แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุทธศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุทธศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชุม 6 สถาบันฯ -- 4.บูรณาการยุทธศาสตร์ในทุกภาคส่วน (2) : ยุทธศาสตร์

บูรณาการยุทธศาสตร์ในทุกภาคส่วน (2) : ยุทธศาสตร์
     
จากมุมมองและความเข้าใจเบื้องต้นในการบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ในด้านอื่นๆที่รองรับยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นเสมือนแผนแม่บท    จากผลการดำเนินงานด้วยยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว   เรามักจะพบว่าผลการดำเนินงานจากการนำยุทธศาสตร์ชาติไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง   หรือไม่มีประสิทธิภาพบ้าง  ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้เป็นผลมาจากการบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติทั้งจากบนลงล่าง  การวัดผลการนำไปปฏิบัติจากล่างขึ้นบนและระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของยุทธศาสตร์ชาติ   มุมมองที่สำคัญจะอยู่ที่การเขียนยุทธศาสตร์ชาติ  เพราะว่าถ้าการกำหนดรายละเอียดของยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมานั้น   ไม่ได้กำหนดความเชื่อมโยงและการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ย่อยที่รองรับแล้ว   การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติที่ขาดการบูรณาการที่ดีจะทำให้ผลของการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ขาดความเป็นองค์รวม (Holism)  ประเด็นที่สำคัญ คือ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเสริมสร้างความเป็นบูรณาการของยุทธศาสตร์ชาติโดยการระบุหรือกำหนดความเชื่อมโยงขององค์ประกอบของยุทธศาสตร์ชาติและการมีปฏิสัมพันธ์กันของส่วนย่อยของยุทธศาสตร์ชาติ

สถานการณ์ปัจจุบัน
     
โดยทั่วไปความเข้าใจถึงยุทธศาสตร์ชาติของแต่ละส่วนงานที่เป็นผู้ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละด้านหรือองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ชาติ   บางคนก็อาจจะเห็นความสำคัญของยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านแตกต่างกันออกไปตามระดับของยุทธศาสตร์   บางยุทธศาสตร์เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว   บางยุทธศาสตร์เป็นยุทธศาสตร์ในระยะสั้น   แผนยุทธศาสตร์เหล่านี้จะมีความซับซ้อนที่แตกต่างกันออกไปอีกตามแต่รายละเอียดขององค์ประกอบของยุทธศาสตร์ชาติและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง   ยิ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักในระดับประเทศ   องค์ประกอบต่างๆของยุทธศาสตร์ก็จะมากขึ้นตามลำดับความสำคัญและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ชาติก็จะยิ่งมากขึ้นตามลำดับด้วย
     
ปัญหาของการนำยุทธศาสตร์ชาติไปปฏิบัติ  ส่วนใหญ่ที่พบในการดำเนินงานทั่วไปในการจัดการสาธารณะ (Public Management) คือ  ความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน  ความไม่ชัดเจนในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์   ซึ่งจะมีผลต่อผลลัพธ์ของการดำเนินยุทธศาสตร์  บางยุทธศาสตร์บรรลุผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี  แต่อาจจะขาดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์   บางยุทธศาสตร์อาจจะไม่มีคุณภาพซึ่งไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล  แต่ก็อาจจะประสบผลสำเร็จด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและภาวะผู้นำของผู้ที่นำยุทธศาสตร์ชาตินั้นไปปฏิบัติใช้ให้เกิดผลประโยชน์
     
ในภาวะปัจจุบันผู้ที่นำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติใช้งานมักจะตกอยู่ภาวะกดดันที่จะต้องบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติภายใต้บริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นพลวัต (Dynamics) ซึ่งทำให้รายละเอียดที่อยู่ในยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  อีกทั้งผู้ที่นำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติก็มีความเสี่ยงในการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์เพื่อให้ยุทธศาสตร์นั้นบรรลุเป้าหมายทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้มีทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอ  รวมทั้งข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นต่อการตัดสินใจดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ   สถานการณ์เหล่านี้จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบรรลุถึงเป้าหมาย  และอาจจะเกิดความเสียหายต่อผู้ปฏิบัติงานเองด้วย  ผู้ปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์จึงต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์
     
หรือจะพูดกันอย่างง่ายๆ ว่า  ยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์หลักของประเทศที่เขียนมานั้นไม่มีคุณภาพหรือไม่ได้สะท้อนภาพเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ผลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะขาดการบูรณาการที่ดีของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ  ดังนั้นถ้ายุทธศาสตร์หลักดีและมีความเป็นองค์รวมที่เกิดจาการบูรณาการที่ดี  ยุทธศาสตร์ย่อยอื่นๆก็สามารถที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันได้  และผู้ที่ปฏิบัติก็ต้องมีความพร้อมในการบูรณาการด้วย  เพื่อที่จะได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์หลัก
     
ก่อนที่ยุทธศาสตร์ชาติจะถูกจัดทำและนำไปปฏิบัติ  ผู้จัดทำและผู้ที่นำไปปฏิบัติควรจะมีความเข้าใจในแนวคิดและวิธีการบูรณาการเสียก่อน   เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะเกิดจากการบูรณาการทั้งสิ้น   เพียงแต่ว่าความสำคัญของการบูรณาการในอดีตนั้นยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไรนัก   เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมยังไม่รุนแรงและรวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน   ยิ่งสภาวะแวดล้อมปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นการบูรณาการจึงยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม      การบูรณาการ คือ การนำสิ่งที่แตกต่างกันมารวมกันให้มีโครงสร้างที่เป็นระบบ (Systemic Structure)  ความเป็นระบบของการรวมตัวกันนั้นไม่ได้ให้แค่ประโยชน์ที่เป็นผลลัพธ์ที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น  แต่ความเป็นระบบยังก่อให้เกิดเป็นความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic Capability)  ทำให้ระบบนั้นสามารถปรับปรุงตัวและเปลี่ยนแปลงในการสร้างผลประโยชน์ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลวัตด้วย
             
ดังนั้นสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรานั้นดูเหมือนว่า  ยุทธศาสตร์ชาติกับยุทธศาสตร์ย่อยต่างๆ ยังขาดการเชื่อมโยงกันกับความเป็นจริงในการปฏิบัติงาน     สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ส่วนรวมก็ตาม   ย่อมมีความเป็นพลวัต (Dynamic) หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  (ไม่นิ่ง)    แต่ยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์หลักที่ถูกจัดทำออกไปกลับมีลักษณะสถิตย์ (Static) หรือนิ่ง   ความเป็นจริงในการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างผลประโยชน์ของชาตินั้นในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตทั้งในด้านความซับซ้อนและความเป็นพลวัต  ผู้ปฏิบัติงานต้องการแผนการดำเนินงานที่ยืดหยุ่น (Flexible) กับความสามารถในการปรับตัว (Adaptive)  เพื่อการตอบสนองต่อการปฏิบัติการในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty) และความซับซ้อน (Complexity)ของปัญหาและความพลวัตของสภาวะแวดล้อม  ยุทธศาสตร์จึงต้องเป็นแผนงานที่มีความคล่องตัว (Agility) ที่มีลักษณะความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว   ความเป็นบูรณาการของยุทธศาสตร์ที่มีความเป็นระบบจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการทำให้เกิดความคล่องตัวเพื่อการรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ต้องเริ่มที่กระบวนการ
             
ผลลัพธ์ของคุณค่าหรือผลประโยชน์ทุกสิ่งบนโลกนี้ในมุมมองจากความต้องการมนุษย์เกิดจากกระบวนการสร้างคุณค่า (Value Creation Process) ที่สร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นมา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติหรือมนุษย์เราที่เป็นผู้สร้าง   สิ่งที่เป็นธรรมชาติก็เกิดจากกระบวนการธรรมชาติซึ่งเราอาจเข้าใจหรือรู้จักไม่ทั้งหมดและมนุษย์เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด   สิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาก็เกิดจากกระบวนการที่เราได้ออกแบบจากความเข้าใจในความต้องการของผลประโยชน์ของมนุษย์เองและควรจะควบคุมได้    แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้  ดังนั้นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งในธรรมชาติและในชีวิตเรานั้นก็เกิดจากผลลัพธ์หรือผลประโยชน์ที่ได้ไม่ตรงกับใจเรา    ธรรมชาติให้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความค้องการของมนุษย์ก็เพราะกระบวนการในธรรมชาติมีปัญหา (อาจจะเป็นเพราะมนุษย์เราไปทำอะไรบางอย่างให้กระบวนนั้นผิดไป)

ในหลายๆครั้งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเองก็ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์เองได้  เพราะมนุษย์เองมีความต้องการที่ไม่รู้จบ (กิเลส)  เราจึงต้องกลับไปพิจารณาดูหรือตรวจสอบที่กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าซึ่งเป็นต้นทางของผลลัพธ์หรือผลประโยชน์ที่ต้องการ   ดังนั้นปัญหาต่างๆจึงเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการซึ่งไม่ใช่ที่ผลลัพธ์   ปัญหาจึงอยู่ที่กระบวนการ  เมื่อกระบวนการหรือขั้นตอนไม่เหมาะสมหรือไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ได้เป็นไปตามแผน  เราจึงต้องมาปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงที่กระบวนการสร้างผลประโยชน์   หรือที่ในอดีตเรามักจะได้ยินคำว่า  Re-engineering    หรือ  คิดใหม่  เพื่อทำใหม่   เราได้รับผลกระทบจากผลประโยชน์ที่ไม่ได้รับหรือไม่ลงตัว  เราจึงต้องไปแก้ที่กระบวนการซึ่งเป็นต้นเหตุ  ไม่ใช่ที่ผลซึ่งเป็นปลายเหตุ
             
เราต้องลองกลับมาพิจารณาดูที่กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเรา   ในระบบนิเวศต่างๆทั้งระบบตามธรรมชาติและระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น   ระบบทั้งสองประเภทนี้ต่างก็เกื้อกูลกันและมีความเชื่อมโยงอย่างเป็นบูรณาการโดยที่เราไม่รู้ตัว   จึงทำให้เกิดความสมดุลที่ลงตัว แต่ถ้าเรารู้และเข้าใจในความเป็นบูรณาการหรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าองค์รวม (Holism) เราก็จะสามารถจัดการกับระบบนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นั่นหมายความว่า  ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายในระบบและจากสภาวะแวดล้อมภายนอก  เราก็ยังคงรักษาและปรับปรุงระบบให้คงอยู่และขยายผลหรือพัฒนาต่อไปได้
             
