ได้พยายามที่จะตัดสินใจในการมองหาหนทางในการฟื้นฟูตัวเองจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่วนโซ่อุปทานที่มีความแข็งแกร่งจะเป็นโซ่อุปทานที่มีพฤติกรรมของระบบที่ซับซ้อน (Complex System) และระบบที่ถูกกระจายออกจากศูนย์กลาง (Distributed System) โซ่อุปทานที่แข็งแกร่งจะจัดการกับกระบวนการที่ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมา (Non Deterministic) อย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาวะฉุกเฉินต่างๆ เฉพาะแนวทางนี้เท่านั้นที่เราสามารถที่จะสร้างแบบจำลอง (Modeling) และจำลองสถานการณ์ (Simulating) ของกระบวนการที่จัดองค์กรได้ด้วยตัวเอง (Self-organisation) ทำให้เกิดเป็นฟังก์ชั่นการของการอุบัติขึ้น (Emergent functionalities) ทำให้ไม่ต้องเกิดการรอคอยหรือการตั้งรับอย่างมีความคาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการโซ่อุปทานและแนวคิดแบบลีนในอดีตนั้นเป็นการจัดการในเชิงสถิตย์ (Static) ไม่มีความเป็นพลวัตเข้ามาเกี่ยวข้องมากนักในการออกแบบและการวางแผน นั่นคงจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของสังคมและธุรกิจที่ยังคงนิ่งหรือมีความผันผวนน้อย การคิดและการวางแผนตัดสินใจจึงเป็นไปตามแบบและวิธีการดั้งเดิม คือ การคาดการณ์แล้วก็ตัดสินใจ แล้วก็รอคอยเวลาหรือเหตุกาณณ์นั้นจะเกิดขึ้นตรงกับที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ สภาพที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นสภาพของทรัพยากรที่เกิน (Inventory) และ ทรัพยากรที่ขาด (Shorttage) แต่สภาพที่เราต้องการก็คือ สภาพทรัพยากรที่พอดี (Just in Time) หรือเหมาะสมที่สุด ผมคิดว่า สภาวะแวดล้อมของธุรกิจซึ่งรวมทั้งสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมมีผลกระทบต่อการจัดการโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น นับเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาแนวคิดการจัดการโซ่อุปทานและการนำเอาแนวคิดแบบลีนเข้ามาประยุกต์ใช้ และคงอีกไม่นานนักที่เราอาจจะเห็นรูปธรรมของการจัดการโซ่อุปทานและแนวคิดแบบลีนที่ถูกประยุกต์ใช้ในยุดที่มีความเป็นพลวัตสูงอยู่รอบๆ ตัวเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสื่อสารก็คือ การสื่อสาร ไม่ว่าตัวกลางหรือสื่อในการติดต่อหรือส่งข่าวสารจะเป็นอะไร จะเป็นเทคโนโลยีอะไรก็ตาม หรือในบริบทใดก็ตาม เราก็ยังคงได้รับข้อมูลในการสื่อสารนั้น ปรัชญาแนวคิดในการจัดการโซ่อุปทานและแนวคิดแบบลีนก็จะยังคงเดิมไม่ว่าบริบทของการสร้างคุณค่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขนาดไหนก็ตาม เรามนุษย์ก็ยังคงจะต้องคิดและพัฒนาปรับปรุงกระบวนการจัดการตัวเองเพื่อความอยู่รอด มันคงจะไม่สำคัญหรอกว่าแนวคิดไหนจะใช้ได้อยู่หรือไม่ มันไม่ใช่การแข่งกันว่าวิธีการไหนจะดีกว่ากันหรือจะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ถึงแม้ว่าวิธีการนั้นจะตายไปแล้วหรือใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม แต่แนวคิดหรือปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นนามธรรมนั้นยังคงอยู่เสมอ ซึ่งพร้อมที่จะให้เราซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องสร้างสรรค์วิธีการที่ดีกว่าจากบริบทใหม่เพื่อความอยู่รอดขององค์กรหรือสังคม ดังนั้นผมคิดว่า มันจะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมาถามว่า “แล้ววิธีการโซ่อุปทานแบบลีนนั้นจะยังคงใช้ได้หรือไม่” ผมว่ามันไม่สร้างสรรค์เลย แต่ในทางตรงกันข้าม เราก็ควรจะหาทางในการพัฒนาและปรับปรุงวิธีการปัจจุบันให้สามารถรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้ทุกสถานการณ์ แต่ผมก็ยังมั่นใจในปรัชญาของทั้งโซ่อุปทานและแนวคิดแบบลีนอยู่เสมอ ไม่ว่าบริบทของธุรกิจและสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-6820800164172845138?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/6820800164172845138/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/perspective-16-resilience-robustness.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6820800164172845138'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6820800164172845138'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2012/01/perspective-16-resilience-robustness.html' title='Perspective 16 - โซ่อุปทานแบบลีน มุ่งสู่ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง (Resilience) และความแข็งแกร่ง (Robustness)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-ebVLWw_wh8c/TxOtoXtizhI/AAAAAAAAAEE/xSBNSu3ldNw/s72-c/16.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-6046047578073966900</id><published>2011-12-19T15:04:00.001+07:00</published><updated>2011-12-19T15:11:31.421+07:00</updated><title type='text'>Misc – จะดูอย่างไรว่าเป็นลอจิสติกส์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมเคยได้ยินนักศึกษาที่เรียนลอจิสติกส์พูดกันว่า กิจกรรมลอจิสติกส์นั้นมี 13 กิจกรรม ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;1. การติดต่อสื่อสารด้านลอจิสติกส์ (Logistics Communications)&lt;br /&gt;2. การบริการลูกค้า (Customer Service) &lt;br /&gt;3. กระบวนการสั่งซื้อ (Order processing) &lt;br /&gt;4. การคาดการณ์ความต้องการ (Demand forecasting) &lt;br /&gt;5. การจัดซื้อ (Procurement) &lt;br /&gt;6. การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)&lt;br /&gt;7. การบริหารการขนส่ง (Transportation Management) &lt;br /&gt;8. การบริหารคลังสินค้าและการจัดเก็บ (Warehousing และ Storage)&lt;br /&gt;9. ลอจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) &lt;br /&gt;10. การจัดเตรียมอะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ (Parts และ Services Support) &lt;br /&gt;11. การเลือกที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า (Plant และ Warehouse Site Selection) &lt;br /&gt;12. การจัดการเคลื่อนยัายขนถ่ายวัสดุ (Material Handling) &lt;br /&gt;13. การบรรจุภัณฑ์และหีบห่อ (Packaging และ Packing) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ก็ว่ากันไปตามตำรา ไม่ผิดหรอกครับ เข้าใจได้ดี ผมนั้นก็รับได้ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะผมคิดว่าลอจิสติกส์เป็นมากกว่าแค่ 13กิจกรรมและมีมุมมองที่เป็นมิติที่ลึกกว่านั้นมากนัก การที่จะมากำหนดว่าอะไรเป็นลอจิสติกส์และมีอะไรบ้างนั้น ผมว่ามันแข็งไป และดูผิวๆ ไปหน่อย เอาสอนเด็กๆ ปริญญาตรีพอได้ แต่พอจะประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างแล้ว มันดูจะไปไม่ได้เสียแล้ว มันต้องการคำอธิบายใหม่ ผมว่ามันก็ไม่ครบและครอบคลุมเสียเท่าไหร่นัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เพราะว่าลอจิสติกส์นั้นเป็นนามธรรม (Abstract) เวลาพูดหรือสื่อสารออกไปนั้นจะต้องมีบริบท (Context)รองรับถึงจะเห็นออกมาเป็นรูปธรรม (Concrete) ได้ อย่างเช่น 13 กิจกรรมของลอจิสติกส์ที่ได้รับรู้กัน ถึงแม้ว่าจะกำหนดไปแล้วว่าเป็น 13 กิจกรรม แล้ว ทั้ง 13 กิจกรรมก็ยังต้องการบริบทอยู่ดีในการสื่อสาร ผมมองว่าที่เขากำหนด 13 กิจกรรมออกมานั้นก็เพราะต้องการสื่อสารเบื้องต้นให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่าลอจิสติกส์ คือ อะไร เป็นเบื้องแรก มีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่ความเป็นลอจิสติกส์นั้นมีได้มากกว่าหรือมีรายละเอียดที่ลึกลงไปมากกว่านั้นอีกและลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก เพราะว่าถ้าเราเอาทั้ง 13 กิจกรรมมาอธิบายโดยไม่ได้พูดถึงลอจิสติกส์เลย เราก็อธิบายได้เหมือนกัน เราก็เข้าใจได้เหมือนกันแต่เป็นแค่การจัดการฟังก์ชั่นหรือการดำเนินงานในกระบวนการธุรกิจ และเวลานำเสนอในตำราก็ไม่ได้เห็นเน้นเรื่องการเชื่อมโยงและเชื่อมต่อเสียเท่าไหร่นัก ที่สุดแล้วจะต้องโยงกันไปถึงโซ่อุปทานด้วยจึงจะครบถ้วนมากขึ้น แล้วจริงๆแล้วลอจิสติกส์ คือ อะไรกันแน่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามองเข้าไปในกิจกรรมลอจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรมนั้นแล้ว ผมยังมองเห็นว่าใน 13 กิจกรรมนั้นยังแบ่งได้เป็นประเภทได้ 2 ประเภทด้วยกัน ซึ่งผมเรียกเองว่า เป็นกิจกรรมลอจิสติกส์ซึ่งก็ คือ กิจกรรมที่เราเข้าไปสัมผัสและเคลื่อนย้ายและจัดเก็บตัวสินค้าและวัตถุดิบรวมทั้งบริการด้วยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือการไหลของลอจิสติกส์ (Flow of Logistics)หรือสินค้าและวัตถุดิบ ส่วนอีกประเภทก็คือ กิจกรรมการจัดการลอจิสติกส์ซึ่งเป็นการไหลของข้อมูลและการตัดสินใจวางแผนให้เกิดกิจกรรมลอจิสติกส์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ลองมาอุปมาอุปไมยดูก็แล้วกันว่า 13กิจกรรมของลอจิสติกส์ที่ว่ากันมานั้นเพียงพอหรือไม่ในการอธิบายหรือสื่อสาร คราวนี้ให้ลองกำหนดหรือให้หาว่าเครื่องดนตรีมีกี่ประเภทและอะไรบ้าง เราก็ยังคงพอนึกออกนะครับ ก็ไล่เครื่องดนตรีแต่ละประเภทออกมา แต่ถ้าเราเอาน้ำใส่ในแก้วน้ำหลายๆใบในระดับน้ำที่แตกต่างกัน แล้วก็คลึงที่บริเวณปากขอบแก้ว ปรากฎว่ามีเสียงดังออกมาที่แตกต่างกันไป แล้วเราทำให้ได้ยินเป็นเสียงเพลงได้ แก้วน้ำนี้ก็เป็นเครื่องดนตรีได้เช่นกัน หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวเราสามารถทำเป็นเครื่องดนตรีได้ แล้วเสียงดนตรีจะต้องออกมาจากเครื่องดนตรีมาตรฐานทั่วไปเท่านั้นหรือไม่ ก็คงจะไม่ใช่เสมอไป แล้วเราจำเป็นไหมที่จะยึดกับ 13 กิจกรรมลอจิสติกส์ และที่สำคัญเมื่อบริบทของการสร้างคุณค่าเปลี่ยนไปหรือขอบเขตของการพิจาณาเปลี่ยนไป เราอาจจะไม่ได้มีชื่อของ 13 กิจกรรมนี้ให้เห็นเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างคุณค่า สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องเข้าใจความเป็นลอจิสติกส์ที่ระดับนามธรรม ไม่ใช่ที่รูปธรรมอย่างที่กำหนดไว้ใน 13 กิจกรรม เมื่อเข้าใจ 13 กิจกรรรมแล้ว ก็น่าจะเข้าใจลอจิสติกส์ในภาพรวมได้ด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตัดคำว่าลอจิสติกส์ออกไปจากการนำเสนอ แล้วเราก็ยังอธิบายกิจกรรม 13กิจกรรมได้ ความเป็นลอจิสติกส์ไม่ใช่แค่ทั้ง 13กิจกรรม แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงทั้ง 13 กิจกรรมเข้าด้วยกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ผมคิดว่าเราใช้ความหมายลอจิสติกส์ไปในทางที่ไม่ถูกเท่าไหร่นัก ส่วนมากเราใช้แทนการขนส่งหรือการจัดเก็บและการกระจายสินค้าไปเลย ซึ่งไม่ค่อยจะถูกต้องนัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ลอจิสติกส์มีความหมายในเชิงบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำโดยเน้นที่การไหลของสินค้าและวัตถุดิบอย่างไร้ตะเข็บ (Seamless) และตอบสนองอย่างถูกเวลาและถูกสถานที่ ประเด็นที่สำคัญของลอจิสติกส์จะต้องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงลูกค้าคนสุดท้ายผู้ที่ใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการ ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ เราเห็นนักไวโอลิน เล่นไวโอลิน จะเปรียบเสมือนกับคนที่จัดการสินค้าคงคลังกำลังคำนวณจำนวนสินค้าคงคลังและจัดเก็บสินค้าอยู่ อย่างนี้ไม่ใช่ลอจิสติกส์ครับ นักไวโอลินก็คือ คนที่เล่นไวโอลิน ยังไม่ใช่นักดนตรี แต่ถ้านักไวโอลินเล่นไวโอลินในวงดนตรีซิมโฟนีออเครสตร้า นักไวโอลินคนนี้เป็นนักดนตรีในวงดนตรีซิมโฟนีออเครสตร้า ครับ เพราะว่าในวงดนตรีเป็นเสมือนโซ่อุปทานมีเพลง มีโน้ตเพลงที่ใช้ร่วมกันและมีคนที่ฟังเพลงที่เป็นลูกค้าด้วย เช่นเดียวกัน ถ้าคนที่จัดการสินค้าคงคลังมีการประสานงานกับการจัดซื้อ การผลิต การจัดเก็บและการจัดส่งจนถึงมือลูกค้า เห็นและแบ่งปันข้อมูลลูกค้าและข้อมูลอื่นๆที่จะมีผลต่อการตอบสนองต่อลูกค้าระหว่างสมาชิกในโซ่อุปทานนี้ คนที่จัดการสินค้าคงคลังนี้ทำหน้าที่ลอจิสติกส์ครับ เราก็จะเรียกเขาว่าเขาทำกิจกรรมลอจิสติกส์สินค้าคงคลัง ส่วนกิจกรรมที่เหลือ ถ้าเชื่อมโยงกันและถึงลูกค้า เราก็ถือว่าเป็นลอจิสติกส์ของฟังก์ชั่นงานนั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องอธิบายกันต่อไปว่า ถ้ากิจกรรมต่างๆถูกเชื่อมโยงกันในเชิงกายภาพหรือเชิงคุณค่าสำหรับการใช้งาน เชื่อมโยงกันในเชิงสารสนเทศและการตัดสินใจวางแผนร่วมกันแล้วและถ้าเรารวมเอากิจกรรมการผลิตเข้าไปด้วยแล้ว เราก็จะได้โซ่อุปทานขึ้นมาเลย ที่จริงแล้วพูดอย่างนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าโซ่อุปทานจะต้องเกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงจะมีกิจกรรมการผลิตและกิจกรรมลอจิสติกส์ นั่นคือ ถ้าโซ่อุปทานดี ลอจิสติกส์และการผลิตก็น่าจะดีด้วย สิ่งที่บ่งบอกว่ากิจกรรมลอจิสติกส์และการจัดการลอจิสติกส์แตกต่างจากกิจกรรมหลัก 13 กิจกรรมที่กล่าวมา คือ ความเป็นโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Structure) หรืออย่างเป็นบูรณาการ (Integrative) ของโซ่อุปทานอีกทั้งยังรวมถึงมุมมองเชิงคุณค่าและการจัดการคุณค่าเพื่อให้เกิดการรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะจัดการลอจิสติกส์ โดยไม่ดูถึงการจัดการโซ่อุปทานเลย ก็ไม่ใช่ลอจิสติกส์ ดังนั้นกว่าจะมาเป้นลอจิสติกส์ได้ เราก็ต้องผ่านการจัดการโซ่อุปทานมาเยอะครับ แล้วถ้าใครจะมาพูดเรื่องลอจิสติกส์กับผมแล้ว แล้วผมถามต่อเรื่องโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง แล้วตอบไม่ได้ ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจองค์รวมของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถูกไม่หมดครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-6046047578073966900?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/6046047578073966900/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc_4024.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6046047578073966900'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6046047578073966900'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc_4024.html' title='Misc – จะดูอย่างไรว่าเป็นลอจิสติกส์'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-1210899398823600933</id><published>2011-12-19T14:49:00.001+07:00</published><updated>2011-12-19T15:03:36.080+07:00</updated><title type='text'>Misc – ต้องก้าวข้ามผ่านลอจิสติกส์ไปให้ได้</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ถึงวันนี้ ผมพบว่า พวกเรายังไม่ได้รู้จักลอจิสติกส์ดีเท่าไหร่นัก แถมยังหมกหมุ่นกับลอจิสติกส์มากจนเกินไป จนไม่รับเอาแนวคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับลอจิสติกส์ ทำให้เกิดมุมมองต่อกระบวนการสร้างคุณค่าผิดไป หรือพูดแรงๆ ว่า นับถือลอจิสติกส์เป็นพระเจ้าไปแล้ว คิดว่า ลอจิสติกส์คือคำตอบสุดท้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ลอจิสติกส์มาแรงตั้งนานแล้ว แรงไปทั่วโลกจริงๆ แต่ว่าเราก็จะต้องไปต่อ ศึกษาต่อไป พัฒนาความคิดต่อไป ข้างหน้าเรามีอะไรให้ศึกษาอีกมากมาย ลอจิสติกส์ก็เป็นแค่ทางผ่านและพื้นฐาน แล้วเราจะมาอะไรกันกับลอจิสติกส์นักหนา ลอจิสติกส์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ถ้าเรายังไม่เลิกหลงมัวเมากับลอจิสติกส์อย่างไร้ปัญญาเช่นนี้ ผมว่ามันก็คงถึงวาระสุดท้ายแล้ว เพราะว่าองค์ความรู้ของลอจิสติกส์ที่มีอยู่มันไม่ครอบคลุมในการจัดการคุณค่าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 238px; DISPLAY: block; HEIGHT: 167px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5687746947339449234" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-iLJ2mZSWRbQ/Tu7vtrB685I/AAAAAAAAAD4/7fS9GG6QO2Q/s320/55555.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมเหนื่อยมากๆ ที่จะสื่อสารออกไปว่า "ลอจิสติกส์ คือ อะไร?" ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้าใจอะไรกันยากอย่างนั้น ขอแค่เปิดใจ ใส่ใจ ทำความเข้าใจเสียหน่อย อย่ายึดติดมากไปนัก พวกเราจะได้ไปต่อ ข้างหน้ายังเรื่องราวและองค์ความรู้อีกมากมายให้เรียนรู้ หลายสิ่งรอบๆ ตัวเราจะมีความซับซ้อนมากขึ้น มันจะยากยิ่งขึ้นสำหรับที่เราจะทำความเข้าใจ แล้ววันนั้นเราจะพบว่า ลอจิสติกส์เป็นส่วนประกอบหนึ่งหรือตัวต่อตัวหนึ่งของภาพรวมทั้งหมด ผมหวังว่า เมื่อถึงวันนั้น มันคงจะไม่สายเกินไป... &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-1210899398823600933?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/1210899398823600933/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1210899398823600933'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1210899398823600933'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc_19.html' title='Misc – ต้องก้าวข้ามผ่านลอจิสติกส์ไปให้ได้'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-iLJ2mZSWRbQ/Tu7vtrB685I/AAAAAAAAAD4/7fS9GG6QO2Q/s72-c/55555.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-5432337750870453331</id><published>2011-12-16T13:40:00.005+07:00</published><updated>2011-12-16T14:04:38.822+07:00</updated><title type='text'>Perspectives 15. เมื่อโซ่อุปทานขาดสะบั้นลง ธุรกิจและชีวิตก็คงจะหยุดนื่ง</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมได้อ่านนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 26 December 2011 มีคอลัมน์หนึ่งเขียนโดย Bill Powell ได้เสนอรายงานที่เกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วมในประเทศไทยโดยมีรูปรถยนต์ Honda ลอยน้ำอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ที่ใต้รูปเขียนว่า “Logistics” แต่ชื่อบทความกลับเป็น “When Supply Chain Break (เมื่อโซ่อุปทานขาดสะบั้นลง)” แล้วก็มีคำโปรยว่า “Manufacturers have spent years buildings low-cost global supply chains. Natural disasters are showing them just how fragile those networks really are. (ผู้ผลิตได้ใช้เวลาหลายปีในการสร้างโซ่อุปทานระดับโลกที่มีต้นทุนต่ำ แล้วภัยพิบัติจากธรรมชาติก็แสดงให้พวกเขาเห็นว่าเครือข่ายเหล่านั้นเปราะบางแค่ไหน)” ผมเห็นแล้วก็เป็นห่วงว่า คนไทยเราเห็นทั้ง Logistics และ Supply Chain ในเรื่องเดียวกันแล้วจะเข้าใจอย่างไรกันบ้างหนอ โดยเฉพาะภาพรถ Honda จมน้ำนั้นมันจะเกี่ยวกับลอจิสติกส์ได้อย่างไร เพราะว่าเรื่องของภัยพิบัตินั้นคนส่วนใหญ่หรือในข่าวทั่วไปนั้นเขาพูดกันถึงเรื่อง Supply Chain เป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไม นิตยสาร Fortune ถึงนำเสนอรูปรถที่จมน้ำด้วยคำว่าลอจิสติกส์ด้วยเล่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-qaDZohUeiNw/TurqH7etOxI/AAAAAAAAADs/sYLt_m2uvlY/s1600/333.jpg"&gt;&lt;img style="WIDTH: 182px; HEIGHT: 137px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5686614901455141650" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-qaDZohUeiNw/TurqH7etOxI/AAAAAAAAADs/sYLt_m2uvlY/s320/333.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;Bill ผู้เขียนบทความนี้นำเสนอว่าความเสียหายของน้ำท่วมในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 30 พันล้านดอลลาร์ ผลของภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตต่างๆทั่วโลก ทำให้การผลิตต้องล่าช้าลงหรือไม่ก็ต้องหยุดชะงักไปเลย น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าเป็นการทดสอบความยอดเยี่ยมของการปฏิบัติการของบริษัทต่างๆ ซึ่งเราดูได้จากอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งประสบเหตุการณ์เช่นนี้ตั้งแต่ภัยพิบัติสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว และยังไม่เท่าไหร่เลยก็มาเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองไทยทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายๆ คนได้ยินคำว่าโซ่อุปทาน (Supply Chain) หรือไม่บางคนก็พูดว่าเป็นโซ่การผลิต แต่ผมว่าโซ่อุปทานนั้นเป็นมากกว่าโซ่การผลิตหรือเป็นมากกว่าที่เราเห็นและเข้าใจจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้ เหตุการณ์หายนะจากภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้เราเห็นอะไรต่างๆ ที่ไม่เคยเห็น เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยได้รับรู้ บริษัทที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเท่าไหร่ แต่กลับเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนส่งให้ Macbook และ Prius.