แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จากปริญญาตรี สู่ นักปฏิบัติในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม : ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม (ตอนที่ 1)


เมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมวิพากษ์หลักสูตรการเรียนการสอนที่จัดโดยมูลนิธิเครื่องนุ่งห่มไทย หรือ SHARE ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยู่ในวงการสิ่งทอหรือ Garment โดยตรง แต่ที่ถูกเชิญให้ไปวิพากษ์ก็คงเป็นเพราะเรื่อง ลีน (Lean) มากกว่าครับ เพราะว่าในวงการสิ่งทอกำลังสนใจเรื่องลีน แต่ในความเห็นของผม พื้นฐานของลีนคือ Supply Chain นะครับ แล้วเรื่องลีน ก็ดูจะห่างๆ ออกไปจากหลักสูตรการเรียนในระดับปริญญาตรีเสียด้วย หลังจากได้ฟังความคิดเห็นจากทางภาคอุตสาหกรรมและทางอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านสิ่งทอและ garment แล้ว ผมก็พอจะสรุปได้ว่า อุตสาหกรรมไทยเราจะต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัย (University -Industry Linkage) ในขณะที่อุตสาหกรรมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรม (แต่เป็นในมุมไหน?) มหาวิทยาลัยก็ต้องดิ้นรนในการอยู่รอดด้วยจำนวนนักศึกษาที่สมัครเรียนและด้วยกฎระเบียบและการแข่งขันในเชิงธุรกิจที่ตลาดการศึกษาได้ขยายวงกว้างมากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องรักษาจำนวนนักศึกษาให้เหมาะสมไว้ ผมไม่คิดว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยฟังอุตสาหกรรมเท่าไรนัก และผมก็ไม่คิดว่าอุตสาหกรรมเชื่อในมหาวิทยาลัยมากนัก เหมือนที่ อ.ดวงรัตน์ จาก ม.เกษตร ให้ข้อคิดเห็นไว้ และเหมือนๆ ที่ผมได้ประสบมา

ที่จริงแล้วอุตสาหกรรมต้องนำหน้าการศึกษาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งการศึกษาเองก็จะต้องเป็นผู้ที่นำหน้าอุตสาหกรรมด้านทฤษฎีและแนวคิดด้วย ทั้งอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องเป็น Partnership หรือหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน ในขณะที่อุตสาหกรรมต้องการความรวดเร็วและการปรับตัวที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมีลูกค้าที่เป็นนักศึกษาในระบบที่ต้องการมาเรียนปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ ความต้องของนักศึกษาเหล่านี้ก็ต้องการแค่ใบปริญญาที่สามารถออกไปหางานได้ และความรู้ประสบการณ์ที่เป็นพื้นฐานที่เพียงพอต่อการไปทำงาน

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของนักศึกษาจึงไม่รุนแรงหรือรวดเร็วเหมือนกับที่อุตสาหกรรมกำลังประสบอยู่ ลูกค้าจริงๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นนักศึกษา ไม่ใช่อุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ของอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยจึงเป็นความสัมพันธ์หรือความร่วมมืออย่างหลวมๆ ไม่ใช่ในเชิงธุรกิจ อุตสาหกรรมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับมหาวิทยาลัยโดยตรง เพราะว่าอุตสาหกรรมไม่ได้จ่ายเงินให้มหาวิทยาลัยเพื่อซื้อตัวนักศึกษามาใช้งาน นักศึกษามีอิสระที่จะเลือกสถานที่ทำงาน และบริษัทก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่ตัวนักศึกษา ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ในเชิงโซ่อุปทานของมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมตรงนี้คอ่นข้างจะต่ำ เพราะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกัน พอนักศึกษาจบปริญญาตรีออกมาก็ไร้สังกัดแล้ว เป็นอิสระ ทั้งนักศึกษาและอุตสาหกรรมก็สามารถเลือกกันเองได้ตามชอบใจ (Shopping round) นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการแรงงาน

ดังนั้นความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถลงไปถึงการพัฒนาตัวนักศึกษาได้ครบถ้วนหรือตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมมากนัก แต่ในปัจจุบันก็ยังมีโครงการความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอนที่มีความร่วมมือกับอุตสาหกรรม เช่น Internship หรือ Co-Op ต่างๆ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะทำไม่ได้กับจำนวนนักศึกษาทั้งหมด ที่สำคัญมันจะต้องมีคำสั่งหรือใบสั่ง หรือเป็นข้อตกลงที่เป็นความร่วมมือกันจริงๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นศึกษาเฉพาะทางกันไป ไม่เป็น General ทำให้กลายเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพไป

ต้องบอกว่ามหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมไม่ได้เชื่อมโยงกันจริงๆ ในฐานะหุ้นส่วนในโซ่อุปทาน (Supply Chain Partners) ขาดการทำงานร่วมกัน (Collaboration) สิ่งที่ทำได้ก็คือ เรียกร้องหรือบอกกล่าวกัน ในความเป็นโซ่อุปทานระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่เป็นจริงจึงดูอ่อนไป เพราะว่าการเรียกร้องหรือบอกกล่าวกันนั้น ทำให้ผลลัพธ์ที่ต้องการอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะว่าไม่ได้มีข้อตกลงในการส่งผ่านคุณค่ากันโดยตรง ความร่วมมือในโซ่อุปทานนั้นจะต้องฟังร่วมกันอย่างใกล้ชิด ต้องมานั่งกำหนดปัญหาและแก้ปัญหาร่วมกัน ต้องสั่งและทำตามกันได้ บนพื้นฐานที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่อยู่กันคนละโลกกัน คนละมิติกัน ผู้ที่ให้คุณและโทษเป็นคนละคนกัน แล้วจะมาบอกว่ากันว่า มหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมจะต้องร่วมมือกัน

ผมให้ความสำคัญใครมากกว่ากัน ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม คำตอบก็คือ อุตสาหกรรมครับ เพราะว่าอุตสาหกรรมสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์โดยตรงครับ มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะสินค้าและบริการที่โซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างออกมา แล้วมหาวิทยาลัยทำอะไร? มหาวิทยาลัยเป็นโซ่อุปทานที่สร้างคนเข้าไปในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทีหนึ่ง มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สร้างคน ทำให้คนมีความรู้พื้นฐาน แล้วส่งออกไปในตลาดแรงงาน เมื่ออุตสาหกรรมต้องการคนไปทำงานสร้างคุณค่าในโซ่อุปทาน จึงออกมาคัดเลือกคนไปทำงาน บางบริษัทก็ออกมาคัดเลือกกันถึงในมหาวิทยาลัย ดังนั้นตลาดแรงงานจึงเป็นตลาดเสรีที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกและถูกเลือก และกว่าจะได้ถูกคนและถูกใจกันจริง ก็เสียเวลาและทรัพยากรไปพอสมควร เพราะว่าอุตสาหกรรมไม่สามารถออก Spec ไปว่าต้องการคนคุณภาพแบบนี้ แล้วมหาวิทยาลัยไปสร้างมา อุตสาหกรรมไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่หรือทั้งหมดของกระบวนการ เหมือนการสั่งวัตถุดิบ

บทบาทของมหาวิทยาลัยทั่วไปก็เป็นแค่ผู้ที่สอนความรู้พื้นฐานในระดับปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ ผู้ที่เป็นผู้ควบคุม (Regulator) ก็คือ ภาครัฐซึ่งเป็นผู้ให้คุณให้โทษโดยตรงกับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่อุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ที่เอานักศึกษาไปใช้งาน และที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินให้กับมหาวิทยาลัย แต่เป็นนักศึกษาที่จ่ายเงินให้กับมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ตรงนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้ครับ

ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้มหาวิทยาลัยนั้นก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและอุตสาหกรรม และที่จริงแล้วบทบาทของมหาวิทยาลัยควรจะเป็นอย่างไรบ้าง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประเด็นที่ว่ามหาวิทยาลัยต้องตามอุตสาหกรรมให้ทันและในบางส่วนมหาวิทยาลัยก็ต้องนำอุตสาหกรรม ทั้งสองประเด็นนี้ก็คงต้องมากำหนดหรือออกแบบความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกัน (Collaborations) ใหม่ ผมคิดว่าทั้งมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมมีการทำงานร่วมกันน้อยมากในปัจจุบัน ซึ่งตามแล้วมีการทำงานร่วมกันอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยมี Impact เท่าไรนัก เป็นแค่การคุยกันมากกว่า

มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสร้างคนในระดับปริญญาตรีเข้าตลาดแรงงาน ในสาขาวิชาต่างๆ ผมมองว่าการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นการสร้างคนในระดับการปฏิบัติการ (Operations) แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังและคงเป็นไปไม่ได้ที่นักศึกษาที่จบออกไปแล้วจะต้องปฏิบัติงานได้เลย เพราะว่ามหาวิทยาลัย ไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพ มหาวิทยาลัยนำเสนอองค์ความรู้ในหลากหลาย ครอบจักรวาล (Universal) ถึงได้ชื่อว่า เป็น “University” แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สอนคนในทุกเรื่อง แถมยังต้องแบ่งออกเป็นสาขาต่างๆ ให้นักศึกษาเลือกตามสิ่งที่สนใจหรือตามที่ถนัด เราจึงมีนักศึกษาปริญญาตรีสาขาต่างๆ จบออกมาทำงานตามบริษัทต่างๆ

