แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ logistics แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ logistics แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

โซ่อุปทานหนังสือคืออะไร การจัดการโซ่อุปทานหนังสือจะเริ่มอย่างไร


ดร.วิทยา สุหฤทดำรง
วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
และ อี ไอ สแควร์ สำนักพิมพ์

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า Demand และ Supply และเข้าใจกันอยู่บ้างแล้วว่าหมายถึงอุปสงค์และอุปทาน ตามลำดับ  และแม้ว่าหลายคนก็ได้ยินคำว่า Supply Chain หรือ โซ่อุปทาน มากขึ้นๆ  ผมยังเชื่อว่าคงมีคำถามอยู่ว่าคืออะไรกัน...

โซ่อุปทาน (Supply Chain) คือ เครือข่ายของหุ้นส่วนธุรกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภค และรวมการผลิต การจัดจำหน่าย การขนส่ง การค้าส่ง การค้าปลีก และผู้จัดส่งวัตถุดิบรายอื่นๆ ที่มีส่วนในการผลิต จัดส่ง และขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ  (คำนิยามจาก Council of Supply Chain Management Professional: CSCMP)  เครือข่ายเหล่านี้สร้างคุณค่า (Value หรือประโยชน์ หรือผลิตภัณฑ์/บริการก็ได้) โดยกระบวนการสร้างคุณค่าซึ่งมี 2 ขั้นตอน คือ การวางแผนและการดำเนินการ  ซึ่งกิจกรรมในการดำเนินการนี้ก็จำแนกได้ 2 ประเภท คือ กิจกรรมการผลิต (Make) กิจกรรมลอจิสติกส์ (Move)    สมาชิกในโซ่อุปทานจะเป็นผู้สร้างคุณค่าเหล่านี้และเคลื่อนย้ายมารวมกันจนเป็นคุณค่าสุดท้ายที่ลูกค้าต้องการ    กิจกรรมลอจิสติกส์ (Logistics) เป็นกิจกรรมภายในโซ่อุปทานที่เกิดจากการวางแผน ดำเนินการ และควบคุมเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากร (ซึ่งหมายถึงทั้งจัดหา จัดเก็บ จัดส่ง การบริการต่างๆ และสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง) ที่จำเป็นสำหรับการนำส่งคุณค่า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดที่มีการใช้หรือบริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ    ลอจิสติกส์จึงไม่ได้ถูกตีกรอบว่าอยู่ในบริบทของการขนส่ง การจัดเก็บและการกระจายสินค้าอย่างเช่นที่มักเข้าใจกันเท่านั้น แต่อยู่ในบริบทของกระบวนการธุรกิจตั้งแต่ต้นทางของทรัพยากร ไปจนถึงปลายทางที่มีการบริโภคหรือใช้ผลิตภัณฑ์ และมองแบบนามธรรมว่าเป็นการไหลของคุณค่า แทนการไหลของสินค้าหรือวัตถุดิบ

โซ่อุปทานหนังสือ (Book Supply Chain) จึงหมายถึง เครือข่ายของบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ดำเนินกระบวนการต่างๆ ร่วมและต่อเนื่องกันเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาและผลิตออกมาเป็นหนังสือ  โดยหลักๆ แล้วประกอบไปด้วย นักเขียน/นักแปล สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือ   อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโซ่อุปทานของคุณค่าอื่นๆ ประกอบกันเป็นโครงข่ายโยงใยนอกเหนือจากนี้อีก เช่น มีโซ่อุปทานกระดาษซึ่งประกอบด้วย ชาวไร่ปลูกต้นไม้ และโรงงานกระดาษ เป็นต้น

สมาชิกในโซ่อุปทานเหล่านี้จะสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น นักเขียนผลิตงานเขียนออกมา สำนักพิมพ์ก็ตรวจแก้และจัดทำเป็นต้นฉบับที่พร้อมเข้าสู่โรงพิมพ์ โรงพิมพ์พิมพ์หนังสือออกมาเป็นรูปเล่ม ผู้จัดจำหน่ายกระจายหนังสือไปให้ถึงร้านหนังสือที่เป็นจุดค้าปลีกที่เหมาะสม  คุณค่าเหล่านี้เป็นทั้งคุณค่าเชิงผลิตภัณฑ์ (คือทำให้ผลิตภัณฑ์สมบูรณ์มากขึ้นๆ)  และคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ (คือเก็บรักษาคงสภาพผลิตภัณฑ์หรือเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ให้ใกล้ลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ) รวมเป็นผลิตภัณฑ์สมบูรณ์ตามที่ลูกค้าต้องการ ในสถานที่และเวลาที่ลูกค้าต้องการ

โซ่อุปทานเกิดขึ้นเพราะความต้องการของลูกค้ามีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น จนเราไม่สามารถสร้างคุณค่าที่ซับซ้อนหรือมีองค์ประกอบมากมายได้ด้วยองค์กรเดียว นอกจากนี้ เราอาจไม่มีความสามารถ (ความเก่ง) ในการทำทุกกระบวนการได้ดีด้วยองค์กรเดียว จึงต้องแบ่งคุณค่าต่างๆ ออกไปให้ผู้สร้างคุณค่าอื่นๆ ร่วมกันสร้างคุณค่า แล้วจึงเคลื่อนย้าย (ลอจิสติกส์) มาบูรณาการกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย

ภาพอย่างง่ายของโซ่อุปทานและโซ่คุณค่าหนังสือ

แม้แต่ในองค์กรเดียวกัน ยังต้องแบ่งเป็นฝ่ายเป็นแผนกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายการตลาด/ขาย ฯลฯ ฝ่ายต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นโซ่อุปทานภายในองค์กรที่ทำหน้าที่สร้างคุณค่าเพิ่มหรือสนับสนุนการสร้างคุณค่า แล้วจึงเคลื่อนย้าย (ลอจิสติกส์) มาบูรณาการกันเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์กร

กิจกรรมในการดำเนินการที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่า (กิจกรรมที่ไม่ใช่การผลิต หรือ Make) ล้วนเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์ หรือ Move ทั้งสิ้น    ลอจิสติกส์เป็นคำที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการการไหลของคุณค่าไปสู่ลูกค้า ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่การจัดซื้อ การจัดการผลิต การจัดเก็บ การขนส่งและการกระจายสินค้า การค้าปลีก และการบริการลูกค้า ฯลฯ รวมทั้ง เป็นได้ทั้งลอจิสติกส์ภายในองค์กรและลอจิสติกส์ระหว่างองค์กร

ประเด็นสำคัญคือ กิจกรรมลอจิสติกส์ต่างๆ ต้องมีเป้าหมายเพื่อนำส่งคุณค่าให้ถึงมือลูกค้าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์คนสุดท้ายเท่านั้น    การขนส่งจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง ดังเช่นที่ผู้จัดจำหน่ายใช้บริการของผู้ให้บริการ (ไม่ว่าชื่อบริษัทจะลงท้ายว่า "ลอจิสติกส์" หรือไม่ก็ตาม) ที่รับขนส่งไปยังร้านหนังสือในต่างจังหวัด ถึงจุดหมายแล้วจบหน้าที่ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่ส่งนั้นคืออะไร ลูกค้าคนสุดท้ายคือใคร  สภาพหนังสือที่ได้รับจะอยู่ในสภาพที่ดีที่เขาพึงพอใจหรือไม่  ทันเวลาตามที่เขาต้องการหรือไม่นั้น จึงยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์อย่างแท้จริง   การจัดการลอจิสติกส์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้จากการจัดการโซ่อุปทานที่ดีเท่านั้น

การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) คือ การบูรณาการของกระบวนการธุรกิจหลักๆ ตั้งแต่ผู้ใช้ปลายทางไปจนถึงผู้จัดหาวัตถุดิบตั้งต้นที่จัดหาผลิตภัณฑ์ บริการ และข้อมูลที่เพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียรายอื่นๆ (Lambert และคณะ, 1998)  คือ กระบวนการและเครื่องมือในการปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกัน ที่ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ภายในโซ่อุปทานผ่านการสื่อสารส่วนตัวและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและข้อมูลที่สำคัญต่อพันธกิจ ทั้งข้อมูลสารสนเทศของการขาย การพยากรณ์ การวางแผน การจัดซื้อ และการเติมเต็ม โดยมีวัตถุประสงค์สูงสุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และเพิ่มกำไร โดยการทำให้มั่นใจว่ามีการนำส่งผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ไปยังสถานที่ที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง   โดยหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน ทำให้ไม่มีการแข่งขันระหว่างบริษัทอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นการแข่งขันระหว่างโซ่อุปทาน (Tompkins Associates, 2000)