&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในบทความของ Bill ยังกล่าวถึงสิ่งที่น่าสังเกตุและเป็นคำถามอยู่เสมอ เมื่อเหตุการณ์ภัยพิบัติทำให้สายการผลิตหยุดชะงักลงเพราะว่าขาดชิ้นส่วนในการผลิตว่า “แล้ว Lean Supply Chain หรือ โซ่อุปทานแบบลีนนั้นเหมาะสมแล้วหรือ?” เพราะว่าแนวคิดนี้ถูกพัฒนามาจากบริษัทโตโยต้าเอง และบริษัทโตโยต้าก็ได้พยายามทำให้โซ่อุปทานของตัวเองนั้น Lean หรือมีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตใหญ่ๆ ในระดับโลกได้สร้างเครือข่ายของบริษัทผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั่วโลกเพื่อที่จะผลิตชิ้นส่วนป้อนให้บริษัทผู้ผลิตสินค้า ด้วยแนวคิดแบบลีนหรือแนวคิดของ Toyota Production System (TPS) ผู้ผลิตที่อยู่ในโซ่อุปทานจะต้องผลิตชิ้นส่วนในลักษณะทันเวลาพอดี (Just In Time) เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ผลิตสินค้าจะได้ชิ้นส่วนวัตถุดิบได้ทันตามเวลาที่ต้องการ เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน ระบบในโซ่อุปทานก็จะให้ผลประโยชน์กับทุกคนในโซ่อุปทาน โรงงานประกอบสามารถเดินสายการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถรักษาต้นทุนให้ต่ำไว้ได้โดยหาแหล่งผลิตในภูมิภาคต่างได้ด้วยตันทุนของค่าแรงที่ต่ำกว่าและสุดท้ายผู้บริโภคก็ได้ใช้ของที่มีราคาถูก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน บริษัทโตโยต้าเองก็ต้องมาประสบปัญหาเช่นกัน เราได้เห็นความเปราะบาง &lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;(Vulnerability)&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;ของโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่เพราะว่าเป็นธรรมชาติของความเชื่อมต่อกันในโซ่อุปทาน ที่จริงแล้วโซ่อุปทานเองไม่มีคุณลักษณะสร้างผลกระทบเป็นแค่ลูกโซ่เท่านั้น เพราะว่าโครงสร้างของโซ่อุปทานนั้นเป็นเครือข่าย (Network) ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็จะเกิดขึ้นกันเป็นวงกว้างทั้งเครือข่ายเช่นกัน ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อมที่มีส่วนในการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2011 นี้ทำให้เกิดการหยุดชะงักของโซ่อุปทานระดับโลกครั้งใหญ่เกิดความเสียหาย อย่างมากกับธุรกิจระดับโลก ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดก็ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และสินค้าอื่นๆ อีกหลายชนิดทั้งในประเทศและในระดับโลก ด้วยเหตุการณ์นี้จึงทำให้ผู้ผลิตในระดับโลกต้องหันมาพิจารณาหรือคิดกันใหม่ในเรื่องโครงสร้างการผลิตทั่วโลก (Glabal Structure) Bob Ferrari ผู้เชี่ยวชาญด้านโซ่อุปทานได้กล่าวไว้ว่า “เหตุการณ์หงส์ดำ (Black Swan) หรือภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวกันมาก่อนได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความเปราะบางของโซ่อุปทานอุตสาหกรรม” Carlos Ghosn, CEO of Nissan มองในเชิงปรัชญาว่า “จะมีวิกฤติอีก เราไม่รู้ว่าวิฤตินั้นจะเป็นอะไร จะเกิดขึ้นที่ไหน จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นเราจะต้องเรียนรู้จากมัน” แล้ว Bill Powell ก็กล่าวสรุปว่า ถ้า Ghosn พูดถูก และวิฤกตินั้นจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้นความได้เปรียบเชิงต้นทุนอาจจะไม่ได้ตกอยู่กับโซ่อุปทานที่ว่องไวที่สุด แต่จะเป็นโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง (Robust) ที่สุด ตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างมาก บทความครั้งต่อๆ ไปของผมคงจะต้องลองมาดูกันว่า Robust Supply Chain นั้น คือ อะไรกัน? &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ลองกลับมาดูที่รูปของ Fortune ที่เป็นรถ Honda ที่ลอยอยู่ในน้ำท่วม Bill Powell ดูว่าเป็นลอจิสติกส์อย่างไร เพราะว่าดูในบทความแล้วเขาไม่ได้เอ่ยถึงลอจิสติกส์สักคำเลย และชื่อเรื่องกลับเป็น “เมื่อโซ่อุปทานขาด (When Supply Chain Break)” ผมก็ไม่รู้ว่าพวกเราคนไทยพอเห็นรูปนั้นและชื่อเรื่องจะเข้าใจความสัมพันธ์ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนี้อย่างไรกันบ้าง ผมคิดว่า Bill Powell คงจะไม่ได้เขียนคำว่า Logisitcs ใต้รูปน้ำท่วมอย่างไม่ตั้งใจ ผมคิดว่า Bill เข้าใจว่าน้ำท่วมโรงงาน Honda แล้วจะทำให้รถที่ผลิตเสร็จแล้วไม่สามารถนำส่งให้ถึงมือลูกค้านั้นหมายความว่าเป็นปัญหาเชิงลอจิสติกส์ เพราะว่าลอจิสติกส์เป็นกิจกรรมที่จะต้องพยายามนำคุณค่าต่างๆ ที่ลุกค้าต้องไปถึงมือลูกค้าให้ได้ เมื่อลอจิสติกส์ขาดสะบั้นลงก็จะทำให้โซ่อุปทานนั้นขาดไปด้วย ซึ่งหมายความว่า โซ่อุปทานไม่สามารถนำส่งคุณค่าที่อยู่ในรูปแบบของสินค้าและบริการได้อย่างดี เร็วและถูก ผมว่า &lt;span style="font-size:78%;"&gt;Bill &lt;/span&gt;นี้มีความเข้าใจในประเด็นของความสัมพันธ์ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นอย่างดี เพราะว่าเขามองจากลูกค้า ไม่ได้มองเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง เมื่อมองจากลูกค้าแล้ว เราจะเห็นกิจกรรมลอจิสติกส์และการผลิตเป็นเครือข่ายกันทั้งสายโซ่อุปทาน (Supply Chain Network) เราจะเห็นลอจิสติกส์และการผลิต ดังนั้นในรูปรถที่ลอยน้ำนั้น เป็นรถที่ผลิตเสร็จจอดอยู่ในลานจอดเพื่อรอส่งให้กับลูกค้า ตรงนี้ไงครับเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์ครับ เมื่อน้ำท่วมมารถก็เสียหายส่งลูกค้าไม่ได้ ลอจิสติกส์ขาดไปเลยครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเราคนไทยในหลายๆ ภาคส่วนนั้นมีความเข้าใจที่หลากหลายกันไปทำให้การสื่อสารและการวางแผนร่วมกันในภาพใหญ่ๆ ของประเทศมีปัญหามากๆ เพราะที่เราได้ยินกันว่า น้ำท่วมนั้นทำให้โซ่อุปทานขาดลง แล้วมันขาดลงตรงไหนบ้าง มันขาดลงตรงที่ลอจิสติกส์และการผลิตของโรงงานใดโรงงานหนึ่งในโซ่อุปทานใดโซ่อุปทานหนึ่ง แล้วน้ำก็ไหลท่วมไป ทำให้ถนนขาด ลอจิสติกส์ก็ขาดลง ชิ้นส่วนส่งเข้าไปผลิตไม่ได้และส่งออกจากโรงงานไม่ได้ นั่นยังไม่เท่าไหร่ น้ำยังเข้าไปทำให้โรงงานไม่สามารถผลิตได้อีก การผลิตก็ขาดลง เมื่อเป็นเช่นนี้โซ่อุปทานหยุดชะงัก (Supply Chain Disruption) ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าลูกค้าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่งหรือที่ต้องการ สินค้าก็ขาดตลาด ผมว่าเรื่องครั้งนี้ทำให้เรารู้ซึ้งถึงความสำคัญของโซ่อุปทานในระดับหนึ่ง แต่เราจะต้องไม่หยุดยั้งแค่รู้สึกเท่านั้นแต่จะต้องต่อยอดด้วยการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องโซ่อุปทานในมิติที่หลากหลายขึ้นและยังต้องสื่อสารออกไปให้สังคมได้เข้าใจมากขึ้นด้วย เพราะว่าเท่าที่ผมสังเกตุดูแล้วพวกเราเองยังมองลอจิสติกส์และโซ่อุปทานไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน และยิ่งเป็นเรื่องการผลิตด้วยแล้ว เรายิ่งดูห่างออกไปเลย ทั้งๆ ที่การผลิตนั้นคือหัวใจของโซ่อุปทาน และยิ่งในการผลิตนั้นก็มีลอจิสติกส์ที่ยังต้องจัดการอีกมากในโรงงานผลิต ซึ่งไม่ใช่แค่การขนส่งหรือการจัดเก็บสินค้าเท่านั้น หนทางยังอีกไกลครับ สำหรับการเดินทางของการเรียนรู้ซึ่งไม่มีวันจบสิ้น แต่กลับจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้นทุกวัน พวกเราเองก็จะต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราด้วย เพื่อเผชิญและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฉพาะภัยพิบัติ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-5432337750870453331?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/5432337750870453331/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/fortune-26-december-2011-bill-powell.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5432337750870453331'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5432337750870453331'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/fortune-26-december-2011-bill-powell.html' title='Perspectives 15. เมื่อโซ่อุปทานขาดสะบั้นลง ธุรกิจและชีวิตก็คงจะหยุดนื่ง'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-qaDZohUeiNw/TurqH7etOxI/AAAAAAAAADs/sYLt_m2uvlY/s72-c/333.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-7975043790274347494</id><published>2011-12-15T10:47:00.002+07:00</published><updated>2011-12-15T11:13:40.401+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 14 นิยามอนาคตใหม่ สร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยแนวคิดเชิงองค์รวมและปัญหาพยศ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมเห็นความกระตือรือร้นของหลายภาคส่วนทั้งก่อนน้ำท่วมและหลังน้ำลดแล้ว ที่เห็นๆ พูดกันมากๆ ก็คือ เรื่องของยุทธศาสตร์ ระยะหลังๆ ผมมีโอกาสในการเข้ารับการศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์มาพอสมควรและมีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมมาบ้าง ทำให้ผมได้มองเห็นว่า ประเทศเราขาดยุทธศาสตร์ที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเราไม่มียุทธศาสตร์ ประเทศเรามียุทธศาสตร์หลายยุทธศาสตร์ ไม่เชื่อลองไปทุกจังหวัดสิครับ แต่ละจังหวัดเขาจะมีเอกสารประชาสัมพันธ์ของจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดของยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัดอยู่ และนี่ยังไม่ได้รวมหน่วยงานราชการทั้งหลายจะต้องมียุทธศาสตร์เช่นกันหรือไม่ก็ต้องมีไว้รองรับ แล้วผมจะมาบ่นทำไมว่าประเทศเราไม่มียุทธศาสตร์ มียุทธศาสตร์กันทั่วหน้าอย่างนี้แล้ว ทำไมประเทศเราไปกันแค่นี้ล่ะ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมว่าไม่มีนั้นผมหมายความว่าเราไม่ได้คิดอย่างยุทธศาสตร์ (Strategic Thinking) กันจริงๆ สิ่งที่เราหรือใครก็ไม่รู้ที่เป็นผู้บริหารในบ้านเมืองเราคิดออกมานั้นยังไม่เป็นยุทธศาสตร์ที่ดี คือคิดแล้วไม่ชนะ หรือไม่ต้องคิดก็เป็นยุทธศาสตร์ได้ยังไง? ขาดทิศทางที่จะไป ขาดทิศทางที่จะปฏิบัติและที่สำคัญขาดแนวทางในการทำงานร่วมกัน ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ไม่สามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การปฏิบัติร่วมกันได้ แล้วจะเป็นยุทธศาสตร์ได้อย่างไรกัน? ดังนั้นยุทธศาสตร์จะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ทุกอย่างเลยก็ว่าได้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ชัดเจนตั้งแต่เป้าหมายและวิสัยทัศน์แล้วล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัญหาของยุทธศาสตร์ในประเทศไทย คือ เรายังไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่แท้จริง ดูเหมือนไม่มีเป้าหมายว่าประเทศไทยจะเป็นอะไรจะไปทางไหนในอนาคตอันไกล รวมทั้งการนำยุทธศาสตร์ชาติไปแปรเป็นยุทธศาสตร์ย่อยในภาคส่วนต่างๆ ก็ยังขาดโครงสร้างที่เป็นระบบ (Systemic Structure) ทำให้การดำเนินยุทธศาสตร์ของภาคส่วนต่างๆ ไม่มีความเป็นบูรณาการกัน ดังนั้นเราน่าจะมีแนวคิดใหม่ในการสร้างยุทธศาสตร์ จากแนวคิดการสร้างยุทธศาสตร์แบบเชิงเส้น (Linear Thinking) ไปสู่แนวคิดแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non-Linear Thinking) หรือเป็นปัญหาที่มีโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Structure)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กรอบความคิดและการทำงานในการแก้ปัญหาและการวางยุทธศาสตร์ในปัจจุบันยังอยู่บนพื้นฐานความคิดที่เป็นการวิเคราะห์ (Analysis) และการแก้ปัญหา (Problem Solving) ตามวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์หรือวิธีการดั้งเดิมแบบเชิงเส้น เช่น แบบจำลองน้ำตก (Waterfall Model) ที่มีกระบวนการกำหนดปัญหา การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ต่อจากนั้นก็ค้นหาคำตอบและการนำคำตอบไปปฏิบัติใช้แก้ไขปัญหา ซึ่งดูแล้วอาจจะใช้ไม่ค่อยได้ผลสำหรับในปัญหายุคปัจจุบันที่มีความเป็นพลวัตและความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น โดยปกติแล้วปัญหาที่เรียกว่ามีความยุ่งยาก (Complicated) จะประกอบด้วยชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบจำนวนมากและโครงสร้างที่อยู่แยกออกจากสภาพแวดล้อม ส่วนปัญหาที่ซับซ้อน (Complex) นั้นจะเกิดขึ้นจากความเป็นพลวัต (Dynamics) และมีการโต้ตอบกัน (Interactive) ระหว่างองค์ประกอบกันเองและกับสภาวะแวดล้อม อีกทั้งยังมีองค์ประกอบที่ปรับตัวเองได้ซึ่งไม่ได้ถูกพิจารณาแยกออกจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเลย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบที่มีนัยสำคัญของระบบซับซ้อนก็ คือ มนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ระบบที่ยุ่งยาก (Complicated System) ส่วนใหญ่แล้วต้องการการอนุมาน (Deduction) และการวิเคราะห์ (Analysis) ซึ่งเป็นตรรกะอย่างเป็นทางการ (Formal Logic) ของการแบ่งแยกออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ระบบที่ซับซ้อนต้องการการหาเหตุผลเชิงการเหนี่ยวนำ (Inductive) และ เชิงการชักพาออกไป (Abductive) สำหรับการวินิจฉัยและการสังเคราะห์ซึ่งเป็นตรรกะอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Logic) ของการสร้างภาพรวมทั้งหมดใหม่ (New Whole) ของชิ้นส่วนต่างๆ เพราะว่าองค์ประกอบของระบบซับซ้อนที่เราสนใจเป็นมนุษย์ การรับรู้ถึงความสัมพันธ์ต้องการการวิเคราะห์เชิงสมมุติฐานในรูปแบบของแผนผังและการเล่าเรื่องของความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เรื่องของยุทธศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องคิดและดำเนินการเพื่อให้องค์กรและสังคมอยู่รอด เพราะว่าชีวิตคือการดิ้นรนในบริบทสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนเองอยู่รอด สังคมก็มีชีวิต สังคมเองก็ต้องดิ้นรนให้อยู่รอด ดังนั้นยุทธศาสตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะว่าสิ่งมีชีวิตที่คิดและตัดสินใจเท่านั้นที่สามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และยุทธศาสตร์นั้นก็หมายถึง การปรับตัว การเปลี่ยนแปลงเพี่อการต่อสู้และแข่งขันเพื่อความอยู่รอด ยุทธศาสตร์ที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของสังคมในเชิงองค์รวม เรื่องของยุทธศาสตร์ไม่ว่าจะในระดับชาติหรือในระดับองค์กรโดยพื้นฐานแล้วก็ คือ เรื่องของสังคมหรือเป็นปัญหาเชิงสังคมซึ่งประกอบด้วยปัจเจกบุคคลมากมายที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างนับไม่ถ้วนตามแรงผลักดันที่หลากหลายของแต่ละคนแต่ละกลุ่มคน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการสร้างยุทธศาสตร์ เราจะต้องใช้เครื่องมือในการคิดและวางแผนเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม เราต้องไม่มองสังคมหรือประเทศในมุมมองเชิงเครื่องจักรซึ่งแบ่งบทบาทและหน้าที่ต่างๆ ออกเป็นกระทรวงทั้งทบวง กรม และหน่วยงานอิสระต่างๆ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะว่าเราใช้แนวคิดแบบลดทอน (Reductionistic Thinking) ทำให้เราสูญเสียความเข้าใจของภาพรวมทั้งหมดของชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ เราคิดว่าเราสามารถคิดและวิเคราะห์ในแต่ละส่วนที่ลดทอนแยกส่วนออกมาแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมหรือเกิดผลกระทบในภาพรวมได้ ซึ่งไม่จริงในสภาพปัจจุบัน ที่จริงแล้วความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแต่ละส่วนของความเป็นชาติต่างหากที่ทำให้เกิดความเข้าใจภาพรวมหรือชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ ชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติจึงจำเป็นที่จะต้องถูกมองและถูกพิจารณาในเชิงระบบ (System Approach) หรือมองในเชิงองค์รวม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไปแล้วองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์คือ ภาพสะท้อนของปัจเจกบุคคลและองค์กรต่างๆ จำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวทางในการแก้ปัญหาที่อยู่ในยุทธศาสตร์ และมุมมองและความนิยมชมชอบที่เกี่ยวข้องกันรวมทั้งความยากที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จะพัวพันและขึ้นอยู่กับความสำเร็จของความเข้าใจปัญหาร่วมกันของปัจจเจกบุคคลและองค์กรต่างๆ แล้วเวลานี้เราเข้าใจปัญหาของยุทธศาสตร์ดีแค่ไหน เราเข้าใจปัญหาของชาติดีแค่ไหน และเข้าใจร่วมกันอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาในการเขียนยุทธศาสตร์และในการกำหนดนโยบายของปัญหาในระดับใหญ่ๆ อย่างระดับชาติซึ่งเป็นระบบที่มีความซับซ้อนมากๆ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาก มีความสัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก มีโครงสร้างที่เป็นระบบอย่างเห็นได้ชัด แต่เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญในการทำความเข้าใจในธรรมชาติของระบบของชาติที่เป็นสังคมขนาดใหญ่ นักวิชาการและนักวางแผนนโยบายเรียกปัญหาในระดับนี้ว่า “ปัญหาพยศ (Wicked Problem)” ซึ่งมีรายละเอียดของประเด็นที่เป็นเรื่องที่ “พยศ (Wicked)” ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถจัดการได้ง่าย ยากที่จะควบคุม ไม่เชื่อง “ปัญหาพยศ (Wicked Problem)” นี้ถูกตั้งชื่อขึ้นโดย Rittel and Weber จากบทความทางวิชาการ ‘Dilemmas in a general theory of planning’. ในปี 1973 หลังจากที่ผมได้มีโอกาสมาสัมผัสเรื่องราวของ Wicked Problem หรือปัญหาพยศแล้ว เวลาไปนำเสนอปัญหาอะไรหรือมองปัญหาอะไรในระดับใหญ่ๆ ที่มีหลายหน่วยงานหรือมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาก ผมคิดว่ามันเข้ากับปัญหาพยศทั้งสิ้นเลยครับ จากปัญหาน้ำท่วมสู้ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหลาย คราวนี้แล้วเราจะสังเกตุได้อย่างไรว่าปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหาพยศ (Wicked Problem) ที่จริงแล้วต้นฉบับบทความของ Rittel and Webber (1973) ได้อธิบายคุณลักษณะของปัญหาพยศนี้ไว้ 10 ข้อ ต่อมาก็มีคนกล่าวว่าคุณสมบัติบางข้อนั้นซ้ำซ้อนกัน จึงลดลงเหลือประมาณ 5 ข้อ แต่ Timothy Ritchey (2011) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ควรจะคงไว้ทั้ง 10 ข้อจะดีกว่าเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งในปัญหา ปัญหาพยศมีคุณสมบัติดังนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;1. ไม่มีสูตรหรือนิยามที่ตายตัวสำหรับปัญหาพยศ ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจปัญหาจะขึ้นอยู่กับแนวคิดของคนใดคนหนึ่งในการแก้ปัญหา ที่เราจะต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าการที่จะอธิบายถึงปัญหาพยศในรายละเอียดที่พอเพียง เราต้องมีแนวทางหรือคำตอบพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้อย่างเต็มที่สำหรับแนวทางการแก้ไขที่เข้าใจได้ทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เหตุผลก็คือ ทุกคำถามต้องการข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเข้าใจในปัญหาและคำตอบของปัญหาในเวลานั้น แต่ความเข้าใจในปัญหาและคำตอบของปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อที่จะคาดการณ์คำถามทั้งหมด เราก็จะต้องคาดการณ์ข้อมูลทั้งหมดสำหรับคำตอบไว้ล่วงหน้าด้วย จึงทำให้เราต้องการความรู้ที่สามารถเข้าใจของคำตอบทั้งหมด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;2. ปัญหาพยศนั้นไม่มีจุดสิ้นสุด ในการแก้ปัญหาเชื่อง (Tame Problem) ซึ่งตรงกันข้ามกับปัญหาพยศนั้น ผู้ที่แก้ปัญหารู้ว่าเขาจะจัดการกับปัญหาให้จบได้เมื่อใด จะมีกฎเกณฑ์ที่จะบอกว่าเมื่อใดที่จะได้คำตอบในการแก้ไขปัญหา แต่สำหรับปัญหาพยศเราจะไม่มีวันได้แนวทางการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์หรือเป็นที่สุดหรือถูกต้องที่สุด เพราะว่าการจัดการปัญหาพยศไม่ได้มีวัตถุประสงค์สำหรับเรื่องนั้น ปัญหาพยศจะวิวัฒนาการและผ่าเหล่าผ่ากอออกไปอยู่ตลอดเวลา เราจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อเราใช้ทรัพยากรหมดสิ้น และเรารู้สึกว่ามันดีพอแล้ว หรือไม่นั้นเราก็รู้สึกว่าเราได้ทำเท่าที่เราทำได้แล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;3. คำตอบของปัญหาพยศไม่ใช่เรื่องที่จะบอกว่าถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องที่บอกว่าดีกว่าหรือแย่กว่า กฎเกณฑ์สำหรับการตัดสินถึงข้อยืนยันของ ”คำตอบ” ของปัญหาพยศจะขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการตัดสินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่แตกต่างกันก็จะดูแตกต่างกันตามกลุ่มหรือความสนใจส่วนบุคคล กลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะและลัทธิที่มีความอคติ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างกลุ่มกันไปจะเห็นคำตอบที่แตกต่างกันออกไปซึ่งก็จะได้ผลออกมาแค่ดีกว่าหรือแย่กว่าเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;4. ไม่มีการทดสอบแบบทันทีทันใดหรือทดสอบขั้นสุดท้ายของคำตอบที่มีต่อปัญหาพยศ คำตอบใดๆ ก็ตามที่หลังจากการนำไปปฏิบัติใช้ในการรับมือกับปัญหาพยศจะสร้างกระแสของผลต่อเนื่องที่อยู่นอกเหนือจากที่ส่วนถูกขยายผลออกไปซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดูเสมือนไม่มีขอบเขต ยิ่งไปกว่านั้นผลต่อเนื่องของคำตอบในวันพรุ่งนี้อาจจะทำให้เกิดผลสะท้อนที่ไม่เป็นที่ปรารถนาอย่างมากที่สุด ซึ่งจะครอบงำผลประโยชน์ที่ต้องการหรือผลประโยชน์ที่บรรลุผลสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;5. ทุกคำตอบสำหรับปัญหาพยศเป็นการดำเนินงานแบบมีโอกาสครั้งเดียวหรือแบบยิงได้นัดเดียวเท่านั้น เพราะว่าเราไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้ด้วยการลองผิดและลองถูก ทุกความพยายามในการแก้ปัญหามีความหมายเสมอ “ทุกคำตอบที่ถูกนำไปปฏิบัติจะเป็นผลต่อเนื่อง มันได้ทิ้งร่องรอยที่ไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมาได้ไว้ และทุกความพยายามที่จะกลับการตัดสินใจหรือแก้ไขสำหรับผลต่อเนื่องที่ไม่เป็นที่ปรารถนาจะทำให้เกิดชุดของปัญหาพยศใหม่ตราบจนถึงปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;6. ปัญหาพยศไม่มีชุดของคำตอบที่เป็นจำนวนที่นับได้ หรือ ไม่มีชุดของการดำเนินงานที่ถูกอธิบายอย่างชัดเจนซึ่งอาจจะถูกบรรจุเข้าไปในแผน ไม่มีหลักเกณฑ์ซึ่งจะทำให้ใครก็ตามพิสูจน์ได้ว่าคำตอบทั้งหมดสำหรับปัญหาพยศได้ถูกระบุและถูกพิจารณาไว้ ปัญหาพยศอาจถูกพบว่าไม่มีคำตอบ เนื่องจากความไม่สม่ำเสมอเชิงเหตุและผลในภาพร่างของปัญหา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;7. ทุกปัญหาพยศจะต้องเป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สามารถหาปัญหาอื่นมาเสมอเหมือนได้ ไม่มีระดับชั้นของปัญหาพยศในแง่มุมที่ว่าหลักการของคำตอบของปัญหาสามารถถูกพัฒนาเพื่อที่จะเข้ากันได้กับปัญหาอื่นๆของระดับชั้นของปัญหา และยังหมายถึงว่า ส่วนหนึ่งของศิลปะการจัดการของปัญหาพยศก็ คือ ศิลปะของการที่เราไม่สามารถรู้ถึงประเภทของคำตอบที่จะประยุกต์ใช้นั้นล่วงหน้าใขณะที่เรามีเวลาน้อยในการจัดการกับปัญหา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;8. ทุกปัญหาพยศสามารถถูกพิจารณาเป็นอาการของปัญหาพยศอื่นๆ มีลักษณะภายในหลายๆอย่างของปัญหาพยศที่สามารถถูกพิจารณาเป็นอาการของลักษณะภายในอื่นๆของปัญหาเดียวกัน โดยมีความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เป็นวงรอบและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันที่หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง และปัญหาก็มีระดับของที่มาของเหตุและผลมากมายที่จะต้องพิจารณา จะต้องใช้การตัดสินใจอย่างซับซ้อนเพื่อที่จะกำหนดระดับของนามธรรมที่เหมาะสมซึ่งจำเป็นต่อการกำหนดปัญหา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;9. สาเหตุของปัญหาพยศสามารถอธิบายได้ในด้วยหลากหลายแนวทาง ทางเลือกต่างๆของการอธิบายจะกำหนดธรรมชาติของคำตอบในการแก้ปัญหา ไม่มีกฎหรือขั้นตอนที่จะกำหนดการอธิบายที่ถูกต้องหรือการรวมคำอธิบายเข้าด้วยกันสำหรับปัญหาพยศ เหตุผลก็ คือ ในการจัดการกับปัญหาพยศจะมีคำตอบอีกมากมายของการที่จะปฏิเสธสมมุติฐานมากกว่าการที่จะยอมรับสมมุติฐานได้ในมุมมองของวิทยาศาสตร์เชิงกายภาพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;10. ในปัญหาพยศผู้วางแผนไม่มีสิทธิ์ที่จะผิด ในวิทยาศาศตร์สายตรงนักวิจัยจะต้องตั้งสมุติฐานซึ่งต่อมาอาจจะถูกพิสูจน์ว่าผิด การสร้างสมมุติฐานเท่านั้นที่เป็นแค่แรงกระตุ้นที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ บุคคลหนึ่งจะไม่ถูกลงโทษสำหรับการตั้งสมมุติฐานออกมาแล้วปรากฎว่าผิด ในโลกของปัญหาพยศนั้นจะไม่มีสิทธิคุ้มครองอย่างนี้เกิดขึ้น ความมุ่งหมายไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการปรับปรุงคุณสมบัติบางอย่างของปัญหาในโลกที่เรามนุษย์อาศัยอยู่ ผู้วางแผนรับผิดชอบต่อผลต่อเนื่องของกิจกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราจะต้องมองการสร้างยุทธศาสตร์ในอีกมุมมองเชิงปัญหาพยศ ซึ่งโดยธรรมชาติของปัญหายุทธศาสตร์ไม่ว่าในระดับองค์กรหรือในระดับชาติก็เป็นปัญหาพยศเช่นกัน เพราะว่ามีพลวัตของความเป็นมนุษย์ (Human Dynamics) เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมคิดว่า นี่คือความท้าทายใหม่ขององค์ความรู้ของมนุษย์ชาติในการปรับตัวของสังคมเพื่อความอยู่รอดในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่รู้จบของบริบทโลก &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-7975043790274347494?