ผู้ที่จบปริญญาตรีออกมาแล้ว ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง? ผมมองการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นเป็นผู้ที่เรียนรู้และศึกษาเป็น นั่นก็คือ อ่านหนังสือแล้วเข้าใจ รู้เรี่อง คิดเป็น นำทฤษฎีที่มีอยู่สู่การปฏิบัติได้ ด้วยการทำความเข้าใจหรือศึกษาบริบท โดยมีอาจารย์เป็นผู้สอนวิธีการศึกษา อาจารย์ไม่ได้สอนตัวความรู้ในสาขาต่างๆ ตัวอาจารย์ใช้ความรู้ในสาขาต่างๆ เป็นแค่เครื่องมือหรือตัวอย่างในการทำให้เราได้ฝึกฝนในการศึกษาต่างหาก นักศึกษาควรจะอ่านเองได้ ศึกษาเองได้ด้วยตัวเอง อาจารย์ไม่ต้องมาอ่าให้ฟัง แต่อาจารย์ควรจะชี้นำในแนวคิดหรือวิธีคิดที่แฝงอยู่ในบทเรียนหรือในตำรามากกว่า

เราเข้าใจกันว่าการศึกษาว่าจะต้องเริ่มต้นกันที่หนังสือหรือในห้องเรียนเท่านั้น นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆ เพราะในห้องเรียนเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษาเรียนรู้และนำเอาสิ่งที่รู้มาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมจึงเรียกสานสนเทศเหล่านั้นว่า “ความรู้” ดังนั้นผู้ที่จบปริญญาตรีไปจะต้องนำเอาความรู้ ทฤษฎี หรือข้อปฏิบัติต่างๆ ที่รู้ มาประยุกต์ใช้กับบริบทของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานและชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยไม่สามารถสอนให้นักศึกษาให้ปฏิบัติได้ทุกเรื่อง ทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่มหาวิทยาลัยต้องสอนวิธีการศึกษา วิธีการเรียนรู้ หลักคิดและการสร้างหลักปฏิบัติให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาที่จบปริญญาตรีจะสามารถนำเอาหลักคิดและการสร้างหลักปฏิบัติไปศึกษาบริบทของการทำงานหรือปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจึงลงมือปฏิบัติ ถึงตอนนั้นนักศึกษาปริญญาตรีก็จะกลายเป็นนักปฏิบัติ มหาวิทยาลัยไม่สามารถสอนหรือนำเสนอบริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจได้ครบหมด เพราะบริบทของธุรกิจอุตสาหกรรมและสังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริบทของปัญหาหรือเรื่องราวต่างๆในหนังสือหรือตำราย่อมจะไม่เหมือนหรือแตกต่างกับบริบทที่เกิดขึ้นจริงตลอดเวลาในชีวิตจริง แต่หลักคิดและทฤษฎีต่างๆก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ สิ่งที่นำเสนอเป็นแค่ตัวอย่างให้คิดและเรียนรู้เท่านั้น ผู้ที่จบปริญญาตรีจะต้องไปเรียนรู้ในพื้นที่ปฏิบัติงานหรือไปรับการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับเรื่องนั้นๆ เมื่อไปทำงาน เพื่อนำไปฏิบัติให้เกิดผลในการทำงาน

ไม่ว่าบริบทของสังคมและธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลักในการศึกษาและการเรียนรู้ หลักคิดและทฤษฎี รวมทั้งการนำไปสู่การปฏิบัติก็ยังคงเดิมอยู่ ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร เทคโนโลยีจะเกิดใหม่อย่างไร หลักคิดและการนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติก็ยังคงเดิมอยู่ เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป บริบทสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป การปฏิบัติจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แต่หลักคิดและทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังก็ยังคงอยู่ครับ เพราะนักปฏิบัติรู้วิธีการศึกษาและเรียนรู้เป็น และประยุกต์ความรู้หรือทฤษฎีให้เข้ากับบริบทใหม่จนกลายเป็นการปฏิบัติใหม่ นักปฏิบัติที่ดีจะต้องบอกได้ว่า ทำไมต้องทำอย่างนี้ เหตุและผลของมันคืออะไร นั่นคือความเป็นวิชาการของนักปฏิบัติซึ่งต้องเข้าใจทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังได้ครับ

ผู้ที่จบปริญญาตรีทุกคน ถึงแม้ว่าจะจบมากจากแตกต่างสาขา จะมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ จะต้องเรียนรู้เป็น เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ รู้จักการศึกษาบริบทของปัญหาเพื่อที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีอยู่หรือทฤษฎีต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ผู้ที่จบปริญญาตรีมาแล้วได้ทำงานตรงสาขา ก็โชคดีไป มีความรู้และทฤษฎีต่างๆ ในสาขาที่จบมาแล้วเป็นทุนเดิม เพียงแต่จะต้องเข้าไปศึกษาบริบทของการทำงานให้เข้าใจและประยุกต์ความรู้หรือทฤษฎีให้ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือองค์กร

ผู้ที่จบปริญญาตรีที่จบมาแล้ว ทำงานต่างสาขา ไม่ตรงกับที่เรียนมา ก็สามารถทำงานได้เช่นกัน แต่ต้นทุนการเรียนรู้สูงกว่า เพราะจะต้องมาเรียนรู้ความรู้ใหม่ เรียนรู้ทฤษฎีใหม่เพื่อที่จะประยุกต์ในบริบทใหม่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและองค์กร

แต่น่าเสียดายว่า ผู้ที่จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักปฏิบัติเลย เพราะไม่ได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนมา ศึกษาไม่เป็น ทำให้ไม่เข้าใจบริบทของปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานหรือการดำรงชีวิต ทำงานไม่เป็น แต่คนเหล่านี้ไปแค่นักทำ (Doer) ทำตามที่บอก ทำแล้วได้ผล แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ลองผิด จนได้ถูก แล้วก็ทำถูกมาเรื่อยๆ แต่ไม่รู้และไม่เข้าใจในกลไกหรือความเป็นไปเป็นมาของสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เมื่อบริบทของสังคมหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ทำมาเดิมก็ไม่ได้ผล จึงต้องกลับมาลองผิดลองถูกกันอีก ซึ่งเป็นต้นทุนของการดำเนินการอย่างยิ่ง
ถ้าคนเหล่านี้จบปริญญาตรีมาด้วยความเป็นนักปฏิบัติ (Practioner) แล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคมและธุรกิจทำให้เกิดปัญหาขึ้น นักปฏิบัติเหล่านี้จะต้องศึกษาบริบทเพื่อที่จะนำเอาความรู้และทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและสังคม

ดังนั้นการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นจะต้องสร้างนักศึกษาที่จบออกมาเป็นนักปฏิบัติ มากกว่าเป็นนักทำ ดังนั้นเรื่องราวของการปฏิบัติจริงหรือให้เหมือนจริงในการเรียนการสอนนั้นจึงไม่น่าจะเป็นประเด็นมากนัก การปฏิบัติในระหว่างการเรียนการสอนนั้นเป็นแค่สิ่งที่ใช้ฝึกฝนการเป็นนักปฏิบัติของนักศึกษา ดังนั้นเครื่องไม้ เครืองมือหรือเรื่องราวของเทคโนโลยีต่างๆ ในการเรียนการสอนอาจจะตามการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมได้ไม่ทัน ยิ่งปัจจุบันแล้วมีการเปลี่ยนแปลงของบริบทธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยเพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็อาจจะใช้เครื่องมือในสมัยก่อนหรือโบราณเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างไร หลักคิดและทฤษฎีก็ยังคงใช้ได้อยู่ เพียงแต่ว่านักศึกษาที่จบมาใความเป็นนักปฏิบัติมากเพียงใด รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์และภาวะผู้นำที่จะทำให้เขามีความเป็นนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์มากขึ้น

ถ้าเราจะปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรีกันแล้ว ผมมีความเห็นว่า น่าจะมาปรับที่การแสดงให้เห็นถึงปรัชญาของปริญญาตรีในการผลิตนักศึกษาออกมาเป็นนักปฏิบัติ (ผมคิดเอาเองน่ะครับ) ยังไม่ใช่เป็นการสอนในเรื่องราวที่เป็นบริบทของปัญหาในอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยผลิตคนให้ป็นนักปฏิบัติและคิดเป็น มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนให้แค่ทำเป็น แต่ต้องสอนให้ปฏิบัติเป็น ด้วยตัวอย่างของเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าบริบทจะเปลี่ยนไปอย่างไร เทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่อย่างไรผู้ที่จบปริญญาตรีมาและเป็นนักปฏิบัติจะต้องสามารถที่จะเรียนรู้และศึกษาเรื่องใหม่ๆ ในบริบทใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ตลอดชีวิตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง องค์กรและสังคม

อุตสาหกรรมเองก็ไม่อาจจะคาดหวังได้ว่ามหาวิทยาลัยจะผลิตผู้ที่จบปริญญาตรีออกมาแล้วใช้งานได้เลย แต่อุตสาหกรรมสามารถให้ข้อมูลรายละเอียดของปัญหาต่างๆในบริบทของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อนักศึกษาได้เรียนรู้เป็นตัวอย่างในการศึกษาแล้ว เมื่อจบออกไปเป็นนักปฏิบัติแล้ว เขาเหล่านั้นก็จะใช้เวลาในการเรียนรู้เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นจริงน้อยลง อาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนก็จำเป็นที่จะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริบทของธุรกิจอุตสาหกรรมและสังคมด้วยการออกไปทำวิจัยและสร้างความร่วมมือและการทำงานร่วมกันกับอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้กรณีศึกษาหรือข้อปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices)มาเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้หรือการประยุกต์ให้ความรู้หรือทฤษฎีในบริบทต่างๆ ของอุตสาหกรรมให้กับนักศึกษา