ดังนั้น เมื่อกลุ่มผู้สร้างคุณค่าในโซ่อุปทาน "ทำงานร่วมกัน วางแผนงานร่วมกัน" เพื่อให้เกิดเป็นแผนการดำเนินงานในโซ่อุปทาน ทั้งในด้านแผนการผลิต (สร้างคุณค่า) และทั้งแผนลอจิสติกส์ (เคลื่อนย้ายคุณค่า) ซึ่งสมาชิกในโซ่อุปทานภายในองค์กรแต่ละคนที่มีหน้าที่ต่างๆ ตามข้อตกลงที่มีร่วมกันที่จะนำแผนโซ่อุปทานมาเป็นแผนหลักในการจัดการ แผนการจัดหา แผนการผลิต แผนการจัดเก็บ แผนการจัดส่ง แผนการขาย  เมื่อทุกคนในโซ่อุปทานขององค์กรมีแผนเดียวกัน การดำเนินงานภายในองค์กรก็น่าจะสอดคล้องกัน

ในทำนองเดียวกัน ถ้าในโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ (หรือโซ่อุปทานระหว่างองค์กร) มีแผนโซ่อุปทานเดียวที่ได้รับการกำหนดและตกลงร่วมกัน ก็ย่อมสามารถทำให้สมาชิกของโซ่อุปทาน (ซึ่งก็คือบริษัทแต่ละบริษัท) สามารถวางแผนและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกันทุกบริษัทในโซ่อุปทาน   ลักษณะของโซ่อุปทานแบบนี้ หมายถึง สถานะภาพของความเป็นองค์กรเสมือน (Virtual Organization) หรือทำงานร่วมกันเสมือนเป็นองค์กรเดียวกัน ที่สามารถสร้างคุณค่าในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และบริการออกมาตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า  ความเป็นองค์กรเสมือนนี้ประกอบไปด้วยองค์กรย่อยๆ หรือหน่วยงานย่อยๆ ที่เชื่อมต่อกันอย่างหลวมๆ เพื่อความยืดหยุ่น (Flexible) และการปรับตัว (Adapt) ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคุณค่าเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

ในอุตสาหกรรมหนังสือไทยก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าหลายองค์กรมีการบูรณาการข้ามหน่วยงานเพื่อสร้างโซ่อุปทานของตนให้ครอบคลุมขึ้น (บางแห่งเมื่อรวมบริษัทในเครือแล้ว มีตั้งแต่โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย จนไปถึงร้านหนังสือ)  ตามหลักแล้วก็เพื่อใช้ประโยชน์ของการเป็นองค์กรเดียวกันในการทำงานร่วมกันมากขึ้น วางแผนและแบ่งปันข้อมูลกันได้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการโซ่อุปทานในองค์กรให้ดีขึ้นนั่นเอง

ประเด็นของการทำงานร่วมกัน (Collaboration) หมายถึง การวางแผนและตัดสินร่วมกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงแค่ร่วมมือกัน (Cooperation) แต่จะต้องร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดและรับชอบในผลงานของทั้งเครือข่าย  ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อสมรรถนะ (ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความสามารถในการปรับเปลี่ยน) ของเครือข่ายโซ่อุปทาน มองเครือข่ายโซ่อุปทานเดียวกัน  ไม่ใช่มองกันแบบแยกส่วน (Silo) ทำเพื่อผลประโยชน์ของหน่วยงานหรือองค์กรตนเองเป็นหลัก สิ่งที่สำคัญคือจะต้องเห็นผลประโยชน์ของเครือข่ายโซ่อุปทานเป็นหลักแทน  เพราะว่าถ้าเครือข่ายโซ่อุปทานไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้แล้ว สมาชิกทั้งเครือข่ายก็จะมีปัญหาตามมาอีก  ถ้าคุณค่าที่อยู่ในรูปของสินค้าและบริการสามารถขายได้ ทั้งเครือข่ายก็อยู่รอด แต่ถ้าขายไม่ได้ ทั้งเครือข่ายก็ไม่อยู่รอด

การทำงานร่วมกันจะกำหนดข้อตกลงและรูปแบบการดำเนินการที่สมาชิกในโซ่อุปทานทำและสื่อสารระหว่างกัน จะมีข้อมูลสารสนเทศอะไรบ้างที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ ในเวลารวดเร็วเพียงใด ถ้าประเด็นการสื่อสารนี้มีปัญหาหรือไม่ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรในการสร้างคุณค่าที่มีผลต่อการดำเนินงานแล้ว โซ่อุปทานจะมีปัญหาในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้  ข้อมูลเหล่านี้จะมีผลต่อการดำเนินงาน (Execution) ของกระบวนการในโซ่อุปทาน  แม้จะมีการตัดสินใจที่ดีแต่หากอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า ก็จะส่งผลให้การไหลของคุณค่าไม่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า  ทำให้เกิดภาวะที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการไม่เพียงพอ หรือมีมากเกินไป  นอกจากนี้ ข้อมูลสมรรถนะ (ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความสามารถในการปรับเปลี่ยน) ที่อยู่ในรูปของดัชนีชี้วัด (KPI) ต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายใช้ จะประเมินว่ากิจกรรมต่างๆ เชิงลอจิสติกส์ที่ส่งผลของการไหลของคุณค่า หรือการนำส่งผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นสามารถดำเนินการตามที่คาดหวังหรือตกลงร่วมกันได้หรือไม่  กล่าวคือ ดี คือ นำส่งและคงรักษาผลิตภัณฑ์ได้ในสภาพที่ดี (ทั้งส่งผลิตภัณฑ์ขาไปและขากลับเป็นสินค้าคืน) ไม่ผิดพลาดจากการนำส่ง;  เร็ว คือ นำส่งได้ทันเวลาตามที่ต้องการ; ถูก คือ นำส่งด้วยต้นทุนการดำเนินการที่สมเหตุผล

ลองหันกลับมามองโซ่อุปทานหนังสือไทย โดยเฉพาะในส่วนของการกระจายหนังสือผ่านผู้จัดจำหน่าย ผ่านร้านหนังสือ ไปยังลูกค้าที่เป็นผู้อ่าน  นอกจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างคู่ค้าที่ชัดเจนคือส่วนลดการค้าและวิธีการเก็บเงินแล้ว พวกเราได้ทำงานร่วมกัน วางแผนงานร่วมกัน มีข้อตกลงในรูปแบบการทำงาน ข้อมูลสารสนเทศที่ต้องสื่อสารระหว่างกันอย่างไรบ้าง  พวกเราใช้หลักการ ข้อมูล และเครื่องมือใดเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ตัดสินใจ  พวกเราประเมินสมรรถนะการทำงานจากดัชนีชี้วัดใดบ้างที่นอกเหนือจากยอดขายและตัวเลขกำไรแล้ว  แล้วเรานำผลดัชนีชี้วัดนั้นมาสร้างมาตรการในการแก้ไขปรับปรุงทั้งภายในและระหว่างองค์กรอย่างไร   การจัดการโซ่อุปทานหนังสือที่ดีจึงควรเริ่มที่จุดนี้...

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic – Logistics กับ Logistics Management ต่างกันอย่างไร?