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/7975043790274347494/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/perspectives-14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7975043790274347494'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7975043790274347494'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/perspectives-14.html' title='Perspectives – 14 นิยามอนาคตใหม่ สร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยแนวคิดเชิงองค์รวมและปัญหาพยศ'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-451688017652870851</id><published>2011-12-09T17:14:00.000+07:00</published><updated>2011-12-09T17:17:19.140+07:00</updated><title type='text'>Misc - มุมมองของผมในเรื่องต้นทุนลอจิสติกส์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมฟังอาจารย์รุทธิ์ พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Intelligence ใน Voice TV เมื่อคืนวันที่ 5 ธ.ค. 54 แล้ว มันส์ดีครับ สะใจมากๆ แต่ก็รู้สึกรำคาญจริงๆ ครับ ไม่ได้รำคาญอาจารย์รุทธิ์นะครับ อาจารย์ท่านมีแนวคิดมาทางเดียวกับผมอยู่แล้ว ผมว่าอาจารย์น่าจะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมรำคาญตรงคำถามต่างๆ มากกว่า แต่ก็โทษพิธีกรไม่ได้หรอกครับ เมื่อสังคมเรามีคำถามที่เกี่ยวกับลอจิสติกส์กันได้แค่นี้ มันก็คงจะเป็นวุฒิภาวะทางความคิดของสังคมที่มีต่อประเด็นการจัดการลอจิสติกส์ แล้วผมก็รำคาญตรงเรื่องต้นทุนลอจิสติกส์ ผมว่าคำถามต่างๆ ของสังคมเราไม่ได้ไปถึงไหนเท่าไหร่ เรารู้ต้นทุนลอจิสติกส์ของประเทศแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อดี มันจะมีผลต่อการขับรถไปทำงานของผมไหม หรือจะมีผลต่อกาแฟที่ผมจะกินอย่างไร ผมตอบก่อนเลยก็ได้ มีผลอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้ทันทีทันใด แล้วไงต่อ แล้วมันมีผลต่อการแข่งขันของประเทศอย่างไร จริงหรือเปล่า? หรือผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า อ้าว! ถ้างั้นมาดูว่าผมเข้าใจอย่างไร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจมิติของการดำเนินธุรกิจเสียก่อน ต้นทุนในการดำเนินการเป็นตัววัดความสามารถในการทำกำไรตัวหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุนลอจิสติกส์อยู่ด้วย อย่าลืมนะครับ ต้นทุนลอจิสติกส์ไม่ใช่พระเจ้า เห็นเขาพูดกัน ก็พูดกันจัง เราต้องใช้ให้เป็น ตีความให้เป็น มันถึงจะมีประโยชน์ ไม่งั้นก็พูดเล่นกันเท่ห์ๆ ฟังแล้วก็เบื่อ ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา เปลืองน้ำลายกันเปล่า ลอจิสติกส์และต้นทุนลอจิสติกส์เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ในความสามารถในการแข่งขันครับ ไม่ใช่ทั้งหมด มีต้นทุนลอจิสติกส์แต่กิจกรรมลอจิสติกส์อาจจะเลวก็ได้ เพราะลูกค้าได้รับสินค้าในสภาพไม่ดีไม่ตรงตามต้องการและไม่ตรงเวลา มนุษย์เราซื้อสินค้า ไม่ได้ซื้อลอจิสติกส์ แต่ถ้าไม่มีลอจิสติกส์เราก็ไม่มีสินค้า สุดท้ายแล้ว ถ้าเราจะเอาดีแค่ลอจิสติกส์ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าได้ ก็หมดกันเลย ถึงแม้จะลอจิสติกส์ดี แต่ลูกค้าไม่ซื้อก็ไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมมองประเด็นเรื่องต้นทุนประกอบกับประเด็นตัวชี้วัดอื่นๆ ด้วย เช่น ดี (Good) หรือ In Full แล้ว เร็วหรือตรงเวลา (On Time) สุดท้ายแล้วจึงมาดูที่ประเด็นของต้นทุนให้ถูกลง ประเด็น ดี เร็ว ถูก ไม่ได้ถูกพิจารณาพร้อมๆ กัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน เป้าหมายของธุรกิจ คือ การทำกำไรสูงสุด ซึ่งก็คือ ราคาขาย – ต้นทุน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด จะได้แข่งขันกันได้ คิดอย่างนี้ก็ง่ายไปหน่อย อย่าลืมว่าเราจะได้กำไรก็ต่อเมื่อขายสินค้าได้ ดังนั้นเราต้องมีสินค้าเสียก่อนและต้อง “ดี” และถ้าจะแข่งขันได้ ก็จะต้อง “ดีกว่า” ลูกค้าจึงจะตัดสินใจซื้อ เราไม่ได้ซื้อของเพราะว่าราคาถูกเท่านั้น ก่อนที่เราจะพิจารณาเรื่อง “ถูก” นั้น เราจะต้องมีสินค้ามาไว้เสนอขายก่อน แล้วสินค้านั้นมาได้อย่างไรล่ะ ตรงนี้ไงครับ ก็มาจากกระบวนการผลิตในองค์กรและการจัดการสั่งซื้อวัตถุดิบและการกระจายสินค้าจากโซ่อุปทาน สินค้านั้นจะออกมาดีหรือไม่ดีนั้นก็มาจากกระบวนการผลิตในบริษัทและโซ่อุปทานของบริษัทนั้น โซ่อุปทานสำคัญตรงนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ดังนั้นก่อนที่เราจะผลิตสินค้าออกมานั้น เราก็ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) และมองหาว่าใครจะช่วยผลิตได้บ้างตามความสามารถในแต่ละชิ้นส่วน ซึ่งก็คือ การออกแบบโซ่อุปทาน (Supply Chain Design) ซึ่งจะมีการออกแบบและกำหนดโครงข่ายลอจิสติกส์ (Logistics Network) สำหรับ Suppliers ของการผลิตสินค้า และรวมถึงการออกแบบกระบวนการผลิต (Manufacturing Design) ในแต่ละโรงงานผลิตของแต่ละโรงงานผลิตชิ้นส่วน และการออกแบบการกระจายสินค้าและการขายปลีกที่เป็นจุดสุดท้ายที่จะส่งมอบสินค้าต่อผู้บริโภค ซึ่งเราจะได้เงินกลับคืนมา เราจะกำไรมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนการทั้งหมดที่ผมกล่าวมาว่าสามารถควบคุมต้นทุนได้มากน้อยขนาดไหน ส่วนต้นทุนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในขณะเวลาดำเนินงานในโซ่อุปทานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตและต้นทุนลอจิสติกส์ซึ่งจะต้องมองแบบองค์รวม ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่ง และจะต้องรองรับความไม่แน่นอนและความผันผวนของสภาวะแวดล้อมของธุรกิจ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในมุมมองของผมมี 3 ประเด็น คือ (1) ความสามารถในการเป็นผู้นำในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใความหลากหลายและทันกับความต้องการของลูกค้าซึ่งคือ ประเด็นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการการผลิต (2) ความสามารถในเชิงลอจิสติกส์ ซึ่งก็คือ ความสามารถในการนำส่งผลิตภัณฑ์ตลอดโซ่อุปทานให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างถูกเวลาและสถานที่ (3) ความสามารถในเชิงโซ่อุปทาน คือ ความสามารถในการจัดการและการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างสมาชิกในโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ซึ่งรวมถึงการขนส่ง การกระจาย การจัดเก็บสินค้า ผู้ค้าปลีก ในประเด็นโซ่อุปทานเป็นประเด็นที่รวมประเด็นที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สำหรับประเด็นที่ 1 เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic) ถ้าออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ดี ไม่ตรงตามความต้องการลูกค้าก็ไม่มีใครซื้อ แล้วลอจิสติกส์จะช่วยอะไรได้? ต่อให้ต้นทุนต่ำสุดติดดิน ก็ไม่มีใครซื้อ เพราะลูกค้าไม่อยากได้ การออกแบบและเลือกกระบวนการผลิตก็มีผลต่อคุณภาพและต้นทุน เราซื้อสินค้าเพราะคุณภาพที่เราต้องการก่อน ไม่มีใครในโลกนี้ ซื้อสินค้าเพราะถูกอย่างเดียว เมื่อได้สินค้าที่มีคุณภาพตามต้องการแล้ว ชิ้นไหนถูกกว่า เราก็ต้องเลือกอันนั้นแน่นอนครับ ประเด็นเรื่องต้นทุนที่ถูกกว่าจึงถูกนำมาพิจารณาได้ตามลำดับที่กล่าวมา เมื่อยุทธศาสตร์ดี ศึกษาตลาดและออกแบบโซ่อุปทานดีแล้ว เราก็คาดหวังว่าจะนำแผนต่างๆ ที่ออกแบบไว้ไปดำเนินงานให้อยู่ในขอบเขตของการออกแบบเพื่อที่จะควบคุมทั้งคุณภาพ (ดี) ส่งมอบให้ตรงเวลา (เร็ว) และต้นทุนต่ำ (ถูก) ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สำหรับประเด็นที่ 2เป็นประเด็นในระดับการปฏิบัติการ (Operational) ซึ่งไม่ใช่ขั้นตอนของการออกแบบแล้ว แต่เป็นขั้นตอนที่จะต้องทำตามแผนที่ออกแบบมา ถ้าแผนที่ออกแบบมามีต้นทุนสูง ต้นทุนการดำเนินงานก็จะสูงตาม ประเด็นในระดับปฏิบัติการนี้จะต้องมองอย่างบูรณาการที่จะต้องรวบรวมเอาการผลิตเข้าไปด้วย เพราะเครื่องจักรและกระบวนการผลิตถูกออกแบบและเลือกไว้ ส่วนที่เหลือเป็นการจัดการลอจิสติกส์ของ การจัดซื้อ การจัดการลอจิสติกส์สินค้าคงคลังวัตถุดิบ การจัดการลอจิสติกส์การผลิต การจัดการลอจิสติกส์สินค้าคงคลังสำเร็จรูป การจัดการลอจิสติกส์การกระจายสินค้า การจัดการลอจิสติกส์การขาย และการจัดการลอจิสติกส์การบริการ หน้าที่ที่สำคัญในระดับปฏิบัติการ คือ การตอบสนองต่อคำสั่งซื้อ ถ้าบริษัทเรามีลอจิสติกส์ที่ดี ก็คือ ข้อมูลคำสั่งซื้อไหลจากลูกค้าไปสู่ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายจัดส่งและกลับมาที่ฝ่ายขายอีกครั้งหนึ่งเพื่อส่งมอบสินค้า ต้นทุนในการดำเนินงานส่วนใหญ่ก็มาจากกิจกรรมการดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ ประเด็นที่สำคัญในระดับการปฏิบัติการนี้ คือ จะต้องทำในทุกวิถีทางที่จะนำสินค้าไปส่งมอบให้กับลูกค้าตามคำสั่งซื้อ มุมมองในระดับนี้จะต้องเน้นที่คุณภาพ (Quality) หรือ ดี และตรงเวลา (On Time) หรือเร็ว การจัดการกิจกรรมต่างๆ ในระดับปฏิบัติการนี้จึงมีผลต่อต้นทุนสินค้าโดยตรงด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สำหรับประเด็นที่ 3เป็นประเด็นที่สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นประเด็นโซ่อุปทานซึ่งเน้นที่การทำงานร่วมกันตั้งแต่ Suppliers, Third Party Logistics, Manufacturers, Distributors, Retailers ลองคิดดูนะครับ ถ้าคนเหล่านี้หรือบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว ผู้บริโภคคงจะไม่ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (ดี) และอาจจะไม่ได้ผลิตภัณฑ์อย่างตรงเวลา (เร็ว) ถึงตรงนี้ถ้าเราไม่ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและไม่ได้ตรงเวลาแล้ว เราก็คงจะขายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีต้นทุนลอจิสติกส์ที่ต่ำแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์เสียแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เรื่องของต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนในมุมไหนก็ตาม คงไม่ใช่ตัวเลขตัวเดียวโดดๆ ไว้ให้เราพิจารณาหรือประเมิน เราก็คงจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับมุมมองต้นทุนในด้านอื่นและมิติอื่นๆ ของโซ่อุปทานซึ่งไม่ใช่แค่ลอจิสติกส์ เลิกกันเสียที่เถอะครับในการนำเสนอองค์ความรู้แบบแยกส่วนหรือลดทอน (Fragmented or Reductionism) ทั้งๆ ที่ความเป็นลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นเกิดจากความเป็นองค์รวม (Holism) ของกระบวนการสร้างคุณค่าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผมเข้าใจอย่างนี้ล่ะครับ ใครช่วยแนะนำหน่อยครับ!&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-451688017652870851?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/451688017652870851/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/451688017652870851'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/451688017652870851'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/misc.html' title='Misc - มุมมองของผมในเรื่องต้นทุนลอจิสติกส์'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-3846728545612039042</id><published>2011-12-09T16:55:00.000+07:00</published><updated>2011-12-09T16:56:30.791+07:00</updated><title type='text'>มุมมองความคิดในการจัดการด้วยแนวคิดแบบลีน (1)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ทุกอย่างเริ่มที่มนุษย์เราครับ ลีนเริ่มที่เราและจบที่เรา ทุกครั้งที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องลีนหรือเรื่องอะไรตาม ผมต้องมาคิดดูอีกครั้งว่า เราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ลึกซึ้งขึ้นหรือไม่ หรือว่าความเข้าใจในภาพรวมของสังคมหรือวงการสำหรับเรื่องของลีนแล้ว มันเป็นมากกว่าการลดของเสีย ซึ่งที่จริงแล้ว เรื่องของลีนนั้นไม่ใช่แค่ของเสีย(Defect) แต่เป็นความสูญเปล่า (Waste) มากกว่า ของหรือสินค้าที่ไม่ได้เป็นของเสียก็สามารถเป็นความสูญเปล่าได้ เพราะว่าลูกค้าไม่ต้องการ มิติเริ่มแรกของลีนอาจจะเริ่มที่ของเสียที่เป็นความสูญเปล่า แต่เมื่อมองในแง่ของการจัดการ ถ้าเรามองแค่การลดความสูญเปล่าแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ ความเป็นลีนได้ถูกยกระดับหรือเลื่อนขั้นจากระดับปฏิบัติการ (Operational) ไปสู่ระดับยุทธศาสตร์ (Strategic) รวมทั้งการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้า และในที่สุดแล้วความต้องการลูกค้าก็เป็นจุดสำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญ ทุกอย่างเริ่มที่มนุษย์และจบที่มนุษย์ มนุษย์เป็นผู้ที่ต้องการปัจจัยต่างๆ ในการดำรงชีวิต มนุษย์เป็นผู้กินและผู้ใช้ และเราผู้ที่เป็นมนุษย์นั้นจะจัดการทำอย่างไรให้เกิดการตอบสนองที่พอดี และรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ดร.วิทยา สุหฤทดำรง20 ต.ค. 2554&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;จาก การประชุมวิชาการวันพยาบาลแห่งชาติ “Nursing Innovation and Quality Management”&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-3846728545612039042?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/3846728545612039042/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/3846728545612039042'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/3846728545612039042'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/1.html' title='มุมมองความคิดในการจัดการด้วยแนวคิดแบบลีน (1)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-738204475561612917</id><published>2011-12-06T10:33:00.001+07:00</published><updated>2011-12-06T11:58:49.389+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 13. อุบัติการณ์แห่งรักและเกลียด -- นามธรรมขององค์รวม</title><content type='html'>&lt;p align="justify"&gt;ผมหายหน้าไปนานครับจาก Perspective 12 จนมาถึงบทความนี้ ที่จริงนั้นผมไปต่างจังหวัดมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว 25-27 พ.ย. 54 ผมไปงานแต่งงานที่จังหวัดพิษณุโลกมา แล้วก็เลยไปเที่ยวที่แม่สอด จ.ตากต่อด้วย ผมใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3วัน แน่นอนครับไปงานแต่งงานบรรยากาศต้องอบอวลไปด้วยความรัก (Love) แล้วใครจะไปรู้ว่าที่ผมหายไปประมาณ 10 วันจนนักศึกษา MBA ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรสงสัยว่าผมหายไปไหน ใครจะรู้ว่าผมอาจจะเต็มอิ่มไปด้วยความรักก็ได้ แต่ที่แน่ๆ นั้นประเด็นสำหรับบทความนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก แต่ผมก็ลังเลใจอยู่อยู่หลายวันว่าจะเขียนในลักษณะใดดี ผมพยายามทำวิจัยค้นคว้าหาคำนิยาม (Definitions) ของความรักเสียด้วย แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก ที่จริงแล้วไม่ต้องหาเลยก็ได้ ลองไปฟังเพลงเอาก็ได้ ดูหนังดูละครก็น่าจะหาได้แล้ว หรือหันมาดูชีวิตรอบๆ ตัวเรา ผมก็น่าจะหาคำนิยามของความรักได้ไม่ยากนัก แต่ผมก็ยังไม่มั่นใจหรือลังเลใจในคำนิยามความรักของผมเสียแล้ว เรื่องนี้สร้างความสับสนใจและหงุดหงิดให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะความรักที่ผมตั้งใจจะเขียนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;จนได้มาเจอ ร.ศ.ไว จามรมาน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่นั่งรถตู้จากสนามบินพิษณุโลกไปสอนที่ปริญญาโทที่คณะการจัดการ ม.นเรศวรเหมือนกันในช่วงระหว่างวันที่ 3-4 ธ.ค.54 ผมได้มีโอกาสเจออาจารย์ไวเพียงสองครั้งเท่านั้นตอนนั่งรถตู้ไปสอนหนังสือที่นี่ล่ะครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม แต่ละครั้งนั้นน่าจะห่างกันประมาณหนึ่งปีประมาณนั้น ตกลงเจอกันปีละครั้ง ทุกครั้งเรามีเวลาคุยกันประมาณ 20 นาที แต่ว่าเรื่องราวที่ผมได้คุยกับอาจารย์ไวนั้นมีประโยชน์ต่อมุมมองของผมมากเลยครับ ต้องคารวะและขอบคุณอาจารย์ไวด้วยครับ เจอกันคราวนี้เราคุยกันเรื่องความซับซ้อน (Complexity) เพราะว่าผมมั่นใจในสาขาวิชาการนี้มากเพราะว่า นี่คืออนาคตของการจัดการ ผมพูดถึงองค์รวม (Holistic) คุณสมบัติของการอุบัติขึ้น (Emergent Property) และการบูรณาการ (Integration) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;อาจารย์ไวเล่าถึงคำถามของอาจารย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่เคยสอนอาจารย์ไวว่า อาจารย์ญี่ปุ่นเคยถามอาจารย์ไวว่า “สี่เหลี่ยมและวงกลมมันเหมือนกันอย่างไร” อาจารย์ถามความเห็นของผม ผมก็ตอบไปว่า มันมีจุดศูนย์กลางเหมือน มันสมมาตร และมีเส้นรอบรูปเป็นพื้นที่ปิดเหมือนกัน อาจารย์ไวตอบว่า ที่จริงแล้วอาจารย์ญี่ปุ่นตอบว่า ทั้งสี่เหลี่ยมและวงกลมนั้นมาจากทรงกระบอก (Cylinder) ถ้าเรามองจากด้านบนของทรงกระบอก เราก็จะเห็นเป็นวงกลม ถ้าเรามองจากด้านข้าง เราก็จะเห็นเป็นสี่เหลี่ยม โอ้โห ใช่เลย ผมตอบในใจว่านี่ คือ การบูรณาการ แต่นี่คือ ปรากฎการของการอุบัติขึ้นหรือไม่ มันเป็นข้อสงสัยที่ยังอยู่ในหัวมาตลอดการเดินทางจนไปถึงการสอนหนังสือตลอดสองวันที่ม.นเรศวร รวมมาถึงวันพ่อวันนี้ด้วย เพราะว่าอะไรเล่าจะเป็นกลไกที่ทำให้เกิดเป็นทรงกระบอก&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;นิยามความรักที่แสนสับสนของผมก็เลยปนเปไปกับสี่เหลี่ยม วงกลมและทรงกระบอกไปอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ผมยังจำได้ถึงเพลง Rock สากลเพลงหนึ่งของใครจำไม่ได้ตอนเด็กๆ ที่ร้องว่า “I want to know what love is” มาถึงวันนี้ผมก็คิดว่าเราคงจะรู้แล้วล่ะว่า มัน คือ อะไร แต่ว่ามันทำให้ผมประหลาดใจมากกว่า และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาความหมายหรือนิยามของความรักก็อาจจะล้มเหลวก็ได้ เพราะความรักนั้นมีมิติที่มากมายเหลือเกิน ส่วนมากความรักนั้นจะดูออกไปทางด้านบวก สดใส สวยงาม แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้ว่าจะมีความทุกข์ทรมาน ถึงตายแทนได้อย่างพระเยซูเจ้าในศาสนาคริสต์ก็เป็นตัวแทนความรักได้ ถึงแม้ว่าลูกจะเลวอย่างไรพ่อแม่ก็ยังรัก ในหมู่โจรคนชั่วร้าย พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีความรักกันได้ ในหมู่คนรวยหรือคนจนจะไม่มีกินก็มีความรักกันได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วความรักคงจะไม่มีตัวตนล่ะมั๊ง แล้วความรัก คือ อะไรล่ะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ความรักในมุมมองของผมในเชิง Complexity Issue ยังไม่ได้อ้างถึง Theory นะครับ ซึ่งจะดูมากไปหน่อย ผมขอย้อนกลับมาในช่วงระว่างที่นั่งรถไปกับอาจารย์ไวซึ่งอาจารย์ได้ให้แง่คิดในการบูรณาการว่า ที่จริงแล้วเราเคยได้ยินกันว่า 1+1 =3 เป็นเหมือนการบูรณาการหรือ Synergy ก็คงจะไม่ใช่เสียแล้ว แต่น่าจะเป็น 1+1= One ซึ่งก็ยังคงจะเป็นหนึ่ง ผมฟังแล้วก็นึกในใจและตะโกนออกมาว่าใช่แล้วครับ ผมบอกอย่างนั้นเสมอ และ 1+1 ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของ One ซึ่ง One นั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างจาก 1 และ 1 นั่นทำให้ผมคิดว่า ความรักนั้นไม่ใช่เรื่องอย่างที่เราคิดและเห็น รวมทั้งที่เราเข้าใจกัน แต่เราก็พยายามที่จะยัดเหยียดทุกอย่างเป็นความรักกันไปหมด ในศาสนาศริสต์ก็เป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะว่าพระเจ้ารักมนุษย์โลก (ผมเองก็นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกด้วยครับ) ในยามภัยพิบัติเราก็จะต้องรักกัน คนไทยรักกัน (แล้วคนชาติอื่นๆ เขาไม่รักกันหรือ) และมีนิยามความรักอีกมากมายเหลือเกินที่จะนับได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ลองนึกภาพของคนสองคนรักกัน เขาทำอะไรกันบ้าง จับมือกัน มองหน้ากัน จูบกันหรือมีเซ็กส์ด้วยกัน มนุษย์เรานิยามความรักจากประสบการณ์เชิงกายภาพที่เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างคนสองคน ในทางตรงกันข้าม เมื่อคนเราเกลียดกัน ก็คงจะทำทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับที่เรียกว่าความรัก แล้วผลที่เกิดขึ้นล่ะครับ ก็คงจะตรงกันข้ามกับความรัก ผลของความรักมักจะสร้างสรรค์ (Creative) ส่วนผลของการเกลียดจะเป็นการทำลาย (Destructive) ดังนั้นผมจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทั้งความรักและความเกลียดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วแต่ว่าจะอุบัติขึ้นมา (Emergent) ขึ้นมาในขั้วไหน รักหรือเกลียด? หรืออาจจะมีความเป็นกลางหรือที่เรียกกันว่า เป็นแค่เพื่อนกันหรือเปล่านะ ก็แล้วแต่ว่าเคมีมันจะเป็นอย่างไร ที่ว่าเคมีนั้นผมหมายถึงการตัดสินใจของคนแต่ละคนที่มามีปฏิสัมพันธ์กัน มาตัดสินใจร่วมกันมาแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ตรงนี้ซึ่งคนเราเรียกว่า “รักกัน” หรือไม่ก็แก่งแย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันซึ่งคนเราเรียกว่า “เกลียดกัน”&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ผมได้มาสนใจปรากฎการณ์ความรักก็ตรงที่มันมีคุณสมบัติของการอุบัติขึ้น (Emergence Property)ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด (Whole) ของคนที่เกี่ยวข้องกัน ในทางตรงกันข้ามความเกลียดทำให้ผลประโยชน์ถูกแบ่งแยกและทำลายไป ลักษณะเหล่านี้เกิดจากการเชื่อมโยงกันและการมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านการสื่อสารกันระหว่างหน่วยสภาวะ (Entity) ที่สามารถปรับตัวเองได้หรือมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจได้ ซึ่งก็คือ “คน” นั่นเอง ถ้าตัดสินใจไปในทางเดียวกันหรือสอดคล้องกันก็จะเสริมกัน หรือถ้าขัดแย้งกันก็จะหักล้างกันไป นั่นเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดังนั้นความรักเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นและดับลง มันเป็นฟังก์ชั่นของการบูรณาการของระบบในธรรมชาติที่มีการเชื่อมต่อและรวมตัวกันภายใต้กฎใดกฎหนึ่งที่เรายังไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้เพื่อให้เกิดการปรับตัวและวิวัฒน์ไปตามสภาวะแวดล้อมที่เป็นพลวัต&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายนั้นก็เป็นเพราะว่า มันเป็นไปตามธรรมชาติภายใต้กฎใดกฎหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรักหรือความเกลียดเท่านั้น ทุกอย่างทุกหน่วยสภาวะ (Entity) ในระบบต่างๆ ที่เป็นทั้งระบบย่อยและระบบใหญ่ล้วนแต่มีความเชื่อมโยงและเชื่อมต่อกันอย่างไม่รู้จบ ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้นอยู่ซึ่งเราไม่สามารถรับรู้ได้ จนถึงเวลาที่เหมาะสมมันจึงอุบัติขึ้นมา บางครั้งก็เป็นความโชคดีหรือไม่ก็โชคร้าย แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่ชอบอะไรที่อุบัติขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมานั้นจะต้องเกิดแบบไม่รู้เนื่อรู้ตัวหรือทำให้เราต้องประหลาดใจ ทั้งๆ ที่มีเรามีเรื่องราวมากมายที่เราจัดการวางแผนจนเราสามารถที่จะควบคุมการอุบัติขึ้นมาได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่วางแผนและควบคุมไว้ แน่นอนครับโอกาสของอุบัติที่เป็นเหตุร้ายก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน ที่เรามักจะเรียกกันว่า Emergency หรืออุบัติเหตุ ผมรู้สึกว่าอุบัติเหตุไม่ใช่อะไรที่เราคาดไม่ถึงหรือควบคุมไม่ได้ แต่เป็นอะไรก็ตามที่เราไม่ได้ใส่ใจหรือควบคุมวางแผนมันต่างหาก แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเราที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราก็ใช้กฎหมายสาธารณะเป็นตัวควบคุมการอุบัติขึ้นมา ดังนั้นถ้าคนขับรถในถนนปฏิบัติตามกฎจราจร อุบัติเหตุก็ลดลง&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ดังนั้นความรักในมุมมองของผมในเชิงการอุบัติขึ้นมาขององค์รวม จึงเป็นเรื่องปกติในธรรมชาติ โดยเฉพาะในสังคมมนุษย์ที่เป็นระบบของสิ่งมีชีวิตที่เป็นหน่วยสภาวะ (Entity)ซึ่งถือว่ามีสติปัญญาในการคิดและตัดสินใจ เมื่อหน่วยสภาวะที่เป็นคนมามีปฏิสัมพันธ์กันจนเกิดการอุบัติขึ้นมาก็ย่อมจะมีความหลากหลาย (Diversity)เป็นได้ทั้งความรักและความเกลียด และเมื่อบริบทของแต่ละหน่วยสภาวะมีความหลากหลาย&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ด้วยแล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมแตกต่างกันออกไป แต่ที่แน่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กันในระบบจนเกิดการอุบัติขึ้นมานั้นจะเป็นที่ยอมรับกันจากหน่วยสภาวะที่มามีปฏิสัมพันธ์กันจนกลายเป็น One (ความรัก) หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือกลายเป็น 0 (ความเกลียด) ที่แยกกันอยู่หรือรวมกันไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ท่ามกลางเสียงเพลงที่ให้คนไทยรักกันในยามที่เกิดภัยพิบัติ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยต้องเถียงกันหรือเกลียดกันชั่วขณะที่อุบัติขึ้นมา ถ้าคนไทยจะรักกันได้นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องให้บริบทของสังคมเกิดภัยพิบัติกันเสียก่อนแล้วค่อยมารักกัน ผมไม่ค่อยชอบเหตุและผลอย่างนี้เท่าไรนัก ดูเหมือนว่าเป็นความกลัวของสังคมว่า เพราะว่าในขณะที่บริบทของสังคมปัจจุบันที่เป็นอยู่นั้นคนเรามักจะไม่รักกัน บริบทของสังคมอาจจะไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่คนก็ไม่ได้รักกันเพื่อที่จะสร้างความเจริญหรืออุบัติความเจริญขึ้นมา เมื่อบริบทของสังคมถูกภัยธรรมชาติกระทำจนดูเหมือนว่ามนุษย์ในระบบกำลังจะสูญเสียผลประโยชน์ไป ระบบในสังคมที่สามารถปรับตัวได้ก็เร่งส่งข้อมูลข่าวสารสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันกันเพื่อสร้างความช่วยเหลือพิเศษให้อุบัติขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ด้วยเหตุนี้เพราะมันเป็นสิ่งดีงามเราจึงเรียกมันว่าความรักนั่นไงครับ ผมเลยเชื่อว่า ความรักนั้นไม่สามารถนิยามได้ ความรักเป็นมิติหรือ Projection ของสังคมที่ทอดลงบนความนึกคิดของมนุษย์ที่สร้างประโยชน์ให้ตัวเองในส่วนสร้างสรรค์และทำให้เกิดความสมดุลกับความเกลียด แต่ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องเท่ากันเสมอไป สุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ในสัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อให้สังคมนั้นอยู่รอด&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;เมื่อความรักเป็นพื้นฐานของสังคมที่สะท้อนให้เห็นถึงนามธรรมของการเกิดขึ้นขององค์รวมในมุมมองของผมแล้ว และถ้าเราเข้าใจการอุบัติขึ้นมาขององค์รวมว่ามันมีกลไกอย่างไรแล้ว เราก็น่าจะออกแบบอนาคตของเราใหม่ (Redesigning the Future) ได้ให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-738204475561612917?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/738204475561612917/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/perspectives-13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/738204475561612917'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/738204475561612917'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/12/perspectives-13.html' title='Perspectives – 13. อุบัติการณ์แห่งรักและเกลียด -- นามธรรมขององค์รวม'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-1563993160409803051</id><published>2011-11-24T16:09:00.000+07:00</published><updated>2011-11-24T16:14:13.128+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 12. รื้อกระสอบทราย บิ๊กแบค เปิดประตูน้ำ และภัยพิบัติที่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ คือ ปัญหาพยศ (Wicked Problems)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ถึงแม้ว่าเราจะมีข่าวดีจากการที่เราสามารถควบคุมน้ำได้ในบางส่วนที่ไม่ให้รุกคืบเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาเป็นระลอกโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชุมชนที่อยู่คนละด้านของคันกั้นน้ำ การจับกลุ่มปิดถนน ต่อรองกับทางการ เพื่อเปิดประตูน้ำ รื้อกระสอบทรายบิ๊กแบค ความขัดแย้งได้ขยายผลออกไปตามพื้นที่ซึ่งเกิดความแตกต่างกันระหว่างน้ำท่วมกับน้ำแห้ง ดูเหมือนกับเป็นความเลื่อมล้ำในสังคม แต่ผมก็คิดว่าปัญหาเหล่านี้ก็คงจะถูกทำให้หมดไปในชั่วขณะนี้ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะหมดไปเลย ละแล้วทุกอย่างก็อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกในปีหน้าหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ แล้วเราจะมีวิธีการคิดและวิธีการจัดการในการแก้ปัญหาเดิมหรือปัญหาใหม่ที่ถูกแปลงสภาพมาจากปัญหาเดิม ซึ่งปัญหาใหม่นี้จะหนักกว่าปัญหาเดิมอีก จนกลายเป็นน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งซ้ำซาก และปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากกับสังคมเรา ผมพยายามค้นหาว่าเราจะใช้หลักวิชาการและทฤษฎีการจัดการอะไรมาช่วยในการแก้ปัญหานี้หรือลดทอนความรุนแรงของปัญหาลง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;แล้วในที่สุดเราก็ได้พยายามจัดทำยุทธศาสตร์ (Strategy)ต่างๆ ขึ้นมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ รวมทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งหลายก็จำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์รองรับในการดำเนินงานระดับต่างๆ ตั้งแต่ระยะยาวหรือในระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Level) ระยะกลางหรือยุทธวิธี (Tactical Level) และในระยะสั้นหรือในระดับปฏิบัติการ (Operational) ฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ (Strategy) เสมอ แต่ผมก็ยังสงสัยว่า เรามียุทธศาสตร์ตั้งมากมายที่พวกเราช่วยกันเขียนมานั้นมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง หรือแค่ได้เขียนออกมาเป็นเล่มๆ แล้วแจกจ่ายกันออกไป แล้วส่วนที่นำไปปฏิบัติให้เกิดผลล่ะครับ พอนำไปปฏิบัติแล้วย่อมมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ แน่นอนหลายๆ หน่วยงานซึ่งทำงานแบบต่างคนต่างทำ ตามยุทธศาสตร์ย่อยที่ตัวเองเขียนให้สอดคล้องไปตามยุทธศาสตร์ใหญ่ ก็ย่อมจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้ายุทธศาสตร์ใหญ่ในระดับ Strategic Level ไม่แม่นยำหรือไม่ครอบคลุมและที่สำคัญไม่ได้บูรณาการส่วนย่อยๆ ในระดับปฏิบัติการแล้ว ประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงานย่อมเกิดขึ้นได้ยาก แต่ในเรื่องผลงานให้ได้ตามตัวชี้วัด KPI นั้นมันไม่เข้าใครออกใคร สุดท้ายแต่ละคนแต่ละหน่วยงานก็ต้องยึดเอาเป้าหมายและวัตถุประสงค์ส่วนตัวและส่วนองค์กรเป็นหลัก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็คงจะคิดกันแบบเก่าๆ ไม่ได้แล้ว เพราะว่าถ้าจะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ หรือ กยน.และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. ผมก็เห็นตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์กันมาตลอดหรือตั้งกันทั้งปีทั้งชาติแล้ว ถ้าไม่ตั้งก็ไม่ได้ ประเทศคงจะเละมากกว่า ถ้าตั้งยุทธศาสตร์แล้วก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ผมเองก็ยังไม่ค่อยเห็นจะได้เรื่องอะไรเท่าไหร่เลย ถ้าไม่มียุทธศาสตร์อะไรเลย ประเทศไทยเราก็คงจะไปได้แค่ไหนกันละเนี่ย ดูเหมือนๆ ว่าจะมียุทธศาสตร์แต่จริงๆ แล้วไม่มีหรือมีก็ไม่ได้ผล ถ้าเรามียุทธศาสตร์ในการทำอะไรสักอย่างที่ดีและได้ผล ผมว่าเราก็คงจะไม่ประสบภัยพิบัติกันและเสียหายกันมากขนาดนี้ ดังนั้นก่อนที่จะวางแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาอะไรนั้น เราจะต้องมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของปัญหาเสียก่อน ปัญหานั้นเป็นปัญหาในลักษณะใด มีความซับซ้อนขนาดไหน ผมก็หวังว่าคณะกรรมการ 2 ชุดนี้น่าจะมีวิสัยทัศน์เข้าใจในคุณลักษณะใหม่ของบริบทสังคมในปัจจุบัน ไม่ใช่กลับไปใช้กรอบความคิดแบบเดิมๆ หรือไม่ก็แค่พูดให้มันไพเราะไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความเข้าใจหรือไม่ได้เข้าใจในความหมายของสิ่งที่พูดเลย โดยเฉพาะคำว่า “บูรณาการ” แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะตัวยุทธศาสตร์เองต้องมีความเป็นบูรณาการในตัวเองอย่างมาก เพราะว่าเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะต้องทำให้หน่วยงานย่อยต่างๆ ในการปฏิบัติงานต่างๆ บูรณาการกันจริงๆ สามารถทำงานร่วมกันได้โดยมีเป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่การบูรณาการอย่างที่เห็นในปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ยุทธศาสตร์ (Strategy)นั้นเป็นมากกว่าการประชุมระดมสมองกัน แต่จะต้องเป็นสร้างสรรค์ความคิดต่างๆ ในแต่ละมุมแต่มิติและบูรณาการแนวคิดเหล่านั้นให้เป็นหนึ่งเดียวและเป็นเอกภาพ แล้วจึงเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ที่ได้นี้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อหวังผลที่เป็นเลิศหรือได้ชัยชนะจากการแข่งขันหรือบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เป้าหมายของประเทศ คือ อะไรล่ะครับ สอดคล้องกับเป้าหมายของอุตสาหกรรมหรือไม่ สอดคล้องกับเป้าหมายของนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่และสอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำกันอย่างไรบ้าง จากปัญหาที่เกิดขึ้นและปัญหาที่ได้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ และเราก็ยังแก้ปัญหาอยู่เรื่อยๆ จนดูเหมือนว่าไม่จบไม่สิ้น ดูเหมือนว่าการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยหรือเมืองต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ สามารถที่จะรับมือกับปัญหาใหญ่ๆ ได้ ผู้นำสังคมที่มียุทธศาสตร์ติดไว้ที่ข้างฝาหรือในเอกสารแนะนำองค์กร แต่เมื่อเผชิญปัญหาเหล่านี้ก็ไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ในการรับมือกับปัญหาได้ แสดงว่ายุทธศาสตร์มีปัญหา? สุดท้ายก็กลายเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกครั้งไป ซึ่งไม่ใช่แค่เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วก็มากำหนดประเด็นปัญหาให้เด่นชัดหรือไม่ก็แบ่งแยกปัญหาออกเป็นส่วนแล้วมอบหมายในแต่ละหน่วยงานไปรับผิดชอบในการดำเนินงาน อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ที่สุดแล้วและเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกแก้ไขที่ตรงจุดหรือรากของปัญหา หรือไม่ก็กลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก หลายๆ ครั้งหรือเกือบทุกครั้งเป็นการแก้ไขตามอาการ ทั้งๆ ที่ปัญหาที่เราคิดว่าเป็นปัญหาเชิงเทคนิคที่สามารถควบคุมได้ แต่กลับกลายเป็นปัญหาระหว่างบุคคล ชุมชน จังหวัดและมีการเมืองเข้าเกี่ยวข้อง เมื่อใดก็ตามที่เรากล่าวถึงปัญหาเหล่านี้แล้ว เรามักจะบอกกันว่าเป็นปัญหาที่ยากมากในการแก้ไข ที่จริงแล้วปัญหาที่ยาก (Difficult) นั้นน่าจะถูกแก้ไขได้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะเราทำให้มันเรียบง่ายได้ (Simple) เมื่อใช้ความพยายามหรือใช้เครื่องมือในการแก้ไข&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในเวลาระหว่างที่ผมพยายามศึกษากระบวนการมองปัญหาอย่างองค์รวม (Holistic)ที่ผ่านมา โดยที่ผมพยายามนำเอาประเด็นเชิงสังคมเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาและศึกษา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดการองค์กรที่เน้นที่ Human Activity System ประเด็น Public Management ประเด็น Socio-Technical ประเด็น Socio-Economic แล้วผมก็พบว่า ปัญหาที่เราก็กำลังประสบอยู่นี้ ไม่ใช่ปัญหาที่ยากเลย แต่มันเป็นปัญหาพยศ หรือ Wicked Problems ซึ่งแตกต่างไปจากปัญหาดั้งเดิม เพราะกระบวนการดั้งเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาพยศได้ ตามที่ Horst W.J. Rittel and Melvin M. Webber, professors of design and urban planning at the University of California at Berkeley ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อธิบายไว้ในบทความทางวิชาการที่ชื่อว่า Dilemmas in a General Theory of Planning ของพวกเขาเมื่อปี 1973 ในวารสาร Policy Sciences&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัญหาพยศ (Wicked Problems) สามารถที่จะมีจำนวนต้นเหตุมากมายจนไม่สามารถจะนับได้ ปัญหาพยศนั้นยากที่จะอธิบาย เพราะตัวปัญหาเองไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ตัวอย่าง เช่น การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การก่อการร้าย ความยากจน เรื่องราวเหล่านี้เป็นปัญหาพยศในระดับ Classic ปัญหาพยศเหล่านี้เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับปัญหาที่ยาก ซึ่งปัญหาที่ยากนั้นเราสามารถแก้ปัญหาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วยการประยุกต์เทคนิคการแก้ปัญหาแบบธรรมดา ไม่เพียงแต่กระบวนการแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถจัดการกับปัญหาพยศได้ แต่ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกด้วยการทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดตามมาอีก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัญหาพยศนี้จะเกิดขึ้นในองค์กรหรือในกลุ่มคนที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงหรือความท้าทายที่ไม่ได้เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัญหาพยศเหล่านี้เกิดขึ้นในบริบทของสังคม (Social Context) ยิ่งเกิดความขัดแย้งกันมากขึ้นเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งจะพยศมากขึ้น ที่จริงแล้วปัญหาพยศมีความซับซ้อนเชิงสังคมเท่าๆ กับหรือ มากกว่าปัญหาเชิงเทคนิคที่มีความยากซึ่งจะทำให้ยากต่อการจัดการอย่างยิ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้ ผมมั่นใจว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาพยศอย่างแน่นอน แต่ปัญหาทุกปัญหาไม่ใช่ปัญหาพยศ บางปัญหาทำให้เกิดความสับสน ความไม่ลงรอยกัน และไม่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการ เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกได้ถึงความพยศ (Wickedness)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;นักวิชาการผู้ตั้งชื่อปัญหาพยศนี้มองปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงการวางแผนเชิงสังคม (Social Planning) ซึ่งไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยแนวคิดแบบเชิงเส้นดั้งเดิม (Traditional Linear) และแนวคิดในเชิงวิเคราะห์ (Analysis)ซึ่งแตกปัญหาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อยและค่อยวิเคราะห์และแก้ไขเป็นเรื่องๆ ไป ปัญหาพยศนี้มีความหมายตรงกันข้ามกับปัญหาเชื่อง (Tame Problems) ในเวลาที่ใกล้เคียงกันในปีต่อมา ปี 1974 Russell Ackoff นักคิดเชิงระบบที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้เขียนหนังสือชื่อ Redesigning the Future ได้นำเสนอแนวคิดในลักษณะที่คล้ายกัน แม้ว่าจะมีรายละเอียดที่น้อยกว่า ซึ่ง Ackoff เรียกลักษณะของปัญหาเหล่านี้ว่า Messes (ยุ่งเหยิง)หรือ Unstructured Reality (ความเป็นจริงที่ไม่มีโครงสร้าง) ซึ่งต่อมาก็มีการขยายผลไปเป็น Social Mess (ความยุ่งเหยิงเชิงสังคม)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หนทางที่ดีที่สุดที่จะอธิบายให้เห็นถึงปัญหาพยศนี้ ก็คือ การอธิบายให้เห็นและเข้าใจว่าปัญหาเชื่อง (Tame Problems) นั้นเป็นอย่างไร ปัญหาเชื่องนั้นถูกกำหนดหรือถูกนิยามมาเป็นอย่างดีโดยเปรียบเทียบกับปัญหาอื่นๆ และมีถ้อยแถลงที่ชัดเจน ปัญหาเชื่องมีจุดหยุดหรือจุดจบซึ่งถูกกำหนดไว้ เช่น เราสามารถที่จะรู้ได้ว่าเมื่อใดคำตอบของปัญหาจะบรรลุผลสำเร็จ ปัญหาเชื่องมีคำตอบซึ่งสามารถประเมินได้อย่างไม่มีอคติว่าจะถูกหรือผิด ปัญหาเชื่องจะอยู่ในกลุ่มของปัญหาที่เหมือนๆ กันซึ่งสามารถใช้แนวทางในการแก้ปัญหาเหมือนกันได้ ปัญหาเชื่องจะมีคำตอบได้หลายๆ ตอบที่สามารถลองทำได้และละทิ้งคำตอบนั้นไปได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;แบบจำลองของปัญหาเชื่องที่ไม่มีใครสามารถโต้เถียงได้ก็ คือ ปัญหาทางวิศวกรรมที่ถูกกำหนดมาเป็นอย่างดี เช่น การสร้างสะพาน การออกแบบวงจรไฟฟ้า การส่งมนุษย์ไปยังดวงจักทร์ ปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเรียบง่าย (Simple) แต่สามารถเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมากๆ (Very Complicated) ส่วนปัญหาพยศ (Wicked Problem) นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากปัญหาเชื่อง ปัญหาพยศเป็นปัญหาที่ไม่สามารถถูกระบุให้ชัดเจนมาก่อน มีความกำกวม และมีความเกี่ยวข้องกับหลักศีลธรรมเป็นอย่างมาก มีประเด็นทางการเมืองและรวมถึงประเด็นทางวิชาชีพ ปัญหาพยศนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากบุคคลหรือเป็นเรื่องส่วนบุคคลและยังขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอีก (Stakeholders) ด้วย แถมยังไม่ได้มีการลงความเห็นกันในประเด็นว่าปัญหาคืออะไร และปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งแก้ปัญหาไปตามลำพัง และยิ่งไปกว่านั้นปัญหาพยศจะไม่มีวันหยุดอยู่นิ่งๆ ปัญหาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ปัญหาพยศนี้เป็นกลุ่มของประเด็นที่มีความซับซ้อนและมีปฏิสัมพันธ์กันซึ่งมีวิวัฒนาการในบริบทเชิงสังคมที่มีความเป็นพลวัต บ่อยครั้งที่รูปแบบใหม่ๆ ของปัญหาพยศอุบัติหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่จะเข้าใจและแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งในปัญหาพยศ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตัวอย่างของปัญหาที่เป็นปัญหาพยศที่เด่นชัดมากๆ ก็คือ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาการเรียกร้องประชาธิปไตย ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการพัฒนาด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ปัญหาวันรุ่นและเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทกัน ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ในแต่ละระดับขององค์กร ปัญหาสังคมต่างๆ ปัญหาการจัดการน้ำและปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ถ้าดูกันให้ดีแล้ว แนวคิดของปัญหาพยศนี้ไม่ได้มีการพูดถึงหรือกล่าวถึงขึ้นอย่างทันทีทันใดในช่วงท้ายทศวรรษ 1960s และต้นทศวรรษ 1970s เท่านั้น ปัญหาพยศเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคน ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย การเมืองและสังคม ดังนั้นปัญหาพยศจึงอยู่คู่มากับสังคมมนุษย์มาโดยตลอด ปัญหาพยศจึงอยู่ทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลาในสังคมมนุษย์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องเปิดใจรับเอาแนวคิดใหม่ๆ มาศึกษาเพื่อที่จะนำไปการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาในปัจจุบันที่ถูกแปลงสภาพเป็นปัญหาใหม่อยู่ตลอดเวลาและมีความซับซ้อนมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ความเข้าใจในปัญหาอย่างถูกต้องและวิธีการที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่สังคมเราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับกระบวนการในการแก้ปัญหา ระหว่างที่ผมศึกษาเรื่องลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน และเรื่องแนวคิดแบบลีนตลอด 15 ปีที่ผ่านมานั้น กระบวนการเรียนรู้ของผมนั้นทำให้ผมพบว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อปัญหาโซ่อุปทานเป็นเรื่องเชิงสังคม (Social Issues) ซึ่งประกอบไปด้วยคนและคนหลายๆ คนที่เรียกว่า Human Activity System ซึ่งคนในระบบจะใช้กระบวนการตัดสินใจซึ่งมีอิทธิพลต่อความเป็นไปในสังคม จนทำให้ผมต้องศึกษาค้นคว้าออกนอกกรอบสาขาวิชาการทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการไปสู่สหวิทยาการ (Multi-disciplinary) และความเป็นองค์รวมของสาขาวิทยาการต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประสบมาและมีความเป็นห่วงถึงท่านผู้นำในสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะผู้จัดการ CEO ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รัฐมนตรี จนถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมันมีการขยายขอบเขตและมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัญหานั้นไม่เหมือนเดิมเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังดันทุรังที่จะใช้เครื่องมือเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ โดยเฉพาะการคิดแบบเชิงเส้นในการวางแผนและดำเนินงาน ถึงแม้จะได้ผลแบบเฉพาะหน้า แต่ปัญหาก็ไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนออกไป ในทางตรงกันข้ามปัญหานั้นจะย้อนกลับมาใหม่ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าและหนักว่าเก่าเสียอีก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำและภูมิปัญญาของผู้นำที่จะใฝ่หาความรู้ เรียนรู้และพยายามจะทำความเข้าใจในปัญหาให้เหมาะสมกับระดับของปัญหาและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมอย่างชาญฉลาด ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะยังอยู่ในวังวนของการแก้ปัญหาพยศที่จะไม่มีวันบรรลุผลสำเร็จได้ ถ้าเราไม่รับมือกับปัญหาด้วยแนวคิดใหม่และวิธีการใหม่ เราก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยเราจะไปถึงวันนั้น วันที่รอคอยเมื่อใด เพราะว่าผมรู้สึกว่าเราอ่อนแอทางปัญญาเชิงสังคมเป็นอย่างยิ่ง ส่วนปัญญาส่วนบุคคลนั้นไม่น่าห่วงหรอกครับ หลายๆ คนสามารถเอาตัวรอดได้ ความสามารถเฉพาะตัวสูง ความเห็นแก่ได้สูง ความเห็นแก่ตัวสูง ความเห็นแก่ส่วนรวมต่ำ แล้วสังคมจะรอดหรือครับ แต่อย่าลืมนะครับ ถ้าสังคมไม่รอดแล้ว พวกเรากันเองก็อยู่ไม่รอดเช่นกัน นี่คือ ต้นเหตุที่สำคัญของปัญหาพยศ นั่นก็เป็นเพราะว่าปัญญาของคนในชาติหรือสังคมนั้นมันเป็นปัญญาพยศ (Wicked Intelligence)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-1563993160409803051?