ผมคิดว่า กิจกรรมตรงนี้น่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกันแข็งแรงขึ้น แต่ละอุตสาหกรรมไม่สามารถไปบอกมหาวิทยาลัยต้องสอนในสิ่งที่ควรปฏิบัติในแต่ละอุตสาหกรรมได้ แต่อุตสาหกรรมสามารถบอกมหาวิทยาลัยได้ว่า นักปฏิบัติที่ดีควรจะมีอะไรเพิ่มเติมจากนักปฏิบัติในอดีตสำหรับบริบทของธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต มีตัวอย่างของบริบทใดบ้างที่สมควรใช้เป็นตัวอย่างในการสร้างนักปฏิบัติ เพื่อให้อาจารย์ใช้สอนหรือฝึกนักศึกษาให้ออกมาเป็นนักปฎิบัติ อุตสาหกรรมสามารถสนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้ได้ ถ้ามีกิจกรรมอย่างนี้แล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยก็สามารถที่จะ Update ได้ทันกับอุตสาหกรรม ไม่ใช่จมอยู่กับเรื่องราวที่เก่าล้าสมัย และไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในธุรกิจอุตสาหกรรมและสังคม

ที่สำคัญตัวอาจารย์เองก็จะต้องปรับตัวเองให้ทันกับบริบทของธุรกิจและสังคม การยกตัวอย่างที่เป็นบริบทในการแก้ปัญหาต่างๆ ก็สมควรที่จะต้องพบเห็นได้ในสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจารย์จะได้ข้อปฏิบัติที่ดีที่สุดหรือเป็นกรณีศึกษาก็ต้องมาจากการวิจัยร่วมกับอุตสาหกรรม เพราะว่าถ้าอาจารย์ไม่ได้เข้าไปในอุตสาหกรรมแล้ว อาจารย์ก็ไม่มีวันรู้ว่าของจริงนั้นที่เข้าปฏิบัติกันเป็นอย่างไร ทำให้ไม่สามารถอธิบายได้อย่างเด่นชัดและลึกซึ้ง ารยกตัวอย่างจากหนังสือหรือตำราอาจจะไม่ได้ทำให้เห็นภาพได้เด่นชัดหรืออาจจะล้าสมัยเกินไปสำหรับเรื่องราวในหนังสือที่เป็นตำรา แต่ตำราก็มีประโยชน์เสมอเพราะว่ามันประกอบไปด้วยหลักคิดและทฤษฎี ตัวอย่างการประยุกต์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เราต้องอย่าลืมว่า นักศึกษานั้นเป็นผู้เริ่มศึกษากระบวนการศึกษาเท่านั้น ยังไม่เป็นผู้ที่ศึกษาเป็นแล้วหรือนักปฏิบัติ ดังนั้นเราคงจะต้องหาวิธีหรือเครื่องมือที่ทำให้เขาเข้าใจและศึกษากระบวนการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพจนเป็นนักปฏิบัติได้ บริบทของการศึกษาในมหาวิทยาลัยจึงไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับบริบทของธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งหมดก็ได้

มหาวิทยาลัยสร้างนักปฏิบัติ ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสินค้าและบริการให้กับลูกค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมก็ต้องใช้นักปฏิบัติจากมหาวิทยาลัย แต่เมื่อลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน แต่ถ้าในองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมมีนักปฏิบัติตัวจริงที่จบปริญญาตรีทำงานอยู่ในระยะเวลาหนึ่ง นักปฏิบัติเหล่านี้จะต้องสามารถใช้ความรู้และทฤษฎีที่เรียนมาและที่เรียนรู้จากการทำงานมาโดยตลอดไป รวมทั้งความรู้ใหม่ที่ค้นพบจากการปฏิบัติในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปมาประยุกต์ใช้กับบริบทใหม่ๆที่เปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นเพื่อให้ตนเอง องค์ธุรกิจและสังคมให้อยู่รอดได้ นี่คือคนหรือผู้ที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องการ


การศึกษา : มายาภาพแห่งความรู้ (1)



ที่จริงแล้วผมมีอาชีพเป็นอาจารย์ก็ยังไม่นานมากนัก แค่ประมาณ 10 ปีเท่านั้น แต่ก็ได้มีโอกาสสอนและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เรียนและผู้ฟังเกือบแทบทุกระดับ ตั้งแต่ CEO บริษัทมหาชนยอดขายเป็นหมื่นล้าน จนถึงเถ้าแก่ SME เล็กๆ และที่สอนอยู่เป็นงานประจำก็คือ นักศึกษาที่อยู่ในระบบการเรียนการสอนปกติในมหาวิทยาลัยทั่วไป คิดไปแล้วนับว่ามีชั่วโมงบินพอสมควรที่จะมาแลกเปลี่ยนแนวคิดกับท่านผู้อ่านได้ ตั้งแต่ผมได้มีโอกาสทำการสอน บรรยาย และมีงานวิจัยบ้าง ก็ยังไม่เคยพอใจกับผลงานตัวเองเลย ยิ่งในสาขาวิชา Logistics และ Supply Chain ที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงแรกๆ ของกระแสความนิยมด้วยความบังเอิญจริงๆ จนในปัจจุบันมีหลักสูตรทางด้าน ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานอยู่มากมายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมสงสัยในความเป็นตัวตนของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานที่ถูกสร้างกระแสขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ และต้องการจะมีกระแสหรือภาพลักษณ์นี้ไว้ เหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อที่จะเอาตัวรอด ทั้งที่ใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้เต็มที่


เพราะต้อง “เรียน” แต่อาจจะไม่ได้ “รู้”
ในหลายชั้นเรียนระดับปริญญาโททางด้านลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ผมพบว่านักศึกษาหลายท่านจบปริญญาโทมาก่อนแล้วทั้งในและต่างประเทศ ผมแปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงได้ต้องมานั่งเรียนปริญญาโทอีกหนึ่งใบให้เสียทั้งเวลาและเงินทอง แต่ผมก็ยังดีใจอยู่ถึงความตระหนักในการเปลี่ยนแปลงและการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยการหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา หลายๆ คนเรียนจบ MBA กันมาก่อนแล้ว แต่ยังไม่เคยเรียนด้านลอจิสติกส์และโซ่อุปทานมาก่อน จึงต้องมาเรียนปริญญาโทอีกใบ ความต้องการเช่นนี้เกิดขึ้นในวงการศึกษาทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเอง กระแสความตื่นตัวของหลักสูตรลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท แม้แต่ในระดับอาชีวะศึกษา ป.ว.ส เองก็ยังมีเปิดในสาขานี้

แต่อย่างไรก็ตามการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางด้านการศึกษาก็ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อมีความต้องการแล้วก็ต้องมีคนตอบสนอง ในความรู้สึกส่วนตัวที่สอนเรื่องนี้มานาน ตั้งแต่ในช่วงก่อนเกิดกระแสลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ผมพบว่าความเป็นลอจิสติกส์และโซ่อุปทานที่ถูกนำเสนอต่อวงการธุรกิจนั้นไม่มีอะไรใหม่เลย เพราะว่าลอจิสติกส์และโซ่อุปทานอยู่ในธุรกิจและชีวิตประจำวันของมนุษย์เรามานานแล้ว แล้วแต่ใครจะมองออกหรือไม่ การเกิดใหม่ของแนวคิดลอจิสติกส์และโซ่อุปทานไม่ใช่เรื่องแปลกในวิวัฒนการของการจัดการธุรกิจ แต่เมื่อมนุษย์อย่างเราได้รู้จักมันแล้ว จะใช้ประโยชน์หรือพัฒนาต่อยอดออกไป ก็เป็นเรื่องของเราเอง หรือจะลืมมันไปก็ได้ ให้หายไปจากความคิดเราก็ได้ เหมือนกับเทคนิดการจัดการเก่าๆ ที่หมดยุดสมัยไป แต่กิจกรรมของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานจริงๆ ก็ยังคงอยู่ในกระบวนการธุรกิจตลอดไป แล้วแต่ใครจะให้ชื่อมันว่าอย่างไร

แล้วต้องเป็น “ปริญญาโท” หรือไม่
หลายคนที่เรียนปริญญาโท พอจบก็ได้ปริญญาโทจริงๆ กล่าวคือ ได้ใบปริญญาโทที่เป็นกระดาษ แต่บางครั้งกลับไม่ได้ความเป็นปริญญาโทหรือความเป็นมหาบัณทิต (Master) เสียนี่ แล้วอะไรที่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นปริญญาโท ผมสอนปริญญาโทมามาก แม้จะไม่มากกว่าอาจารย์อาวุโสท่านอื่นๆ ที่สอนมาก่อนผมหลายปีนัก ส่วนใหญ่ผมจะเป็นอาจารย์พิเศษสอนปริญญาโทตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เปิดปริญญาโทกัน ตลาดวิชาปริญญาโทด้านการจัดการและการบริหารธุรกิจต่างเปิดกันอย่างมากมาย มีการเรียนการสอนเกือบจะทุกจังหวัดใหญ่ๆ ในประเทศไทย แล้วแต่ความต้องการของแต่ละพื้นที่ การไปเรียนของนักศึกษาก็เป็นตลาดวิชากันจริงๆ ไม่แตกต่างจากการไปเรียนกวดวิชาเลย เพราะดูเหมือนเป็นความเร่งรีบ ที่สำคัญคือ นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานแล้ว พยายามหาเวลาว่างมาเรียนเพื่อเพิ่มวุฒิการศึกษาและเป็นการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมสำหรับตัวเองเพิ่มนำไปใช้ในการทำงาน ยิ่งในปัจจุบันถ้าทำงานในองค์กรธุรกิจหรือเข้าสังคมในวงการธุรกิจคุณต้องจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย จบปริญญาโทย่อมจะดีกว่าคนที่จบปริญญาตรี (บางทีก็ไม่แน่เสมอไป) ผมว่าทุกคนจะอยากที่จะได้ตำแหน่งงานที่ดี เงินเดือนที่ดี แต่ผมว่าคิดอย่างนั้นก็อาจคิดผิด มันอยู่ที่ฝีมือและความคิดมากกว่า ปริญญาโทจะช่วยคุณได้ถ้ามีความคิด มีฝีมือหรือฝีคิดเป็นทุน คุณก็คงจะก้าวหน้าไปได้