เขียนเรื่องนี้เพื่อเตรียมสอนในวันเสาร์อาทิตย์นี้  ก็เลยต้องกลับไปที่พื้นฐานและแนวคิดอีกครั้งหนึ่ง  เคยจำได้ว่าได้เขียนไปบ้างแล้วในหมวด Basic  คราวนี้ลองเขียนดูให้ละเอียดอีกสักครั้งให้มันแจ่มไปเลย  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจในความหมายของลอจิสติกส์เสียก่อน (ก็ไม่รู้ว่าอธิบายกันมากี่รอบแล้ว  ก็ลองไปค้นหากันดูในบันทึกของผมใน FB  หมวด Basic นะครับ  เรื่อง  Basic แล้วลอจิสติกส์ คือ อะไร)  ในมุมมองของผมนั้น  Logistics เป็นการไหลของทรัพยากรในการสร้างคุณค่าทั้งหมดในขอบเขตที่เราสนใจ  เช่น  ในองค์กร (จัดหา จนถึงจัดส่งและขาย) ในแผนกหรือฝ่าย (เริ่มต้นจนจบงาน) หรือทั้งอุตสาหกรรม (ต้นน้ำยันปลายน้ำจนถึงมือผู้บริโภค ) โดยเน้นที่คุณค่าในรูปแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าต้องการ   ดังนั้นทรัพยากรทั้งหลายจะต้องไหลมาบรรจบกันเพื่อสร้างหรือแปรสภาพให้มีคุณค่าเพิ่มตามที่ลูกค้าต้องการในสภาพที่ถูกเวลาและสถานที่   ถ้าผิดพลาดก็จะเกิดเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าคงคลัง (ของเกิน)  และวัตถุดิบหรือสินค้าขาดแคลน (ของขาด)   ลอจิสติกส์ที่ดีก็คือ การไหลทรัพยากรทั้งหลายให้ผ่านกระบวนการสร้างคุณค่าจนเป็นผลิตภัณฑ์และบริการไปจนถึงมือลูกค้าผู้บริโภคเมื่อต้องการอย่างถูกที่และถูกจำนวน

เมื่อดูอย่างนี้แล้ว  การไหลของทรัพยากรสำหรับการสร้างคุณค่าในองค์กรเพื่อผ่านกระบวนการสร้างคุณค่าจนไปถึงมือลูกค้าจึงเป็นกิจกรรมลอจิสติกส์   แต่ในองค์กรหนึ่งไม่ได้มีการไหลของทรัพยากรอย่างเดียวหรือชนิดเดียว  และไม่ได้มีกระบวนการเดียว  แต่มีกระบวนการย่อยต่างๆเชื่อมโยงเป็นองค์ประกอบทั้งหมดขององค์กร  การไหลของแต่ละช่วง  ในแต่ละกระบวนการ  ในแต่ละทรัพยากรก็ไม่เหมือนกัน  ดูอย่างไรว่าการไหลนั้นเป็นลอจิสติกส์  ผมให้มุ่งเน้นไปที่ทรัพยากรหรือวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของคุณค่าที่ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ   หรืออยู่ในกระบวนการธุรกิจหลัก (Core Business Process)  ส่วนการไหลของทรัพยากรอื่นๆนั้นไม่ถือว่าเป็นลอจิสติกส์  เพราะว่าก่อนที่จะพิจารณาว่าลอจิสติกส์อยู่ตรงไหนนั้น   ต้องถามก่อนว่า  “ลอจิสติกส์ของอะไร”   เช่น ลอจิสติกส์ของคำสั่งซื้อในกระบวนการรับคำสั่งซื้อ (Order Processing) โดยมีขอบเขต (end to end) จากลูกค้าไปจนถึงฝ่ายขายที่รับคำสั่งซื้อ   ส่วนคุณค่า (Value) คือ คำสั่งซื้อของลูกค้า  แล้วลอจิสติกส์ของคำสั่งซื้อ (Order Logistics) ก็คือ  คำสั่งซื้อถูกส่งผ่าน (Flow) ไปถึงฝ่ายขายอย่างถูกเวลาและสถานที่และถูกต้องแม่นยำ    เราจะเห็นเอกสารส่งผ่าน Fax เข้ามาดำเนินงานที่ฝ่ายขาย การส่งผ่าน Fax เป็นลอจิสติกส์   หรือเราจะเห็นการส่ง E-mail โดยการส่งผ่าน E-mail เป็นลอจิสติกส์  หรือเราจะเห็นการส่งข้อมูลคำสั่งซื้อผ่าน Web  และการส่งผ่าน Web เป็นลอจิสติกส์   ดังนั้นเวลาพูดถึงลอจิสติกส์นั้นพูดลอยๆ ไม่ได้จะต้องบริบทรองรับเสมอ  เพื่อที่จะกำหนดขอบเขต (end to end) และตัวคุณค่า (Value) ที่จะส่งหรือทำการไหล (Flow)

การส่งผ่านหรือการไหลของคุณค่าระหว่างตันทางกับปลายทางนั้นจะต้องมีการคุยกันหรือประสานงานกันเพื่อส่งและรับให้เกิดความถูกต้องในการส่งและรับคุณค่า  ไม่ใช่แค่ส่งไป  ไม่รู้ว่ามีใครรับหรือไม่   ไม่ใช่แค่รอรับ  แต่ก็ไม่รู้ว่ามีใครส่งมาหรือไม่    อย่างนี้ไม่ใช่ลอจิสติกส์    ถ้าต้นและปลายมีผู้ส่งต่อระหว่างทางหลายคน   คนเหล่านี้ทุกคนก็จะต้องคุยกันประสานงานกันเห็นสถานะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางในลักษณะโซ่อุปทาน (Supply Chain)   ไม่ใช่แค่ส่งต่อแล้วเสร็จ   หมดภาระแล้ว   แต่จะต้องติดตามสถานะให้ถึงเป้าหมาย   เพื่อให้คุณค่าหรือสิ่งที่ส่งไปมานั้นถึงปลายทางอย่างถูกเวลาและสถานที่
                   
ที่นี้ถ้าระหว่างต้นทางกับปลายทาง  มีการส่งหรือมีการไหลของทรัพยการหลายๆอย่าง  แล้วตรงไหนเป็นลอจิสติกส์    ให้ดูที่ตัวอย่างเดิมลอจิสติกส์ของคำสั่งซื้อ  เป้าหมายต้องการส่งคำสั่งซื้อไปให้ฝ่ายขาย   ให้มุ่งที่การไหลของคำสั่งซื้อเท่านั้น    โดยที่การโทรศัพท์คุยกัน  การประสานงานกันและข้อมูลต่างๆที่ไม่ใช่คำสั่งซื้อเพื่อให้เกิดการส่งคำสั่งซื้อที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่ลอจิสติกส์ครับ   แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการลอจิสติกส์  เพราะว่าฝ่ายขายจะเอาเฉพาะคำสั่งซื้อเท่านั้นที่ไปดำเนินการต่อ    นี่ยังเป็นแค่กิจกรรมลอจิสติกส์นะครับ   ยังไม่ใช่การจัดการลอจิสติกส์  เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ว่าลอจิสติกส์เป็นอะไรหรือมีอะไรบ้างนั้น   จะต้องเป็น ลอจิสติกส์ X  ถ้าไม่บอก X มา ผมจะเข้าใจว่ากิจกรรมการไหลของคุณค่าตั้งแต่จัดซื้อจนถึงจัดส่ง หรือไม่ผมก็จะเข้าใจว่าเป็นการไหลของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจนถึงมือผู้บริโภค  ดูแล้วมันจะวุ่นวายขนาดไหน

ส่วนเรื่องของการจัดการนั้นไม่ยาก  เพราะทุกการจัดการนั้นถ้าใช้คำว่าจัดการเหมือนกันแล้ว  ก็ควรจะมีกระบวนการคิดเหมือนกัน    เพียงแต่จะแตกต่างกันออกไปตามบริบท  เช่น  การจัดการโซ่อุปทาน  การจัดการลอจิสติกส์  การจัดการการขาย  การจัดการการตลาด  ฯลฯ  แล้วการจัดการคืออะไร?   ผมมองการจัดการเป็นกระบวนการ  มีขั้นตอนและเป็นวัฏจักร  เป้าหมายก็เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทและสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้สิ่งที่จัดการนั้นอยู่รอด  เช่น  ทำให้มีอยู่คงที่เท่าเดิมไว้   ถ้าไม่จัดการอาจจะลดลง ทำให้มากขึ้น ถ้าไม่จัดการก็เท่าเดิมหรือลดลง ทำให้ลดลง ถ้าไม่จัดการก็เท่าเดิมหรือมากขึ้น   สุดท้ายแล้วทุกคนทุกชีวิตต้องมีการจัดการ