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/1563993160409803051/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-12-wicked-problems.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1563993160409803051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/1563993160409803051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-12-wicked-problems.html' title='Perspectives – 12. รื้อกระสอบทราย บิ๊กแบค เปิดประตูน้ำ และภัยพิบัติที่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ คือ ปัญหาพยศ (Wicked Problems)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-7975320958923548453</id><published>2011-11-16T11:00:00.002+07:00</published><updated>2011-11-16T11:04:42.108+07:00</updated><title type='text'>Perspectives - 11. ปัญหาชาติ ปัญหาสังคม อย่ามักง่าย คิดง่ายๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ยาก</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนอยากสบาย  ทำอะไรได้อย่างง่ายๆ  คือ  อะไรก็ได้ที่ออกแรงน้อยๆ  ลงทุนน้อย  ได้สิ่งต่างๆ  มาอย่างสะดวกสบาย  แต่ในความเป็นจริงของชีวิต  เราก็รู้อยู่แล้วว่า  ไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายๆ  หรอกครับ  มันต้องออกแรงคิด  ลงแรงและลงทุน  ถามผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ  ได้เลยครับ  ผมบังเอิญไปจัดหนังสือที่ชั้นหนังสือ  ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับการจัดการ  เขียนชื่อที่ปกไว้ว่า  “ถึงจะง่าย  แต่ก็ได้ผล”  ผมเห็นแล้วมันขัดตาอย่างไรก็ไม่รู้  เท่าที่จำได้ว่าเคยเขียนถึงเรื่องอย่างนี้มาแล้วมั้ง  แต่ก็จำไม่ได้ว่าเมื่อไรและที่ไหน  เพราะผมเชื่อว่าในโลกนี้มีทั้งอะไรๆ  และเรื่องราวต่างๆ  ที่ง่ายๆ  รวมทั้งอะไรๆ  และเรื่องราวที่ยากๆ  &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เราก็เห็นใครๆ  ที่ทำอะไรดูง่ายไปหมด  หรือเราเองบางครั้งก็ทำอะไรดูยากไปหมด  แล้วเราก็มานึกเอาเองหรือฝันว่าเราน่าจะได้สิ่งต่างๆ  มาได้โดยง่ายๆ  นั้น  เราจะต้องทำอย่างไร  บางครั้งเราก็ถูกชี้นำไปสู่การหาอะไรที่ง่ายๆ  หรือเครื่องมือที่ง่ายๆ  โดยเฉพาะที่ง่ายต่อการใช้หรือง่ายต่อการเรียนรู้  โดยไม่ต้องออกแรงกายหรือแรงคิด  ใช่ครับ  มันมีเครื่องมือเหล่านี้มากมาย  มันดูราคาถูกน่ะครับ  ที่จริงแล้วมันก็ถูกนำไปใช้ตามราคา  เราออกแรงน้อยก็ได้น้อย  เราออกแรงมากก็ได้มากตามราคา  เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถเอาของที่ง่ายๆ  ที่ไม่ต้องออกแรงเยอะๆ  ไปแก้ปัญหาหรือไปเผชิญกับเรื่องยากๆ  มันจะไม่มีวันแก้ปัญหาได้  ถึงแก้ได้ก็ไม่จบหรือไม่ตรงกับปัญหา &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เหมือนกับการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมในการจัดการแหล่งน้ำ เราคงไม่สามารถแก้ปัญหาโดยใช้คณิตศาสตร์ธรรมดาในชั้นประถมที่แค่บวกลบคูณหาร  เราก็คงจะต้องคณิตศาสตร์ขั้นสูงในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเราเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาหรือไม่  ถ้าเราไม่เข้าใจ  เราก็จะเห็นปัญหาแบบผิวๆ  ที่ดูง่ายๆ และแก้กันไม่มีวันจบสิ้น เพราะเราเข้าใจด้วยภูมิปัญญาและวิธีคิดที่ง่ายๆเข้าไว้ เพราะต้องการเร็วและต้องการง่ายเข้าไว้  แล้วคงจะได้เห็นแล้วว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดหรืออย่างที่เห็น&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ปัญหาในปัจจุบันนั้นมีองค์ประกอบภายในมากมายในหลายมิติและองค์ประกอบต่างๆ  ก็มีปฏิสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตตลอดเวลา  ดังนั้นการเอาเครื่องมือที่ง่ายๆ เข้าไว้  เอาเร็วๆ  เข้าไว้  ไม่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงเข้ามาเพื่อทำความเข้าใจหรือพยายามที่จะอธิบายโครงสร้างของปัญหารวมทั้งบริบทของปัญหา ก็คงจะไม่สามารถทำให้เราเข้าใจหรืออธิบายปัญหาและแก้ปัญหาได้ เพราะว่าเราไม่สามารถใช้ไขควง (Screwdriver) เป็นเครื่องมือครอบจักรวาลในการซ่อมแซมทุกอย่างได้ ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจว่าปัญหานั้นมีความซับซ้อนขึ้น เราก็จะต้องขวนขวายหาวิธีคิดและวิธีการจากความรู้ที่สูงขึ้นจากวิชาการและทฤษฎีที่สูงขึ้นหรือซับซ้อนขึ้นเพื่อที่จะอธิบายปัญหาที่มันยกระดับขึ้นไปสู่ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นหรือมีความยากขึ้น เราจึงต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ออกแรงกายและความคิดมากขึ้น  ลงทุนมากขึ้นเพื่อที่จะเข้าใจและอธิบายปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ผมจึงมีมุมมองที่ต่างออกไปจากความตั้งใจของผู้เขียนหนังสือด้วยกับข้อความที่เขียนเป็นชื่อหนังสือว่า “ถึงจะง่าย...แต่ก็ได้ผล”  ใช่ครับ  มันจะได้ผลก็เพราะถูกนำไปอธิบายและแก้ไขปัญหาพื้นฐาน  ปัญหาง่ายๆ หรือปัญหาผิวๆ  ซึ่งในปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระกัน  แต่ปัญหาเล็กๆ  ง่ายๆ  ผิวๆ  เหล่านี้กลับถูกเชื่อมโยงกันกันเป็นเครือข่ายของปัญหาที่ใหญ่ขึ้นและซับซ้อนขึ้น  ถ้าเรามองในมุมเล็กๆ  เราก็เห็นเฉพาะปัญหาเล็กๆ  ง่ายๆ  แต่ถ้าเรามองจากมุมสูงขึ้นในภาพรวมที่กว้างขึ้น  ถึงแม้ว่าเราจะสูญเสียในรายละเอียดของปัญหาไป แต่เราจะเห็นปัญหาในภาพใหญ่ที่ประกอบไปด้วยปัญหาเล็กๆ  ที่เชื่อมโยงกันไปมาอย่างซับซ้อนและเป็นพลวัต&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เรื่องยากๆ  เมื่อแรกเจอ  เราอาจจะไม่เข้าใจ  แต่ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจหรืออธิบายมัน  เรื่องที่เคยยากก็จะง่ายๆ  ขึ้นเพราะเราอธิบายได้ด้วยความเข้าใจ  มันเป็นสัจจธรรมครับ  มันต้องยากก่อนแล้วมันก็ง่าย  และเมื่อบริบทเปลี่ยนไปเพราะความซับซ้อนและความเป็นพลวัต เรื่องที่ง่ายก็กลับกลายไปยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่เราก็ยังพยายามที่จะเรียนรู้วิชาการและองค์ความรู้ใหม่ๆ แน่นอนครับมันจะต้องเป็นองค์ความรู้ที่น่าจะยากขึ้นเมื่อเราไม่รู้  เมื่อเราเข้าใจองค์ความรู้ที่ยากในระดับสูงขึ้นนั้นแล้ว  เราก็จะรู้สึกว่าง่ายขึ้นและสามารถแก้ปัญหาที่ยากขึ้นได้  กระบวนการในการจัดการและเรียนรู้ก็จะมีการวิวัฒนาการไปในลักษณะเช่นนี้ &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;แล้วผมก็เลือบไปเห็นคำโปรยที่ปกของหนังสือดังกล่าว ที่ขียนว่า  “ฉีกทฤษฎีบริหาร สู่ปฏิบัติการที่ง่ายและทำได้จริง” ผมเห็นแล้วรู้สึกขัดๆ  อย่างไรก็ไม่รู้ เพราะเป็นการปลูกฝังให้คนอ่านหรือคนทั่วไปขาดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ  เพราะว่า  การไปแนะนำให้คนอ่านฉีกทฤษฎี  นี่เป็นประเด็นหรือแนวคิดที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นคำเชิญชวนที่เขียนอยู่ที่หน้าปกหนังสือ  คนที่ไม่ได้อ่านข้างในเล่ม  คนที่ไม่ซื้อไปอ่าน  ก็เข้าใจว่า  จะทำอะไรก็ได้  ไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีหรือหลักการอะไรรองรับ  เอากันง่ายๆ  ฉีกทฤษฎีทิ้งไป  คนที่อ่านก็คงจะสบายใจ  เพราะถ้าคิดว่าเป็นทฤษฎีแล้วคงจะยากคงจะน่าเบื่อมั๊ง  ผมเข้าใจว่าเป็นคำโปรยเชิงการตลาด  แต่ก็เป็นอันตรายต่อความคิดอย่างมาก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ถ้าเป็นอย่างนี้  สังคมเราก็แย่นะครับ  การศึกษาล้มเหลวอย่างแน่นอน  ยิ่งถ้าผู้เขียนมีวุฒิการศึกษาสูงแล้วล่ะก็  ก็ต้องแสดงความเป็นห่วงการศึกษาไทยเป็นอย่างยิ่ง  ผมมีความเชื่อว่า  ทฤษฎีที่ถูกต้องแม่นยำจะไปสู่การปฏิบัติที่ง่ายไม่มีปัญหา  แต่การปฏิบัติที่ยากและมีปัญหานั้นก็เพราะว่าทฤษฎีนั้นไม่แม่น  หรือไม่ได้เป็นเป็นไปตามทฤษฎี  ผมมีความเชื่อว่าหลายๆ  สิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกรวมทั้งการจัดการสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทั้งสิ้น บางอย่างก็ยังรอให้เราไปพิสูจน์หรือไปสร้างทฤษฎีรองรับ  ไม่ใช่รอให้มันเกิดขึ้นหรือใช้งานให้เกิดผลอย่างที่ต้องอาศัยโชคชะตาหรือเราซึ่งเป็นคนจัดการไม่สามารถที่จะควบคุมหรือพยากรณ์คาดการณ์อะไรได้หรือปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ถ้าเรายังมีแนวคิดแบบที่หนังสือเล่มนี้โปรยหัวไว้ที่หน้าปกรวมทั้งเล่มอื่นๆ  อีกหลายเล่มด้วย  สังคมเราจะเป็นสังคมที่ด้อยปัญญาไปเพราะว่าสังคมเราจะไม่ดิ้นรนที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ใหม่ๆ เราเป็นสังคมที่อ่อนแอทางปัญญาเพราะไม่มีความรู้ใหม่ๆ  ที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆ  ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด  ที่ผมพูดมานั้น ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ  ผู้เขียนหนังสือก็อาจจะมีความตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องง่ายๆ  กับปัญหาง่ายก็ได้  เป็นการชักนำหรือชักชวนให้คนมาอ่านหนังสือซึ่งจะทำให้เกิดจุดเริ่มต้นซึ่งจะนำไปสึความก้าวหน้าในขั้นสูงต่อไป  ผมเองไม่ได้มีอคติกับผู้เขียนนะครับ แต่ติดใจคำโปรยที่ใช้เพื่อการตลาดเท่านั้นเองครับ ซึ่งก็มีหนังสือแบบนี้มากมายในท้องตลาด&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;แต่ผมมาสะดุดตรงที่ “ฉีกทฤษฎี” นี่สิ  มันมากเกินไป  เพราะเราก็ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เรียนประถมจนมัธยมและมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี  โท  เอกกันแล้ว  ยิ่งมาพูดกันอย่างนี้  ผมรับไม่ได้จริงๆ  ครับ  ผมเองก็ไม่ได้รู้จักผู้เขียนท่านนี้นะครับ  ผมเคารพในสิ่งที่ท่านผู้เขียนนำเสนอ  แต่มีประเด็นเล็กๆ  ที่ชื่อหนังสือและคำโปรยที่หน้าปกหนังสือที่ผมนำมาขยายความเพื่อที่จะสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในชีวิตของเรา  การเรียนรู้ขององค์กร  การเรียนรู้ของสังคม  และการเรียนรู้ของประเทศเรา เมื่อย้อนกลับมาที่ปัญหาของชาติในปัจจุบัน  โดยมุ่งไปที่ปัญหาน้ำท่วมซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปที่ปัญหาอื่นๆ   มากในทุกมิติ  ผมว่าหลายท่านคงจะได้เห็นแล้วว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นองค์รวมของปัญหาในสังคมเล่า  ผมกล้าพูดได้ว่าองค์ความรู้หรือวิชาการต่างๆ  ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยที่สอนๆ  กันอยู่และที่ทำวิจัยกันอยู่นั้นสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น  เพียงแต่จะอยู่ในมิติไหน  จังหวะเวลาไหน  และในมุมไหนและต้องดำเนินงานหรือปฏิบัติการในมุมไหน  ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าใจบริบท (การประยุกต์ใช้) นั้นมากน้อยแค่ไหน เราจะต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเชื่อมโยงกันและมีการปฏิสัมพันธ์กันอยู่ในตัวมันเอง  เพียงแต่เราจะให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับปัญหาในภาพรวม (Whole) และความเป็นองค์รวม (Holistic) อย่างไรบ้าง&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;เมื่อเรายอมรับและเห็นแล้วว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงกันไปหมด  องค์ความรู้และทฤษฎีเชิงวิชาการที่จะนำมาใช้ก็คงไม่ใช่องค์ความรู้แบบเดิมๆ และก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ ก็คงจะต้องลงทุน  ลงแรงคิดและปฏิบัติเพื่อที่จะสู้และรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น  ในวันนี้เรามีองค์ความรู้ใหม่ๆ  ในด้านการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ทฤษฎีระบบทั่วไป (General System Theory)  แนวทางเชิงระบบ (System Approach) ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory)  ทฤษฎีความซับซ้อน (Complexity Theory)  ระบบซับซ้อนที่ปรับตัวได้ (Complex Adaptive System)  ปัญหาพยศ (Wicked Problem)  ปัญหาที่มีโครงสร้างที่ผิดแผก (Ill Structured Problem)  และระบบของระบบ (System of Systems) &lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;องค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการรับมือกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคต เพียงแต่ว่าเราพร้อมแล้วหรือไม่ที่จะลงทุนรอบใหม่ในการเรียนรู้ ถึงแม้ว่าท่านจะเรียนรู้มาอย่างมากมายหลากหลายสาขา  แต่ความรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากปรัชญาแบบการวิเคราะห์ซึ่งเป็นการแบ่งแยกแล้วศึกษา  แต่ปัญหาในปัจจุบันนี้เวลาเข้าโจมตีเรานั้นไม่ได้มีการแยกส่วนกันโจมตี  เวลาปัญหามาก็มากันเป็นมวลเป็นก้อนและโจมตีทุกด้านซึ่งจะมีผลกระทบกับเราในทุกด้านทุกมิติ  ดังนั้นเวลาแก้ปัญหาเราก็ต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวม  แล้วเราจะสามารถเข้าใจองค์ความรู้ใหม่ๆ  แบบองค์รวมได้หรือไม่เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคต  ต้องได้สิครับ  ถ้าเราได้รับการศึกษามาอย่างถูกวิธี&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;ถึงแม้ว่าองค์ความรู้เดิมจะเป็นองค์ความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการคิดแบบแยกส่วน (Reductionist) แต่ว่าถ้าเราเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากระบบการศึกษาของเราอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมและอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว  ดังนั้นไม่ว่าองค์ความรู้นั้นจะเป็นแบบแยกส่วน (Reductionist) หรือแบบองค์รวม (Holistic) เราก็สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้  ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเราจะพร้อมและกล้าที่จะรับความท้าทายใหม่นี้หรือไม่  แล้วคุณล่ะครับพร้อมหรือยังครับ  ผมนั้นพร้อมมานานแล้วครับ!&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-7975320958923548453?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/7975320958923548453/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7975320958923548453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7975320958923548453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-11.html' title='Perspectives - 11. ปัญหาชาติ ปัญหาสังคม อย่ามักง่าย คิดง่ายๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ยาก'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-6902689152861827154</id><published>2011-11-15T17:17:00.001+07:00</published><updated>2011-11-15T17:27:37.424+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 10. ถึงเวลาแล้วหรือยังสำหรับการมียุทธศาสตร์ชาติที่แท้จริง</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เห็นข่าวใน TV ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการ 2คณะเพื่อหาทางในการแก้ไขและเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ ผมได้ยินคำว่ายุทธศาสตร์แล้วรู้สึกเอียนเป็นอย่างยิ่ง ดูไปดูมาแล้วไม่อะไรจะทำหรือไม่มีอะไรจะคิดแล้วหรือ? ว่าแล้วก็ใช้คำยุทธศาสต์ก็แล้วกัน ดูขลังดี ผมก็เห็นใช้คำนี้กันในทุกๆ หน่วยงาน ทุกจังหวัด ดูแล้วก็เท่ห์ดี ดูแล้วก็มีความหวังในชีวิต มีความหวังในประเทศของเรา แต่ผมดูแล้วสิ้นหวังกันจริงๆ ผมคิดว่าทำไปแล้วมันเปล่าประโยชน์จริงๆ เปลืองกระดาษ เปลืองเวลา เปลืองงบประมาณ มียุทธศาสตร์หรือไม่มียุทธศาสตร์แล้ว พวกเราจะทำงานได้ดีกว่านี้หรือแตกต่างกันหรือไม่? แม้แต่ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ก็ดูข่าวใน TVไปด้วยได้ยินนักข่าวกำลังพูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์ในการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง แล้ว ยุทธศาสตร์ คือ อะไรกันแน่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในมุมมองของผมนั้น ยุทธศาสตร์(Strategy) ที่พูดกันมานั้น จะต้องเป็นวิธีคิดและวิธีการเพื่อที่จะเอาชนะหรือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ยุทธศาสตร์นั้นจึงมีอยู่ในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเฉพาะหน้า ระดับระยะสั้น ระดับระยะกลางและระยะยาว แน่นอนครับ เรามีวิธีการคิดและมีคนเก่งๆ ที่คิดในขอบเขตของปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาระยะสั้น ปัญหาระยะกลางและปัญหาระยะยาว นั่นเป็นการมองกรอบยุทธศาสตร์ในเชิงระยะเวลา แต่ประเด็นยุทธศาสตร์ที่แต่ละคน แต่ละขอบเขตนั้นมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกันเป็นระบบหรือเรื่องเดียวกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศหรือไม่ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะคิดอะไร อยากจะแก้ปัญหาอะไร ก็คิดออกมา เอางบประมาณกันออกมาก่อน แล้วก็ดำเนินการออกไปก่อน เดี๋ยวจะไม่ได้ KPI เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่า KPI ในแต่ยุทธศาสตร์นั้นมีความสัมพันธ์หรือมีการปฏิสัมพันธ์ในทางส่งเสริมหรือขัดแย้งกันกับยุทธศาสตร์อื่นๆ อย่างไร พอถึงเป้าหมายของตัวเองถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ในภาพรวมไม่รู้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ส่วนในอีกมุมหนึ่งเป็นการมองยุทธศาสตร์ในเชิงฟังก์ชั่นการทำงาน (Functions) เช่น ประเด็น ICT ประเด็นการศึกษา ประเด็นการเมือง ประเด็นการทหาร ประเด็นสังคมจิตวิทยา ประเด็น ICT ประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงานที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมียุทธศาสตร์รองรับการทำงาน ผมรู้สึกว่าเราเขียนยุทธศาสตร์กันก็เพราะต้องเขียนต้องทำ จะ รู้หรือไม่ว่า ยุทธศาสตร์จำเป็นต่อการทำงานอย่างไร ดู เหมือนว่ามันเป็นรูปแบบหรือฟอร์แมทในการทำงาน ทุกหน่วยงานจะทำจะต้องเขียน แต่ขอโทษนะครับ เห็นยุทธศาสตร์ของหลายๆ หน่วยงานแล้วดูไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นยุทธศาสตร์ (Strategy) ไม่มีความรู้สึกของการต่อสู้เพื่อที่จะเอาชนะหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเวลาเขียนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่เป็น Functions นั้น แต่ละหน่วยงานนั้นมีการประสานงานหรือคุยกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ละหน่วยงานก็คงเขียนยุทธศาสตร์ของตัวเองเพื่อเป้าหมายของตัวเอง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละหน่วยงานนั้นมีการคุยหรือประสานงานหรือวางแผนร่วมกันหรือไม่ ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ หน่วยงานเหล่านั้นอาจจะมีก็ได้หรืออาจจะเป็นพิธีการแบบลูบหน้าปะจมูกกันไปหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ถ้ามีการวางแผนร่วมกันและเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่บูรณาการทั้งในแต่ละระดับของห้วงเวลา จากระยะยาว สู่ระยะกลางและระยะสั้น จนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อีกทั้งถ้ามีการประสานงานและเชื่อมโยงแผนเพื่อสนธิแผนงานกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันแล้ว ผมเชื่อว่า ประเทศไทยเราไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;แล้วทำไมเราถึงเป็นเช่นนี้หรืออยู่ในสภาพอย่างนี้ ผมคิดว่าเราอ่อนแอในการใช้ปัญญา เรามีแต่เรื่องที่รู้มา แต่ไม่สามารถนำเรื่องที่รู้ไปทำให้เกิดประโยชน์ได้ จากเรื่องที่รู้ก็ไม่สามารถกลายหรือแปลงไปเป็นความรู้ได้ และอีกอย่างที่น่าสนใจมาก คือ เราไม่สามารถสร้างความรู้เองได้ เราไม่มี Mind หรือความคิดของความเป็นวิทยาศาสตร์หรือคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เราไม่ค่อยที่จะมีความตระหนักของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราและรอบๆ สังคมของเรา ทั้งๆ ที่เรื่องราวของยุทธศาสตร์และการเขียนยุทธศาสตร์ที่ผมเล่ามาให้ฟังนี้ ผมไม่ได้คิดเอาเองแล้ว แนวคิดและวิธีการของยุทธศาสตร์พร้อมตัวอย่างมากมายนั้นอยู่หนังสือและตำราที่สามารถหาได้ตามร้านหนังสือหรือในปัจจุบันยิ่งหาได้อย่างง่ายดายมากใน