เวลานี้หลักสูตรปริญญาโทต่างๆ เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แล้วมหาบัณฑิตจะมาช่วยพัฒนาประเทศหรือธุรกิจได้ไหม บางคนจบ ป.โท มา ทำงานแย่ก็มี บ้างก็สู้เด็ก ป.ตรี จบใหม่ไม่ได้ สังคมไทยบอกว่า คุณจะต้องจบโทเพื่อที่จะอยู่ในสังคมได้ คุยได้ว่าจบโทมาทางด้านนี้เป็นอย่างน้อยที่สุด บางคนมีเวลาว่างมากก็เลยไปหาที่เรียนอีกใบปริญญามาประดับบารมี ก็ดีครับ สบายอาจารย์อย่างพวกผม ได้เงินค่าสอนไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม พอนานๆ ไปผมกลับคิดว่าผมโง่ลงทุกวัน เพราะสอนแต่เรื่องเก่าๆ พูดซ้ำไปมา ไม่มีอะไรใหม่จากความคิดสร้างสรรค์ในการสอนแต่ละครั้งเลย ค่าสอนก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น อายุก็มากขึ้น แต่ก็ยังสอนเรื่องเดิมๆ อยู่ ที่สุดแล้วผมก็ต้องมาพิจารณาตัวเองว่า ระบบการศึกษาที่ผมและนักศึกษาเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้นคืออะไร ใครได้ ใครเสีย แล้วผลรวมเป็นอย่างไร

หัวใจของการเรียนปริญญาโท
จากประสบการณ์การสอนปริญญาโทของผม ส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์พิเศษแค่วิชาเดียวในแต่ละรุ่น แต่ผมไม่ได้รับเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเหล่านั้นเลย เพราะว่ามีนักศึกษาจำนวนมากจริงๆ ดังนั้น การจัดการหลักสูตรปริญญาโทด้วยการทำวิทยานิพนธ์จึงหาได้ยากมากในตลาดปริญญาโท ถึงมีทางเลือก (Options) ให้เลือก นักศึกษาส่วนใหญ่ก็จะเลือกการทำเป็นโครงงานศึกษาอิสระ (Independent Study : IS) ที่เรียกกันว่า IS มากกว่า ด้วยเหตุผลคือ การทำวิทยานิพนธ์นั้นยาก กลัวว่าจะไม่จบ นั่นเป็นทัศนคติพื้นฐานของนักศึกษาปริญญาโท บางแห่งได้ข่าวมาว่า ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้มีการทำ IS เป็นกลุ่ม 5 หรือ 10 คนด้วยซ้ำ ลองคิดดูว่าคนจบปริญญาโทสักกี่คนที่ทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) แล้ววิทยานิพนธ์นั้นสำคัญต่อปริญญาโทหรือผู้เรียนอย่างไร

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่รู้ว่า อะไรคือหัวใจของการเรียนปริญญาโท ผมมีความเห็นว่าหัวใจของปริญญาโท คือ การทำวิจัย (Research) แต่ผมกลับเคยได้ฟังมาว่า “เรียนปริญญาโทก็เหมือนเรียนปริญญาตรีเลย” “ลงหน่วยกิตให้ครบ แล้วหาวิทยานิพนธ์ (Thesis) ง่ายๆ ทำ จบเร็วๆ ก็พอแล้ว” แต่คนพวกนี้จะจบช้าที่สุด เพราะมัวแต่หา Thesis ง่ายๆ ไม่ลงมือทำเสียที ส่วนทางภาควิชาและคณะก็บอกว่าจะต้องวิจัย วิจัย และวิจัยเท่านั้น เพราะเราเป็นนักวิชาการ “เร่งเอานักศึกษาทุกคนมา เอา Case โรงงานไปทำเร็วๆ จะได้เป็น Thesis เป็นงานวิจัย จะได้เรียนจบปริญญาโท” ดูไปดูมาแล้วมันเป็นงานประจำที่พนักงานของโรงงานนั้นจะต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่นักศึกษาไปทำให้ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ แล้วก็จบ เราเรียกงานแบบนี้ว่างานวิจัยหรือเปล่า?

หน้าที่หลักของภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัย คือ ผลิตบัณฑิตและมหาบัณทิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคม ดังนั้นคุณค่าที่ออกไปจะต้องอยู่ในตัวบัณฑิตและมหาบัณฑิตเหล่านั้น และจะต้องให้พวกเขาได้รับรู้ในสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเขาด้วย ที่จริงแล้ว งานวิจัยในปริญญาโทเป็นกระบวนการสร้างคุณค่า (Value) ในตัวนักศึกษา ผ่านการทำวิจัย งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการสร้างคนในระดับปริญญาโท เพราะผลลัพธ์ออกมาจะมีอยู่ 2 สิ่ง คือ

1. ผลงานวิจัยวิทยานิพนธ์ที่เป็นรูปเล่มเอกสาร ซึ่งอาจจะมีคนเอาไปพัฒนาต่อหรือไม่ หรือก็แค่เอาไว้เป็นตัวอย่างในการเขียน
2. มหาบัณฑิตที่เป็นบุคคลที่สร้างงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์นี้ ตรงนี้ต่างหากที่ผมสนใจ เพราะตัววิทยานิพนธ์นั้นเป็นแค่เอกสารไม่สามารถพัฒนาตัวเองต่อได้ แต่มหาบัณฑิตที่เป็นบุคคลต่างหากที่สามารถพัฒนาตัวเองไปในอนาคตโดยสามารถเอางานวิจัยอื่นๆ ของตัวเองหรือของคนอื่นๆ มาพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้น มาถึงตรงนี้ท่านคงจะอ่านแนวความคิดผมออกนะครับว่า ที่จริงแล้วปริญญาโท คือ การเรียนรู้ถึงวิธีการเรียนรู้ (Learn How to Learn) ความรู้หรือหัวข้อวิทยานิพนธ์และหัวข้อวิจัยเป็นแค่พาหนะในการฝึกฝนระบบวิธีคิด บ่งชี้ปัญหา (Problem Identification) วิธีการนำเสนอ (Proposal) การเรียนรู้ของตัวนักศึกษาในการแก้ปัญหา (Problem Analysis) ในอนาคต เราเรียนเพื่อไปใช้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนที่เราได้เรียนมา ถ้าไม่รู้เรื่องใดก็ศึกษาเอาเอง ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเรียนรู้ใหม่ด้วยการเรียนปริญญาโทอีกใบ เพราะปัญหาในชีวิตจริงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คงจะรอคุณมาเรียนปริญญาโทอีกใบไม่ได้หรอกครับ นั่นแสดงว่าคุณล้มเหลวในการเรียนปริญญาโทที่ผ่านมา

การศึกษา “วิธีการเรียนรู้”
สิ่งที่นักศึกษาปริญญาโทเป็นกังวลมากที่สุด คือ การทำวิทยานิพนธ์ แต่อย่าลืมนะครับ การทำวิทยานิพนธ์นั้นคือสุดยอดของปริญญาโท เพราะมันเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหา ขอบเขต วิธีการแก้ปัญหา การดำเนินการทดลองหรือการแก้ปัญหา และสรุปผล นักศึกษาปริญญาโทที่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ด้วยความคิดของตนเองทุกขั้นตอนจะได้รับประสบการณ์ของการเรียนรู้อย่างเต็มเปี่ยม เพราะในชีวิตจริงก็คงจะไม่แตกต่างไปอย่างที่ผมกล่าวสักเท่าไหร่ ที่แตกต่างก็คงจะเป็นขนาดและดีกรีของความยากของปัญหา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่านักศึกษาส่วนใหญ่ พยายามที่จะไม่ลงทุนลงแรงในส่วนนี้ คิดแค่ว่าจบง่าย จบไว (คือไม่ต้องการความยากลำบาก) ส่วนนักศึกษาที่ทำโครงงานหรือ IS ก็ดูจะสบายใจมากกว่า เพราะไม่ยากมากเหมือนการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) จบแน่ๆ บางครั้งก็มีสโลแกนที่ว่า “จ่ายครบ จบแน่” นี่หรือคือการศึกษาของเมืองไทย ที่ผมเปรียบเทียบว่าการศึกษาในระดับปริญญาโทว่าเป็นการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการการสร้างคุณค่าและกระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับสังคมและธุรกิจ และสุดท้ายก็จะกลับมาสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ไม่ใช่ว่าก่อนเรียนและหลังปริญญาโท ก็เป็นเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม คิดเหมือนเดิม