หัวใจของการจัดการ คือ การตัดสินใจ (Decision Making)  เพื่อให้เกิดคุณค่าที่เราต้องการ   ผมจึงมองกระบวนการการจัดการเป็น  (1) การวางแผน  (2) การดำเนินงาน  (3) การวัดผลและควบคุม  และ (4) การปรับปรุง  ทั้งสี่ขั้นตอนนี้เป็นวัฏจักรของการจัดการ   เราคิดเราตัดสินใจอยู่ที่ (1) การวางแผน    เราสร้างเราทำ  อยู่ที่ (2) การดำเนินงาน     แล้วเราก็ (3) วัดผลและควบคุมให้อยู่ในเป้าหมาย      แต่ถ้าไม่ตรงใจลูกค้าหรือเป้าหมายเปลี่ยนไป  เราก็ต้อง (4) ปรับปรุงใหม่เพื่อไปวางแผนใหม่  ดำเนินการใหม่  วัดผลและควบคุมใหม่    และอาจจะปรับปรุงใหม่อีกรอบ  เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างเช่น  การจัดการ X  มีกระบวนการดังนี้  (0) เราต้องรู้จักว่า X คืออะไร   อะไรเป็น Input ของ X  และ output ของ X  หรือพูดง่ายๆ ว่าเราต้องเข้าใจกระบวนการ X   เป้าหมายต้องได้ประโยชน์จาก X     ให้เริ่มที่ (1) การวางแผน X เป็นการตัดสินใจโดยการสร้างทางเลือกต่างๆ ของกระบวนการ X แล้วเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัด ไม่ใช่ดีที่สุด  ช่วงการวางแผนจะมีแต่ข้อมูลและคนที่ทำการตัดสินใจ  เพื่อนำไปสู่ (2) การดำเนินการกระบวนการ X  ซึ่งจะประกอบไปด้วยทรัพยากรต่างๆ ที่ถูกกำหนดมาจากการวางแผน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์หรือคุณค่าจากกระบวนการ X สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นเป้าหมายของการจัดการก็อยู่ที่ผลลัพธ์ของกระบวนการ X  เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์  ขั้นตอนต่อไป (3)  เป็นการวัดผลและควบคุมการดำเนินการกระบวนการ X ให้ได้เป้าหมายอยู่อย่างสม่ำเสมอ    สุดท้ายเมื่อเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไป  ก็จะต้องมี (4) การปรับปรุงกระบวนการ X ใหม่ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่  และก็เริ่มต้นวัฏจักรใหม่  ทั้งหมดนั่นก็ คือ กระบวนการการจัดการ (Management Process)

ถ้าเป็นเช่นนั้น  การจัดการลอจิสติกส์จึงไม่ใช่แค่กระบวนการลอจิสติกส์ธรรมดา   มันมีกระบวนการจัดการเข้ามาเกี่ยวข้อง  เพื่อให้กระบวนการลอจิสติกส์หรือกิจกรรมลอจิสติกส์นั้นมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  การจัดการลอจิสติกส์จึงประกอบไปด้วย (1) การวางแผนลอจิสติกส์ (Logistics Planning)   (2) การดำเนินงานกระบวนการลอจิสติกส์ (Logistics Execution)   (3) การวัดผลและควบคุมลอจิสติกส์ (Performance Measurement)   (4) การปรับปรุงกระบวนการลอจิสติกส์ (Logistics Improvement)  อย่าลืมว่า ผลลัพธ์ของการจัดการต้องการ Output จากขั้นตอนที่ 2 นะครับ   ทรัพยากรในการสร้างคุณค่าเพื่อตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการอยู่ในขั้นตอนที่ 2  ลูกค้าต้องการ Output จากขั้นตอนที่ 2 จากการดำเนินงานไปใช้ให้เป็นประโยชน์

ตัวอย่างเช่น  ลอจิสติกส์ขนส่ง (Transport Logistics)   และการจัดการลอจิสติกส์ขนส่ง (Transport Logistics Management)  จะประกอบไปด้วย   (1) การวางแผนลอจิสติกส์ขนส่ง ซึ่งเป็นการวางแผนการขนส่งที่นอกจากใช้ข้อมูลขององค์ประกอบในกระบวนการขนส่งแล้ว  ยังใช้ข้อมูลของกระบวนการก่อนหน้าการขนส่งและกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการขนส่ง  ไปจนถึงลูกค้าผู้ที่ได้รับคุณค่าไปใช้ประโยชน์   หมายความความว่า  จะต้องมีภาพใหญ่ End to End หรือความเป็นโซ่อุปทานที่มีการขนส่งนี้เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย   (2) การดำเนินงานในกระบวนการลอจิสติกส์ขนส่ง  ก็เป็นกิจกรรมการขนส่งธรรมดานี่แหละครับ  แต่เป็นการขนส่งที่อยู่ภายใต้แผนลอจิสติกส์ขนส่งที่ถูกมองอย่าง End to End หรือมองทั้ง Supply Chain   ดังนั้นในการดำเนินงานนี้ก็จะสามารถเห็นข้อมูลและสถานะการขนส่งได้จากกระบวนการก่อนหน้าการขนส่งและกระบวนการที่ต่อจาการขนส่ง  นี่คือ สิ่งที่ลอจิสติกส์ขนส่ง (Transport Logistics) แตกต่างจากการขนส่ง (Transport)   (3) การวัดผลและควบคุมการกิจกรรรมลอจิสติกส์ขนส่งให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือแผนที่ได้วางไว้    (4) ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงของความต้องการลูกค้าในเรื่องการขนส่ง  กระบวนการลอจิสติกส์ขนส่งก็จะต้องถูกปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าแล้วจึงกลับเริ่มต้นที่ ขั้นตอนที่ 1 ของการจัดการในวัฏจักรใหม่  แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของลูกค้า  และกระบวนการลอจิสติกส์ขนส่งยังมีทรัพยากรเพียงพอในการรองรับความต้องการ  ก็แค่รักษากระบวนการลอจิสติกส์ขนส่งไว้ให้ตรงตามเป้าหมายหรือแผนไว้

จากที่ผมได้เล่าให้ฟังมานั้น  ลอจิสติกส์และการจัดการลอจิสติกส์นั้นไม่เหมือนกัน    กิจกรรมลอจิสติกส์นั้นอยู่ภายในกิจกรรมการจัดการลอจิสติกส์   แล้วถ้ากล่าวว่า ลอจิสติกส์แบบลอยๆ  ก็ไม่ได้เหมือนกัน    น่าจะกำหนดไปเลยว่า   ลอจิสติกส์ X  และการจัดการลอจิสติกส์ X  ถ้าส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุ X มาให้   เราน่าจะหมายถึง  ลอจิสติกส์ขององค์กรหนึ่งๆ ที่ผลิตสินค้าและบริการออกมา  End to End หรือ Supply Chain  ก็คือ จัดซื้อจนถึงจัดส่งและขาย   ลองไปนึกภาพดูนะครับว่า  เราจะสามารถแยกแยะกิจกรรมต่างๆ ออกมาเพื่อรวมกลับหรือบูรณาการ (Integrate) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร   ที่จริงแล้วกิจกรรมเหล่านี้มีอยู่แล้ว ถูกแยกออกมาเป็นกิจกรรมเดี่ยวๆ อยู่แล้ว   แต่เราไม่ได้บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ (Systematic) และจัดการในมุมมองเชิงระบบ (Systemic) เท่านั้นเอง   จึงทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic : Logistics แตกต่างจาก Operations Management (OM) อย่างไร?

ถ้าเราไปดูหนังสือ Operations Management และ Logistics Management ในระยะ 10-15 ปี ที่ผ่านมา เราอาจจะพบว่า มันเหมือนกันมาก  แล้วมันต่างกันอย่างไร  เพราะว่าเราก็เรียกชื่อต่างกัน    พอได้มีโอกาสไปสอนหนังสือ เรื่องราวเบื้องต้นของ Logistics and Supply Chain Management อีกครั้งหนึ่ง    ก็ยิ่งจะต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก  เพราะว่าน่าจะมีคำถามเด็ดๆ ออกมาจากชั้นเรียนบ้าง  เพราะว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียแล้ว    ยิ่งวิชา OM หรือ Operations Management ยังคงอยู่ในท้องตลาดวิชาการด้วยแล้ว   แล้วเราจะหาความแตกต่างระหว่าง การจัดการ Inventory ในมุมลอจิสติกส์  และในมุมของ Operations Management ได้อย่างไร
                       