เป้าหมายสุดท้ายของระบบหรือสังคมของมนุษย์ก็ คือ การอยู่รอด (Survival)  หรือการมีชีวิตอยู่ของคนในสังคม   และคนในสังคมซึ่งต้องการปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดก็ต้องอาศัยระบบเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนคุณค่าหรือผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน   เมื่อคนในสังคมมีชีวิตอยู่รอดแล้ว  สังคมหรือประเทศก็คงอยู่รอดและวัฒนาต่อไป   ดังนั้นเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติทั้งหลายในโลกก็อยู่ที่ผลประโยชน์แห่งชาตินี้เท่านั้น  แล้วเราลองนึกดูว่าในระบบสังคมของโลกมีกระบวนการต่างๆ มากมายทั้งเกิดจากธรรมชาติและกระบวนการที่มนุษย์ได้สร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ต่างๆ มากมายเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลและของสังคมหรือประเทศ

ผลประโยชน์เกิดจากกระบวนการปฏิบัติ
             
กระบวนการในโลกนี้มีหลากหลายประเภทของกระบวนการ  ทุกๆ กระบวนการมีผลลัพธ์   แต่ทุกๆผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเป็นผลประโยชน์ที่เราต้องการ  ในขณะเดียวกันทุกผลลัพธ์จากหลายกระบวนการจะมีส่วนเชื่อมโยงหรือเป็นตัวต่อ (Building Blocks) ที่สำคัญในการนำไปสู่ผลประโยชน์ของแต่ละบุคคลและเป็นผลประโยชน์ของชาติในที่สุด
             
เราสามารถแบ่งกระบวนการออกเป็น  2  ประเภท คือ กระบวนการวางแผนหรือด้าน Soft Side  และกระบวนการปฏิบัติหรือด้าน Hard Side   หรือพิจารณาอย่างง่ายๆ เหมือนระบบคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีทั้ง Software และ Hardware ซึ่งจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้    กระบวนการสร้างผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์แห่งชาติก็ตามย่อมจะมีทั้งด้าน Soft Side และ Hard Side   เหมือนกับระบบคอมพิวเตอร์   กระบวนการด้าน Soft Side จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือควบคุมกระบวนการด้าน Hard Side   ผลลัพธ์จากกระบวนการ Soft Side ไม่ได้เป็นประโยชน์โดยตรงต่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือประโยชน์แห่งชาติ     ส่วนกระบวนการด้าน Hard Side จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงกับปัจเจกบุคคลและประเทศชาติ    กระบวนการวางแผนหรือด้าน Soft Side จะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมในกระบวนการปฏิบัติการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์หรือกระบวนการ Hard Side  ดังนั้นถ้าจะให้ผลลัพธ์ออกมาดีเป็นผลประโยชน์ต่อปัจจเจกบุคคลและเป็นผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว   กระบวนการทั้งสองประเภทจะต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบเหมือนกับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความลงตัวทั้งทางด้าน Hardware และ Software   ถ้า Hardware เร็วขึ้นก็ต้องเปลี่ยน Software ใหม่เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จาก Hardware ให้เต็มประสิทธิภาพ

ต้องบูรณาการที่กระบวนการ

ทุกวันนี้ผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหรือมีความเป็นพลวัตมากขึ้น  กระบวนการวางแผนและกระบวนการปฏิบัติการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย   อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เป็นตัวอย่างที่ดีได้สำหรับการเปลี่ยนแปลงทั้งความต้องการของลูกค้าและการตอบสนองของผู้ผลิตทั้งด้าน Hardware และ Software    ผลลัพธ์หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็จะมาจากกระบวนการปฏิบัติการสร้างคุณค่า (Value Creation Process) ซึ่งต้องเชื่อมโยง (Linked) และมีปฏิสัมพันธ์ (Interactions) กับแผนงานที่เกิดจากกระบวนการวางแผน (Planning Process) อย่างบูรณาการกัน  ในขณะเดียวกันขั้นตอนต่างๆในกระบวนการวางแผนเองก็จะต้องบูรณาการกันภายในกระบวนการเองด้วยหรือเรียกกันว่า (Collaborative Planning) และในทิศทางเดียวกันกับกระบวนการปฏิบัติการในการสร้างคุณค่าก็จะต้องมีการบูรณาการภายในด้วยการเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างทรัพยากรต่างๆและขั้นตอนต่างๆในกระบวนการด้วย หรือเรียกกันว่า (Physical Compatibility)

เมื่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติได้ส่งผลไปที่ผลประโยชน์ของปัจจเจกบุคคลและส่งผลกระทบไปถึงผลประโยชน์แห่งชาติในที่สุด   แต่ถ้าเราพิจารณาย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ  เราก็จะพบว่ายุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ย่อยต่างๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อที่จะกำกับกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะไม่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมปัจจุบันและในอนาคตซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติที่ตั้งเป้าหมายไว้
สิ่งที่จะต้องดำเนินการ คือ เราจะต้องกลับไปพิจารณากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่กระบวนการวางแผน   กระบวนการปฏิบัติการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ซึ่งประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน  รวมทั้งความเชื่อมโยงระหว่างการวางแผนและการปฏิบัติการ   การบูรณาการกระบวนการทั้งหมดให้เป็นองค์รวม (Holism) ให้เกิดเป็นระบบ (System) โดยการเน้นที่การเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้งภายในกระบวนการและระหว่างกระบวนการ  เมื่อกระบวนการทั้งหมดมีความเป็นระบบที่เกิดจากการ บูรณาการแล้ว   ระบบที่สร้างผลประโยชน์ตั้งแต่ปัจเจกบุคคลและผลประโยชน์แห่งชาตินี้ก็จะมีความยืดหยุ่นและปรับตัวเองได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวเพื่อรองรับกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ต้องทำให้ระบบมีชีวิต
             
การมีชีวิตนั้นหมายถึง การที่มนุษย์ (สิ่งที่มีชีวิต) สามารถดำรงตัวเองอยู่รอดด้วยผลประโยชน์ที่ต้องการเป็นพื้นฐาน   ดังนั้นองค์กรหรือประเทศก็จะต้องอยู่รอดได้ก็เพราะว่าคนในองค์กรหรือประเทศมีการตัดสินใจหรือวางแผนเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ต้องการเป็นพื้นฐานให้เป็นผลประโยชน์ต่อองค์กรหรือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ   คนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่มีปัญญาที่สามารถใช้ความคิดและตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้   แต่ทำไมเมื่อสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์มาอยู่รวมกันแล้วไม่สามารถทำให้กลุ่มมนุษย์ที่รวมตัวกันเป็นสังคมมีชีวิตอยู่รอดได้หรือไม่มีการวัฒนา   ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าคนจำนวนมากไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมได้  กระบวนการต่างๆที่มนุษย์เป็นคนดำเนินการทั้งในด้านการวางแผนและการปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกันได้   กลับมีแต่ความขัดแย้งในผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง  สุดท้ายองค์กรหรือประเทศก็ล่มสลาย  และในที่สุดมนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้
             
การสร้างให้องค์กรนั้นมีชีวิต (Living Organization) ได้ คือ การที่องค์กรได้ใช้ศักยภาพของแต่ละคนและกลุ่มคนในการคิดและตัดสินใจเพื่อ “รับรู้และตอบสนอง (Sense and Response)”  ต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและรวดเร็ว  นั่นหมายความว่า  ปัญหาในการบูรณาการ คือ การขาดการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ของคนในสังคมหรือประเทศ โดยเฉพาะความคิดอ่าน   เมื่อกลุ่มคนไม่มีการทำงานร่วมกัน  ก็จะไม่เกิดกิจกรรมการแบ่งปันข้อมูลกัน   ไม่ได้คิดร่วมกัน  ไม่ได้ตัดสินใจและวางแผนร่วมกัน   ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ กิจกรรมต่างๆในแต่ละภาคส่วนมักจะเกิดขึ้นแบบแยกส่วนกัน  ต่างคนต่างทำ   ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กันในการดำเนินงาน   ทำให้ขาดพลังในการคิดและตัดสินใจและขาดกำลังในการดำเนินงาน  ทั้งๆ ที่เมื่อคนในหลายภาคส่วนจะต้องมารวมตัวกันเป็นกลุ่มคนหรือเป็นสังคมเป็นประเทศแล้วก็น่าจะทำให้ประเทศมีพลังอำนาจเพิ่มมากขึ้น   แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น    มีคำกล่าวอยู่เสมอว่าประเทศไทยเล่นเป็นทีมไม่เป็น   คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอจนถึงทุกวันนี้

ยุทธศาสตร์การบูรณาการ คือ ต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่
             
ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือ ทุกคนมีความแตกต่างกัน  ผลประโยชน์ที่ต้องการก็แตกต่างกันออกไป  แต่ทุกคนต้องอยู่รวมกันเพื่อสร้างพลังอำนาจที่ทุกคนต้องการเป็นพื้นฐานในการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของแต่ละคน   แต่ถ้าทุกคนไม่มีพลังอำนาจของสังคมที่ทุกคนต้องมีไว้เป็นพื้นฐาน   คนเหล่านั้นก็คงไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวได้ซึ่งจะทำให้แต่ละคนไม่สามารถอยู่รอดได้   ดังนั้นผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์แห่งชาตินั้นจึงเป็นการพึ่งพากันอย่างเป็นระบบ (Systemic) ตั้งแต่ระบบของแต่ละบุคคล (Personal System)   ระบบของแต่ละภาคส่วน (Sector System) ที่สนับสนุนบุคคลให้สร้างผลประโยชน์   และระบบของประเทศ (National System) ที่ประกอบขึ้นจากระบบของแต่ละภาคส่วน  ระบบทั้งหมดอยู่รวมกันเป็นระบบนิเวศทางสังคม (Social Ecology) ซึ่งบูรณาการกันอย่างที่เราไม่รู้ตัว     ความเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์ถูกสร้างขึ้นภายในระบบอย่างไม่เป็นทางการ ในอดีตความเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์เหล่านี้อาจจะไม่ได้มีบทบาทหรือมีผลกระทบออกมาให้เห็นกันอย่างเด่นชัด   แต่เมื่อบริบทหรือสิ่งแวดล้อมแปรเปลี่ยนไปอย่างเป็นพลวัต   บทบาทหรือความสำคัญของความเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมอยู่รอด   เมื่อสังคมอยู่รอดแล้ว คนแต่ละคนก็น่าจะอยู่รอดด้วย
             
สังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติของมนุษย์  ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของโลก   ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดอ่านก็ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมของความคิดของคนในสังคมนั่นเอง   ไม่เกี่ยวกับธรรมชาติของโลก ธรรมชาติของคนเองก็แตกต่างจากธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย   ดังนั้นการอยู่รวมกันของคนหลายคนสามารถสร้างผลประโยชน์ได้และสามารถสร้างความเสียหายให้กับแต่ละบุคคลและต่อสังคมได้เช่นกัน  เพราะแต่ละคนมีความคิดอ่านที่แตกต่างกันออกไป   การที่จะทำให้ทุกคนมาหล่อหลอมรวมกันเพื่อบูรณาการความคิดและศักยภาพเพื่อสร้างพลังอำนาจใหม่ให้สามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ
             
สิ่งที่จะให้คนอยู่รวมกันได้ก็ คือ วัฒนธรรมที่คนในกลุ่มได้ตกลงร่วมกัน คิดที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน  สำหรับสังคมประเทศที่มีความเป็นชาติย่อมมีวัฒนธรรมร่วมกันซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สร้างผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน  วัฒนธรรม  (Culture) จะเป็นเสมือนสิ่งที่เป็นมาตรฐานทางด้านความคิด (Standardization for Thinking) ของคนในสังคมที่ชี้นำให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างผลประโยชน์ของสังคม   วัฒนธรรมจะเป็นเหมือนพื้นฐานของการพัฒนาในด้านต่างๆ  วัฒนธรรมจะนำไปสู่ความมีวินัย (Discipline) ของคนในสังคมซึ่งจะนำไปสู่การสร้างกฎและระเบียบของสังคม  สังคมใดสร้างให้คนมีวินัยในตัวเองแล้ว  การจัดการสังคมก็จะง่ายขึ้น   การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสังคมก็จะสำเร็จและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น   การมีวินัยเป็นพื้นฐานของการเคารพกฎระเบียบในสังคม  การมีวินัยเป็นพื้นฐานสำหรับความไม่เห็นแก่ตัว   ในทางตรงกันข้ามความมีวินัยจะทำให้คนในสังคมเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก   มีคำขวัญที่ติดไว้ในค่ายทหารแห่งหนึ่งเขียนไว้ว่า “ความมีวินัยอาจจะริดรอนความสุขสบายส่วนบุคคล  แต่ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม”
             
วัฒนธรรมใหม่นี้ต้องเป็นวัฒนธรรมแห่งการบูรณาการ  ซึ่งไม่ใช่การบูรณาการในระดับปฏิบัติการที่เป็นด้าน Hard Side  แต่เป็นการบูรณาการในด้านความคิดอ่านของคนในสังคมซึ่งเป็นด้าน Soft Side  ความหมายของการบูรณาการแสดงถึงความเป็นองค์รวม (Holism) ซึ่งเปรียบเสมือนกับอวัยวะต่างๆที่อยู่ในร่างกายเราที่มารวมประสานกันเป็นร่างกายที่มีชีวิต   เราไม่สามารถแยกอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งออกจากร่างกายได้   ไม่เช่นนั้นแล้วความเป็นชีวิตของเราก็จะหมดไป   สังคมก็เช่นกัน   คนในสังคมจะต้องเห็นประเทศเป็นหน่วยเดียวโดยที่ทุกคนในประเทศเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ   จะขาดใครคนหนึ่งไม่ได้  แต่ในความเป็นจริงประเทศหนึ่งมีประชาชนมากมาย  การขาดคนไปบ้างก็คงไม่เป็นไรนัก   แต่ในความหมายของยุทธศาสตร์ชาติ  การขาดองค์ประกอบของยุทธศาสตร์องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไปอาจจะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติขาดความสมบูรณ์และขาดความเป็นองค์รวมไป   ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ไม่มีความยืดหยุ่นและไม่สามารถปรับตัวได้

ดังนั้นเมื่อทุกคนคิดและวางแผนจะทำอะไรก็ตาม  ก็ต้องคิดและทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก  แล้วค่อยเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว  ความมั่นคงในผลประโยชน์แห่งชาติก็จะเกิดขึ้น  ถ้าวัฒนธรรมแห่งการบูรณาการถูกพัฒนาขึ้นและตอกย้ำเข้าไปในสังคมอย่างต่อเนื่อง   จากวัฒนธรรมเดิมเพื่อสร้างให้คนในสังคมสามารถเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเพื่อประโยชน์ในภาพรวมและความเป็นองค์รวมของสังคมมากกว่าตัวเอง   เปรียบเสมือนกับทีมฟุตบอลที่นักฟุตบอลบางคนไม่ยิงประตูให้กับตัวเอง แต่ส่งผ่านบอลไปให้เพื่อนที่มีโอกาสยิงประตูได้มากกว่าได้ยิงประตู   เพื่อให้ทีมชนะมากกว่าการทำแต้มการยิงประตูให้กับประวัติของตัวเอง
             
ถ้าคนในสังคมมีพื้นฐานวัฒนธรรมที่ทำงานร่วมกันและทำงานเป็นทีมเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือส่วนรวมก่อนที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  กิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการสร้างคุณค่าหรือประโยชน์ต่างๆ ในสังคมก็จะมีความเป็นบูรณาการในตัวเอง  ตั้งแต่ระบบการคิด   ระบบการศึกษา   ระบบการวางแผน   ระบบการปฏิบัติการ  รวมทั้งการตัดสินใจในการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ในภาวะฉุกเฉิน   ความตระหนักในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังคมหรือประเทศเกิดจากวัฒนธรรมใหม่นี้เพื่อที่จะธำรงรักษาและพัฒนาผลประโยชน์แห่งชาติให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน   กิจกรรมต่างๆในกระบวนการสร้างผลประโยชน์ต่างๆ สำหรับภาคส่วนต่างๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องถูกปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทและสภาพแวดล้อมที่มีสภาพความเป็นพลวัตในปัจจุบัน

ดังนั้นโครงสร้างการทำงานในกระบวนการแบบดั้งเดิม  ที่มีความเชื่อมโยงและการปฏิสัมพันธ์แบบดั้งเดิมซึ่งไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้   เพราะยังขาดการบูรณาการที่เหมาะสมหรือระดับของการบูรณาการไม่เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยน  วัฒนธรรมเชิงบูรณาการหรือการมองให้เป็นองค์รวม (Holism) มากขึ้น   ซึ่งจะทำให้เราไม่ได้มองสังคมแบบแยกส่วนเป็นฟังก์ชั่นการทำงานหรือมองเฉพาะโครงสร้าง   แต่จะต้องมองและคิดแบบกระบวนการ (Process Thinking) ที่มีหลักคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking) ที่มองถึงการเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก

ถ้าเราจะสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นพื้นฐานของสังคม  ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องมียุทธศาสตร์หลักที่เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เป็นวัฒนธรรมหลักของชาติที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์หลักแห่งชาติ  วัฒนธรรมหลักของชาติจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงแนวคิดต่างๆที่อยู่ในคนทุกคนในทุกภาคส่วนของประเทศ   ผลประโยชน์ต่างๆจากทุกภาคส่วนก็จะถูกบูรณาการกันตั้งแต่ระบบความคิด  การศึกษา  รวมทั้งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติของประเทศ  ตลอดจนการนำไปปฏิบัติงานอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แห่งชาติอย่างมีความมั่นคงและยั่งยืนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

การประชุมทางวิชาการระหว่างหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 2
หัวข้อ “รัฐบาลใหม่กับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย”
ประเด็นการนำเสนอ :  การบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแนวคิดโซ่อุปทาน
ดร.วิทยา  สุหฤทดำรง
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน  มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 2331 สิงหาคม 2554

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชุม 6 สถาบันฯ -- 3.บูรณาการยุทธศาสตร์ชาติในทุกภาคส่วน (1) : แนวคิด

บูรณาการยุทธศาสตร์ชาติในทุกภาคส่วน (1) : แนวคิด

มีหลายคนมักจะตั้งคำถามถึงแผนยุทธศาสตร์หลักหรือแผนแม่บทของประเทศว่าที่จริงแล้วคืออะไรกัน  พูดกันง่ายๆ ว่ายุทธศาสตร์หลักหรือแผนแม่บทของประเทศ คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาตินั่นเองซึ่งเป็นแผนหลักของประเทศที่ครอบคลุมไปถึงกิจกรรมในทุกภาคส่วน  หรือจะมองในอีกมุมมองหนึ่ง  ยุทธศาสตร์หลักหรือแผนหลักของประเทศ คือ แผนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ซึ่งมองครอบคลุมไปถึงความมั่นคงแห่งชาติในทุกรูปแบบ  และยังมีแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ อีกมากมายในหน่วยงานต่างๆ ในทุกภาคส่วน   แล้วแผนยุทธศาสตร์เหล่านี้จะมาบูรณาการเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้ตามที่ควรจะเป็นหรือไม่?  อย่างไรก็ตามความเป็นชาติ  ประเทศและรัฐนั้นมีองค์ประกอบอยู่หลายอย่างที่หลอมรวมกันเป็นระบบสังคมและประเทศในรูปแบบที่ทุกคนในสังคมได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มีความเชื่อมโยง (Linked) และมีปฏิสัมพันธ์ (Interactions) ซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา    และผลประโยชน์เหล่านี้จะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

แผนยุทธศาสตร์หลักของประเทศ

ยุทธศาสตร์หลักหรือแผนแม่บทของประเทศควรจะกล่าวถึงทุกภาคส่วนของการบริหารจัดการประเทศเพื่อให้เกิดเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ    จากยุทธศาสตร์หลักของประเทศ  ภาคส่วนต่างๆ ก็จะนำยุทธศาสตร์หลักของประเทศไปปฏิบัติจนกลายเป็นยุทธศาสตร์ย่อยของแต่ละภาคส่วนหรือแต่ละกระทรวง  ถ้าจะเปรียบเทียบให้ง่ายก็เหมือนกับทีมฟุตบอลทั้งทีมจะต้องมีแผนการเล่นของทีมเพียงแผนเดียวเท่านั้นในเกมการแข่งขัน   จากนั้นสมาชิกของทีมในแต่ละส่วนที่เป็นกองหลัง  กองกลางและกองหน้า  จะต้องมีแผนในการเล่นที่จะต้องสอดคล้องไปกับแผนหลักของทีมเท่านั้น  ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว   ทีมฟุตบอลก็คงจะไม่มีสภาพความเป็นทีมและจะไม่สามารถทำประตูในการแข่งขันได้