อาจารย์ + นักศึกษา = ทีมงาน
ผมมองงานวิจัยหรืองานวิทยานิพนธ์ เป็นส่วนหนึ่งของงานของผม (อาจารย์) เองด้วย นักศึกษาที่ทำงานกับผมก็เป็นผู้ร่วมงาน (Partner) ที่ช่วยคิดช่วยทำงาน ตรงนี้แหละครับที่มีการถ่ายทอดความรู้ อาจารย์ที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการ ไม่ใช่ผู้ชี้เป็นชี้ตายแก่คุณว่า คุณจะสอบหัวข้อผ่านหรือไม่ หรือสอบป้องกันผ่านหรือไม่ นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ผลงานของคุณเองจะดีจะเลวก็รับไปด้วยกันทั้งคู่ (นักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา) ไม่ใช่ผลงานออกมาดี อาจารย์ที่ปรึกษาก็ขอรับความดีความชอบด้วย แต่ถ้าผลงานแย่ก็โทษนักศึกษาอย่างเดียว นี่คงจะไม่ถูกต้องนัก

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันในความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ก็คือ นักศึกษามาหาหัวข้อจากอาจารย์แล้วก็หายไปสักพัก (เพราะคิดไม่เป็น ไม่ได้ถูกสอนถูกฝึกมาให้คิด รอคนอื่นคิดให้) แล้วจึงกลับมาหาใหม่เพื่อให้อาจารย์ดูว่าจะเสนอได้หรือยัง มีการแก้ไขกันตามปกติ แล้วก็ดำเนินการเสนอหัวข้อไป พอผ่านหัวข้อก็ฉลองกันไป จากนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะไม่เห็นหัวและหางของนักศึกษาเหล่านั้นเลยเป็นเวลาอีกนานหลายเดือน ขอโทษบางคนหายไป 2 ปี จนอาจารย์จำแทบไม่ได้ว่านักศึกษาคนนี้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร บางคนก็เลิกเรียนไปเลย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ผมคิดว่ามันเป็นวงจรอุบาทว์ ผมก็ผิดหวังและเซ็งมากในการที่จะให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์สักเรื่อง ทั้งหมดนี้ไม่มีใครผิดหรอกครับ มันเป็นที่ระบบ คือ ระบบการศึกษาแบบไทยๆ ซึ่งทุกคนมีอิสระในความคิด ผมมีประสบการณ์ทำงานวิจัยใกล้ชิดกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาส กล่าวคือ เข้าไปทำงานเป็นลูกมือ คู่คิด เป็นผู้ช่วยในเรื่องงานวิจัยและงานสอนอื่นๆ รวมทั้งเรียนรู้แนวคิดของอาจารย์ ไม่ใช่ให้อาจารย์เป็นตรายางประทับว่า “ผ่าน” อย่างนี้ผมว่าไม่ใช่การศึกษาครับ

นั่นหมายความว่า นักศึกษาจะต้องให้เวลากับงานวิทยานิพนธ์อย่างเต็มที่ เต็มเวลา (ส่วนมากจะเกินเวลาเสียด้วยซ้ำ) สมัยที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมพบหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาทุกวันที่อาจารย์ไปทำงาน เพราะถูกจ้างให้ทำงานวิจัย ในเมืองไทยก็สามารถทำอย่างนั้นได้เช่นกัน ทุนวิจัยก็มีมาก อาจารย์หลายท่านหาทุนมาได้ ก็หานักศึกษาทำงานวิจัยสำเร็จไปตามสูตรที่ว่าก็มีอยู่มาก ไม่ใช่ไม่มี แต่ส่วนที่อาจารย์โดนหนักๆ ก็มี นักศึกษาเลิกทำกลางคัน (หักหลัง) ก็มี อาจารย์ก็รับผิดชอบชดใช้ทุนไป หรือไม่ก็หาคนอื่นมาทำ หรือก็บอกเจ้าของทุนคือว่ายังหาคนทำไม่ได้ ถ้าคิดให้ดีแล้วการทำงานวิจัยหรือการทำวิทยานิพนธ์ก็คือ การ Outsourcing ความคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาไปให้นักศึกษาทำนั่นเอง เป็นความสัมพันธ์เชิงการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ในโซ่อุปทานความรู้ ทุกคนต้องเห็นประโยชน์ร่วมกัน แต่ถ้าเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักศึกษาก็ตาม โซ่อุปทานความรู้นั้นคงจะมีการพัฒนาไปได้น้อยมาก

การศึกษา บางทีก็เหมือนเมาเหล้า
ผมไม่ได้เปรียบเทียบการศึกษาเป็นเรื่องการกินเหล้า เพราะผมก็ไม่ได้ดื่มเหล้ามานานแล้ว แต่เหล้าก็ยังคงอยู่ในสังคมของเราทุกชนชั้นทั่วโลก แถมเป็นธุรกิจที่ดีเสียด้วย ผมจึงมองการศึกษาเหมือนกับการเมาเหล้า คือ การมีความคิดที่ไม่ถูกต้องกับการศึกษา แล้วก็เสพอย่างไม่คิด ไม่มีสติ ตามแห่ไปเรียนไปศึกษาในบางเรื่องจนมากเกินไป ที่สำคัญเหมือนกับกระแสที่ต้องทำตามแฟชั่น เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แต่ก็ยังไม่รู้ถึงแก่นของการศึกษา เพราะการศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวจนได้เป็นปริญญาโทอีกใบหนึ่ง (แต่ถ้าคุณทำได้ก็ดี) แล้วทำไมจะต้องมาเรียนปริญญาโทอีกใบหนึ่งด้วย? การมีปริญญาโทหลายๆ ใบก็ไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าคุณเป็นคนมีความรู้ดีในหลายเรื่อง ผมกลับมองว่าคุณเป็นคนไม่ได้เรื่อง ต้องเรียนกันในระบบตลอดไปหรือ? วิธีการเรียนรู้มีอยู่มากมาย

ในสังคม เราให้ค่าของคนที่มีปริญญามากกว่าความรู้และประสบการณ์ที่เป็นผลงานของเขา เพราะปัจจุบันในบางครั้งใบปริญญาไม่สามารถบอกอะไรในตัวคนๆ หนึ่งได้ กว่าจะได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและความสามารถของเขาว่าใช้ได้หรือไม่ เราก็เสียเวลาไปมากเกินไป ด้วยแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกและจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราต้องพบและติดต่อสื่อสารกับคนมากมายทั่วโลก ประวัติการศึกษาจึงเป็นข้อมูลหนึ่งในการประเมินบุคคลได้เช่นกัน แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะประวัติการศึกษามีอายุใช้งานเช่นกัน ยิ่งนานเท่าใดก็อาจจะล้าสมัยได้ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ตัวเองทันสมัยและมีคุณค่าอยู่ได้ตลอดเวลา เมื่อคนเราไม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวเองได้ก็ต้องหาอะไรสักอย่างมาเป็นหน้ากากให้กับตัวเองว่ามีความรู้และมีค่าต่อสังคม คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของผลงาน ไม่ใช่ที่ปริญญาบัตร ถ้ามีปริญญาบัตรแล้ว คุณสามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวเองได้ก็จะยิ่งดี และทำให้มหาวิทยาลัยที่คุณจบมามีคุณค่ายิ่ง

การศึกษาให้เกิดความรู้มาจากกระบวนการตั้งคำถาม
จากประสบการณ์การสอนในเกือบทุกระดับชั้นของผู้ฟังในชั้นเรียนของผม ทำให้ผมมีแนวคิดในการสอนว่า การเรียนรู้คือการตั้งคำถาม ไม่ใช่มานั่งจด มาเก็บความรู้จากผู้สอนไป แล้วคุณจะกลายเป็นคนมีความรู้ ถ้าคิดอย่างนั้นคงจะไม่ได้ทำให้คุณสามารถแข่งขันได้หรอก เพราะทุกคนสามารถหาความรู้อย่างนั้นได้เหมือนกัน สามารถจ่ายเงินมาเรียนได้เหมือนกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างไปจากคนอื่นหรือสามารถแข่งขันได้ อยู่ที่ความสามารถในการตั้งคำถาม (Ask) และสามารถคิด (Think) ได้ดีกว่า ดังนั้น หัวใจของปริญญาโทอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ วิชาการที่เรียนมาในแต่ละสาขานั้นเป็นแค่ตัวประกอบในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสาขาไหนก็ตาม คุณก็จะได้เรียนรู้กระบวนการเรียนรู้เหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่างในรูปแบบไปบ้างตามสาขาวิชา แต่หลักการนั้นคงเดิม คือ การตั้งคำถามนั่นเอง หัวใจของการทำวิทยานิพนธ์ คือ การนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ กระบวนการนี้เป็นเสมือนการนำเสนอขายความคิดของตัวเอง คุณใส่ภาวะความเป็นผู้นำลงไปในปัญหาที่เกิดขึ้น หรือปัญหาอาจยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม แต่คุณพยายามจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ให้ลองนึกถึงตอนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอโครงงาน การขายโครงงานต่างๆ ให้กับเจ้านายหรือลูกค้า แม้แต่ลูกน้องตัวเอง ล้วนเป็นกระบวนการที่สะท้อนมาจากการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ทั้งนั้น

นักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่อยากคิด แต่จะให้อาจารย์คิดให้ หรือพยายามที่จะเลียนแบบจากของเก่าที่มีอยู่ เอาง่ายๆ เข้าว่า ผมได้อ่านหนังสือ “What were They Thinking?” ของ Jeffrey Pfeffer ซึ่งกล่าวไว้ว่า “การศึกษาไม่ใช่การเล่าเรื่องราวให้กับผู้คนในสิ่งที่พวกเขารู้เรื่องแล้ว หรือ ไม่ใช่การบอกกล่าวกับผู้คนถึงแนวคิดซึ่งพวกเขาคงจะต้องเห็นด้วยหรือต้องตกลงด้วยความจำเป็น การศึกษาจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการช่วยผู้คนให้เห็นกระจ่างแจ้งและมีความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ด้วยหนทางหรือวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้พวกเขาสามารถตั้งคำถามในสมมติฐานและแนวคิดที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามมาก่อนหน้านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือพวกเขาให้คิด (Think) และ ถาม (Ask) เพื่อที่จะค้นพบพื้นฐานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน” เรียนไปมากๆ แต่ไม่ได้คิดต่อ ก็ไม่มีประโยชน์

ปริญญาโทด้านลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คือ มายาภาพของความรู้
ที่กล่าวเป็นหัวเรื่องไว้นั้น ไม่ได้จะต่อต้านการเปิดการเรียนการสอนด้านลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเลย แต่ผมอยากนำเสนออีกมุมมองหนึ่งไว้ว่า แก่นที่แท้ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นไม่ได้มีตัวตนให้จับต้องได้ แต่เป็นสถานะเชิงความคิด (Thinking State) มากว่า เพราะในอดีตก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน แต่เราก็ยังสามารถอธิบายหรือกล่างอ้างกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในอดีตเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานได้เป็นอย่างดี และยังนำเอาเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นกรณีศึกษาได้ด้วย ผมจึงพิจารณาว่าแก่นแท้ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นมีอยู่จริงและไม่ใช่มายา เพราะผมเคยเขียนบทความโต้กับหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า “โซ่อุปทานเป็นมายา ลูกค้าคือของจริง” และลูกค้าก็คือส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานอยู่แล้ว ส่วนการสร้างกระแสและการให้ความสำคัญกับมันอย่างไม่มีความเข้าใจจนกลายเป็นมายาภาพของความรู้ จนเป็นเหมือนแฟชั่นที่ทุกคนต้องการจะมีไว้ประดับประดาให้ตัวเองดูดีหรือสามารถนำไปใช้ได้โดยที่มีแต่ความรู้ แต่ยังคิดไม่เป็น ยังใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ ในอนาคต สภาพกระแสความต้องการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานอาจจะหมดไปหรืออาจจะแปรสภาพไปเป็นชื่ออื่นๆ ก็เป็นไปได้ แต่แก่นแท้ของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เป็นการสร้างสมดุลธุรกิจก็ยังคงอยู่ด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าให้กับลูกค้า

ในมุมมองผมนั้นถ้าจะเรียนลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเป็นอีกปริญญาหนึ่งเลย หรือต้องไปหาเรียนปริญญาโทอีกหนึ่งใบ ด้วยพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของสาขาวิชา MBA ด้าน Operations Management หรือด้านวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering) เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองและความคิดใหม่แล้วเรียนเพิ่มอีกวิชาหนึ่งหรือสองวิชา ก็เพียงพอที่จะปรับฐานความคิดจากเดิมมาเป็นการคิดเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานได้ แต่ถ้าเปลี่ยนแค่วิชาหนึ่งหรือสองวิชาก็คงจะไม่สามารถสร้างปริญญาโทใบใหม่ได้ ตลาดวิชาคงไม่ต้องการ เพราะผู้เรียนก็ต้องการความแตกต่างเช่นกัน ลองกลับไปดูความซ้ำซ้อนของสาขาวิชาในกลุ่มที่ผมกล่าวถึง กับวิชาในกลุ่มลอจิสติกส์และโซ่อุปทานตามมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้ คุณจะพบว่ามีความแตกต่างกันไม่มาก แต่อยู่กันคนละชื่อ นี่คือความสูญเปล่าอย่างหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นแค่มายาภาพที่สร้างกระแสความต้องการให้เกิดขึ้น ปัญหามีอยู่ว่า แล้วเราจะเปลี่ยนมายาภาพเหล่านี้ให้เป็นจริงและสื่อสารออกไปให้เป็นรูปธรรมได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราเองต่างหากที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของการจัดการธุรกิจ แล้วก็สร้างภาพต่างๆ ขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจภาพที่สร้างขึ้นมาเหล่านั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว เรามีวุฒิภาวะมากเพียงพอที่จะเข้าใจความเป็นไปของสังคมโลกและเข้าใจตัวเอง และจัดการกับตัวเองได้ ไม่ใช่แห่ไปตามกระแสด้วยความไม่เข้าใจ แล้วใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้เต็มที่ เพราะธุรกิจทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในวงการซื้อขายเท่านั้น แต่มีผลกระทบต่อชีวิต สังคมและโลกของเรา

ดร.วิทยา สุหฤทดำรง เขียน

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปริญญาโท กับ แฟชั่นการศึกษา

บทความนี้ ผมเขียนถึงนักศึกษาปริญญาโท MS.LSCM#3 ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมครับ นำมาแบ่งปันเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ด้วย


เรื่องการเรียนปริญญาโทด้านลอจิสติกส์ ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นความเห็นชอบผมคนเดียวหรอก เพราะว่าหลายๆ คน รวมทั้งหลายๆ อาจารย์ก็เห็นด้วย ผมก็เลยได้ทำมาหากินกับแฟชั่นนี้ไปด้วย ประเด็นก็คือ แล้วพวกคุณจะหาประโยชน์จากแฟชั่นในการเรียนปริญญาโทได้อย่างไร แรกๆ การเรียนปริญญาโทก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นเท่าไรในอดีต แต่เราต้องเข้าใจว่า แล้วมาเรียนกันทำไม ผมเข้าใจว่ามันจะต้องมีคนเริ่มกันมาก่อน เหมือนแฟชั่นเสื้อผ้าทั่วไป แฟชั่นก็คือแฟชั่น ไม่ผิดหรอก ต้องมีคนได้ประโยชน์สิ แล้วก็มีคนเรียนและก็มีคนสอนตอบรับอุปสงค์ มันก็สมเหตุสมผลดีอยู่แล้ว

โครงสร้างของการเรียน การสอนใน ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก ของเรา มันน่าจะสมดุลกันดีอยู่แล้ว พอเรามีการเปิด ป.ตรีกันได้ง่ายขึ้น คนอยากจะไต่ขึ้นไปเรียน ป.โท กันมากขึ้น และตามด้วยป.เอก ตามลำดับ ดังนั้น มหาวิทยาลัยก็ตอบสนองด้วยหลักสูตรต่างๆ มากมาย ผมมีความเชื่อและมีประสบการณ์ว่า คนที่เรียนส่วนใหญ่จะเรียนเพื่อ “ใบปริญญา” ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถามผมว่าจำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าใช่ จริงๆ แล้วมันจำเป็น “ดูไปแล้วอาจจะเป็นการดูถูกคนเรียนไปหน่อยไหม อาจารย์วิทยา” ก็แล้วแต่จะคิดนะ บางคนทำมาฟอร์มสร้างภาพว่ามาเรียนเอาความรู้ ผมบอกกลับไปว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว พอเรียนจบ ก็ไม่ต้องรับปริญญานะ เอาแต่ความรู้ไป ทุกคนเงียบหมด สรุปแล้ว ทุกคนมาเรียนเพื่อปริญญาใบนั้น

แต่ผมก็ให้ทุกคนที่มาเรียนตั้งเป้าหมายในการเรียนว่า จะต้องได้ใบปริญญาเป็นอันดับแรก ประสบการณ์และความรู้ตามมาที่สอง และอื่นๆ อีกแล้วแต่คนเรียนจะตั้งเป้าหมาย เพราะว่าอะไร... หลายคนที่ผมรู้จัก เรียนปริญญาโทประมาณ 3-4 รอบ ในหลายหลักสูตรและหลายมหาวิทยาลัย กว่าจะได้ปริญญาโทสักใบ ด้วยความทรนงหรือมั่นใจอะไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยกับหลักสูตร ไม่ชอบอาจารย์ มีอุดมการณ์ของตัวเองกับเรื่องที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองหรือองค์กรธุรกิจ มันเสียทั้งเงินและเวลาไปเปล่าๆ

พวกเราต้องเข้าใจกระบวนการทางสังคมว่าเรามาเรียนกันทำไม อะไรเป็นประเด็นที่สำคัญในการศึกษา มีสิ่งหนึ่งที่ปรัชญาการศึกษาไม่ได้บอกไว้ คือ คนในสังคม เมื่อไม่รู้จักกัน เขาดูกันที่ว่าใครจบปริญญาอะไรมา จบมาจากที่ไหน เรียนมาทางด้านไหน เพราะว่าในชีวิตเราจะต้องเจอคนมากขึ้น ปริญญาจึงเป็นเครื่องมือในการกรองผู้คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา การเรียนหนังสือจึงเป็นแฟชั่นหนึ่งของคนในสังคมที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนหรือบุคคลที่เราต้องการจะคบหรือทำงานร่วมด้วยหรือหาประโยชน์ด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งที่ใช้แฟชั่นของการศึกษาในการชุบตัวเองให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ผมต้องการทำงานด้วยหรือทำธุรกิจ เพราะว่าการใช้ชีวิตคือธุรกิจครับ เราหลีกเลี่ยงธุรกิจไม่ได้ ตัวอย่าง เช่น ป.ตรี ผมต้องเรียนวิศวะ นั่นเป็นความคิดตอนนั้น จบป.ตรีแล้วต้องไปเรียนเมืองนอก ต้องเป็นนักเรียนนอก พ่อผมก็ส่งไปครับ เสร็จแล้วต้องเรียนเอกต่อ ถ้าจะให้เท่ห์ต้องเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลสิ แล้วผมก็ได้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ดูสิผมทำตามแฟชั่นทั้งนั้น แต่ก็เป็นแฟชั่นกลุ่มเล็กๆ ที่ผมคิดว่าผมสามารถหาประโยชน์ได้ในอนาคต ผมคิดเป็นธุรกิจนะครับ