หลายๆ แห่งในระดับปริญญาโท MBA ก็เรียนกันทั้งสองวิชาเลย  ทั้ง Logistics และ OM  ซึ่งก็มีเนื้อหาวิชาและหัวข้อแทบจะเหมือนกัน  แน่นอนครับ  เหมือนกัน   กลับไปดูหนังสือ Textbook ฝรั่งก็เช่นกัน   มีหัวข้อเหมือนกัน  แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายได้ชัดเจนเท่าไรนัก   ผมก็พยายามจะหาเหตุผลและกลับไปดู Definitions  ต่างๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น   เพราะถ้าบอกกันว่า  Inventory Management ในลอจิสติกส์กับ  Inventory Management ใน OM  นั้นไม่เหมือนกันก็ไม่ใช่   เหมือนกันก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน   นั่นแสดงว่าจะต้องมีส่วนที่เหมือนกัน  และแตกต่างกัน   แต่ผมว่ามีส่วนที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่เลยล่ะครับ
สิ่งที่เหมือนกันอย่างแน่นอนก็ คือ การสร้าง Model ต่างๆ ในการตัดสินใจแต่ละเรื่องสำหรับ Functions ต่างๆ ใน OM นั้นในหนังสือ Logistics และ OM นั้นแทบจะเหมือนกันก็ว่าได้  ประเด็นในหนังสือ OM จะเน้นเป็น Function ใน OM หรือใน Supply Chain ว่ามีอะไรบ้าง  แต่ละเรื่องมีการสร้าง Model การตัดสินใจอย่างไรบ้าง ใช้ข้อมูลอะไร?   OM จะมอง Functions เป็น Silos   เป็นเรื่องๆ ไป แต่ในมุมลอจิสติกส์นั้นควรจะเน้นว่า  ข้อมูล Input ที่ใช้ในการ Executing  Model นั้น เชื่อมโยงและเชี่อมต่อกันมาจากไหนและอย่างไร   และผลลัพธ์ Output ของ Model  จะไปเป็น Input ให้อีก Model หนึ่งอย่างไร   จะตอบสนองและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร
                   
Logistics จะมองการเชื่อมโยง Functions ใน OM ให้เป็น Process หรือ Streamline โดยที่มี Customer Demand และ Customer Value เป็น ตัวผลักดัน   เวลาเราเรียน OM  เราเรียนเป็นเรื่องๆ    แต่ในเวลาปฏิบัติงานจริงๆ  เราปฏิบัติเป็น Process ที่มี Functions ต่างๆที่ถูกเชื่อมต่อกัน    แต่ในตำรา  OM  ไม่ได้เน้นมากนัก หรือไม่ได้เน้นเลย  ส่วนมากจบในบทๆหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน  ผมเองก็ยังไม่เห็นหนังสือลอจิสติกส์เล่มไหนที่เน้นไปที่กระบวนการอย่างที่ผมได้กล่าวไป เพราะอ่านไปอ่านมาก็เหมือนๆกับหนังสือ OM เล่มหนึ่ง
                     
ในชีวิตจริงเราก็ไม่ได้เน้นแบบแนวคิดลอจิสติกส์กันเลย   เราทำแบบ OM  ที่เราได้เรียนเป็นเรื่องๆ    แล้วต่างคนก็ต่างทำ   คนทำ Demand ก็ทำไป   ไม่ต้องคุยกับ  คนทำ Supply     ไม่ได้ทำงานร่วมกัน (Collaboration) ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นกระบวนการที่ดีหรือมีประสิทธิภาพเลย   จึงต้องมีแนวคิดลอจิสติกส์หรือแบบกระบวนการที่มองเป็น End to End มากขึ้น
                     
ดังนั้น  OM  กับ Logistics นั้นโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเรื่องเดียวกัน   เพียงแต่ใส่มุมมองแบบกระบวนการและความเป็นองค์รวม (Holistic) ลงไปใน OM  เราก็จะได้ความเป็นลอจิสติกส์ขึ้นมาก  ให้สังเกตว่า  ความเป็นลอจิสติกส์นั้น  ทำงานร่วมกันมากขึ้น   ลูกค้าตอบสนองมากขึ้น   กำไรมากขึ้นต้นทุนลดลง  แต่ก็อย่าลืมว่า  นั่นเป็นเพราะมีการจัดการโซ่อุปทานกันมาก่อน

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic : Logistics Transport และ Transport Logistics นั้นต่างกันอย่างไร ?

ที่จริงแล้วผมก็หากินกันอยู่ตรงนี้ล่ะครับ  ได้เห็นได้ยินกันมานานนับสิบ  เขียนกันอย่างนี้พูดกันอย่างนี้มานานแล้ว  ผมเพิ่งจะมาคิดตีความและทำความเข้าใจในความหมายและการใช้งานของสองคำนี้      ไม่ไงจะประดิษฐ์คำว่าลอจิสติกส์ขึ้นมาทำไม    ถ้ามันไม่แตกต่างกัน      แล้วถ้าวางตำแหน่งก่อนหน้าสลับหลังแล้ว    มีความหมายเหมือนกันมันก็จะกระไรอยู่  น่าจะผิดหลักภาษาหรือไม่ก็ไม่รู้  คำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาก็คงจะเปล่าประโยชน์ไปอีก  คงไม่สามารถใช้ในการสื่อสารได้ครบถ้วนและได้กว้างขวางตามที่ต้องการ    ในภาษาอังกฤษนั้น  คำนามหลักคือ ตัวหลัง  คำขยายคือ ตัวหน้าครับ  ส่วนภาษาไทยตรงกันข้ามกันครับ

Transport Logistics คือ ลอจิสติกส์การขนส่ง  เป็นมุมมองของลอจิสติกส์ซึ่งเป็นกิจกรรมในภาพใหญ่ที่ดูแลการไหล  การเคลื่อนย้ายสินค้า  การจัดเก็บสินค้าเพื่อเป้าประสงค์ คือ การนำพาคุณค่าที่อยู่ในรูปแบบของสินค้าและบริการไปให้ถึงมือลูกค้าหรือผู้ใช้ประโยชน์จากคุณค่าที่จะได้รับไป    นั่นคือ ลอจิสติกส์ที่มอง End to End  แต่ Transport Logistics นั้นควรจะเป็นลอจิสติกส์ที่มอง End to End โดยที่มุ่งเน้นลงไปที่ส่วนของการขนส่งที่จะมีผลในภาพรวม End to End   นั่นคือ มองใหญ่ก่อน  มองตั้งแต่ต้นจนถึงมือลูกค้า  เป้าหมายลูกค้าต้องได้รับของหรือสินค้าและบริการ     แล้วคิดว่าจะจัดการกับส่วนการขนส่งอย่างไรเพื่อให้ End to End ที่ว่านี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้   ประเด็นไม่ใช่จัดการการขนส่งให้ถึงผู้รับของหรือสินค้า   แต่เป็นประเด็นที่จัดการการขนส่งที่จะทำให้มั่นใจว่าลูกค้าได้รับสินค้า   ดังนั้นเราก็จะมี Purchasing Logistics, Manufacturing Logistics, Warehouse Logistics, Distribution Logistics, Retail Logistics  ด้วย  ที่มีเป้าหมายเดียวกัน  มุมมองจะเป็นการมองแบบช้างทั้งตัวหรือ Holistic View แล้วพยายามปรับองค์ประกอบภายในตัวใดตัวหนึ่งซึ่งก็จะมีผลกระทบกับตัวอื่นๆ ด้วย  ดูที่ ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างองค์ประกอบภายในลอจิสติกส์  และสุดท้ายก็จะมีผลกระทบต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไรบ้าง

ส่วน Logistics Transport นั้นแตกต่างกันครับ คือ  “ขนส่งเชิงลอจิสติกส์”  คำนามหลักก็ คือ Transport  เป้าหมายหลักก็คือ การขนส่งที่สุดของการ Transport ก็คือที่หมายหรือสถานที่และมีคนมารับของหรือสินค้าไป   ไม่จำเป็นจะต้องเป็นลูกค้าผู้ที่ใช้ของนั้น  ดังนั้นขอบข่ายของ Transport จึงเล็กและแคบกว่า Logistics มากยิ่งนัก   แต่เมื่อมี คำว่า Logistics มาเป็นคำขยายอยู่ข้างหน้าแล้วเป็น  Logistics Transport นั่นหมายความว่า  การจัดการขนส่งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นหรือมองแบบต้นจนปลายในมุมของลอจิสติกส์   แต่ในการจัดการขนส่งจากต้นทาง (Start) ไปยังปลายทาง (Stop) นั้น  ผู้จัดการขนส่งก็ได้ใช้ข้อมูลที่มาจากระดับการจัดการลอจิสติกส์แบบ End to End มาเป็น information เพิ่มเติมเข้าไปในการจัดการขนส่งอีก  จึงทำให้การจัดการขนส่งสินค้าหรือคุณค่าจากต้นทางจนไปถึงปลายทางการขนส่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าในภาพรวมได้