Internet แล้วทำไมเราถึงได้ปล่อยเรื่องที่รู้กลายเป็นแค่เรื่องที่รู้ แต่ไม่สามารถทำให้เป็นความรู้ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมคิดว่าเรามีทัศนคติต่อการดำรงชีวิตด้วยความสบายเป็นหลัก คนในชาติถูกโฆษณาชวนเชื่อให้กลายเป็นชนชาติที่มีลักษณะเช่นนี้ รักความสบาย ไม่เคยลำบาก ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ยึดติดอยู่กับความโชคดีของประเทศไทย แม้กระทั่งมีความคิดที่ว่าโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย แล้วคนชาติอื่นในโลกล่ะ เขาเป็นคนโชคร้ายในโลกนี้หรือ เราได้กลายเป็นชนชาติแห่งความโชคดีในทุกๆ ด้าน สุดท้ายความโชคดีของชนชาติไทยก็หมดโปรโมชั่นลง ความโชคร้ายต่างๆ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติได้ย่างกรายเข้ามาในสังคมเรา เข้ามาเขย่าความมั่นคงในชีวิต เราเริ่มโชคร้ายเพราะคนไทยทะเลาะกัน เราเริ่มโชคร้ายเพราะคนไทยทุจริตกันมากมาย คนไทยเราถึงแม้ว่าจะเห็นอยู่ต่อหน้าว่าภัยกำลังจะมา แต่ในความคิดของคนไทยเราก็ยังไม่เคยเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น เราดำรงชีวิตอยู่กันด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ความจริง แต่ในหลายๆ ครั้งความเชื่อและความจริงมันก็ไม่ตรงกัน มันคงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของคนในชาติที่จะต้องเริ่มคิดกันใหม่ ถึงขั้นจะต้องสร้างชาติใหม่กันเลย ผมหมายถึงต้องเปลี่ยนฐานคิดและวิธีมองโลกกันใหม่เลย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;กลับมาที่ยุทธศาสตร์หลักที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ผมยังค่อยจะเห็นร่องรอยของเจ้าตัวยุทธศาสตร์ชาติที่ว่านี้เลย ตัวยุทธศาสตร์ชาตินี้ถือว่าเป็นแกนหลักให้ยุทธศาสตร์ย่อยตัวอื่นๆ ในเชิง Functions ในการทำงาน เช่น ประเด็น ICT ประเด็นการศึกษา ประเด็นการเมือง ประเด็นการทหาร ประเด็นสังคมจิตวิทยา ประเด็น ICT ประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถเป็นมุดหมาย (Milestone) และเป็นแกนกลางสำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะกลางและระยะสั้นด้วย รวมทั้งเป็นฐานที่สำคัญในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ ( Grand Strategy) สำหรับการดำรงอยู่ของชาติอย่างมั่นคง ยุทธศาสตร์จึงมีความเป็นบูรณาการของแผนยุทธศาสตร์ในหน่วยงานต่างๆ แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นแผนที่จะต้องรอมชอมกับแผนยุทธศาสตร์ย่อยๆ ต่างๆ แน่นอนครับแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานต่างๆ อาจจะมีความขัดแย้งกันเอง ถ้าต่างคนต่างวางแผน ถ้าเรามียุทธศาสตร์ชาติที่มองแผนยุทธศาสตร์ย่อยของแต่ละหน่วยงานในเชิงระบบ (Systemic) โดยมองความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ของแต่ละแผนยุทธศาสตร์ย่อยที่เป็นของแต่ละหน่วยงานให้เป็นโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Structure)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;โครงสร้างของแผนยุทธศาสตร์โดยเฉพาะในระดับยุทธศาสตร์ชาตินั้นโดยธรรมชาติจะมีลักษณะที่มีความซับซ้อนที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder)อยู่มาก การจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นอาจจะต้องเปลี่ยนฐานคิดใหม่จากการจัดทำยุทธศาสตร์ในแบบดั้งเดิมที่มีฐานคิดแบบเป็นเชิงเส้น (Linear Thinking) หรือเป็นการคิดแบบกลไก (Mechanistic Thinking) มาเป็นการคิดเชิงระบบซึ่งเป็นการคิดแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non Linear Thinking) เพราะว่าสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันมีความซับซ้อน (Complexity) เพิ่มมากขึ้น การคิดในเชิงระบบ (Systems Thinking) หรือแนวทางเชิงระบบ (System Approach) น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่าการคิดในแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบเชิงเส้นสำหรับปัญหาในการเขียนแผนยุทธศาสตร์และการกำหนดนโยบายที่ไม่ได้จำกัดเวลา ไม่ได้มีขอบเขต และมีทรัพยากรอย่างไม่จำกัด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมคิดว่าที่ผ่านมา เราได้มีแผนยุทธศาสตร์ในระดับชาติ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้บูรณาการยุทธศาสตร์ย่อยต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์จนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าอาจจะยังไม่ได้บูรณาการถึงความเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติก็แสดงให้เห็นว่า เกิดความไม่สอดคล้องกันในเชิงปฏิบัติทำให้ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์สู่ระดับการปฏิบัติที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นเมื่อมองจากระดับยุทธศาสตร์ก็ต้องเห็นผลในเชิงปฏิบัติ ในทางตรงกันข้ามเมื่อได้รับผลจากการปฏิบัติก็จะต้องเห็นว่าต้นทางของการปฏิบัตินั้นมาจากยุทธศาสตร์ นั่นน่าจะเป็นอีกมุมมองของปัญหาที่เกิดขึ้น และน่าจะเป็นแนวทางของการแก้ปัญหาและการพัฒนาในอนาคต ไม่เชื่อก็ลองดูนะครับว่า ถ้าเราไม่มียุทธศาสตร์ที่เห็นเขียนๆ กันแล้วแจกเป็นโบว์ชัวร์ตามสถานที่หน่วยงานต่างๆ เราจะสามารถมาถึงจุดนี้ได้ไหม ผมว่าได้ครับ แล้วถ้าเรามียุทธศาสตร์กันจริงๆ หรือดีกว่านี้ ผมว่าเราจะไปได้ไกลกว่านี้ และเราอาจจะไม่มีปัญหาเหมือนกับที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ได้!&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-6902689152861827154?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/6902689152861827154/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6902689152861827154'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6902689152861827154'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-10.html' title='Perspectives – 10. ถึงเวลาแล้วหรือยังสำหรับการมียุทธศาสตร์ชาติที่แท้จริง'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-6048563482171517224</id><published>2011-11-15T16:59:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T17:06:46.292+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 9. ความรู้ คือ อำนาจ แล้วเรามีความรู้อะไรบ้างจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;จากเหตุการณ์โต้แย้งกันในเรื่องของการใช้ลูกบอล EM ในการบำบัดน้ำเสีย ทำให้ผมรู้สึกว่าสังคมไทยเราต้องใช้ความรู้วิชาการในการดำเนินงานและในการดำรงชีวิตมากขึ้นกว่านี้ บางครั้งเราก็เชื่ออะไรๆ ง่ายไปหรือเปล่า? เราต้องใช้การทดลองและใช้ความเป็นวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นหรือไม่? มีคำถามอยู่บ่อยครั้งว่า เราได้เรียนรู้หรือมี Lesson Learned จากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไรบ้าง? กระบวนการการจัดการความรู้ของเรานั้นสามารถนำมาใช้อธิบายหรือวิเคราะห์อะไรได้บ้างหรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมหวังว่าสังคมเราคงจะไม่ได้แค่รับรู้เรื่องราวและจดจำไว้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 50ปี แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับอนาคตเล่า? ถ้าเราเขียนเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือประวัติศาสตร์กันอย่างนั้น เราจะต้องได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ในอนาคตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราควรจะเป็นคนที่ค้นหาหรือเรียนรู้ความจริงหรือความรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ถ้าเป็นเรื่องร้าย และเราอยากที่จะให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกสักครั้ง ถ้าเป็นเรื่องที่ดีๆ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ แต่จะต้องเป็นความรู้และบทเรียนที่ให้ประโยชน์แก่สังคมในการป้องกันและพัฒนาสังคมต่อไป แล้วความรู้นั้นควรจะเป็นความรู้เรื่องอะไรกันบ้าง ผมอยากจะนำเสนอความรู้ในเรื่องแนวคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เพราะว่าเราจะต้องเยียวยาและฟื้นฟูประเทศของเรา ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะว่าแค่กรุงเทพฯ พังไปแค่นี้ก็กระทบกระเทือนไปทั้งประเทศอยู่แล้ว ประเด็นในการฟื้นฟูก็ต้องเรื่องราวในหลายประเด็น เช่น การจัดการน้ำ การจัดการวางผังเมือง ประชาสังคม ความเข้าในพื้นฐานในภาวะวิกฤตของประชาชน การสื่อสารในยามปกติและในยามวิกฤต การวางแผนยุทธศาสตร์และการนำไปปฏิบัติ ฯลฯ อีกมากมายที่มีส่วนสัมพันธ์กันและมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าในทางตรงหรือในทางอ้อม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผลจากภัยพิบัติในครั้งนี้ผมคิดว่าหลายคนคงจะได้รับรู้อะไรๆ มากขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าเราจะเรียนรู้อะไรบ้าง เพราะถ้าเราได้เรียนรู้แล้ว เราต้องอธิบายได้ว่า มันเกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด แต่ผมก็เชื่อว่าหลายๆอย่างหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลายคนสามารถอธิบายได้เป็นเรื่องๆ ไป เราเองทุกคนก็มีความชำนาญกันเป็นเรื่องๆ ไป แล้วในภาพรวม (The Whole) ล่ะ แล้วอนาคตล่ะเราจะสามารถคาดการณ์ได้หรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนอาจจะมองข้ามไป และคิดว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นได้ทำเต็มที่แล้วในมุมของแต่ละคน ไม่ใช่ในภาพรวม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็อาจจะเป็นแค่เรื่องผิวๆ ของความเข้าใจในเรื่องนี้ เรื่องที่ผมจะนำเสนอนี้ ก็ คือ แนวคิดเชิงระบบ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นประเด็นที่ถูกมองข้ามไป สิ่งที่สำคัญ คือ การมองข้ามประเด็นนี้ไปจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกหลายอย่าง ถ้ายังมองปัญหาแบบดั้งเดิมโดยมองแบบแยกส่วนหรือการมองปัญหาเป็นเชิงเส้น (Linear Thinking)การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็เพราะว่าเราคิดผิด เราคิดว่าโลกที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เป็นเรื่องของเหตุและปัจจัยง่ายๆ เป็นแบบเชิงเส้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยป้อนเข้าและออกมีความสัมพันธ์แบบเชิงเส้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;หลายๆ ครั้งเรามีความเข้าใจว่าการคิดเชิงระบบ คือ การทำอะไรให้เป็นขั้นตอนและมีความเป็นอัตโนมัติ (Automatic) เราสามารถควบคุมระบบได้ นั่นยังไม่ใช่ความคิดเชิงระบบ แต่เป็นผลพวงของระบบที่มนุษย์ได้กำหนดฟังก์ชั่นหน้าที่การทำงานให้เป็นระเบียบหรือเป็นแบบแผนเพื่อเกิดความเข้าใจได้และเพื่อการควบคุม แต่ในความเป็นระบบ (System)ที่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นนั้น ผมหมายถึงโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Structure) ที่เน้นความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ภายในระบบที่ประกอบไปด้วยมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจนบูรณาการกันเป็นระบบโลกหรือสังคมมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ระบบของธรรมชาติ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งสองสิ่งหรือมากกว่ามาปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จร่วมกัน เราก็มีระบบแล้ว ทีมฟุตบอลเป็นระบบ รัฐบาลเป็นระบบ โรงงานเป็นระบบ ระบบนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ระบบของโลกเรา และระบบเชิงกายภาพต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น และระบบสังคมที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์ที่สามารถคิดและตัดสินใจได้และมีผลประโยชน์ร่วมกัน ระบบต่างๆ ที่ว่านี้ประกอบด้วยโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นวงรอบ (Closed Loop) โดยมีการป้อนกลับ (Feedback) ซึ่งทำให้ระบบที่เราสนใจสามารถปรับตัวให้สมดุลกับสิ่งแวดล้อมได้ คุณลักษณะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้น (Nonlinear) ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่ป้อนเข้าไปในระบบและสิ่งที่ได้ออกมาจากระบบไม่ได้เป็นสัดส่วนกันอย่างที่เราคาดคิดกัน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ (Predictable) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาส่วนใหญ่ในโลกเรานี้ เรามักจะมีสมมุติฐานว่า ปัญหาในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตามสภาวะแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา สังคมหรือองค์กรที่มีคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญจึงเป็นระบบซับซ้อนที่สามารถปรับตัวได้ (Complex Adaptive System) ซึ่งถือได้ว่ามีรูปแบบของพฤติกรรมที่ไม่เป็นเชิงเส้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สำหรับปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้ถือว่าเป็นความล้มเหลวของระบบ (System Failure)ที่เป็นระบบสังคมซึ่งเป็นระบบที่มีการปฏิสัมพันธ์กับระบบในธรรมชาติ ระบบสังคมมนุษย์เราอาศัยอยู่และพึ่งพาอยู่กับระบบธรรมชาติซึ่งเป็นระบบที่ใหญ่และซับซ้อนมาก เราซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมชาติได้ทั้งหมด เราจึงไม่สามารถที่จะเอาชนะธรรมชาติได้ แค่เรามีความเข้าใจส่วนหนึ่งและอยู่กับธรรมชาติอย่างที่เป็นอยู่ได้ ผมว่าก็น่าจะเป็นพอใจของมนุษย์เราแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ความรู้และความเข้าใจในความรู้เชิงระบบโดยเฉพาะประเด็นของพฤติกรรมของระบบที่จะต้องปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง (Self-Organization) เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัต จะกลายเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับปัญหาในปัจจุบันและการพัฒนาสู่อนาคต ยิ่งระบบสังคมที่เราอาศัยมีลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิตและประกอบไปด้วยการตัดสินใจที่เป็นอิสระของแต่ละคนและมีการป้อนกลับของข้อมูลเพื่อการตัดสินใจภายในระบบสังคมนี้ จึงทำให้พฤติกรรมของระบบสังคมมีลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น ยิ่งระบบสังคมมีจำนวนองค์ประกอบมากมายเท่าไร ระบบสังคมนั้นก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ก็จะทำให้ยากแก่การแก้ไขปัญหา ดังนั้นความรู้และความเข้าใจที่ใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบสังคมรวมทั้งการแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้แค่องค์ความรู้แบบดั้งเดิมได้เสียแล้ว ความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่จะต้องเอาความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่มาบูรณาการกันเป็นสหวิทยาการ (Multidisciplinarity) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น แต่เป็นการนำเอาความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ หรือมิติต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้นและวางแผนไปในอนาคตด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;สำหรับปัญหาในปัจจุบันและในอนาคต เราก็จะต้องมองปัญหาในเชิงระบบที่จะต้องใช้องค์ความรู้ในลักษณะของสหวิทยาการเพิ่มกันมากขึ้น ซึ่งองค์ประกอบของความสำเร็จในการทำงานแบบสหวิทยาการนี้ ก็ คือ การทำงานร่วมกันจากหลายๆ สาขาทั้งในเชิงเทคนิคและที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค เรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมแบบไทยๆ ถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่งก็ คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็เพราะการทำงานและการใช้องค์ความรู้ไม่เป็นแบบสหวิทยาการ ต่างคนต่างแก้ปัญหาในมุมของตัวเองหรือในขอบเขตที่ตัวเองรับผิดชอบโดยไม่ได้ดูในภาพรวม นั่นเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าทำไมคนในสังคมไทยถึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้และยังมีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในเหตุการณ์วิกฤตเช่นนี้ ถึงแม้ว่าคนในสังคมไทยเราจะมีคนที่เก่งและเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ มากมาย แต่พอให้มาทำงานร่วมกันกลับสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นและไม่ยอมจบสิ้นกัน ความรู้ใดๆ ก็ไม่สามารถช่วยได้ ถ้ายังไม่ร่วมมือร่วมกันจริงๆ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิด (Mentality) หรือ Mindset ที่จะต้องเปลี่ยนไป และที่สำคัญ ภาครัฐเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานใหม่ วางยุทธศาสตร์การเยียวยาและฟื้นฟูไปบนพื้นฐานหรือแนวคิดแบบเดิมที่มองกันแบบแยกเป็นส่วนๆ โดยที่ไม่ได้มองแบบองค์รวม ผลที่ตามมาก็คงจะเหมือนเดิม หรือไม่ก็เลวร้ายกว่าเก่าเสียอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากๆ ในสังคมไทยสำหรับเหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคต&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-6048563482171517224?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/6048563482171517224/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-9.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6048563482171517224'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6048563482171517224'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-9.html' title='Perspectives – 9. ความรู้ คือ อำนาจ แล้วเรามีความรู้อะไรบ้างจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-6647353440301029770</id><published>2011-11-15T15:39:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T15:42:59.122+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 8. โซ่อุปทานเมือง โซ่อุปทานชีวิต</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;วันนี้ผมไม่ได้ทำงาน ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ได้ทำงานมาหลายวันแล้ว รัฐบาลก็ไม่ได้มีการประกาศหยุดราชการเพิ่มอีก ธุรกิจที่ยังดำเนินการได้ก็เปิดดำเนินการไป ชีวิตคนทำงานที่ยังต้องทำงานก็ทำงานไป ทั้งๆ ที่สถานการณ์ก็วิกฤตเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่รัฐก็ต้องพยายามทำให้เห็นว่ายังมีคนทำงานอยู่ในหน่วยงานราชการอยู่เพื่อที่จะบริการประชาชน และต้องทำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ทำงานได้ ทำธุรกิจได้ ก็คงต้องทำให้เป็นอย่างนั้น อย่างน้อยก็มีคนทำงานทำธุรกิจเท่าที่ทำได้ แต่ในความรู้สึกของผมก็ คือ กรุงเทพฯ นั้นกำลังจะล่มแล้ว อาการอยู่ในขั้นโคม่า ที่กรุงเทพฯ มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เหมือนกับคนป่วยที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องหายใจและเครื่องมือช่วยชีวิตอื่นๆ ที่ต่อสายโยงระยางไปหมด พร้อมที่จะสิ้นลมได้ทุกเมื่อ แต่ชีวิตของกรุงเทพฯ ก็ยังไม่ไปง่ายๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ถ้ากรุงเทพฯ ไม่สามารถอยู่รอดด้วยตัวเองแล้ว ก็เพราะว่าคนในกรุงเทพฯ ไม่สามารถที่จะทำกิจกรรมธุรกิจเพื่อการดำรงชีพอยู่ได้ เพราะไปทำงานทำมาหากินไม่ได้ แต่ทุกคนในเมืองจะต้องกินต้องใช้ ผู้บริหารกรุงเทพฯ จะต้องทำให้กรุงเทพฯ มีแหล่งเสบียงอาหารค่อยส่งกำลังบำรุงกันอยู่ตลอดเวลาที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งมาจากการระดมของบริจาคและความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ และจิตอาสา แล้วกรุงเทพฯ จะอยู่ในลักษณะนี้ได้นานเท่าไหร่? เพราะว่าระบบลอจิสติกส์ของกรุงเทพฯ เป็นอัมพาตในเส้นทางสำคัญๆ ที่เป็นทางเชื่อมต่อไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศ และเส้นทางปกติที่ทำให้คนในเมืองสามารถเดินทางไปไหนมาไหนไปทำธุรกิจและดำเนินชีวิตได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ระบบลอจิสติกส์เองในมุมมองของผมนั้นก็ไม่ได้หมายถึงตัวถนนหรือระบบการคมนาคมขนส่งในเชิงกายภาพแต่เพียงอย่างเดียว ลอจิสติกส์ในยามนี้หรือในยามไหนๆ ก็ตาม ผมมักจะหมายถึงการเข้าถึง (Accessibility) ลูกค้าในมุมของผู้ส่งมอบคุณค่า หรือการได้มา (Acquire) ซึ่งคุณค่าในมุมของผู้รับคุณค่าหรือลูกค้า ผมพูดในระดับนามธรรมนะครับ ส่วนจะเอาไปใช้อย่างไรนั้น เราก็ต้องไปตีความและทำความเข้าใจกับบริบท (Context) ที่คุณต้องการจะประยุกต์ใช้ประโยชน์เหล่านั้นให้เกิดเป็นรูปธรรม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมมองกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นเมือง (Urban) ซึ่งประกอบด้วยคนและบทบาทหน้าที่ของคนในโซ่อุปทานต่างๆ ที่อยู่ในเมือง และคนแต่ละคนก็ทำหน้าที่สร้างคุณค่า (Value Creator) อยู่ในโซ่อุปทานที่ผลิตสินค้าและบริการเพื่อที่จะได้ทุนคืนมาพร้อมผลกำไร แล้วก็เอาเงินนั้นมาจ่ายเป็นค่าแรงให้กลุ่มคนที่เป็นผู้สร้างคุณค่าในโซ่อุปทานต่างๆ ในเมือง และที่สุดแล้วคนเหล่านี้ที่อยู่ในโซ่อุปทานทุกโซ่อุปทานก็ต้องกินและต้องใช้คุณค่าต่างๆ จากโซ่อุปทานเหล่านี้ในการดำรงชีวิตด้วยการซื้อสินค้าและบริการที่โซ่อุปทานต่างๆ ในเมืองที่ร่วมกันผลิตขึ้นมา ดังนั้นเมืองทั้งหลายจึงประกอบไปด้วยโซ่อุปทานต่างๆ ที่สร้างคุณค่าที่มีประโยชน์ต่อคนในเมือง ซึ่งเชื่อมโยงกันไปมาเป็นระดับชั้นและเป็นเครือข่าย (Network) เพื่อสร้างคุณค่าให้คนในเมืองได้กินอยู่และได้ใช้ประโยชน์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติเมื่อเรากล่าวถึงระบบลอจิสติกส์ของเมือง (City Logistics) เราก็ควรจะอ้างถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการเข้าถึงของทรัพยากรต่างๆ และส่งต่อคุณค่าระหว่างกันในโซ่อุปทานเพื่อสร้างประโยชน์ (Value Creation) ให้กับคนในเมือง ส่วนโซ่อุปทานเราก็ควรจะอ้างถึงกลุ่มผู้ที่สร้างคุณค่าต่างๆ ในโซ่อุปทานต่างๆ ที่อยู่ในฐานะผู้ผลิต (Manufacturer) ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ (Logistics Service Providers) ผู้ให้บริการสาธารณะ (Public Service Providers) ผู้ให้บริการ (Service Providers) และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำส่งคุณค่า (Value Delivery)ไปถึงคนในเมือง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในวันนี้คนในกรุงเทพฯ ไม่สามารถไปทำงานได้ เพราะน้ำท่วม เริ่มต้นที่ลอจิสติกส์ที่อยู่ในบริบทของการคมนาคมขนส่งหรือถนนหนทางถูกตัดขาด คนไปทำงานไม่ได้ โรงงานจมน้ำ วัตถุดิบไม่สามารถถูกส่งต่อไปยังโรงงานผลิตได้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่สามารถถูกกระจายไปยังร้านค้าปลีกต่างๆ ได้ ซึ่งทำให้สินค้าขาดแคลน ในขณะเดียวกันก็มีการกักตุนสินค้าของคนในเมืองด้วย น้ำดื่มขาดแคลน จึงทำให้โซ่อุปทานมีปัญหาตามมาอีกมาก ถ้าเราสังเกตุดูดีๆ เหตุการณ์ทั้งหลายในสังคมเรานั้นมีความเชื่อมโยงกันเชิงระบบ ตั้งแต่ระบบเล็กไปจนถึงระบบใหญ่ ถ้าเราเข้าใจโลกรอบๆ ตัวเราอย่างองค์รวม เราก็สามารถที่จะปรับตัวเราเองตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เหตุการณ์ภัยพิบัตินี้มันเริ่มที่น้ำท่วมได้ทำลายระบบลอจิสติกส์การขนส่งซึ่งจะมีผลต่อระบบโซ่อุปทาน เมื่อโซ่อุปทานของเมืองมีปัญหาไม่สามารถส่งกำลังบำรุงให้กับเมืองได้ ปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนและกลุ่มคนก็จะตามมา เพราะว่าโซ่อุปทานสร้างคุณค่าให้คนในเมือง ทำให้คนในเมืองมีชีวิตอยู่ได้ จากการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ปัญหาสังคมก็จะตามมาอีก ปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจ สภาพเมืองเวลานี้เหมือนกับเส้นเลือดในร่างกายขาดตอน ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ร่างกายขาดเลือด เราก็อาจจะเสียชีวิตได้ เช่นกัน ถ้าระบบลอจิสติกส์ของเมืองถูกตัดขาด โซ่อุปทานก็ล่มสลาย คุณค่าไม่ได้ถูกสร้างและนำส่งไปยังลูกค้า ธุรกิจก็จะล่ม ผลในทางตรงกันข้ามคนก็จะตกงาน ความมั่นคงในชีวิตก็จะลดลง สังคมก็จะไม่มีความแน่นอนและมั่นคง ปัญหาสังคมก็จะบั่นทอนความเป็นเมืองไปด้วย นี่เป็นการคิดแบบองค์รวมหรือการคิดเชิงระบบ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;วันนี้เราจะต้องมองปัญหาของน้ำท่วมกรุงเทพฯไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำท่วม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นมากกว่าน้ำท่วม และถ้าเราไม่สามารถมองเห็นถึงความสัมพันธ์ของปัญหาต่างๆ ในเชิงองค์รวมแล้ว เราก็จะแก้ปัญหาน้ำท่วมอยู่อย่างเดียว โดยปล่อยให้ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการมองปัญหาที่จุดเดียวหรือมิติเดียวกลายไปปัญหาที่เรื้อรังและใหญ่โตขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ซึ่งจะทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เราจึงต้องมองปัญหาในเชิงโซ่อุปทาน เราต้องมองให้เห็นโซ่อุปทานแห่งชีวิตคน และเมื่อคนในเมืองมีชีวิตแล้ว เมืองนั้นก็มีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-6647353440301029770?