การเรียนหรือการศึกษาเป็นแฟชั่นที่ดีมาก เพราะได้ประโยชน์กับผู้ที่เรียน แต่ประเด็นคือ คุณจะได้ประโยชน์อย่างไรจากแฟชั่นเหล่านั้น หลายคนจบป.โทมาหลายใบ ถามว่าเรียนไปทำไมเยอะๆ คนนั้นก็ตอบไม่ได้มาก เพียงแต่แค่อยากรู้อะไรเพิ่มเติม ประเด็นคือ เมื่อคุณไม่รู้อะไรก็เลยต้องมาเรียนปริญญาโทอีกใบหรือ นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกเลย แล้วปริญญาที่เคยเรียนมาอีกหลายใบนั้นล่ะ ทำไมไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลยหรือ เขาก็บอกว่ามันต่างสาขากัน สิ่งที่เรียนนี้มันเป็นเรื่องใหม่ นั่นก็แสดงว่าปริญญาโทที่เรียนมานั้นให้แต่เนื้อหาความรู้เท่านั้น ไม่ได้ให้ระบบคิด กระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำ

ถ้าเราคิดกันได้อย่างนี้ ก็แสดงว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้ทำให้คนไทยมีการศึกษาที่แท้จริง การศึกษาไทยทั้งป.ตรี ป.โท และป.เอก ก็แค่ทำให้คนไทยที่เรียนในระบบการศึกษาไทย ได้แต่ “เรียน” และได้แค่ “รู้” เท่านั้น แต่ยังศึกษาไม่เป็นหรือเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็จะต้องกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาใหม่เพื่อรับการเรียนและรู้โดยการสอนของอาจารย์ในระบบปริญญาทั้งหลาย ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิดหรอก แต่ผมว่า ที่จริงเอาแต่แค่หลักสูตรสั้นๆ ก็พอ แล้วรีบกลับแก้ปัญหาหรือซื้อหนังสือมาอ่านและหาหนทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีกระบวนการหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมากำหนดคำตอบหรือกำหนดชีวิตเรา แต่บางคนว่างจริงและขี้เกียจจะอ่านหรือศึกษาเองก็เลยมานั่งเรียนในระบบการสอนแบบเก่าและไม่เหงาดีด้วยมีเพื่อนๆ ร่วมรุ่นอีกต่างหาก ที่จริงการเรียนในแต่ละปริญญาแล้วแต่คนที่เรียนด้วย บางคนเรียนเอา Connection ก็เยอะไปครับ อย่างนี้ไม่เกี่ยวกับระบบการศึกษาและปรัชญาการศึกษา

เคยมีคนมาถามผมว่า “อาจารย์ครับ ผมจะเรียนลอจิสติกส์ที่ไหนดีครับ” ผมถามกลับว่า “แล้วจบอะไรมาล่ะ” เขาตอบว่า “จบ MBA มาครับ” แล้วผมก็ถามต่อไปว่า “แล้วทำไมถึงอยากจะมาเรียนล่ะ” เข้าตอบว่า “เจ้านาย กำลังสนใจเรื่องลอจิสติกส์อยู่ เพราะมีปัญหาด้านนี้ เจ้านายอยากจะนำมาใช้ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะมาเรียนปริญญาโทด้านนี้” ผมสลดใจอย่างมาก อะไรกันเนี่ย แค่สนใจและมีปัญหาถึงกับต้องมาเรียนปริญญาโทกันใหม่เลยหรือ ถ้ายังไม่จบโทมาก่อนก็ไม่เป็นไร ใช้สาขาลอจิสติกส์ที่กำลังเป็นแฟชั่นอยู่นี้เป็นการเรียนป.โทไปก็ไม่เห็นเสียหายเลย แล้วเขาไม่คิดหรือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องถูกแก้ไขโดยเร็วหรือไม่ การแก้ปัญหาคงจะรอไม่ได้เป็นปีๆ ถ้าคิดและเป็นกันอย่างนี้ จบปริญญาโทมาแล้วยังมีความคิดแค่นี้ ผมว่ามันใช้ไม่ได้ หลักสูตรที่เรียนมาเขาไม่ได้สอนให้คิดได้มากกว่านี้หรือ? เพราะว่าคนที่มาเรียนปริญญาโทนี้ ไม่ได้มาเรียนเอาความรู้ แต่ต้องได้กระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำในการเรียนรู้ ความรู้ในแต่ละสาขาวิชานั้นเป็นแค่เครื่องมือในทำให้คุณรู้และเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้และใช้บริบทในสาขาวิชาที่เรียนสร้างภาวะผู้นำในการนำเสนอหัวข้อวิจัยต่างๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นปริญญาโทหรือเป็น Master

การเรียนปริญญาโทไม่ได้สร้างให้คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ป.โท และป.เอก จะสร้างคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยภาวะผู้นำ เมื่อคุณจบการศึกษาไปแล้ว สังคมมีองค์ความรู้ใหม่และไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว คุณสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่และใช้สิ่งที่เรียนรู้ใหม่นั้นให้เกิดผลประโยชน์ต่อชีวิตและองค์กรธุรกิจได้ และที่สำคัญ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้หรือศึกษาในสาขาที่จบป.โทมาก็ได้ สิ่งที่คุณมีอยู่กับตัวซึ่งไม่ใช้ ตัว Thesis คือ ความสามารถในการเรียนรู้หรือการศึกษาและภาวะผู้นำนั่นเอง เขาถึงเรียกคุณว่ามหาบัณฑิต หรือ Master

เมื่อคุณก้าวเข้ามาเรียนป.โท หรือ ป.เอก แล้ว คุณทำได้แค่ตามแฟชั่นการเรียนที่ได้ใบปริญญามาหรือ? แล้วคุณได้แฟชั่นในการเรียนรู้ด้วยตนเองรวมทั้งภาวะผู้นำในการเรียนรู้ไปด้วยหรือเปล่า? เห็นไหมครับว่า ตามแฟชั่นก็ไม่เห็นเสียหายเลย เพียงแต่คุณเข้าใจคุณค่าของแฟชั่นนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากแฟชั่นนั้นอย่างไร เพราะคนที่เข้าใจแฟชั่นและทำตามแฟชั่นก็คงจะไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ฉันจะทำของฉันล่ะ ฉันได้ประโยชน์จากแฟชั่นของฉันแน่ๆ ในทางตรงกันข้าม พวกที่แค่ทำตามแฟชั่นไป แต่ก็ไม่รู้ว่าได้ประโยชน์อะไรนั้น ก็เสียเวลาไปเปล่าๆ จริงไหมครับ

เมื่อการเรียนปริญญาโทเป็นแฟชั่นไปแล้ว อาจารย์และหลักสูตรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ตอบสนองกันได้เป็นอย่างดี รายได้ดีเป็นอย่างมาก ผมและเพื่อนๆ เองก็มีรายได้จากตรงนี้พอสมควร เอาแค่คนสอนนะครับ ไม่ได้พูดถึงหลักสูตรที่มีคนเรียนกันเป็นร้อยๆ คน จะได้กำไรมากขนาดไหน ผมกำลังตั้งคำถามว่า แล้วนักศึกษาได้ความเป็น Master ไปหรือไม่ หรือได้แค่ความรู้ใหม่ๆ อย่างเช่น สาขาลอจิสติกส์ ซึ่งผมก็ต้องตอบว่า มันเป็นแฟชั่นจริงๆ ครับ เขาเป็นกันทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ต่างก็เปิดสาขานี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าที่อังกฤษหรืออเมริกาหลายคนมาเรียนลอจิสติกส์ก็เพราะแฟชั่น เห็นว่าเป็นเรื่องใหม่ ไม่อยากตกยุค เห็นใครๆ เขาก็จบมาทางด้านนี้ แต่บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างนี้ ใช่ครับ บางคนมาเรียนเพราะทำงานอยู่ในสาขานี้พอดีและอยากจะรู้เพิ่มเติม ก็เลยมาเรียนเพื่อจะรู้เพิ่ม ไม่เป็นไร เราไม่ว่ากัน ผมไม่รู้หรอกว่าใครๆ เขาคิดกันอย่างไร ผมเคารพความคิดเห็นส่วนตัวครับ