ก่อนที่จะพูดถึงยุทธศาสตร์ต่างๆ  เราจะต้องรู้ถึงเป้าหมายของยุทธศาสตร์นั้นว่าคืออะไร?   เป้าหมายนี้จะกำหนดกระบวนการ (Process) กลไก (Mechanism) หรือ กฎ (Rules)  รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ  (Resources)  และผลลัพธ์ของกระบวนการสร้างคุณค่า (Value Creation Process)    สำหรับความเป็นชาติหรือประเทศแล้ว  คุณค่าหรือผลประโยชน์ของชาติ คือ  ประชาชนในประเทศมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี  มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงในชีวิต    ยุทธศาสตร์หลักของชาติจึงเป็นการตัดสินใจในการวางแผนไปในอนาคตสำหรับกระบวนการจัดสรรทรัพยากรของชาติเพื่อให้ประชาชนในชาติสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข และสามารถพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคงในการอยู่รวมกันในสังคมโลก

บทบาทของภาครัฐในการบริหารจัดการประเทศจึงมีความแตกต่างและซับซ้อนไปจากการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจหรือการบริหารจัดการชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง   แต่แนวคิดหรือหลักการในการจัดการนั้นสามารถประยุกต์ใช้ด้วยกันได้   เพียงแต่ผู้ที่นำไปใช้จะเข้าใจบริบทของแต่ละระดับของการนำไปปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง    เพราะบริบทของชาติ  รัฐ  และประเทศนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบริบทขององค์กรธุรกิจ   แต่อย่างไรก็ตามหลักการคิดและหลักการบริหารทั่วไปยังสามารถประยุกต์ใช้ได้อยู่    ดังนั้นทุกเป้าหมายที่เราบรรลุผลสำเร็จได้เป็นคุณค่าหรือผลประโยชน์ที่เราต้องการจึงต้องถูกสร้างมาจากกระบวนการสร้างคุณค่า (Value Creation Process) ที่ประกอบไปด้วยทรัพยากรต่างๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร คน สารสนเทศ  และวิธีการ  รวมทั้งงบประมาณ

ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยมีความสามารถในการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งสามารถรับมือและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้อย่างมีความมั่นคงและยั่งยืน   เราจะต้องไปพิจารณาที่กระบวนการความเป็นชาติ  รัฐและประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันประชาชนในชาตินั้นๆที่เป็นกิจกรรมในการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ในทุกระดับชั้นของชาติอยู่ทุกวัน     โดยเริ่มตั้งแต่ประชาชนทุกคนตื่นนอน  ออกไปทำงานหรือเรียนหนังสือ   ออกไปพักผ่อนหรือหาความสำราญจนถึงเวลาที่ประชาชนเข้านอนและนอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุขจนตื่นนอนขึ้นมาอีกครั้ง   มาทำกิจกรรมในฐานะพลเมืองของประเทศอีกครั้งหนึ่งในแต่ละวัน    นี่คือเป้าหมายของการบริหารจัดการประเทศที่มีกระบวนการหรือขั้นตอนมากมายที่พุ่งเป้าไปที่กิจกรรมของประชาชนทุกคน  ถ้าประชาชนทุกคนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามแผนหรือเป้าหมายในชีวิตที่วางไว้  และแผนการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกคนสอดคล้องไปกับยุทธศาสตร์ชาติของประเทศ   ประเทศชาติก็น่าจะเจริญก้าวหน้าได้ตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้

ปัญหาของชาติ

ถ้าประเทศมียุทธศาสตร์ชาติที่ดีแล้ว   ปัญหาของชาติคืออะไร?    ปัญหาของชาติ คือ การดำเนินงานของประเทศชาติ  แต่ไม่ได้สามารถบรรลุผลลัพธ์ (Result) ที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติหรือคุณค่า (Values) ตามที่วางแผนไว้  นั่นแสดงว่ากระบวนการหรือขั้นตอนที่บริหารจัดการทรัพยากรของประเทศเป็นปัญหาหรือไม่เป็นไปตามในสิ่งที่ควรจะเป็น   ปัญหามีอยู่ 2 ลักษณะ  คือ  1) กระบวนการหรือขั้นตอนในการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์ที่ไม่ได้ถูกดำเนินการตามขั้นตอนที่ควรจะปฏิบัติหรือที่ถูกวางแผนไว้   นี่เป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติการ  เราสามารถแก้ไขในระดับปฏิบัติการได้   ถ้าแผนที่วางมานั้นอาจจะเหมาะสมอยู่แล้วก็เพียงให้ปฏิบัติตามแผน    2) ผลลัพธ์หรือผลประโยชน์แห่งชาติที่ได้จากการปฏิบัติการที่เป็นไปตามแผนงานนั้น   แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมหรือลูกค้า   เพราะสิ่งที่ทำอยู่เดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้วหรือไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว    ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าการปฏิบัติหมือนเดิมก็ไม่มีประโยชน์แล้ว  สิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องคิดใหม่หรือวางแผนใหม่  (Rethink or Replan)  เพื่อให้เกิดการปฏิบัติการใหม่หรือเกิดกิจกรรมการสร้างคุณค่าใหม่ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์แห่งชาติใหม่ที่ดีกว่า

ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่กระบวนการหรือขั้นตอนที่สร้างผลประโยชน์แห่งชาตินั่นเอง   สรุปได้ว่า  สถานการณ์ของปัญหาโดยทั่วไปมีดังนี้ คือ 1) การจัดการกระบวนการมีปัญหา เพราะไม่สามารถสร้างผลประโยชน์แห่งชาติได้ตามที่วางแผนไว้   จึงต้องไปแก้ไขวิธีการในกระบวนการสร้างคุณค่าให้ถูกต้องเหมาะสม   2) หรือในอีกประเด็นหนึ่ง คือ คุณค่าหรือผลประโยชน์แห่งชาติเดิมที่ปฏิบัติกันมาใช้ไม่ได้   ไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนหรือไม่สามารถแข่งขัน  เราต้องไปแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการหรือขั้นตอนในการสร้างคุณค่าเพื่อให้เกิดเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่ต้องการ

ผลประโยชน์แห่งชาติ

แล้วผลประโยชน์แห่งชาติคืออะไร?  และประกอบด้วยภาคส่วนอะไรบ้าง?  ชาติจะต้องมีบุคคลในชาติที่มารวมตัวกันเป็นประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน     ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างมีความมั่นคงและยั่งยืนได้จะต้องมีคนในชาติที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของประเทศชาตินั้นๆ  โดยที่เราจะต้องพิจารณาชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตาย  ดังนั้นการบริหารจัดการประเทศคือ การอำนวยความสะดวกในการจัดสรรทรัพยากรให้คนในประเทศสามารถมีชีวิตที่ดีและช่วยกันพัฒนาสังคมให้ทุกคนในชาติมีชีวิตที่ดีขึ้น  โดยอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย

จากบทความของท่าน อ.ดร.ป๋วย  อึ๊งภากรณ์  “จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน”  ที่กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของภาครัฐจะต้องดูแลและอำนวยความสะดวกชีวิตประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย   เราจะเห็นได้ว่ามีหน่วยรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมีคุณค่า   เพราะผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเกิดจากกิจกรรมต่างๆในสังคมที่ประชาชนในชาติได้ปฏิบัติร่วมกันทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม  ดังนั้นบทบาทหน้าที่ของภาครัฐจึงเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมของประชาชนในชาติให้เป็นไปอย่างที่บุคคลและภาครัฐได้วางแผนไว้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

การบูรณาการ คือ อะไร

ในหลายภาคส่วนของภาครัฐหรือภาคเอกชนมีการพูดถึงการบูรณาการอยู่เสมอ  แต่ในหลายโอกาสเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า การบูรณาการ (Integrations) คือ อะไร?   แต่เราสามารถที่จะสัมผัสได้หรือรู้ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือในบางครั้งเราอาจจะได้ทำการบูรณาการไปโดยไม่รู้ตัว   การบูรณาการเป็นมากกว่าการนำเอาสิ่งต่างๆ มารวมกันหรือการเอาสิ่งที่แตกต่างกันมารวมกันเหมือนการเย็บเล่มหนังสือ    แต่ถ้าในอดีตเราอาจจะทำอย่างนั้นได้เพราะว่าบริบทของสังคมเราไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้   ยิ่งคุณค่าหรือผลประโยชน์ที่เราต้องการสูงขึ้นหรือผลประโยชน์แห่งชาติที่เราคาดหวังไว้สูงขึ้น  กระบวนการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติก็ยิ่งมีองค์ประกอบมากขึ้นหรือมีความซับซ้อนสูงขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกันและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆในกระบวนการสร้างผลประโยชน์   คุณค่าหรือผลประโยชน์แห่งชาติที่เราต้องการนั้นจะถูกสร้างมาจากกระบวนการสร้างคุณค่า (Value Creation Process)ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆที่หลากหลายแตกต่างกันตามฟังก์ชั่นหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่มีหน้าที่ในการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์นั้นทั้งในทางตรงและในเชิงสนับสนุน   ดังนั้นองค์ประกอบหรือทรัพยากรต่างๆจึงได้ถูกนำมาจัดสรรอย่างมีความเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กันจนมีโครงสร้างที่เป็นระบบ (Systemic)ที่สามารถควบคุมได้อย่างมีกลไกและสามารถพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิมได้  เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทของสังคมในประเทศและสังคมโลก

คุณค่าหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการบูรณาการองค์ประกอบของกระบวนการสร้างคุณค่านั้นจะต้องไม่เหมือนองค์ประกอบเดิม   หมายความว่าเมื่อมารวมกันแล้วต้องได้คุณค่าใหม่หรือสิ่งใหม่   ตัวอย่างเช่น  เอาเศษเหล็กมากองรวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเป็นเศษเหล็กอยู่เหมือนเดิม     แต่ถ้าเราเอาเศษเหล็กมาต่อกันอย่างมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน  เราจะได้คุณค่าใหม่หรือผลประโยชน์ใหม่ซึ่งก็คือ รถจักรยาน  เราจะเห็นได้ว่าทั้งกองเศษเหล็กและรถจักรยานก็เป็นเหล็กเหมือนกัน   แต่คุณค่าหรือประโยชน์ในการใช้งานไม่เหมือนกัน   รถจักรยานมีคุณค่าหรือผลประโยชน์มากกว่ากองเศษเหล็กอย่างแน่นอน   สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จักรยานเกิดจากการบูรณาการเศษเหล็ก  ดังนั้นการบูรณาการเป็นการสร้างสิ่งใหม่หรือคุณค่าใหม่หรือผลประโยชน์ใหม่ที่เกิดจากการนำเอาองค์ประกอบต่างๆที่แตกต่างกันตามฟังก์ชั่นการใช้งานมาสร้างผลลัพธ์ให้เป็นคุณค่าใหม่หรือผลประโยชน์ใหม่  โดยที่ทุกองค์ประกอบหรือทุกฟังก์ชั่นการใช้งานของกระบวนการจะต้องมีเป้าหมายหรือเข้าใจในเป้าหมายเดียวกัน   เหล็กทุกชิ้นในรถจักรยานมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนประกอบหนึ่งให้กับรถจักรยาน  แต่เศษเหล็กในกองเหล็กไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเลย  ไม่ได้มีฟังก์ชั่นการใช้งานหรือผลประโยชน์ใหม่เลย    เราจะต้องรู้ว่าคุณค่าหรือฟังก์ชั่นของตัวเองนั้นจะมีผลต่อเป้าหมายสุดท้ายที่เป็นผลลัพธ์อย่างไร