เมื่อมีการมองแบบลอจิสติกส์แล้ว   ก็ต้องมี Logistics Transport  และ Transport Logistics ขึ้นมาพร้อมๆ กันเสมอ  เพียงแต่ว่าจะมองในระดับไหน   ในระดับบินสูง (End to End) ในระดับลอจิสติกส์   หรือ ในระดับบินต่ำจุดต้นทาง (Start) จนถึงปลายทาง (Stop) ในระดับกิจกรรมที่เป็นองค์ประกอบต่างๆ ภายในของลอจิสติกส์  ดังนั้น Model และข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจก็แตกต่างกันออกไป  แต่ที่สุดแล้วมันจะต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน  เพื่อให้เกิดความเป็นองค์รวมในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองที่ผมเฝ้าสังเกตมานาน  แต่ยังไม่เห็นมีใครฟันธงลงไปชัดๆ เท่าที่เห็นทำๆ กัน ส่วนมากจะเป็น เรื่องของ Logistics Transport มากกว่า เพราะยังคงใช้ Model ของ Transportation เดิมได้หรือ Models ต่างๆ ใน OM functions (Operations Management)  เพียงแต่ใส่ข้อมูลใหม่ที่ผ่านการวิเคราะห์ในเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเข้าไปก็น่าจะใช้ได้เลย    แต่ Model ของ Logistics ที่เป็นองค์รวมนี้ยังไม่ค่อยเห็นนะครับ   Model กันยากเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกรณีศึกษาด้วย  ผมคิดว่ามันคือ System Thinking Model หรือ System Dynamics มากกว่า  จึงเลยนำเสนอให้เพื่อนๆ ลอง Comment กันมาบ้าง เผื่อว่ามันน่าจะมีจุดบกพร่องทางความคิดตรงไหนบ้าง  แต่ถ้าทำ OM function ได้ดีแค่ไหนก็เป็นแค่ Local Optimization ถ้าจะให้คิดแบบลอจิสติกส์และโซ่อุปทานแล้วจะต้องคิดแบบ Global Optimization

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic – Predict แตกต่างจาก Forecast อย่างไร ?


ไปอ่านเอกสาร Logistics Scenario 2050 ของ DHL  ก็ได้ประเด็นมาเล็กน้อยมาเล่าสู่กันฟัง  เพราะว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารที่พยายามจะมองอนาคต  โดยใช้นักอนาคตศาสตร์คนดังมาช่วยในการมองอนาคต    พออ่านไปได้บทหนึ่งมีสรุปตอนข้อหนึ่งว่า  The Future cannot be predicted, but alternative futures can and should be forecast.  อนาคตไม่สามารถที่จะถูกคาดการณ์ได้ (Predicted)  แต่ทางเลือกต่างๆของอนาคตนั้นสามารถและควรที่จะพยากรณ์ (Forecast)ได้  ก็เลยมาสะดุดตรงสองคำนี้   ผมว่าทั้งสองคำนี้ไม่เหมือนกัน  ถ้าเหมือนกันแล้ว  มันจะสร้างคำใหม่ขึ้นมาทำไมจริงไหมครับ

ผมเริ่มด้วยการไปเปิด Dictionary แบบภาษาอังกฤษไปเป็นภาษาอังกฤษ   อย่าใช้ภาษาไทย  เพราะภาษาไทยเองก็ยังหาความหมายที่แน่นอนไม่ได้     ก่อนที่จะไปเปิด Dic   อย่างคำว่า Predict ส่วนตัวผมแปลว่า คาดการณ์   ส่วน Forecast ผมเองแปลว่า พยากรณ์  แต่ก็ยังแปลเป็นไทยไม่ได้ครบ  ตอนแรกผมสังเกตจากคำที่หนังสือ Textbook ทางวิศวกรรมใช้กัน  เมื่อใดที่ใช้ คำว่า Predict นั้น มักจะมีสูตรกันมาก่อน  มีตัวแปรที่แน่นอน   แล้วจึงใส่ค่าลงไป  แล้วสูตรก็ให้ค่าออกมา   เราสามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร    ไม่ได้เกี่ยวกับเวลาในอนาคต  แต่ถ้าตัวแปรนั้นเป็นค่าเวลา  เราก็สามารถที่จะบอกได้ว่า  ณ เวลาหนึ่งเราจะได้ผลลัพธ์อะไร

ส่วนการพยากรณ์นั้น  เราไม่มีความรู้หรือเข้าใจกลไกของสิ่งที่เราสนใจอยู่เลย  แต่เรามีข้อมูลในอดีต  ข้อมูลปัจจุบัน   เราพยายามจะบอกว่าแล้วต่อไปนั้นมันจะเป็นอย่างไร  เราพยายามบอกพฤติกรรมหรือสร้างแบบจำลองจากผลลัพธ์ของสิ่งนั้น   ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ากลไกจริงหรือสูตรภายในมันคืออะไร

คิดอย่างนี้อยู่นานแต่ก็ไม่ได้บอกใคร  แต่เห็นใครๆ ก็ใช้สองคำนี้สลับกันไปมา  แต่ไม่รู้ว่าเขาหมายความอย่างไร  เมื่อไหร่จะพยากรณ์ (Forecast) แล้วเมื่อไหร่จะคาดการณ์ (Predict)  พอมาเจอในเอกสารของ DHL  เขาเขียนว่า  The Future cannot be predicted, but alternative futures can and should be forecast.  (อนาคตนั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ทางเลือกของอนาคตสามารถและควรจะพยากรณ์ได้) อ่านแล้วก็งงไปเลย จนต้องไปเปิด Dictionary  ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษ predict  คือการกล่าวถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เรามีความรู้มาก่อนหรือมีประสบการณ์มาก่อน  รู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ส่วน Forecast นั้นเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  ผมว่าผมก็เข้าใจคล้ายๆ กับใน Dictionary บอกไว้  แต่ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ  ผมสังเกตจากประโยคภาษาอังกฤษที่เขาเขียนกันมาใน Paper หรือ หนังสือ Textbook

แล้วอย่างไหนดีกว่าล่ะครับ Predict ดีกว่าสิครับ  เพราะว่ามีศัพท์ว่า Predictable นั่นหมายความว่า เรารู้โครงสร้างหรือสูตร หรือกลไกของสิ่งๆ นั้นหรือเหตุการณ์นั้น  เราจึงสามารถคาดการณ์และสามารถควบคุมมันได้   แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลยภายในเบื้องลึก  แต่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกันกับเหตุการณ์อื่นๆ  เราจึงใช้ Forecast  และใน Dictionary ไม่มี Forecastable ด้วย  ก็ลองดูครับ  รู้มาก รู้ลึก  ก็คงจะไม่พอครับ  จะต้องรู้ถึงโครงสร้างกลไก  ถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลในส่วนต่างๆ  เพื่อที่จะได้ควบคุมมันได้ครับ  หรือจะได้ปรับตัวตามได้ทันเวลา  เหมือนที่ NASA จะมาศึกษาเมฆและอากาศ  ก็เพื่อที่จะได้ Predict การเปลี่ยนแปลงของอากาศ  จะได้คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำขึ้น  มากกว่าการพยากรณ์ทั่วๆ ไป   เราจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ถูก  เช่นเดียวกับความต้องการของลูกค้า  เพื่อที่จะได้มาจัดการกับอุปทาน (Supply)

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Disaster – ประเด็นลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม

น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตเราก็ขาดน้ำไม่ได้ ขาดน้ำ 3 วันก็อาจจะตายได้ เราอยู่ในน้ำหรือจมน้ำก็ไม่มีอากาศหายใจ เราก็ตายได้เช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันเรามีน้ำมากเกินไปก็ไม่ได้เหมือนกัน น้ำเป็น รูปแบบ (Mode)ที่สำคัญของการเดินทางและการขนส่งของมนุษย์จนเป็นเครื่องหมายของการเดินทางและการขนส่งในอดีต เมื่อนึกถึงลอจิสติกส์เองก็ยังต้องนึกถึงเรื่องการเดินทางและขนส่งทางเรือที่ใช้ทางน้ำเป็นเส้นทางในการเดินทางไปรอบโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