มาถึงตรงนี้แล้วเราจะทำให้แฟชั่นที่ต้องเรียนลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นมากกว่าแฟชั่นได้อย่างไร เราต้องคิดว่า เราจะหาประโยชน์จากแฟชั่นนี้ได้อย่างไร เราจะเข้าถึงแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเพียงแค่นั้นหรือ เราจะต้องเข้าถึงแก่นของความเป็นปริญญาโทในรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำผ่านบริบทของสาขาวิชาลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน และผมอยากจะบอกว่าแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นจับต้องไม่ได้ เพราะเนื้อหาวิชาทั้งหมดในการเรียนลอจิสติกส์และโซ่อุปทานไม่ได้เป็นของใหม่ แต่ความเป็นลอจิสติกสฺและโซ่อุปทาน คือ กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองและภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงในปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ดังนั้นเมื่อโลกแห่งการดำเนินงานซับซ้อนขึ้น วิธีการคิดและการจัดการก็ควรจะซับซ้อนขึ้นตาม เพื่อทำให้เราสามารถจัดการกับบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ถ้ามาเรียนลอจิสติกส์แล้วก็เป็นเรื่องเก่าๆ เหมือนกับที่ทำงานอยู่ทุกวัน ก็ใช้ไม่ได้น่ะสิครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสิ่งง่ายพื้นๆ ไปแก้ไขหรือจัดการกับสิ่งที่ซับซ้อนหรือสิ่งที่ยากกว่า ลอจิสติกส์และโซ่อุปทานจึงเป็นมากกว่าเครื่องมือในการจัดการ แต่เป็นแนวคิดและวิธีคิดในการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการจัดการ นั่นคือแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ซึ่งจะตรงกับมุมมองด้านปรัชญาของการเรียนปริญญาโทของผม

นั่นหมายความว่า เมื่อคุณจบปริญญาโทไปแล้ว คุณไม่ได้แค่นำเอาความรู้ที่ได้เรียนในหลักสูตรไปใช้งานหรือสร้างประโยชน์เท่านั้น แต่คุณจะต้องเอาประสบการณ์จากกระบวนการการคิด การนำเสนอปัญหา การหาเหตุและผลรองรับ การดำเนินการแก้ปัญหา การนำเสนอผล และการเผยแพร่การวิจัยและแก้ปัญหาต่างๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาเดียวกันหรือไม่ ยิ่งมีสาขาใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ คนที่จบปริญญาโทมาก็ยิ่งจะต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถและภาวะผู้นำตรงนี้สร้างกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาให้กับตัวเองและองค์กรเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาปรับปรุงอย่างยั่งยืน นี่ก็เป็นแฟชั่นที่คนที่จบปริญญาโทไปแล้วควรจะต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและองค์กรธุรกิจที่ตัวเองทำงานอยู่

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดของผู้ที่ไปเรียนปริญญาโท แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องของผู้ที่บริหารและการจัดการหลักสูตรและอาจารย์ผู้ที่สอนจะต้องคิดและปรับปรุงกระบวนการการจัดการหลักสูตร เป้าหมายและปรัชญาของหลักสูตรคืออะไร ผมว่าทุกหลักสูตรมีเขียนไว้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้บริหารหลักสูตรเข้าใจในสิ่งที่เขียนไว้หรือไม่ แต่อาจจะเป็นเพราะคนเขียนหลักสูตรไม่ได้มาบริหารเอง การจัดการหลักสูตรจึงไมได้เป็นไปตามปรัชญาของหลักสูตร อาจารย์ส่วนใหญ่ รวมทั้งผมเอง ก็ไปได้แค่สอนหนึ่งวิชาหรือหลายวิชาเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของหลักสูตรไป เป้าหมาย คือ นักศึกษาต้องจบออกไป จะจบออกไปอย่างไร ผมก็ไม่รู้จริงๆ เพราะไม่ได้เป็นผู้จัดการหลักสูตร

แต่ถ้าหลักสูตรปริญญาโทในเมืองไทยเป็นมากกว่าแค่การเรียนหนังสือ สอบแล้ว ทำรายงานแล้วได้ปริญญา จะดีมากเลย เพราะว่าถ้าหลักสูตรปริญญาโทสามารถเปลี่ยนเป็นหลักสูตรการสร้างผู้นำได้ จะประเสริฐมาก เพราะว่าหลักสูตรปริญญาโทในปัจจุบันกลายเป็นหลักสูตรสร้างขยะทางวิชาการไปแล้ว โดยไปเน้นที่ผลงานทางิชาการที่ไม่ได้เอาไปใช้จริง เพราะมีเป้าหมายที่แค่ทำให้ผ่านกรรมการสอบเพื่อให้ได้ใบปริญญา หรือไม่ก็ให้อาจารย์เอาผลงานไปตีพิมพ์เป็นผลงานวิชาการเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นการ “สมยอม” กันทางวิชาการ ทุกคนได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ไม่มีใครเสียหาย ก็ไม่มีใครร้องเรียนกัน แต่เมื่อมองจากข้างนอกสำหรับคนที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมด้วยแล้ว ผมว่าเราก็สามารถสร้างประโยชน์จากระบบการศึกษาที่เป็นอยู่อย่างนี้ได้มากเลย โดยเฉพาะปริญญาโท ผมเองก็เห็นหน่วยงานรัฐในด้านการวิจัยหลายหน่วยก็พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากระบบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทนี้ แต่ก็อาจจะมองคนละมุมกับผมไปบ้าง แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าจะมองในมุมไหน เราก็อยู่ในกระบวนการสร้างคุณค่าเดียวกัน คือ การทำหลักสูตรปริญญาโท เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ในมุมต่างๆ ได้อย่างไร

ผมมองการเรียนหรือการทำหลักสูตรปริญญาโทเป็นการสร้างผู้นำ ผลผลิตสุดท้ายของปริญญาโท คือ มหาบัณฑิต หรือคนที่คิดเป็น คนที่มีภาวะผู้นำและมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ พวกเราไปเน้นที่ Thesis หรือการทำวิจัย ทั้งๆ ที่ก็มีประโยชน์เช่นกัน ก็แล้วแต่ว่าใครจะเอาไปหาประโยชน์ ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นงานวิจัยเป็น Thesis หรือ บทความวิชาการที่เป็นเลิศ ที่จริงแล้วผมว่าต้องไปเน้นที่การสร้างผู้ที่ทำวิจัย ไม่ควรเน้นที่การเรียนเนื้อหาความรู้ เพราะว่าผู้ที่ทำวิจัยจะค้องมีภาวะผู้นำและมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเน้นที่สร้างคนทำวิจัยครับ สร้างคนที่มีความเป็นนักวิชาการในตัว แต่ไม่ได้เป็นนักวิชาการโดยอาชีพ เพราะว่าโลกปัจจุบันนั้น มีความรู้มากมายที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดภายในเวลา 1-2 ปี กับอีก 36-48 หน่วยกิตได้ ความรู้นั้นเป็นพลวัต (Dynamic) เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะเป็น Master ในเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร สิ่งที่หลักสูตรปริญญาโทน่าจะทำได้ คือ การพิสูจน์ตัวผู้เรียนเองว่า เขาเป็น Master ของตัวเอง และพิสูจน์ตัวเองด้วยกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆ ที่นำเสนอและดำเนินการรวมทั้งนำเสนอและเผยแพร่ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตัวผู้เรียนมีความพร้อมในการเป็น Master ในการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ในโลกของความเป็นจริงที่เป็นพลวัต แล้วลองมานึกถึงหลักสูตรปริญญาโทต่างๆ ที่เปิดอยู่เป็นอย่างไรกันบ้าง ผมรู้สึกเสียดายเวลาและทรัพยากรที่ทำให้ได้มาแค่กระดาษหนึ่งใบ แต่คนที่จบออกมานั้นสามารถเป็นผู้นำหรือมีกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือไม่? นั่นยังเป็นคำถามของผมอยู่
หรือถ้ามองอีกด้านหนึ่ง อย่างน้อย คนที่จบปริญญาโทมานั้นจะต้องเป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยให้กับองค์กรธุรกิจหรือให้กับตัวเองได้ ผลที่ได้ คือ กำไรในองค์กรธุรกิจ หรือมีชีวิตที่ดีกว่า ส่วนผู้ที่เป็นนักวิชาการโดยอาชีพนั้นก็ใช้หลักการเดียวกันกับผู้ที่จบ ป.โทมาเหมือนกัน แต่เป้าหมายก็ คือ ใช้กระบวนการเรียนรู้ของตนเองไปสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรธุรกิจอื่นๆ เพราะว่านักวิชาการมีความสามารถตรงนี้มากกว่าคนในองค์กรธุรกิจ อีกทั้งปริญญาโทยังต้องสอนหรือฝึกให้คนมีความเป็นนักวิชาการในตัวมากขึ้น ดังนั้นเราก็คงหลีกหนีวิชาการและนักวิชาการไม่ได้เลย ยิ่งเรียนปริญญาโทแล้ว ก็ยิ่งต้องคิดอย่างนักวิชาการหรือนักวิจัยมากยิ่งขึ้น

ผมคิดว่า ตรงนี้น่าเป็นส่วนหนึ่งของความตกต่ำทางวิชาการของไทยในมุมมองแคบๆ ของวงการปริญญาโทที่เราได้เห็นและสัมผัส ซึ่งที่จริงแล้ววิชาการนั้นไม่ใช่อยู่ในมหาวิทยาลัยเสมอไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจของเราเสมอ และธุรกิจก็คือชีวิตของเราที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย การที่เราดำเนินชีวิตได้นั้น ก็เพราะเราทำธุรกิจชีวิตเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่รอด ดังนั้นวิชาการต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้นเราคงจะมองแค่มุมมองในปัญหาเรื่องการศึกษาในระดับปริญญาโทไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่รูปแบบ (Pattern) เท่านั้น แต่เราต้องมองในลักษณะของโครงสร้าง (Structure) เราต้องไปแก้กันที่โครงสร้าง เราควรจะคิดกันเชิงระบบ (Systems Thinking) มากกว่านี้ แล้วผมจะมาเล่ามุมมองผมต่อนักวิชาการใหม่ในมุมที่กว้างขึ้นนะครับ แค่นี้คงจะยาวไปพอสมควรแล้วครับ ขอให้โชคดี

Cheers,

อ.วิทยา