ตัวอย่างในการบูรณาการอีกตัวอย่างหนึ่ง  คือ ทีมฟุตบอล   ถ้าเราเอาคน  11 คน  ลงไปเล่นฟุตบอลในสนามโดยไม่วางแผนอะไรเลย   เราก็จะมีแค่คน 11 คนกำลังเตะลูกฟุตบอลอยู่   แล้วเราลองพิจารณาดูว่า  คน 11  คนจะเล่นฟุตบอลชนะหรือไม่   ในทางกลับกันเราจะต้องทำให้คนทั้ง 11 คนที่มีคุณค่าหรือมีฟังก์ชั่นในการเล่นฟุตบอลตามตำแหน่งหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ศูนย์หน้า  กองกลาง  กองหลังและผู้รักษาประตู  ซึ่งทุกคนในทุกตำแหน่งเป็นทีม (Team)  หรือมีความเป็นทีม (Teamwork)   ดังนั้น โค้ชจะต้องสร้างให้นักฟุตบอล  11 คนสื่อสารด้วยภาษาในการเล่นด้วยภาษาและความเข้าใจเดียวกัน  เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน    เวลาเล่นก็วางแผนเป็นแผนเดียวกันเสมอ   แต่เวลาเล่นในสถานการณ์ต่างๆทุกคนก็มีแผนของตัวเองซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนหลักของทีม  เช่น แผนกองหลัง  แผนกองกลาง  แผนกองหน้า   ซึ่งแผนทั้งหมดจะไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ที่ทุกคนรับมาดำเนินงานโดยมีเป้าหมายในการยิงประตูเหมือนกัน    ถ้าไม่มีแผนใหญ่หรือแผนยุทธศาสตร์แล้ว   ผู้เล่นทุกคนก็ไม่รู้แผนของคนอื่นๆในทีมว่าจะเล่นด้วยกันอย่างไร   จะส่งบอลหรือรับบอลกันอย่างไร   หรืออาจจะกลายเป็นต่างคนต่างเล่น   แล้วคนจำนวน 11 คนนี้จะเป็นทีมฟุตบอลได้อย่างไร

สิ่งที่จะทำให้เกิดการบูรณาการได้คือ การที่มีอะไรที่ตรงกันหรือ Compatible หรือสามารถเข้ากัน  ได้หรือความเป็นมาตรฐาน (Standardization) เดียวกัน   เมื่อมองในเชิงกายภาพจะหมายถึง   แบบเดียวกัน   ขนาดเดียวกัน  รูปร่างเข้ากันพอดีต่อกันได้    แต่เมื่อมามองในเชิงสังคมหรือกลุ่มคนก็คือ ความเข้าใจในด้านการสื่อสาร  ภาษา แนวคิดและวัฒนธรรมเดียวกัน   ถ้ามองในลักษณะขององค์กรก็ คือ  ทุกคนในองค์กรมีวิสัยทัศน์ร่วมกันและอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน  ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นเพื่อทำให้ได้คุณค่าหรือผลประโยชน์ที่ต้องการ

บูรณาการไม่ใช่แค่การรวมตัว

แผนยุทธศาสตร์ในระดับต่างๆของการจัดการจะต้องมีความเป็นบูรณาการในตัวเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างเป็นระบบที่สามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนได้   ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการสร้างคุณค่าก็เกิดจากการบูรณาการองค์ประกอบหรือขั้นตอนต่างๆที่เป็นฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆของกระบวนการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์นั้นๆ  ซึ่งเราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีจนเราสามารถควบคุมและปรับปรุงกระบวนการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการหรือเพื่อตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน
             
ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศจะต้องระบุถึงผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติและกิจกรรมในฟังก์ชั่นหน้าที่ต่างๆในภาคส่วนต่างๆในกระบวนการสร้างคุณค่าที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ  ยุทธศาสตร์ชาติจึงต้องกำหนดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบหรือฟังก์ชั่นต่างๆในภาคส่วนต่างๆในกระบวนการสร้างคุณค่าเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ    ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศจึงต้องมีลักษณะของการบูรณาการฟังก์ชั่นการทำงานของภาคส่วนต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในกระบวนการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติหรือสามารถกำหนดความสัมพันธ์ (Relationships) และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interactions)  ภาคส่วนหรือฟังก์ชั่นงานในแต่ละภาคส่วนไม่ได้อยู่กันอิสระ (Independent) หรือเป็นเอกเทศ(Individual) ทุกฟังก์ชั่นหรือภาคส่วนต่างๆก็มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (Interrelated) และขึ้นตรงต่อกัน (Dependent)
             
จากยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแผนใหญ่แผนเดียวซึ่งจะต้องเป็นแผนที่มีองค์ประกอบของภาคส่วนต่างๆที่ถูกบูรณาการเข้ากันเป็นอย่างดี   เมื่อยุทธศาสตร์ชาติถูกนำไปแปรสู่การปฏิบัติในแต่ละภาคส่วนในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม    ในแต่ละภาคส่วนก็จะต้องเขียนยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างบูรณาการใน 2 ส่วน  คือ 1) ส่วนของการบูรณาการจากยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่นๆ   2) ด้านของการบูรณาการกิจกรรมหรือฟังก์ชั่นภายในแต่ละภาคส่วนเองให้เกิดการระบุถึงความเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมหรือฟังก์ชั่นการทำงานในแต่ละภาคส่วนเพื่อให้เกิดการดำเนินงานสร้างผลประโยชน์ของแต่ละภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ   เพื่อให้มีความมั่นคงและความยั่งยืนในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละภาคส่วน

ดังนั้นยุทธศาสตร์ของแต่ละภาคส่วนจึงจะต้องมีความเชื่อมโยงและความมีปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่นๆตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ และในขณะเดียวกันยุทธศาสตร์หลักของแต่ละภาคส่วนจะต้องกำหนดความเชื่อมโยงและความมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกิจกรรมหรือฟังก์ชั่นหน้าที่ในการสร้างผลประโยชน์ของแต่ละภาคส่วน

คน คือหัวใจของการวางแผน
             
แผนงานต่างๆที่เราใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานนั้นเกิดจากกำลังความคิดและความสามารถของคน    หัวใจของการวางแผน  ก็คือ คนหรือทรัพยากรบุคคลในการคิดและตัดสินใจ   แต่ถ้าแผนนั้นเป็นของคนๆนั้นคนเดียวก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก   แต่ยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ของภาคส่วนต่างๆนั้นมีผลต่อคนทั้งประเทศโดยส่วนรวม   มีคนจากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมกิจกรรมหรือฟังก์ชั่นในการทำงานหรือสร้างผลประโยชน์ให้เป็นผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน   จากคนๆเดียวคิดและวางแผนก็จะกลายเป็นคนหลายคนจากหลายภาคส่วนมาร่วมกันทำการคิดและวางแผนร่วมกันเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วนอย่างบูรณาการกัน

เมื่อยุทธศาสตร์ชาติถูกแปรเปลี่ยนไปสู่แผนแม่บทของแต่ละภาคส่วนซึ่งจะนำพาไปสู่การสร้างผลประโยชน์แห่งชาติ   แผนทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าคนหรือผู้วางแผนในแต่ละภาคส่วนรวมทั้งผู้ที่เขียนยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้มีความเข้าใจถึงผลประโยชน์แห่งชาติ    ไม่มีความเข้าใจในกระบวนการสร้างคุณค่าของชาติหรือผลประโยชน์ของชาติ    และยิ่งถ้าไม่เข้าใจกำลังความสามารถของชาติซึ่งเป็นตัวกำหนดการจัดสรรทรัพยากรต่างๆของชาติเพื่อไปสร้างผลประโยชน์แห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพและอย่างมีความมั่นคงและยั่งยืนแล้ว   ยุทธศาสตร์ชาติจะขาดความสมบูรณ์ในเชิงเป้าหมายของผลประโยชน์แห่งชาติไป

การที่จะทำให้คนในชาติเข้าใจผลประโยชน์แห่งชาติและกระบวนการสร้างยุทธศาสตร์ชาติในระดับต่างๆเพื่อให้เกิดการบูรณาการกิจกรรมหรือฟังก์ชั่นในการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติ เราจำเป็นที่จะต้องสร้างตัวกลางในการสื่อสารแนวคิดและวิธีการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน   ความเป็นมาตรฐานเดียวกันนี้ คือ พื้นฐานในการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน   การวางแผนงานหรือยุทธศาสตร์ต่างๆให้เกิดการบูรณาการนั้นจะต้องทำให้ผู้มีส่วนได้และส่วนเสียในแผนงานต่างๆมีเป้าหมายและทิศทางเดียวกันผ่านเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวม   สิ่งที่สำคัญที่ถือว่าเป็นแกนกลางของสังคมที่เป็นมาตรฐานให้คนในสังคมได้สื่อสารเพื่อความเข้าใจเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ความเป็นชาติ  วัฒนธรรมของชาติ  รวมทั้งกฏหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆในกิจกรรมต่างๆในภาคส่วนต่างๆซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงกับผลประโยชน์แห่งชาติ

กระบวนการวางแผน
             
แผนงานทุกแผนงานเป็นกระบวนการคิดและตัดสินใจเพื่อการดำเนินงานในอนาคต  แต่ก็เป็นธรรมชาติที่ทุกอย่างมีความไม่แน่นอนเสมอ  อนาคตที่วางแผนไว้อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดและวางแผนไว้   ดังนั้นกระบวนการวางแผนงานทั้งหลายจะต้องมีกระบวนการติดตามผลเพื่อที่จะประเมินว่าการดำเนินการตามแผนนั้นเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่   ถ้าผลจากการดำเนินงานนั้นไม่ได้เป็นตามแผนแล้ว นั่นแสดงว่าปัญหาได้เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์  ซึ่งอาจจะเกิดจากองค์ประกอบต่างๆในกระบวนการหรือไม่ก็เกิดจากกระบวนการวางแผน   ดังนั้นการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างผู้วางแผนงานและผู้ที่นำแผนไปปฏิบัติเพื่อที่จะได้ติดตามผลและปรับแผนให้เข้าสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม

การทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน
         
ในองค์กรทั่วไปมักจะมีบุคคลอยู่  2 ประเภท  คือ  คนที่คิดแต่ไม่ได้ทำ คนประเภทนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อองค์กรมากนัก   และคนที่ทำแต่ไม่ค่อยได้คิด  คนประเภทนี้เป็นอันตรายต่อองค์กร   แต่ถ้าคนทั้ง 2 ประเภทหันมาทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมแล้ว   องค์กรนั้นก็จะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถคิดและวางแผนเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดคุณค่าหรือผลประโยชน์ได้เป็นอย่างดี    ด้วยสภาวะการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการที่มององค์ประกอบของกระบวนการวางแผนและกระบวนการสร้างคุณค่า (ปฏิบัติการ) อย่างเชื่อมโยงกันจากบนลงล่าง (Top-Down) ในการดำเนินการ (Execute) หรือสั่งการ (Command) และในทางกลับกันการเชื่อมโยงจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up) ในมุมของการวัดสมรรถนะการดำเนินงาน (Performance Measurement)  เพื่อที่จะให้ผู้วางแผนได้ปรับแผนใหม่เพื่อให้การดำเนินงานการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์เพื่อให้เกิดสมดุลในกระบวนการสร้างคุณค่าและเกิดสมดุลในการสร้างผลประโยชน์โดยส่วนรวม
             
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการสร้างคุณค่าหรือผลประโยชน์แห่งชาติ  ปัญหาเหล่านั้นอาจจะเกิดจากทั้งการวางแผน (Planning) การดำเนินงาน (Execution) และการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างการวางแผนกับการดำเนินงาน  การบูรณาการที่ดีจะต้องมีมาตรฐานในการเชื่อมโยงและความมีปฏิสัมพันธ์กันของฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆให้เข้ากันเพื่อผลลัพธ์เดียวกัน   กระบวนการวางแผนที่ดีก็ต้องมีการบูรณาการที่ดีสำหรับองค์ประกอบต่างๆของการวางแผน    กระบวนการดำเนินการที่ดีก็ต้องมีการบูรณาการที่ดีสำหรับองค์ประกอบต่างๆในการดำเนินการ   และในขณะเดียวกันการทำงานร่วมกันระหว่างการวางแผนและการดำเนินงานก็ต้องการการบูรณาการที่ดีเช่นกัน  ดังนั้นถ้ากระบวนการวางแผนและกระบวนการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติมีการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน  ผลประโยชน์แห่งชาติที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมก็จะตกเป็นของประชาชนทุกคนอย่างเหมาะสมทำให้ประเทศชาติและสังคมโดยรวมเกิดการพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยความมั่นคงและยั่งยืน  เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเราก็ยังสามารถปรับตัวได้อย่างทันเวลาและมีประสิทธิภาพ

การประชุมทางวิชาการระหว่างหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 2
หัวข้อ “รัฐบาลใหม่กับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย”
ประเด็นการนำเสนอ :  การบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแนวคิดโซ่อุปทาน
ดร.วิทยา  สุหฤทดำรง
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน  มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 2331 สิงหาคม 2554

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชุม 6 สถาบันฯ -- 2.มุมมองและความเข้าใจกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ วปอ.

มุมมองและความเข้าใจกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ วปอ.

กระบวนการการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนมากพอสมควร  เพราะเป็นเรื่องระดับชาติ  ที่มีผลต่อความเป็นไปและการดำรงชีวิตของคนจำนวนมากในชาติ   รูปแบบของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ วปอ. มีความเป็นสากล (Universal) ในมุมมองของกระบวนการจัดทำ    แต่จะแตกต่างกันก็ตรงคำที่ใช้ในการอธิบายในบริบทต่างๆ ของการนำไปใช้ปฏิบัติใช้งาน (Implementation)      ในมุมมองของการจัดการโดยทั่วไป  ยุทธศาสตร์มีอยู่ 3 องค์ประกอบ  ซึ่งเราจะคำนึงถึงสถานะอนาคต (To-be State)   และสถานะปัจจุบัน (As-Is State)   จากนั้นเราก็จะมาหาความแตกต่าง (Gap Analysis) ของ 2 สถานะ    เพื่อหาหนทาง (Ways) ที่จะทำให้เรานั้นสามารถนำพาตัวเองและองค์กรของเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ให้ได้    แนวทางนี้ก็จะตรงกับแนวทางด้านการทหารที่เป็น  End (To-be), Ways (Gap analysis)  และ Means (As-is)   ซึ่งสรุปได้ว่า  คำนิยามหรือหลักการดำเนินงานหรือการสร้างยุทธศาสตร์ทั้งหลายนั้นมีหลักการคิดเหมือนกัน  แต่บริบทในการสร้างยุทธศาสตร์และนำไปใช้งานนั้นแตกต่างกัน    ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่แบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ที่มีหมายเลขกำกับนั้นเป็นกระบวนการสำเร็จรูปที่พยายามจะทำให้กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นระบบตามขั้นตอน (Systematic) จะได้ไม่ผิดขั้นตอนในการจัดทำ   ซึ่งถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  

ความเข้าใจในยุทธศาสตร์

ประเด็นแรกในการจัดทำยุทธศาสตร์โดยทั่วไป   ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ระดับไหนก็ตาม   ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำหรือในการชี้นำสำหรับทิศทางยุทธศาสตร์นั้น  ควรจะเข้าใจในประเด็นการคิดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Thinking) ในเบื้องต้นก่อน   เพราะว่าถ้าไม่ได้มีแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์แล้ว   ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ที่เป็นขั้นตอนต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว  ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่น่ามีโอกาสที่จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีได้    แล้วการคิดเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร?  แนวคิดนี้เป็นแนวคิดหนึ่งที่ใช้ในการทหาร   ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า คือเป็นการคิดเพื่อชนะ (Think to Win)  หรือการคิดเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง (Think to Change)  ซึ่งหมายความว่าเรากำลังกำหนดทั้ง 3 องค์ประกอบในเวลาเดียวกัน  คือ To-be,  Gap Analysis  และ As-Is  หรือ  End-Ways-Means  ซึ่งหมายความว่า   ถ้าคิดแล้วต้องชนะ    ถ้าคิดแล้วยังไม่ชนะก็ต้องกลับไปคิดใหม่      ต้องคิดให้ชนะหรือคิดให้แตกต่างเท่านั้น  ไม่อย่างนั้นเสียเวลาและทรัพยากรในการดำเนินงาน   และถ้าไม่สามารถคิดได้ ก็ต้องแพ้อย่างแน่นอน
             
ยุทธศาสตร์ (Strategy) จึงหมายถึง  การทำให้เกิดเป็นสถานะที่ไม่เหมือนเดิม  ซึ่งเป็นสถานะที่ต้องการในอนาคตที่ไม่เหมือนกับสถานะในปัจจุบัน   หรือการทำอย่างไรให้เกิดสภาพที่ดีกว่า  เร็วกว่าและถูกกว่า      การมุ่งไปสู่สถานะใหม่ในอนาคตนั้น ก็คือ  ยุทธศาสตร์ (Strategy) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกันทุกคน   ยุทธศาสตร์ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติการ (Operations) ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราโดยตรงหรือมีผลต่อประโยชน์ต่างๆ ที่คนในชาติจะได้รับผลกระทบ  เพราะการปฏิบัติการที่เป็นกระบวนการสร้างประโยชน์ให้กับคนในชาตินั้นอาจจะมีปัญหา ต้องการการปรับปรุง (Improvement) ต้องการพัฒนา (Development) เพื่อสิ่งที่ดีกว่า  หรือต้องการพัฒนาเพื่อการแข่งขัน ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการในระดับปฏิบัติการให้ดีขึ้น  ยุทธศาสตร์จึงเป็นตัวกำหนดหรือเป็นแผนในการดำเนินการให้เกิดความเป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือดีกว่าในระดับปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของสังคม  องค์กรหรือในระดับบุคคล

ปัจจุบันนี้คนในชาติเป็นอย่างไร?  สภาพแวดล้อมของชาติในปัจจุบันเป็นอย่างไร   แล้วในอนาคตนั้นเราต้องการให้ชาติของเราเป็นอย่างไร?     เราจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงและความต้องการในอนาคต    แต่ถ้าเป็นเรื่องของบุคคลหรือองค์กรก็คงจะไม่มีความซับซ้อนมากนัก   แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติที่มีความซับซ้อนสูง  มีมิติต่างๆมากมายที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นชาติและผลประโยชน์แห่งชาติ  ดังนั้นการจัดทำหรือการเขียนยุทธศาสตร์ชาติและการดำเนินงานยุทธศาสตร์ชาติจึงต้องมีเป้าหมายในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติไว้ซึ่งจำเป็นที่จะต้องวางแผนหรือคาดการณ์ไปในอนาคตด้วยระยะเวลาที่ยาวไกลกว่าการคิดและการวางแผนงานทั่วไป
             
การที่จะมองออกไปถึงอนาคตเพื่อกำหนดทิศทางของการดำเนินงานของประเทศนั้น  จำเป็นที่จะต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำและข้อมูลสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันเพื่อนำมาพยากรณ์ (Forecast) สภาพแวดล้อมและศักยภาพของชาติซึ่งก็จะประกอบไปด้วยคุณภาพของคนในชาติ  กระบวนการทางสังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มีใช้อยู่  อีกทั้งความมั่งคั่งที่จะใช้เงินลงทุนในการสรรหาทรัพยากรต่างๆ มาเพื่อที่จะทำให้ประเทศชาติได้ใช้ในการดำเนินการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามวัตถุประสงค์แห่งชาติ
             
กระบวนการการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ของ วปอ. มีขั้นตอนที่เป็นระบบตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน  มีการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติหรือจะเป็นวิสัยทัศน์ในอนาคตที่ไกลออกไปมากๆ      เมื่อพูดถึงในความเป็นชาติแล้ว  สิ่งที่ทุกชาติต้องการก็คงคล้ายคลึงกัน คือ ความสามารถในการดำรงคงความเป็นชาติอยู่ได้อย่างมีความมั่นคงตลอดช่วงเวลาที่กำหนด  ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร   ชาติก็ต้องมีความมั่งคั่ง   และชาติก็ต้องได้รับการยอมรับจากสังคมโลก   จากนั้นเราก็จะกำหนดวัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติและวัตถุประสงค์เฉพาะแห่งชาติ  ในมุมเชิงการจัดการ กระบวนการเช่นนี้ถือว่าเป็นกระบวนการมาตรฐานที่ทำให้เกิดการสร้างทางเลือกของการตัดสินใจต่างๆ (Alternatives) หรือเผื่อเลือกนั่นเอง  บนพื้นฐานของบริบทและสภาพแวดล้อมต่างๆที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดหรือ (Constraints) จนได้วัตถุประสงค์ที่แน่นอน  เพื่อที่จะตอบโจทย์วัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติและวัตถุประสงค์เฉพาะแห่งชาติ
             