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/6647353440301029770/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-8.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6647353440301029770'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/6647353440301029770'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-8.html' title='Perspectives – 8. โซ่อุปทานเมือง โซ่อุปทานชีวิต'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-7198525469763209373</id><published>2011-11-15T14:54:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T14:58:25.448+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 7. การบูรณาการ (2) ต้องมองเชิงระบบ (Systems Thinking)</title><content type='html'>&lt;p align="justify"&gt;ผมได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพูดเรื่องการบูรณาการกันเยอะมากๆ จนเอียนเสียแล้วเพราะว่าไม่รู้ ที่จริงแล้วการบูรณาการ คือ อะไรกันแน่ ผมเองก็มีความเข้าใจในมุมมองของผม อย่าเชื่อนะครับ! ในมุมของผมนั้น การบูรณาการนั้นไม่ใช่เอาของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง หลายๆ คนมารวมกัน แล้วก็เฮโลกันไป นั่นเป็นแค่การร่วมกลุ่มเท่านั้น เมื่อมองไปรอบๆตัวเราในประเทศเรานั้น เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายซึ่งค่อนข้างจะครบครันในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการดำรงชีวิตอยู่และเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม (ประเด็นนี้ไม่รู้ว่าจะมีครบหรือไม่) แค่เอาหลายสิ่งหลายอย่างๆ มารวมกันก็กลายเป็นพลังที่สำคัญ เราเข้าใจกันอย่างนั้น ความจริงแล้วพลังที่เกิดจากการรวมตัวนั้น ไม่ได้เกิดจากพลังของแต่ละส่วนเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญของการรวมตัวแบบบูรณาการนั้นเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interactions)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อธิบายได้ง่ายๆ ครับว่า การนำเอานักฟุตบอลที่เก่งๆ หลายๆ คนมารวมตัวกันเล่นโดยไม่มีการซักซ้อมหรือการวางแผนร่วมกัน ทีมฟุตบอลทีมนี้ก็ไม่สามารถเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพได้ ในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เราเห็นองค์ประกอบของความช่วยเหลืออยู่มากมาย เรามีทรัพยากรพร้อมนะครับ แต่น่าเสียดายว่ามันขาดการทำงานร่วมกันหรือขาดการบูรณาการกัน ประเด็นของการบูรณาการ คือ การนำส่วนต่างๆ หรือระบบต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันมาเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีมาตรฐานในการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน ขาดกันไม่ได้ ถ้าขาดกันไป เป้าหมายของการบูรณาการก็จะไม่บรรลุผล ผลของการบูรณาการ คือ การได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าของเก่าที่มารวมตัวกัน (A whole is greater than sum of its parts) หรือที่เรียกกันว่า อุบัติขึ้น (Emergence) การบูรณาการจึงเป็นระบบของส่วนต่างๆ (System of Parts) สำหรับการบูรณาการที่ใหญ่ขึ้นก็ คือ ระบบของระบบ (System of Systems)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;ดังนั้นเมือง (City) จึงเป็น System of Systems เพราะว่าประกอบกันหรือบูรณาการระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และระบบธุรกิจ ระบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลเข้าด้วยกันจนสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเป็นล้านๆ คนได้ สำหรับการจัดการเมืองถ้าไม่ได้บูรณาการแล้ว เมืองก็คงไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนที่อยู่ในเมืองก็ไม่ได้รับประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นเมืองต่างๆ ก็ถูกบูรณาการเป็นจังหวัดและจากจังหวัดก็ไปเป็นประเทศ จากประเทศต่างก็จะกลายไปเป็นประชาคมในภูมิภาค ถ้ามองกันอย่างนี้แล้ว มนุษย์เราเองสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นระบบหรือสังคมต่างๆ เราได้ทำการบูรณาการทรัพยากรต่างไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราได้ศึกษาจากผลสำเร็จในอดีตและจากธรรมชาติ เราก็จะสามารถออกแบบและพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน (Complex) ที่มากขึ้นเพื่อประโยชน์(Values)ที่มากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;เมื่อปัญหาเกิดขึ้นในระบบใดซึ่งโดยธรรมชาติแล้วระบบนั้นจะถูกบูรณาการจากส่วนย่อยต่างๆ หรือจากระบบย่อยต่างๆ ที่ทำให้ระบบใดๆ นั้นจะทำระบบใดๆ นั้นไม่สามารถสร้างคุณค่าออกมาได้ ถ้าเราจะแก้ปัญหาหรือจะพัฒนาระบบใดๆ นั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ (Big Picture) หรือ ภาพรวมทั้งหมด (A whole) ซึ่งครอบคลุมทุกๆส่วนย่อยและต้องคิดอย่างองค์รวม (Holistic Thinking) หรือการคิดเชิงระบบ (System Thinking) ซึ่งหมายถึง ความเข้าใจในความสัมพันธ์ (Relationship) และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interactions) ภาพของกระบวนการแก้ปัญหาจึงจะต้องล้อตามหรือสอดคล้องไปตามการบูรณาการของระบบที่เป็นปัญหาหรือระบบที่จะพัฒนา ดังนั้นการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาของระบบโดยมุ่งเน้นไปที่จุดใดจุดหนึ่งนั้น โดยเฉพาะการที่ต่างคนต่างทำ ซึ่งมักจะไม่ได้ผลที่ดีหรือไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการมองแบบแยกส่วน (Reductionism)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="justify"&gt;การแก้ปัญหาของระบบที่ล้มเหลว (System Failure) จะต้องมองและทำความเข้าใจปัญหาในเชิงระบบ (Systemic) ไม่ใช่การมองปัญหาแบบเป็นอาการๆ เมื่อแก้ที่จุดหนึ่งแล้วกลับไปแสดงอาการอีกอาการที่อีกจุดหนึ่ง นั่นเป็นธรรมชาติของระบบ ถ้าทำกันเช่นนี้ เราก็แก้ปัญหากันแบบไม่รู้จบ เมื่อระบบล้มเหลว เราก็จะต้องเอาความเป็นระบบที่ถูกต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา เราจะต้องบูรณาการส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อช่วยในการแก้ปัญหา นั่นหมายถึง ไม่ใช่แค่การระดมสรรพกำลังตามปกติ แต่จะต้องมีระบบเป็นที่ตั้งแล้วจึงสื่อสารและประสานงานอย่างเป็นมาตรฐานออกไป จะต้องมี Protocol ที่ชัดเจนในการทำงานร่วมกัน นั่นเป็นสิ่งที่ผมมองเห็นว่าเรายังขาดสิ่งนั้น เหตุการณ์ทุกครั้งน่าจะเป็นบทเรียนการบูรณาการได้ แล้วเราจะจำกันได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-7198525469763209373?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/7198525469763209373/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-7-2-systems-thinking.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7198525469763209373'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/7198525469763209373'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-7-2-systems-thinking.html' title='Perspectives – 7. การบูรณาการ (2) ต้องมองเชิงระบบ (Systems Thinking)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-8725712136925285684</id><published>2011-11-15T11:19:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T11:23:05.400+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 6. ความเสี่ยงกับไม่ความแน่นอนที่จะเสียหายหรือล้มเหลว</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้ เราทุกคนคงจะไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรือว่ามีโอกาสเกิดขึ้น (Probability) ได้น้อยมาก แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้ มันเป็นความไม่แน่นอน (Uncertainty) เพราะว่ามีอยู่สองทางเลือก คือ เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า ทุกคนต้องตาย แต่จะเมื่อไหร่เล่า เพราะว่าถ้ามันเป็นเรื่องแน่นอนว่าน้ำไม่ท่วม มันก็คงจะไม่เกิดขึ้น แต่ความไม่แน่นอนนี้เป็นธรรมชาติ นั่นแสดงว่าจะมีน้ำท่วมและน้ำไม่ท่วม แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน เราก็ยังไม่รู้แน่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ระดับของความไม่แน่นอนนี้ (Measurement of Uncertainty) สามารถวัดได้ด้วยค่าความน่าจะเป็น &lt;span style="font-size:85%;"&gt;(Probability)&lt;/span&gt; ยิ่งความน่าจะเป็นสูงก็มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้มากในแต่ละช่วงเวลาอย่างสุ่ม &lt;span style="font-size:85%;"&gt;(Randomly)&lt;/span&gt; ยิ่งผมคิดว่าอะไรก็ตามที่คนเราคิดได้ มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ และยังมีอะไรๆ อีกมากมายที่เรามนุษย์ไม่รู้ในธรรมชาติก็อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างสุ่ม (Randomly) โดยเราไม่ได้คาดคิดมาก่อน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้เราได้ยินคำว่าความเสี่ยง (Risk) อยู่เป็นประจำ แล้วความเสี่ยง คือ อะไร? ความเสี่ยง คือ โอกาสหรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดความเสียหาย (a loss or catastrophe) หรือผลลัพธ์ไม่ได้ตรงตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ (Undesirable Outcome) หลังจากเราได้ตัดสินใจไป ดังนั้นความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อเราได้ตัดสินใจ แล้วเราจะตัดสินใจ (Making Decisions) อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งก็คือ การจัดการความเสี่ยง(Risk Management) นั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ทุกครั้งที่เราตัดสินใจ เราจะต้องมีวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง (Right Decision Making Model) โดยใช้แบบจำลอง (Model) นี้ในการสร้าง (Generate) ทางเลือกต่างๆ (Alternatives) ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ หรือข้อจำกัดต่างๆ (Constraints) และที่สำคัญผู้ตัดสินใจ (Decision Makers) จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง (Right Data) ในกระบวนการตัดสินใจ ถ้าเราไม่มี Model ที่ถูกต้องและไม่มีข้อมูล (Data)ที่ถูกต้อง แล้วเราก็ตัดสินใจไปในสถานการณ์ที่ไม่ถูกทั้ง Model และ Data หรือถูกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงซึ่งก็ คือ มีโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการได้รับผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการหรือได้รับความล้มเหลวหรือเสียหาย เช่น เราจ้างคนขับรถคนใหม่มาขับรถให้ โดยที่เราไม่รู้ประวัติการขับรถของเขามาก่อน เราก็ตกอยู่ภาวะเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;แล้วเราลองมาดูสิว่าตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมมหาวินาศอย่างนี้ เราตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างไรบ้าง เราได้ตัดสินใจอะไรลงไปด้วยวิธีการคิด (Decision Making Model) ที่ถูกต้องหรือไม่และมีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ยิ่งเราตื่นตระหนกและตัดสินใจโดยไม่รู้ (ไม่มีวิธีคิดและไม่มีข้อมูล) หรือไม่ได้คิดอะไรเลยหรือคิดน้อยไป เราก็จะอยู่ภาวะความเสี่ยงที่จะทำให้เราเสียหายหรือตกอยู่ในอันตราย การที่ ศปภ.ได้ออกคลิปเรื่อง “รู้สู้ Flood” เป็นตอนๆ ด้วยกราฟิกง่ายๆ เพื่อทำให้ประชาชนทุกคนได้มีความเข้าใจและสามารถสร้างวิธีคิดหรือ Decision Making Model ที่ถูกต้อง เมื่อประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องราวหรือ Problem Statements ที่ถูกต้องแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของประชาชนแต่ละคนที่จะต้องเก็บข้อมูลจาก ศปภ.และสื่อต่างๆ ที่นำเสนอเรื่องราวข่าวสารที่เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมและข้อมูลสถานะของตัวเองภายใต้ข้อจำกัด (Constraints)ของแต่ละคนเพื่อทำการตัดสินใจเพื่อเอาตัวเองรอดจากภัยน้ำท่วม ความเสี่ยงของประชาชนก็จะลดลง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ทุกข้อมูลข่าวสารมีคุณค่า ถ้ามีวิธีการคิด (Decision Making Model)ของปัญหาที่เผชิญ (Problems) อย่างถูกต้อง นี่ คือ การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) แล้วเราลองคิดดูนะครับว่า กว่าจะมาเป็นน้ำท่วมที่ท่วมกันอยู่หลายๆ จังหวัด และท่วมกันตั้งแต่เหนือจรดใต้นี้ พวกเราประชาชนมีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน มีใครๆ อีกหลายๆ คนในโซ่การตัดสินใจ (Decision Chain) ในเรื่องการจัดการน้ำ(Water Resources Management) ได้สร้างความเสี่ยงไว้หรือได้มีการจัดการความเสี่ยงไว้กันอย่างไรบ้าง นี่เป็นความซับซ้อน (Complexity) ของการจัดการสาธารณะ (Public Management) ในยุคปัจจุบัน ถ้าคนในตอนต้นทาง (Upstream)ได้สร้างความเสี่ยงไว้ และคนในกลางทาง (Midstream)และปลายทาง (Downstream) ต่างคนต่างสร้างความเสี่ยงไว้ สุดท้ายปลายทางอย่างกรุงเทพฯ ก็มีความเสี่ยงอย่างมากๆ ในการเกิดภัยพิบัติ นั่นแสดงว่า มีโอกาส (Chances) สูง หรือความน่าจะเป็น (Probability) สูงที่จะเกิดน้ำท่วม ซึ่งก็ คือ ความเสี่ยงในเกิดน้ำท่วมและความเสี่ยงที่จะประสบภัยน้ำท่วม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;นั่นก็อาจเป็นเพราะเราไม่ได้มีการแบบจำลองการตัดสินใจร่วมกันและข้อมูลตลอดโซ่การตัดสินใจในเรื่องการจัดการน้ำแบบข้ามหน่วยงาน (Cross Functional) ไม่ใช่เฉพาะเรื่องน้ำท่วม ดูๆ ไปแล้วภาครัฐทั้งหลายทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นได้สร้างความเสี่ยงให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดเส้นทางไหลของน้ำมาโดยตลอด เพราะว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมสูงขึ้นตลอดเวลาและในเกือบทุกสถานที่ที่น้ำไหลผ่าน คือ มีน้ำเกือบเต็มทุกพื้นที่ และท่วมทุกที่ที่น้ำไหลผ่าน นั่นแสดงว่า กระบวนการทำงานตั้งแต่การวางแผน (Planning) และการดำเนินงาน (Execution) มีความเสี่ยงสูง (High Risk) หรือมีโอกาสสูงหรือความน่าจะเป็นสูงที่จะล้มเหลว (High Probability to Fail) หรือสร้างความเสียหายได้ ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเกิดความเสียหายและไม่สามารถควบคุมได้ตลอดเส้นทางน้ำไหล มันใช่พวกเรากันเองหรือไม่ที่ได้สร้างความเสี่ยงให้กับชีวิตของเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำไมประชาชนถึงไม่รู้ไม่เข้าใจกระบวนการคิดและการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินในเหตุการณ์น้ำท่วม พวกเราประชาชนไม่มีความรู้มาก่อนเลย ทุกคนไม่เคยคิดมาก่อนเลย การที่จะมีการให้ข้อมูลและวิธีการคิดตัดสินใจในภาวะการณ์เช่นนี้ มันไม่สายไปหรือครับ แต่ก็ยังดีมี Modelในการคิดและข้อมูลให้เกิดการเรียนรู้สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;การตัดสินใจในเรื่องอย่างนี้ในภาวะที่เกิดสาธารณภัยคงจะไม่เหมือนกับการตัดสินใจในระดับองค์ธุรกิจเพราะบริบทของการจัดสาธารณะนั้นมีความซับซ้อนว่าการจัดการองค์กรธุรกิจแบบเดี่ยวๆ มากยิ่งนัก เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของการจัดการสาธารณะของประเทศไทยที่จะต้องมองอย่างองค์รวม (Holistic) รวมทั้งคิดและดำเนินงานอย่างบูรณาการ (Integrative) อย่างแท้จริง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ประเทศเราอาจจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างยิ่งๆ แล้วใครๆ เขาจะมาเที่ยวหรือลงทุนในประเทศไทยล่ะครับ แม้แต่ประชาชนเราเองก็อาจจะไม่มีความมั่นใจในการจัดการสาธารณะของภาครัฐอีกต่อไป แล้วสังคมก็จะถูกสั่นคอนและอ่อนไหว ความเป็นอยู่ประชาชนก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่มั่นคง ผมหวังว่าเราคงจะไม่เป็นอย่างนั้น เราคงจะต้องไปแก้ไขที่โครงสร้างพื้นฐานของสังคมต่อไป ยังมีโอกาสครับที่จะลดความเสี่ยงหรือจัดการความเสี่ยงในทุกรูปแบบของสังคมและประเทศลงได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-8725712136925285684?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/8725712136925285684/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-6.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/8725712136925285684'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/8725712136925285684'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-6.html' title='Perspectives – 6. ความเสี่ยงกับไม่ความแน่นอนที่จะเสียหายหรือล้มเหลว'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-5736918815055592629</id><published>2011-11-15T10:46:00.001+07:00</published><updated>2011-11-15T10:48:07.843+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 5. การหยุดชะงักหรือการขาดตอนของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ถ้าโซ่อุปทานเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์คุณค่าในรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้กับมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีชีวิตแล้ว ถ้ามันขาดตอนไปหรือหยุดชะงักในการสร้างคุณค่าเหล่านั้นไป มนุษย์ก็คงจะลำบากในการดำรงชีวิต ผมบรรยายเรื่องโซ่อุปทานมานานนับสิบกว่าปี อาจจะเป็นเพราะผมอาจจะไม่ค่อยจะมีฝีมือในการสื่อสารหรือนำเสนอเท่าไหร่ จึงทำให้ความเข้าใจในเรื่องโซ่อุปทานและลอจิสติกส์สำหรับเมืองไทยยังมีไม่มากนัก ที่จริงแล้วผมว่าพวกเราเองไม่ค่อยสนใจอะไรกันมากเท่าไรนัก เพราะสังคมพูดกันน้อย ผู้ใหญ่พูดกันน้อย คนในวงการธุรกิจไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่ จึงไม่ค่อยสนใจจะสื่อสารออกไป และเราก็เรียนรู้กันน้อย เรื่องที่อยู่ในอนาคต เรื่องยังมามาถึงตัวก็ไม่ค่อยจะสนใจกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;พอเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นเห็นโรงงานปิดไปหลายสิบโรง แล้วมีผลกระทบไปยังอีกหลายโรงงานจนกระทั่งมีผลกระทบมาถึงผู้บริโภคคนสุดท้ายซึ่งก็ คือ เราๆ นี้เอง เวลาไปดื่มกาแฟที่ร้าน Starbucks ก็พบว่า กระดาษเช็ดปากของ Starbuckหมด ต้องเอากระดาษเช็คปากกาแบบธรรมดาทั่วไปมาแทน เพราะศูนย์กระจายวัตถุดิบอยู่ที่อยุทธยาติดน้าท่วม ร้านอาหารบางร้านปิดไปเพราะโรงงานวัตถุดิบอยู่ที่อยุทธยา เกิดการหยุดชะงักของการผลิตและการกระจายสินค้า พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว เราจะหันสนใจโซ่อุปทานและลอจิสติกส์หรือไม่ หรืออาจจะลืมไปอีกในอนาคตอันใกล้นี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คนหลายคน ผู้ใหญ่หลายคนก็ออกปากว่า เพิ่งได้เห็นโซ่อุปทานกันก็ครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่พยายามเข้าใจอยู่ดี ทั้งๆ ที่ผมก็เพียรพยายามพูดกันมานาน แต่ก็ไม่ค่อยมีผู้ใหญ่ให้ความสนใจเสียเท่าไหร่นัก ใจไม่เปิดกว้าง อ่านเยอะแต่ใจแคบไม่ยอมเรียนรู้ ไม่เคยมีความคิดแบบโซ่อุปทาน (Supply Chain Thinking) ความเป็นโซ่อุปทานนั้นไม่ใช่การรวมตัวแค่การกองรวมกัน (Collections) มันเป็นการบูรณาการกัน (Integration) ซึ่งมีความหมายว่า ต้องมารวมกันเป็นสิ่งใหม่มีคุณค่าใหม่ แบบขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ ต้องอยู่ครบทุกส่วนทุกคนถึงจะได้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น เมื่อขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ปลายทางโซ่อุปทานที่พร้อมจะส่งมอบให้กับลูกค้าก็จะไม่มี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;วันนี้ความเข้าใจในเรื่องโซ่อุปทานที่ได้จากประสบการณ์น้ำท่วมแล้วทำให้เราขาดแคลนสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ผู้คนก็ไปทำงานไม่ได้ การเดินทางไปในสถานที่ต่างก็ไม่สะดวกและลำบากมากๆ ก็เพราะลอจิสติกส์ถูกตัดขาดนั่นเอง เหตุการณ์เหล่านี้ได้สอนและตอกย้ำให้เราต้องเข้าใจในโซ่อุปทานและลอจิสติกส์มากยิ่งขึ้น เราน่าจะเห็นความสำคัญของโซ่อุปทานและลอจิสติกส์มากยิ่งขึ้น เราจะต้องขวนขวายหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมมาจัดการกับโซ่อุปทานและลอจิสติกส์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ที่ปลายทางของโซ่อุปทานของสินค้าและบริการต่างๆ นั้นจะมีของกินและของใช้ไว้บริการลูกค้าและประชาชนและตัวเราเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นถ้าโซ่อุปทานทั้งหลายเกิดหยุดชะงัก (Disruption) ขึ้นมา เราจะทำอย่างไร เราจะกู้อย่างไร ตรงนี้ยังไม่ใช่ประเด็นแรก แต่เราจะต้องคิดเอาไว้ก่อนตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่องขึ้น เราจะต้องวางแผนไว้ก่อนที่มันจะเกิดการหยุดชะงัก และเมื่อการหยุดชะงักแล้ว เราก็ควรจะมีแผนไว้รองรับอย่างไร เพราะว่าเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร อะไรที่อยู่ในการควบคุมของเรา เราก็จะต้องวางแผนและควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินการ ไม่ใช่แค่ทำประกันไว้ นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา ได้เงินทดแทนคืนมาก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เหมือนกับเหตุการณ์แบบน้ำท่วมในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเราจะไม่มีแผนรองรับ เออ! แล้วทำไมไม่คิดไว้ตั้งแต่แรก ในช่วงตอนน้ำไม่ท่วม แล้วทำไมเราไว้ไม่คิดไว้ เราก็มีบทเรียนมาหลายรอบแล้ว เมืองต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นบทเรียนให้เราได้ เรามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้นกันตลอดเวลาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราเองก็จะต้องสำรองวิธีการต่างๆ ไว้เผื่อไว้ สร้างหรือออกแบบโซ่อุปทานเผื่อไว้ เหมือนเราตุนสำรองสินค้าไว้ในยามขาดแคลน แต่สำหรับโซ่อุปทานนั้นมันไม่ได้ตุนอะไรกันง่ายๆ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นชิ้นๆ แต่มันเป็นโครงสร้างของหลายๆ บริษัท หลายๆ องค์กร หลายๆ อุตสาหกรรมที่ต้องมาทำงานร่วมกัน จะเป็นแบบอย่างทางการ (มีการวางแผนร่วมกัน) หรือไม่เป็นทางการ (ซื้อมาขายไป) เราจะทำอย่างไรให้เรามีโซ่อุปทานสำรองไว้ใช้งาน สร้างสินค้าและบริการไว้ยามฉุกเฉิน แต่เราเองก็ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าน้ำจะมากมายมหาศาลขนาดนี้ ถ้าใครพูดในตอนที่น้ำยังไม่ท่วม ก็คงถูกหาว่าบ้าไปเลย แล้วใครจะกล้าพูดล่ะ เราคงจะต้องมาพิจารณากันใหม่สำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ และคงจะต้องเลิกคิดแค่แต่ในทางดีหรือทางบวกเท่านั้น คงจะต้องวางแผนเผื่อไว้ในทุกๆ สถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้! &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-5736918815055592629?