แต่อย่างไรก็ตามโจทย์ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นโจทย์ขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนของโจทย์สูง  มีหน่วยงานหลายๆหน่วยงานเข้ามาเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders)  ทุกคนทุกหน่วยงานมีผลประโยชน์ร่วมกันเพราะเป็นสมาชิกในชาติเดียวกัน   และในขณะเดียวกันก็อาจจะมีความขัดแย้งในกระบวนการดำเนินงานขั้นตอนต่างๆตามกฎหมายที่ควบคุมการดำเนินงานซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนหน่วยงานไปได้  จึงอาจจะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นความขัดแย้งในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่จัดทำมาได้

อย่างไรก็ตามกระบวนการที่ดำเนินงานในการจัดทำยุทธศาสตร์ในปัจจุบันที่ วปอ. อาจจะดูไม่มีความขัดแย้งมากนัก  เพราะว่าในกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้น   ประเด็นหรือหัวข้อต่างๆ นั้นได้ถูกพิจารณาแบบแยกส่วนกัน (Reductionism)  แยกกันไปคิด  แยกกันไปทำ   ซึ่งที่จริงแล้ว  เราควรจะพิจารณาแบบบูรณาการหรือแบบองค์รวม (Holism) ด้วยการคำนึงความเชื่อมโยงและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน  ทั้งนี้เพราะว่าประเทศชาตินั้นเป็นสังคมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นระบบซับซ้อนที่สามารถปรับตัวได้ (Complex Adaptive System : CAS)  องค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชาตินั้นมีความเชื่อมโยงกัน (Connectedness)  และมีปฏิสัมพันธ์กัน (Interactions)  ในหลายๆองค์ประกอบของความมั่นคงแห่งชาติทั้ง  9  ด้าน

โจทย์ของยุทธศาสตร์ชาติ
             
ประเด็นของการตั้งโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ คือ เป้าหมายที่ชาติเราต้องการจะเป็นในอนาคต  และผู้นำที่จะพาเราไปยังเป้าหมายที่ชาติต้องการ  รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำยุทธศาสตร์ชาติไปปฏิบัติให้เกิดผลประโยชน์แห่งชาติ   ซึ่งหมายความว่า  ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมจัดทำยุทธศาสตร์ชาติมีความเข้าใจในบริบทและสิ่งแวดล้อมในเชิงระบบ (Systemic) มากแค่ไหน?    เรามีความเข้าใจว่าความเป็นชาติประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้างและอย่างไรบ้าง?   แล้วเราเข้าใจถึงความสัมพันธ์หรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆในความเป็นชาติหรือไม่ ?   เรานำสิ่งเหล่านั้นมาพิจารณาในเชิงระบบหรือเชิงความสัมพันธ์หรือไม่?

อีกมุมหนึ่ง คือ เราได้ใช้เครื่องมือต่างๆที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ (Analysis) และสังเคราะห์ (Synthesis) ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่?   คงจะเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์บนพื้นฐานที่ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง    ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการตรวจสอบสภาวะแวดล้อมและการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ก็ตาม   แต่ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญนัก  เพราะว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ วปอ. นี้เป็นหนึ่งในกระบวนการฝึกการจัดทำยุทธศาสตร์ของผู้บริหารระดับสูงของชาติในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ  ดังนั้นความเข้าใจในกระบวนการและเครื่องมือที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเป้าหมายและสภาพแวดล้อมรวมทั้งยุคสมัยจึงเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาเป็นอย่างมาก
             
ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น  ก็คือ  มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่จะต้องมองแบบการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ซึ่งเป็นการคิดและมองแบบองค์รวม (Holistic Thinking) โดยผู้ที่จัดทำยุทธศาสตร์นั้นจะต้องรู้และเข้าใจว่าปัญหาของชาติในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาตินั้นมีโครงสร้างที่เป็นระบบ (Systemic Structure) โดยธรรมชาติอยู่แล้ว   ดังนั้นการมองปัญหาและการกำหนดยุทธศาสตร์ไปจนถึงการกำหนดวัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติ   วัตถุประสงค์เฉพาะแห่งชาติ  นโยบายและมาตรการต่างๆ  จะต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นระบบ (Systemic)  ของเรื่องราวที่ถูกหยิบมาเป็นประเด็นต่างๆ นั้น  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างโดดๆ  แล้วเอาประเด็นทั้งหมดมารวบรวมกัน (Collections) เป็นบทสรุป  ซึ่งที่จริงแล้วเราจะต้องนำเอาประเด็นต่างๆมาสร้างความเชื่อมโยงกันและมาประเมินผลของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเสียก่อน  เพื่อให้เกิดการบูรณาการกันอย่างแท้จริง

ทุกประเด็นของยุทธศาสตร์ย่อมมีความเชื่อมโยงกับอีกหลายๆ ประเด็นในองค์ประกอบของความเป็นยุทธศาสตร์ชาติ  อย่างไรก็ตามเรายังขาดแนวคิดพื้นฐานและเครื่องมือในการที่จะมองปัญหาในเชิงระบบและความเป็นพลวัตของยุทธศาสตร์  เพราะว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อนและมีความเป็นพลวัตสูง  แต่ถ้าเราไม่มีเครื่องมือในการรับมือกับความซับซ้อนและความเป็นพลวัตของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น  และเรายังใช้เครื่องมือและฐานความคิดแบบเดิมๆ ที่ไม่เหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้น   การกำหนดยุทธศาสตร์และการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์อาจจะไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรืออาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น   ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติขาดความมั่นคงหรือเสียผลประโยชน์แห่งชาติไปได้

การประชุมทางวิชาการระหว่างหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 2
หัวข้อ “รัฐบาลใหม่กับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย”
ประเด็นการนำเสนอ :  การบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแนวคิดโซ่อุปทาน
ดร.วิทยา  สุหฤทดำรง
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน  มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 23
31 สิงหาคม 2554

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

Research - ตอบ เมล์ "งานวิจัยเมื่อไรจะลงจากหิ้ง ตอนที่ 2"

ผมได้ตอบเมล์  "งานวิจัยเมื่อไรจะลงจากหิ้ง ตอนที่ 2"   ของอาจารย์ดร.ดวงพรรณ ไว้   ไหนก็เขียนแล้วก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง

ผมไม่ได้เมล์นี้มานานมากๆ โผล่มาก็ตอนที่สองเลย     ก็ไม่รู้ว่าตอนแรกเป็นอย่างไรแล้ว   แต่ก็พอจะเข้าใจบ้างในภาพรวมที่อาจารย์ดวงพรรณและนักวิจัยทั้งหลายกำลังพยายามทำกันอยู่  ผมขออนุญาตพูดในฐานะผู้บริโภคงานวิจัยนะครับ  ไม่ใช่นักวิจัย  เพราะระยะนี้ผมไม่ค่อยได้ทำงานวิจัยเท่าไหร่   แต่ก็พยายามที่จะเอาความรู้จากงานวิจัยต่างๆ ไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม

ผมบอกอาจารย์ดวงพรรณเสมอว่า  อย่าเอางานวิจัยลงจากหิ้งเลยเอาไว้อย่างนั้นเถอะครับ   แล้วนักวิจัยก็พัฒนาหิ้งให้สูงขึ้น  องค์ความรู้จะได้สูงขึ้น   ผมไม่เห็นด้วยที่เหล่านักวิจัยจะทุ่มตัวทั้งหมดลงจากหิ้ง    แต่อาจจะมีคนบอกว่า  แล้วจะทำวิจัยไปให้ใครเล่า   ผมว่าก็เอาไปขายให้คนที่เห็นค่าและเห็นประโยชน์ดีกว่า    โลกสมัยนี้มัน Connected กันหมด Globalization  กันหมดแล้วเอาไปขายทั่วโลก  แล้วประเทศไทยล่ะครับ   ก็คนใช้งานยังไม่สนใจเลย เพราะยังไม่เข้าใจในกระบวนการดำเนินงานที่เป็นปกติสากลกัน   ความคิดยังไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นสากล   เอาเป็นว่ายังลูกทุ่ง  ลูกทุ่งกันอยู่    ทำวิจัยแล้ว  คนไทยไม่ได้ใช้  ก็คิดว่าทำเพื่อโลกก็แล้วกันครับ

ที่จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องของผู้ใช้งานวิจัยหรือธุรกิจอุตสาหกรรมเองด้วยที่จะต้องปรับตัว  ไม่ใช่สิปรับความคิดและกรอบความคิด  ผมเคยบอกว่าจะต้องทำให้พวกผู้ใช้งานทั้งหลายเขาปีนหิ้งขึ้นมาดูงานวิจัยของอาจารย์ทั้งหลายและของต่างประเทศที่ทั่วโลกเขาทำกัน    นั่นหมายถึงพวกเขาจะต้องมีความรู้พื้นฐานต่างๆ ในการตัดสินใจในเชิงการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือการบริการสาธารณะ (Public Sector)  อาจารย์ดวงพรรณเขียนไว้ว่า  การทำนโยบาย หรือการตัดสินใจระดับประเทศเกิดขึ้นบน “ความรู้สึก”  นั่นไงครับ   ผมก็รู้สึกได้อย่างนั้นเหมือนกัน  ประสบมาเหมือนกัน  เพราะว่าการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประเทศเองยังขึ้นอยู่กับความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่   จริงมากน้อยอย่างไรผมก็พิสูจน์ไม่ได้   แต่ที่ได้พบประสบมานั้นก็คงจะมีความเห็นเหมือนกับอาจารย์ดวงพรรณครับ     นั่นสำหรับ Public Sector

ส่วนทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้นเหล่าผมก็ว่าลูกทุ่งพอๆ กัน   ท่านมีเงินเยอะมีความคิดดี    มี Leadership สูง  แต่ขาดกระบวนการในการตัดสินใจที่เหมาะสม   ยิ่งเป็นการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ด้วยแล้ว     ตอนที่คิดและตัดสินใจในอดีต   เงินไม่กี่ล้านคิดแบบลูกทุ่งได้   แต่พอเป็นพันๆ ล้าน  และยิ่งในปัจจุบันมันยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น    มันคงจะเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วกระมังครับ     คิดแบบหนึ่งสมอง  สองมือเปล่า  บนเงินเป็นพันๆ ล้าน   ส่วนลูกน้องก็อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยวลีเด็ด  มือดำ ทำจริง  แต่คิดไม่เป็น  คิดต่อยอดไม่ได้    ไม่รู้จักวิธีการคิด การวางแผน   เรื่องราวนี้ไม่ใช่   ไม่เคยเรียนมา  พวกผมอาจารย์ไม่ใช่ไม่เคยสอน   แต่ทำไมไม่เอาไปใช้  หรือเป็นเพราะผมเองและเพื่อนอาจารย์ทั้งหลายอาจจะสอนไม่ได้ดี    ไม่ใช่สิผมคนเดียวมั้ง   ความคิดและความรู้จึงไม่เข้าถึงนักปฏิบัติเหล่านี้  พวกเขาก็เลยไม่ได้สนใจความรู้หรือวิชาการ    ผมเองนั้นโดนเป็นประจำ   เวลาไปบรรยายให้นักปฏิบัติฟัง   อาจารย์ไม่เอาวิชาการนะ   เอาแต่ปฏิบัติที่ทำได้    ผมเองก็นึกอยู่ในใจว่าที่พวกท่านทำกันได้อยู่ทุกวันนี้เนี่ยนะ  ก็เพราะวิชาการทั้งนั้น  ถ้าไม่มีวิชาการรองรับนะ  ป่านนี้จะมีอะไรเหลือบ้าง  ตึกคงจะพังกันหมด  โรงงานคงจะวุ่นวายกันมากๆ

เมื่อธุรกิจโตขึ้น  หรือฟุตบอลเปลี่ยนลีก  เทคนิคการเล่นหรือเทคนิดการดำเนินงานก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามระดับความยาก  เช่นกันครับ  นักปฏิบัติทั้งหลายก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆ  วิชาการใหม่   งานวิจัยใหม่ๆ   ถ้าวันนี้เหล่านักปฏิบัติในอุตสาหกรรมยังบอกไม่ได้ว่า พวกเขาใช้ความรู้อะไรบ้างตอนเรียนป.ตรี และป.โท มาใช้ในงานประจำวันบ้าง   ผมว่าการนำเอางานวิจัยลงมาจากหิ้งก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก     คิดไป คิดมาดูแล้วถ้าจะสร้างให้พวกเขาให้ขึ้นมาอ่านงานวิจัยบนหิ้งอย่างผมว่ามันก็อาจจะยากกว่าเอาลงจากหิ้งมาอีก    ประเด็นของผมก็คือ ถ้าจะเอามาจากหิ้งแล้ว  ทำให้เขาบริโภคง่ายๆ แล้ว  อีกหน่อยพวกเขาจะทำอะไรได้อีก  สุดท้ายก็ต้องป้อนให้เหมือนเดิม   แล้วมันจะพัฒนาได้อย่างไร      สุดท้ายแล้ว  นักวิจัยจะเอาตรงไหนเป็นจุดยืนดี  เพราะว่าเป็นนักวิจัยแล้ว  องค์ความรู้ใหม่ คือ สิ่งที่ท้าทายหนึ่ง    แต่เรานักวิจัยกลับมาเสียเวลากับโครงสร้างขององค์ความรู้ในกระบวนการปฏิบัติงานที่เป็นผลพวงของการพัฒนาการในสังคมและระบบการศึกษาของเรา

ผมไม่ได้คิดว่าคนอย่างผมหรือนักวิชาการอย่างผมที่ถูกตราหน้าว่า  เท้าไม่ติดดิน  ไม่ลงมือทำ    ไม่ได้เป็นคนวิเศษวิโสอะไรหรอกครับ   ถ้าจะพูดแล้ว  และวัดกันแบบเนื้อๆ เป็นตัวเงิน  ผมและนักวิจัยทั้งหลายนั้นยังห่างจากนักปฏิบัติหรือนักอุตสาหกรรมตัวจริงที่ทำเงินออกมามากมาย หรือมีผลตอบแทนเป็นเงินเดือนสูงๆ หรือมีโบนัสเป็นหลายเดือน   ผมสู้ไม่ได้หรอกครับ   นั่นคือ ผลลัพธ์ที่ผมมองเสมอว่า  พวกนักปฏิบัติเหล่านั้นเป็นตัวจริงแท้ๆ   วัดกันที่บรรทัดสุดท้ายตรงรายได้เลย   ผมไม่เคยคิดว่านักวิจัยจะเก่งเลิศเลอไปกว่าพวกนักปฏิบัติหรอกครับ   แต่ถ้าพวกท่านฟังและอ่านงานวิจัยจากนักวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศดูสักนิด   พวกเราต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป   พวกที่คิดก็คิดไป   พวกที่ทำก็ทำไป   แต่ถ้าพวกที่คิดอย่างนักวิจัยสามารถทำงานร่วมกับนักปฏิบัติได้มีประสิทธิผลแล้ว  ผมคิดว่า  ท่านนักธูรกิจหรือปฏิบัติก็จะสามารถทำเงินเพิ่มได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ว่าจะเขียนสั้นๆ นะครับ   ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร  แต่ยอมรับทุกความคิดครับ  แต่มันน่าจะมีทิศทางที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมมากกว่านี้    มันเป็นกรอบความคิดของคนในสังคมที่ถูกขีดด้วยระบบการเรียนการศึกษาที่ทำให้คนไทยเรากลัวที่จะคิด   ไม่ใช่ไม่มีความสามารถในการคิด   ระบบสังคมที่เป็นอยู่ต่างหากที่มีอิทธิพลทำให้ความคิดไม่เกิดในคนหมู่มาก   ถ้าเรายังเอางานวิจัยในหิ้งชั้นที่หนึ่งลงมาแจกให้คนปฏิบัติบริโภคอย่างง่ายๆ เกินไป  โดยไม่ได้พัฒนาตัวพวกเขา    ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว  ผมว่าที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆ นักปฏิบัติของเขาไม่รู้ว่าปีนขึ้นไปบริโภคงานวิจัยบนหิ้งชั้นสาม หิ้งชั้นสี่กันแล้วหรือไม่   ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ยุทธศาสตร์ - ศาสตร์แห่งการอยู่รอด ต่อ 2

เราคงจะได้ยินคำว่า "ยุทธศาสตร์ (Strategy)" อยู่บ่อยครั้ง  จากข่าวหรือการประกาศแถลงการณ์จากภาครัฐ   หรือไม่ก็ทางการทหาร   ส่วนทางภาคธุรกิจนั้นมักจะใช้คำว่า  "กลยุทธ์" แทน  ซึ่งผมนั้นมีความเข้าใจว่าทั้งสองคำนี้เหมือนกัน    ส่วนในการทางราขการหรือผู้ที่ทำยุทธศาสตร์กันนั้นยังใช้คำว่า "กลยุทธ์" อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์อีกที่หนึ่งเห็นแล้วดูสับสนเป็นอย่างยิ่ง    แล้วคำว่ายุทธศาสตร์นั้น คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร   ยุทธศาสตร์มีความสำคัญกับความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง  เพราะว่า  ในระบบของธรรมชาตินั้นไม่มียุทธศาสตร์    ในระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้นก็ไม่มียุทธศาสตร์  แต่สังคมที่ประกอบไปด้วยมนุษย์ที่มีกิเลสทั้งหลายนั้น  หรือสัตว์ที่มีความคิดและสติปัญญาทั้งหลายนั้นมียุทธศาสตร์เอาไว้ทำให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอด   ชนะต่อคู่ต่อสู้  ดังนั้นยุทธศาสตร์ คือ การคิดเพื่อทำให้ชนะหรืออยู่รอดของมนุษย์เรา

(2) หรือในอีกมุมหนึ่ง  ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของการปั้นอนาคต (Shaping The Future)  เราใช้ยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการบรรลุผลสำเร็จที่เราต้องการ    เราเคลื่อนตัวเองไปสู่สิ่งที่เราอยากจะเป็น (Ends) จากสิ่งที่เราจะต้องทำ (Means)  เราจึงใช้ยุทธศาสตร์เป็นหนทาง (Ways) ที่ดีที่สุดในการไปให้ถึงสิ่งที่ต้องการ   เรื่องยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่มนุษย์จะต้องคิดและตัดสินใจ  ยุทธศาสตร์เป็นแนวคิดในเชิงองค์รวมหรือเป็นแนวคิดเชิงระบบ (System Approach) ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  องค์กรหรือบุคคลก็ตามที่ใช้มีแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์จะสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรืออยู่รอดได้   ผู้ที่เป็นนักยุทธศาสตร์จะต้องมองให้เห็นถึงโอกาสและภัยคุกคามในบริบทที่ตนเองอยู่รวมถึงการประเมินความสามารถของตนเองด้วย  หลายๆ คนหรือหลายองค์เข้าใจยุทธศาสตร์ในรูปแบบของการวางแผนยุทธศาสตร์หรือการวางแผยกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์  แต่ในกระบวนการเหล่านี้ก็มีกระบวนการย่อยที่เป็นกระบวนการในการคิดยุทธศาสตร์หรือสร้างยุทธศาสตร์อยู่  แต่ผมว่าวิธีการและบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นยังไม่ใช่นักยุทธศาสตร์   ที่เราได้ร่วมและสัมผัสกันส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่กระบวนการวางแผนยุทธศาสตร์ที่มีตัวยุทธศาสตร์เขียนมาให้แล้วเท่านั้น   ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นได้มาอย่างไรหรือใช้กระบวนการอะไร    เพราะว่าตัวยุทธศาสตร์นั้นจะเกิดมาจากกระบวนการคิดที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์กรหรือบุคคลนั้นๆ แล้ว ใครควรจะเป็นคนคิดยุทธศาสตร์นั้นมาจากวิสัยทัศน์เดียวกันหรือไม่
                       
ยุทธศาสตร์นั้นควรจะเกิดมาจากกระบวนการคิดภายใต้กรอบของ Ends-Ways-Means  ก่อนที่เราจะสร้างหรือคิดออกมาเป็นยุทธศสาตร์ได้นั้น    เราควรจะตั้งคำถามดังนี้ Where are we?  Where do we want to go?  What change have to be made?  How should changes be made?  How shall we measure progress?  คำถามเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การคิดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Thinking)  ที่จริงแล้วคำถามเหล่านี้ก็เป็นคำถามธรรมดาๆ นี่เอง   ผมเข้าใจว่าเราตั้งคำถามเหล่านี้ในชีวิตเราอยู่เสมอ  ถ้าเรานำคำถามเหล่านี้มาเรียงร้อยตามลำดับเราจะคำถามในเขิงระบบ (Systemic Questions) ที่เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งจะทำให้เรามองไปข้างหน้า  แล้วหันมามองตัวเอง    แล้วเกิดมองไปรอบๆ   เพื่อที่จะสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้ เพื่อการตัดสินใจ

(มีต่อครับ)