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/5736918815055592629/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-5-supply-chain-disruption.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5736918815055592629'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/5736918815055592629'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-5-supply-chain-disruption.html' title='Perspectives – 5. การหยุดชะงักหรือการขาดตอนของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-927518929012336300</id><published>2011-11-15T10:15:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T10:20:22.725+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 4. ภาพชีวิต–2 (ของหมา)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;หลังจากดูข่าวน้ำท่วมทุกวันจากเช้า-เย็น-ดึกจนได้เห็นภาพชีวิตจนออกมาเป็น Perspectives – 2.ภาพชีวิต ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นชีวิตของคนไทยในระดับรากหญ้าที่ต้องผจญการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จนไม่มีที่จะไปและต้องทนทุกข์อยู่น้ำที่ไม่ได้ไปไหนเหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยยังน่าอยู่อีกหรือไม่ เราต้องคิดกันใหม่แล้วล่ะ ในขณะที่สื่อ TVต่างๆ พยายามนำเสนอภาพชีวิตต่างๆ ของคนในสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ถูกน้ำท่วม เราไม่ได้เห็นชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่เราได้เห็นชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่คนนำมันมาเลี้ยงเป็นเพื่อน โดยเฉพาะหมาและแมว แต่เท่าที่เห็นมา หมานั้นเยอะกว่า เราเห็นทั้งหมาที่มีเจ้าของและหมาจรจัด ส่วนหมาที่มีเจ้าของก็จะมีประเภทเจ้าของนำไปฝากไว้ที่ศูนย์พักพิงต่างๆ หรือไปฝากเลี้ยงไว้ที่อื่นๆ หมาพวกนี้ก็โชคดีไป เจ้าของรักและดูแลด้วยความผูกพัน บางตัวมีเจ้าของแต่ถูกทิ้งไว้ที่บ้านโดยที่เจ้าของบ้านได้อพยพออกไปแล้ว น่าสงสารมาก ก็ไม่รู้ว่าเจ้าของนั้นคิดอย่างไร เพราะเห็นหมาที่ถูกทิ้งไว้นั้นอยู่ในบ้านของผู้มีฐานะทั้งนั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;คนที่ติดอยู่ในบ้านยังได้รับถุงยังชีพ แล้วหมาเหล่านี้จะได้รับถุงยังชีพบ้างหรือไม่ ทุกครั้งที่มีอาสาสมัครเข้าไปช่วยคนที่ติดน้ำท่วมก็ได้ช่วยเหลือหมาแมวเหล่านี้ออกมาด้วยทุกครั้งหรือไม่ก็ให้อาหารพวกมัน ส่วนหมาแมวที่มีเจ้าของและพอจะมีฐานะหน่อยและมีความห่วงใยและผูกพันก็จะถูกเจ้าของเคลื่อนย้ายออกไปยังที่แห้งและปลอดภัยกว่าก่อนที่จะประสบภัย ที่บ้านผมเองมีแต่หมา โดยแม่ผมเป็นคนเลี้ยง ก็เลยคิดว่าถ้าประสบภัยคงจะทุลักทุเลมากพอสมควร เพราะเห็นในข่าวแล้ว ไหนจะตัวเองและสัพภาระต่างๆ ลูกเด็กเล็กแดงแล้วก็สัตว์เลี้ยงที่รักทั้งหลาย กว่าฝ่าน้ำท่วมออกมาไปยังที่ปลอดภัย ก็คงจะยุ่งยากพอสมควร ผมก็เลยต้องจัดการขับรถขนหมาที่บ้านสองตัวและหมาของน้องสะใภ้อีกสองตัว รวมเป็น 4 ตัวไปเลี้ยงในที่ห่างๆ น้ำที่สัตหีบโน่นชั่วคราว เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจึงค่อยนำกลับมาที่บ้านว่าไปแล้วเกิดเป็นหมานี่ก็มีชนชั้น เกิดเป็นหมาในบ้านของคนที่มีอันจะกินก็สบายไป ถ้าเกิดมาเป็นหมามีชนชั้นชาติตระกูลหน่อย เป็นพันธุ์ที่มีชื่อเลียงหรือเป็นพันธุ์ฝรั่งก็โชคดีไป แต่นิสัยต้องดีหน่อยคนเขาจะได้รัก มีบ้านดีๆ อยู่มีอาหารดีๆ กิน เกิดเป็นหมาข้างถนนหรือในตลาดก็จะเป็นหมาอีกแบบหนึ่งอีกชนชั้นหนึ่ง แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมา ไม่รู้จริงหรือเปล่า ที่จริงชีวิตหมาๆ ดูไปก็คล้ายชีวิตคนนะครับ ที่ต้องคอยเอาอกเอาใจนาย ทำอย่างไรให้นายรัก เพื่อจะได้มีข้าวกินมีที่อยู่อาศัย ดูไปดูมาเหมือนคนมั้ย หรือว่าคนดันไปเหมือนหมา คนไปเลียนแบบชีวิตหมามา เมื่อหมาเจ็บป่วยก็มีเจ้าของพาไปหาหมออีกต่างหาก แต่ก็มีเจ้าของบางคนหนีเอาตัวรอดไปทิ้งเจ้าหมาทั้งหลายไว้ให้ผจญชีวิตอยู่กับน้ำท่วมโดยลำพัง เจ้าของหมาบางคนผูกหมาไว้บนระเบียงชั้นสอง ทำอีท่าไหนไม่รู้ หมาคงกระโดดข้ามระเบียงตกลงมา แขวนคอห้อยโตงเตงจากระเบียงชั้นสอง น่าสงสารมาก ส่วนที่ยังรอดอยู่ก็หิวโซหาที่แห้งอยู่รอคนมาช่วยเหลือหรือเอาอาหารมาให้ หมามันจะเข้าใจหรือไม่ว่าอะไรมันเกิดขึ้น ทำไมน้ำถึงได้ท่วม หมามันได้ฟังข่าวจาก ศปภ.บ้างหรือไม่ หมามันได้รับการประสานงานจาก กทม. กรมชลฯและศปภ.หรือไม่ พวกหมามันพยายามจะมาประท้วงเรื่องคันกั้นน้ำโดยมารุมกันกัดกระสอบทรายหรือไม่ ผมว่ามันคงจะไม่รู้อะไรเลย นอกจะพยายามที่จะเอาชีวิตรอดให้ได้ หมาบางตัวก็ไม่เข้าใจว่าคนที่เข้ามานั้นจะมาช่วยมัน หมาจึงต้องหนีเอาไว้ก่อน หมาบางตัวก็ว่ายน้ำหนีออกไปจนหมดแรง จมน้ำไปก็มี นี่แหละครับภาพชีวิตของคนและหมา ผมว่าชีวิตคนและหมาที่ถูกกำหนดให้เล่นอยู่ในละครฉากเดียวกันอยู่กรุงเทพฯ และประเทศไทย ดูเหมือนว่าทั้งคนและหมาถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน อยู่กันคนละไฟลัมกัน แต่ก็มีความเหมือนกัน คือ ทั้งคนทั้งหมาก็เอาชีวิตรอด ทั้งคนทั้งหมาต่างก็มีความกลัว ทั้งคนทั้งหมาต่างก็มีความหวังจากความช่วยเหลือ คนกับหมาก็คล้ายกัน เวลาอยู่ว่างๆ ทั้งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน พอไม่มีอะไรทำก็กัดกันเอง ดูแล้วเหมือนคนไหม ไม่รู้ใครเลียนแบบใคร แต่สิ่งหนึ่งที่คนกับหมาต่างกัน ก็คือ คนเป็นมนุษย์ ส่วนหมานั้นเป็นสัตว์ เรื่องนี้คนเป็นคนกำหนดเองนะครับ ส่วนหมานั้นคิดอย่างไรไม่รู้ ผมไม่เคยเป็นหมาครับ อย่างไรก็ตามคนกับหมาต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราเรียกตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐกว่า สร้างสรรค์กว่า มีปัญญากว่า แต่คนก็ใช้ปัญญาในการทำลายธรรมชาติไปมากกว่าสัตว์อื่นๆ ในโลก ก็เลยไม่รู้ว่าระหว่างหมากับคน ใครประเสริฐกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-927518929012336300?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/927518929012336300/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-4-2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/927518929012336300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/927518929012336300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-4-2.html' title='Perspectives – 4. ภาพชีวิต–2 (ของหมา)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-212439605605201263</id><published>2011-11-15T09:31:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T09:33:02.202+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 3. การบูรณาการ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เห็นต่างคน ต่างออกมาให้ความเห็นในเชิงวิชาการมากมาย แล้วเราจะวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างไรกันดีเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและการวางแผน ถึงแม้ว่าจะรอน้ำมาเป็นเวลานานแล้ว วันนี้วันพฤหัสที่ 3 พ.ย. 54 ผมมีงานบรรยายที่โรงแรมแถวถนนรัชดา ซึ่งอยู่ไม่ห่างเมเจอร์รัชโยธินมากนัก เช้าวันนี้ เมเจอร์รัชโยธินก็ได้ปิดทำการแล้ว ในโรงแรมนั้นไม่มีการจัดงานสัมมนาใดๆ เลยยกเว้นงานที่มผมไปบรรยายเท่านั้น น่าชื่นชมทั้งคนจัดและคนที่มาร่วมฟังสัมมนาในครั้งนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เราก็เห็นประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้นในภัยพิบัติครั้งนี้มามากมายหลายประเด็น จากภัยธรรมชาติวันนี้ได้กลายมาเป็นภัยที่ไม่เป็นธรรมชาติเสียแล้ว สงสัยกันว่าประชุมกันอย่างไร บูรณาการกันอย่างไร ทำงานกันอย่างไรถึงไม่เป็นเอกภาพ ดูแล้วแต่คน แต่ละหน่วยงาน ทั้งท้องถิ่นและภาครัฐ ต่างคนก็ยังยึดถือเป้าหมายของตัวเองอยู่ ไม่เป็น Supply Chain Thinking กันเลย ทำให้เราไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิผล ไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพเลย ไม่มีอยู่แล้ว ก็เห็นๆ กันอยู่ งานนี้เจ๊งกันไปตามๆ กันก็เพราะจัดการผิดพลาด (Mismanagement) พลาดทั้งในเชิงนโยบายและในเชิงประชาสังคม เพราะว่าไม่รู้ว่าเป้าหมายร่วมกัน คืออะไร &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ส่วนนโยบายซึ่งคือ Rule of Orders หรือกฎหรือแนวทางของการตัดสินใจต่างๆ แสดงให้เห็นว่า คำสั่งในการดำเนินงานตั้งเริ่มตั้งแต่ฝนเม็ดแรกยังไม่ทันกลั่นตัว จนกลั่นตัวมาเป็นหยดฝน และตกลงแตะผืนแผ่นดินและแผ่นน้ำในลำธารจนรวมตัวกันเป็นมวลน้ำจำนวนมหาศาล และได้เคลื่อนตัวผ่านภูมิประเทศต่างๆ จากตอนเหนือลงสู่ตอนล่าง ผ่านบ้านเรือนใครต่อใครมากมาย มีทั้งผู้ที่ต้อนรับและขับไสไล่ส่ง จนต้องหาหนทางมุดลงท่อไหลลงคลองในกรุงเทพฯ ลงสู่ท้องทะเล นั่นหมายความว่า คำสั่งในการดำเนินงานตั้งต้นทางจนปลายทางนั้นไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่ได้สอดคล้องหรือส่งลูกกัน ทำให้เป้าหมายรวมในภาพใหญ่ (As a Whole) จึงไม่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนร่วมต่างๆ จึงพากันมาให้รายละเอียดเป็นรอบๆ ไปในมุมมองของตัวเองที่ตัวเองรับผิดชอบ จึงทำให้ความเป็นเอกภาพไม่เกิด ทั้งๆ ที่ก็เห็นพูดว่าบูรณาการกันมาตลอด แต่ก็ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเลย นั่นแสดงว่าไม่ได้บูรณาการกันจริงๆ ก็ไม่รู้เข้าใจในความเป็นบูรณาการกันมากแค่ไหน Orders หรือ การตัดสินใจไม่สอดคล้องกัน แผนงานจึงไม่ได้สอดคล้องกัน นั่นก็อาจเป็นเพราะนโยบายไม่มีความชัดเจนและไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายสิ่งที่มันจะต้อง Flow หรือไหลไปสู่เป้าหมายนั้น มันก็ไปไม่ได้ มันก็เลยเน่าอยู่ตรงนั้นเสียเลย ดังนั้นความเป็นเอกภาพที่เกิดจากการบูรณาการกันนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้เริ่มจากความจริงใจ ความไว้ใจกัน และความร่วมใจกัน มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องทำให้เกิดการบูรณาการกันอย่างจริงๆ ในสังคมไทย ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ภัยพิบัติเช่นนี้ก็ตาม เราไม่จำเป็นหรอกที่เราจะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันหรือรักกันหรือการทำงานร่วมกันในตอนที่เกิดการณ์ร้ายๆ ทั้งหลาย มันสายเกินไปหรือมันจะเป็นบทเรียนที่แพงเกินไปหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-212439605605201263?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/212439605605201263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/212439605605201263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/212439605605201263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-3.html' title='Perspectives – 3. การบูรณาการ'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-648701199709925785</id><published>2011-11-15T09:06:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T09:23:45.488+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 2.ภาพชีวิต (Reflection of Lifes)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ทุกวันผมนั่งดูข่าวน้ำท่วมตั้งแต่เช้าตื่นนอนยันดึกก่อนเข้านอน เขาว่ากันว่า ดูมากๆ แล้วเครียดเปล่าๆ ก็จริงครับ ผมไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี น้ำจะมาเมื่อไหร่ นั่นแหละครับความไม่แน่นอนที่เป็นธรรมชาติที่แท้ๆ เรามนุษย์พยายามที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนทั้งหลาย ผมดูข่าวทุกวัน ดูแล้วเหมือนดูละครโรงใหญ่ที่เปิดเผยให้เห็นชีวิตจริงๆ ของคนไทยส่วนใหญ่ที่ลำบากมากๆ เหมือนดูรายการ คนค้นคนเลย โดยมีคุณน้ำเป็นคนต้นเรื่อง ไล่มาเลยจากจังหวัดทางเหนือลงมาทางใต้จนถึงกรุงเทพฯ คิดไปแล้ว ถึงไม่มีน้ำท่วมมา พวกเขาก็อาจจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากอยู่แล้ว แต่เรานั้นอาจจะมองไม่เห็น ไม่ได้รับทราบ ก็ชีวิตพวกเขาปกติดีอยู่ พวกเขาก็อยู่กันไป เดือดร้อนบ้างแต่ก็ไม่มาก และไม่ได้ไปเดือดร้อนคนอื่นๆในสังคม พวกเขาทนอยู่ได้ก็อยู่ไป คนไทยในสังคมก็ไม่รู้ว่ายังอีกกี่ล้านคนที่ยังไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิตหรือในการดำรงชีวิต&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;ผมว่าสังคมไทยเราดูดี ปรุ่งแต่งได้ดีเหมือนมีการพัฒนา อยู่แล้วมีชีวิตที่ดี สะดวก (ไม่มีระเบียบ ใช้เส้นสายได้) ก็เลยคิดว่าชีวิตนั้นสบาย พวกเราคิดกันอย่างนั้น แต่ความสบายนั้นจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่ได้ระเบิดมาแล้วในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ก็เพราะเอาความสะดวกเข้าว่า แต่ละคนหวังแต่สบาย ส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมโดยเฉพาะมาตรฐานการดำรงชีวิตนั้นประเทศเรายังต้องการการเติมเต็มอีกมาก เพราะมีความอ่อนไหวหรือเปราะบางต่อผลกระทบที่มีต่อสังคมอยู่มาก สังคมยังไม่แกร่งพอ (Robustness) ประเด็นปัญหานี้ย่อมมีผลต่อการฟื้นฟูโดยตรง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งดูข่าวชีวิตของผู้ประสบภัยแล้ว ส่วนใหญ่น่าสงสารมาก (ที่จริงแล้วผมควรจะสงสารตัวเองไว้ด้วย) ต้องถามว่าแล้วทำไมพวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนั้นด้วย ทำไมพวกเขาถึงไม่อพยพหรือพวกเขาคิดกันอย่างไร ทำไมพวกเขาต้องมาทะเลาะกันเพื่อการกั้นน้ำและการระบายน้ำโดยไม่ได้คำนึงถึงภาพใหญ่ ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมถึงทำงานบนความขัดแย้งกันอย่างไม่รู้จบ แม้แต่พวกเรากันเองที่พอมีศักยภาพบ้างก็ยังใช้สื่อ Online ที่มีประโยชน์ไปในทางทำลายกัน ทั้งๆ ที่ก็ดูแล้วไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น ทำไปเพื่อความสะใจของตัวเองอย่างนั้นหรือ เสียค่า Air Time หรือ ค่า GB ของข้อมูลเปล่า เอาคุณค่าในการสื่อสารเหล่านั้นมากช่วยสร้างสรรค์สังคมในมุมอื่นๆ ยังจะดีกว่า โดยเฉพาะในเวลาอย่างนี้ เพื่อให้สังคมเราดีขึ้นจะได้มีการอุบัติอะไรใหม่ขึ้นมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เออ! แล้วผู้คนที่มีฐานะทั้งหลายล่ะ พวกเขาไปอยู่ไหนกัน รถ 20-30 คันที่จอดอยู่ในโรงรถติดแอร์ เขาเอาไปไว้ไหนกัน ในขณะที่ผู้ประสบภัยจำนวนมากไม่มีที่จะอยู่ ผมเองก็ไม่ค่อยได้เห็นสื่อไปทำข่าวกับท่านเหล่านี้เลย คิดว่าคงไม่มีใครกล้าออกข่าวในภาวะอย่างนี้หรอก นี่มันเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ทุกคนมองเห็น แต่อาจจะไม่อยากจะรับรู้ อย่าลืมว่า ถ้าคนชั้นล่างในสังคมที่ทำงานส่วนใหญ่อยู่ในโซ่อุปทานของท่านผู้คนที่มีฐานะนั้นล่มสลายไป โซ่อุปทานที่ผลิตสินค้าและบริการของท่านทั้งหลายก็จะพังทลายไปด้วย สังคมก็จะพังทลายไปด้วย เพราะคนในสังคมไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิต ถ้าสังคมพังทลายไป เกียรติยศชื่อเสียงและความมีอันจะกินของท่านผู้มีฐานะทั้งหลายก็จะต้องล้มสลายไปด้วยเช่นกัน แต่ไม่เป็นไร ท่านมีความสามารถในด้านการค้า ธุรกิจ ท่านอาจจะไปคิดธุรกิจใหม่ หาสังคมใหม่หรือตลาดแรงงานและตลาดการค้าใหม่ในสถานที่อื่นประเทศอื่นๆ เพื่อความมีอันจะกินรอบใหม่ของท่าน เราก็ไม่ได้ว่ากัน มันเป็นไปตามหลักของการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่อย่าลืมว่าพวกเราทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกัน เชื่อมโยงกันทั้งหมด มีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อสร้างสรรค์สังคม ความเป็นไปในสังคมก็อยู่ในกำมือของคนทุกคนในสังคม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;วันนี้น้ำในกะลาใบใหญ่ที่เรียกว่า ประเทศไทย ได้สะท้อนภาพชีวิตคนไทยแท้ๆ หรือแก่นแท้ของชีวิตคนไทยให้ผู้นำในสังคมและเพื่อนๆ ในสังคมได้เห็น ได้เรียนรู้ เพื่อที่จะได้พิจารณา เพื่อที่จะได้คิด เพื่อที่จะได้เห็นใจกัน เพื่อที่จะได้เป็นโจทย์ในการฟื้นฟูและพัฒนาสังคมและประเทศไทยต่อไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-648701199709925785?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/648701199709925785/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-2-reflection-of-lifes.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/648701199709925785'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1750703563086176505/posts/default/648701199709925785'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://drvithaya.blogspot.com/2011/11/perspectives-2-reflection-of-lifes.html' title='Perspectives – 2.ภาพชีวิต (Reflection of Lifes)'/><author><name>Dr.Vithaya  Suharitdamrong</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03439542572394648876</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/_ug4B6hVLOBg/SmZzu-Se9wI/AAAAAAAAAAM/oMM4eFzB4rI/S220/DSC_0002web.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1750703563086176505.post-4933336190599780347</id><published>2011-11-15T09:02:00.000+07:00</published><updated>2011-11-15T09:04:02.144+07:00</updated><title type='text'>Perspectives – 1. ความน่าเชื่อถือของเรา (ประเทศไทย)</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ นอกจากประเทศไทยจะจมน้ำที่ท่วมแล้ว เราก็ยังจมกับทะเลของข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่รู้ว่าผู้ฟังจะไปตัดสินใจกันอย่างไรดี ไม่รู้ว่าจริงมากน้อยขนาดไหน ความน่าเชื่อถือของ ศปภ. และภาครัฐได้ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง รวมทั้งความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไปด้วย มันน่าอายจริงๆ บางครั้งเราก็พยายามที่จะปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร น้ำมาแล้วก็ไป ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่แค่นั้นสิครับ ใช่ครับคนอื่นที่มาลงทุนแล้วก็จมไปกับน้ำ คนทำมาหากินมากมายหมดไปกับน้ำโดยไม่จำเป็น คราวหน้า เขาจะมีความมั่นใจกับเราอีกหรือครับ แล้วเราคนไทยจะมีความมั่นใจกับภาครัฐมากแค่ไหน นั่นก็เป็นเพราะความเป็นเรานั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของแต่ละคน ความเป็นเราหมายถึงคนไทยทุกคนที่มารวมกันเป็นประเทศไทย เป็นกลุ่มคนไทย ดูมันมีอะไรที่ขาดไป ความเป็นประเทศนั้นต้องการการบูรณาการที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นการบูรณาการแค่คำพูดหรือลมปากที่พูดๆ กัน ประเทศไทยต้องการวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ที่เขียนมากัน เขียนกันมาเหมือนส่งการบ้านครูกันจริงๆ เลย มันน่าเสียใจและอายแทนประเทศไทยมากๆ พวกเราทำกันเองทั้งนั้น ผมนึกอยู่แล้ว มันจะต้องพังกันอย่างนี้สักวันหนึ่ง แต่เราคงจะไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ ประเทศไทยโตมาขนาดนี้ มีคนเก่งอยู่มากมาย ฟื้นฟูได้ แต่อาจจะไม่เหมือนเดิม อาจจะพิการไป เพื่อเลิกคบหรือแฟนทิ้งอะไรทำนองนั้น ดูๆ ไปก็ล้าหลังไปหน่อยหนึ่ง เพียงแต่ว่าเราจะจดจำและให้น้ำท่วมชำระล้างเปลือกปลอมๆ ของประเทศและสังคมไทยออกมาให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของประเทศไทยที่ไม่ได้มีดีอย่างที่คิดหรือเก่งอย่างที่โม้โอ้อวดให้ลูกหลานฟังมาตลอดชีวิต แล้วเราจะยอมรับตัวตนที่แท้จริงและพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อจะได้ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1750703563086176505-4933336190599780347?l=drvithaya.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://drvithaya.blogspot.com/feeds/4933336190599780347/comments/default' title='