แต่น้ำในครั้งนี้เป็นน้ำที่ไม่ได้มีส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อลอจิสติกส์ของชีวิตมนุษย์เราเลย ผมหมายความว่า น้ำในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เราได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ซึ่งเราต้องการเลย น้ำในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้เลย แต่ในทางตรงกันข้าม น้ำในครั้งนี้กลับหันมาทำลายชีวิตและการดำรงชีวิตของผู้คนมากกว่า อย่างที่ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า “ลอจิสติกส์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต” เพราะว่าลอจิสติกส์เป็นเส้นทางและวิธีการนำส่งคุณค่าหรือประโยชน์ให้กับมนุษย์ ถ้าไม่เช่นนั้นมนุษย์ก็อดยาก อดได้ และในที่สุดก็อดตาย


มหาอุทกภัยครั้งนี้ น้ำไม่ได้มาสร้างประโยชน์อะไรให้กับเรามากนัก แต่กลับมาทำลายความเป็นอยู่ของเรามากกว่า เพราะว่ามันมามากจนเกินไป แล้วทำไมเราไม่จัดการ ทีตอนแล้งนั้นเราจัดการได้ ประเด็น คือ น้ำซึ่งเคยมีประโยชน์ในเชิงลอจิสติกส์ในการขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานของคุณค่าต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์


มาคราวนี้เป็นด้านมืดของน้ำที่ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ดูเหมือนจะโกรธใครมา ไอ้เราเองก็รังเกียจผลักไสไล่ส่งน้ำให้ออกไปให้พ้นๆ ทาง ดูๆ ไปแล้วมันดูน่ากลัวยิ่งนัก ถ้าเราปล่อยให้เกิดขึ้นจนถึงขั้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมืองและสังคมแล้ว มนุษย์อย่างเราจะอยู่กันอย่างในประเทศและสังคม น้ำจะทำลายระบบลอจิสติกส์ของเมือง (City Logistics) ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและประเทศ แล้วมนุษย์ที่อยู่ในเมืองหรือในประเทศจะทำอย่างไร ถนนขาดเพราะน้ำท่วม แล้วเราจะเดินทางอย่างไร เพื่อไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารน้ำและยาหรือความช่วยเหลือต่างๆ ตรงนี้เราพูดถึงแค่ความต้องการพื้นฐานที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ในแต่ละวันหรือในแต่ละสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉิน


ถ้าเราลองคิดและมองให้ลึกๆ แล้ว เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วย ไฟฟ้า ประปา ที่อยู่อาศัย การติดต่อสื่อสาร อาหาร ยารักษาโรค ประเด็นลอจิสติกส์ในภาวะอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการจัดการหรือลดต้นทุนเสียแล้ว แต่เป็นประเด็นในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในเวลาที่ต้องการและในจำนวนที่ต้องการ ซึ่งคืออาหารและน้ำรวมทั้งสิ่งจำเป็นต่างๆ ในการดำรงชีวิตในภาวะวิกฤต สำหรับสิ่งเหล่านี้ พอถึงเวลาที่ต้องการแล้ว อาจจะไม่มีหรือขาดแคลน ถึงมีก็อาจจะมีราคาแพงกว่าความเป็นจริงมาก แต่เราก็ยอมที่จะเสียและแลกมาเพื่อนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นมาใช้ในยามภาวะฉุกเฉิน จ่ายแพงไม่ว่า ขอให้ได้ของที่ต้องการ และยังวางแผนคาดการณ์ในการสะสมหรือสำรองไว้ใช้ในอนาคตในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนว่าระบบลอจิสติกส์และโซ่อุปทานที่มีอยู่นั้นจะสามารถสร้างคุณค่าหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับมาได้อีกเมื่อไร


ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าโจมตีกรุงเทพฯ ผมต้องขับรถกระบะไปซื้อน้ำดื่มและอิฐมวลเบาที่สัตหีบและพัทยากลับมาที่กรุงเทพฯ ตรงนี้แหละครับเรื่องลอจิสติกส์แท้ๆ เลย ผมหวังว่าบทเรียนในประเด็นเหล่านี้ น่าจะทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต สภาพของกรุงเทพฯ มหานครในเวลานี้ ไม่อยากจะพูดว่า เหมือนสภาวะสงครามหรือไม่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยมีประสบการณ์สงครามมาก่อนก็ตาม ทุกคนตื่นตระหนก ข้าวของขาดแคลน และยิ่งผู้ที่ประสบภัยพิบัติที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือความช่วยเหลือนั้นเข้าไปไม่ถึง เป็นภาวะที่ภัยต่อความมั่นคงของชีวิตมนุษย์และความมั่นคงของชาติ


ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นลอจิสติกส์และโซ่อุปทานทั้งสิ้น แต่หลายคนอาจจะแย้งว่ามันก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ว่าที่ไหนในโลก อาจารย์อย่ามาพูดเลย ไอ้เรื่องลอจิสติกส์เนี่ยนะ นั่นก็เป็นเพราะว่าเรื่องลอจิสติกส์มันเป็นเรื่องของธรรมชาติของความต้องการของคนในสังคม แต่ถ้าเราไม่รู้จักในเรื่องการจัดการแล้ว คนในสังคมก็จะเกิดขาดแคลน ภาวะอย่างนี้ย่อมเป็นภัยต่อสังคม แต่ถ้าเราสามารถจัดการลอจิสติกส์ของสังคมได้ คนในสังคมก็จะได้รับอย่างเพียงพอ ความสงบสุขก็เกิดขึ้น


ส่วนประเด็นในเรื่องของโซ่อุปทานก็ดูกันง่ายๆ ครับ ใครบ้างกันเล่าที่จัดหา (Suppliers) จัดทำ (Maker) จัดสร้าง (Builder) และจัดส่ง (Deliverer) สิ่งที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยสามารถใช้สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ แน่นอนแต่ละสิ่งแต่ละอย่างก็ย่อมที่จะถูกจัดทำ ถูกจัดหา ถูกจัดส่งต่อเป็นทอดๆ ในโซ่อุปทานบรรเทาทุกข์ (Relief Supply Chain) ไปจนถึงผู้ใช้หรือผู้ประสบภัย ประเด็นของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ก็ คือ เวลาและสิ่งที่ต้องการในเวลานั้น ดังนั้นการตัดสินใจและโครงสร้างของการจัดหา (Supply)เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะว่าถ้าพลาดไปแล้วก็อาจจะหมายถึง ชีวิตของผู้ประสบภัย แล้วยิ่งเป็นภัยที่เกิดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมที่กินพื้นที่บริเวณไปทั่วเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งน้ำก็จะค่อยๆ มา ค่อยๆ ทำลาย หรือในบางบริเวณก็มาเร็วและแรงจนตั้งตัวไม่ทัน จนทรัพย์สินเสียหาย และต่อจากนั้น ถ้าน้ำยังคงอยู่สภาพท่วมขังอยู่นานก็เป็นการบั่นทอนการดำรงชีวิตอยู่เรา


การทำลายของน้ำให้เกิดการหยุดชะงักของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ทั้งหลายในสังคมในเมืองและในประเทศ โซ่อุปทานของการบรรเทาทุกข์และความช่วยเหลือ (Relief Supply Chain) จึงเป็นกระบวนการที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและโครงสร้างในการวางแผนร่วมกันและการดำเนินงานร่วมกันที่แน่นอนและต้องมีการดำเนินการและการตัดสินใจที่ฉับไว เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา และที่สำคัญก็ คือ จะต้องทำงานกับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งในยามปกติไม่ได้ทำงานร่วมกัน และกระบวนการทำงานต่างๆ ในยามปกติก็ไม่สามารถนำมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ เราจะมาลองผิดลองถูกในขณะเกิดเหตุการณ์ไม่ได้ แผนการทำงานและวิธีการทำงานจะต้องถูกออกแบบมาก่อนหน้าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หน่วยงานจะต้องมีการวางแผนและฝึกซ้อมการวางแผนและการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและอย่างเป็นประจำ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญของการจัดการโซ่อุปทานในการบรรเทาทุกข์และการให้ความช่วยเหลือ ในบางครั้งความตั้งใจดีและจิตอาสาก็อาจไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงลอจิสติกส์และโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าหน่วยงานในการจัดการไม่สามารถสร้างเอกภาพและมีการบูรณาการในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องได้แล้ว ลอจิสติกส์ในการนำส่งความช่วยเหลือก็เป็นปัญหาที่สำคัญอยู่แล้ว และถ้าการจัดหา (Supplying) ต่างๆ มีปัญหาตามไปด้วยอีก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มีขั้นตอนที่ตกลงกันมาก่อนหรือมีแผนงานร่วมกันมาก่อนแล้ว ปัญหาในการทำงานร่วมกันห็มักจะทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและตัดสินใจ ทำให้เกิดความล่าช้าและความสับสนในการดำเนินงาน สุดท้ายผู้ประสบภัยก็ไม่ได้ประโยชน์หรือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตในภาวะฉุกเฉิน ความหายนะจะเกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยอย่างแน่นอน


เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการจัดการในภาวะฉุกเฉิน คือ ลอจิสติกส์ที่หมายถึงการทำให้ผู้ประสบภัยได้รับสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในภาวะฉุกเฉิน เราต้องอย่าลืมว่าภาวะฉุกเฉินเป็นภาวะที่โซ่อุปทานของคุณค่าอื่นๆ ทั้งหลายในสังคมของเราที่ทำให้ดำรงชีวิตได้ตามที่เราต้องการซึ่งถูกทำให้หยุดชะงัก (Disruptions) ไป คุณค่าต่างๆ ในรูปผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่ถูกสร้างจากโซ่อุปทานในสังคมก็ขาดตอน ทำให้สินค้าขาดแคลน ทำให้เกิดเป็นอุปสงค์เทียมที่ทำให้เกิดการกักตุนสินค้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้าเฉพาะอย่างขึ้นมาในภาวะฉุกเฉิน ทำให้ราคาของสินค้าหรือสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจนทำให้ทางภาครัฐต้องประกาศการควบคุมราคาสินค้า ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤตซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วบนสังคมโลกมนุษย์เราไม่ว่าที่ใดในโลก


แต่ถ้าเรามองโดยการนำเอากรอบความคิดของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานมาใช้ ก็อาจจะทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้พิจารณาในภาวะปกติ ซึ่งจะสามารถช่วยเราในการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาวะฉุกเฉินได้ เมื่อเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นจนทำให้เกิดการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานของสังคม จึงทำให้โซ่อุปทานของคุณค่าต่างๆ พลอยหยุดชะงักไปด้วย น้ำท่วมทำให้ทางขาด โรงงานผลิตสินค้าไม่ได้ ศูนย์กระจายสินค้าไม่สามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ซึ่งมีความต้องการ การคมนาคมไม่สะดวก คุณค่าที่ควรจะถูกสร้างโดยโซ่คุณค่าต่างๆ ไม่ถูกสร้างขึ้นมาตามความต้องการจึงทำให้สินค้าขาดแคลนและความตื่นตระหนกของคนในสังคม วัฏจักรนี้ก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดระบบในสังคมก็จะเกิดความโกลาหลในความขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ในการดำรงชีวิต ถ้าภาครัฐและคนในสังคมไม่สามารถฟื้นฟูระบบโซ่อุปทานของสังคมให้กลับคืนสู่สภาพปกติพร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โซ่อุปทานของประเทศและสังคมสามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติเพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตผู้คนในสังคมต่อไป ในภาวะฉุกเฉิน ลอจิสติกส์ขาดตอน โซ่อุปทานหยุดชะงัก ผู้ประสบภัยพิบัติส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการสร้างคุณค่าของโซ่อุปทานทั้งหลาย แต่ไม่ว่าในภาวะปกติหรือวิกฤต ทุกคนด้วยจำนวนคนเท่นเดิมก็ยังต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม แต่กลุ่มผู้สร้างคุณค่าหรือโซ่อุปทานกลับไม่สามารถสร้างคุณค่าเพื่อมาสนับสนุนผู้คนจำนวนเดิมนั้นได้ ความไม่พอดีหรือไม่สมดุลจึงเกิดขึ้น จึงทำให้เราต้องจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุทานเพื่อการบรรเทาทุกข์ในภาวะฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตคนและเร่งฟื้นฟูโซ่อุปทานของสังคมให้กลับคืนสู่สภาพสมดุลในภาวะปกติ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 4

ผมเล่าเรื่องควันหลงจากการไปดูงาน World Expo ถึงตอนนี้ก็ตอนที่ 4 แล้วครับ

พวกเราอุตส่าห์ไปดูงาน World Expo แล้วก็น่าจะสังเกตเรื่องการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในของการจัดงานบ้าง เพราะทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในรูปแบบสินค้าและบริการทุกอย่างนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากโซ่อุปทาน (Supply Chain) เมื่อเรามีความอยากได้ เราต้องหาอะไรที่เป็นคุณค่า (Value) เทียบเท่ากันไปแลกกับคุณค่าที่ต้องการ พวกเราไปดูงาน Expo แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ได้รับจากงาน Expo จะได้มาฟรีๆ เพราะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีแน่ๆ อยู่แล้ว ต้องนำอะไรมาแลกไปเสมอ ผมและคณะทัวร์ต้องเอาเงินมาแลกกับการเดินทาง การกินอยู่ การได้เข้าชมงาน World Expo ของที่ระลีกที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ให้เราลองนึกดูว่า กว่าจะมาเป็นงาน Expo นั้น ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าของงานจะต้องทำอะไรมาก่อนนั้นบ้าง มีใครมาร่วมกันทำอะไรบ้าง นั่นเขาเรียกกันว่า “โซ่อุปทาน” ครับ

การจัดงาน World Expo นั้นเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เหมือนการจัดงานกีฬาโอลิมปิค ประเทศส่วนใหญ่จัดงานแล้วมักจะได้กำไร บางประเทศจัดงานไปแล้วก็ขาดทุนก็มีให้เห็น (อย่างเช่น กีฬาโอลิมปิกที่เมืองเอเธนส์) ประเทศที่เป็นเจ้าภาพงาน World Expo ก็ต้องคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในการจัดการงานเช่นกัน แต่เมื่อมองกันลึกๆ แล้ว สิ่งที่ประเทศจีนน่าจะได้จากงาน World Expo คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนของเขา ผู้นำจีนในยุคนี้ลึกล้ำอย่างยิ่ง ประเทศจีนสร้างชาติด้วยแนวทางในการสร้างคนของเขาด้วยการให้ความรู้ และสร้างความยิ่งใหญ่และความเป็นจริงในปัจจุบันให้ประจักษ์ต่อชาวโลก (ไม่ใช่มัวแต่หลงกับความยิ่งใหญ่ในอดีตเหมือนบางประเทศ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าจนจะแย่อยู่แล้ว) ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนจีนของเขา เมื่อผมไปเมืองจีนแต่ละครั้งในแต่ละเมืองนั้น ผมตื่นเต้นเสมอเมื่อได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน และเศร้าใจอย่างยิ่งเมื่อย้อนดูการพัฒนาของประเทศไทยเรา ก็ได้แต่โทษตัวผมเองว่า ผมเองยังทำวันนี้ดีไม่พอ ประเทศเราถึงเป็นอย่างนี้ อย่าไปโทษคนอื่น เพราะถ้าเราทุกคนโทษกันไปมาแล้ว ก็คงจะไม่มีใครที่อยากจะพัฒนาตัวเอง ดังนั้นพวกเราต้องไม่หมดกำลังใจนะครับ แต่...ต้องระลึกเสมอว่าในน้ำนั้นไม่มีปลาแล้ว ในนานั้นก็ไม่มีข้าวแล้วเช่นกัน เราจะต้องคิดว่าชีวิตข้างหน้านั้น มันไม่เหมือนอดีต

ประเทศจีนพยายามที่จะประกาศให้โลกรู้ถึงการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของประเทศจีน ส่วนหนึ่งของการประกาศศักดานั้น คือ การจัดกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมา ซึ่งประเทศจีนจัดได้ยิ่งใหญ่มากๆ เท่านั้นยังไม่พอ อีก 2 ปีต่อมาก็ยังมีการจัดงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนด้วย สำหรับงาน World Expo นี้ ผมถือว่า จีนได้สร้างห้องเรียนทางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รวบรวมเอาสิ่งที่ดีๆ และ ใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาไว้ที่เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 6 เดือน ให้คนจีนหลายสิบล้านๆ คนได้เข้าชมงาน ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงโลกอนาคตที่ประเทศจีนจะต้องก้าวไปให้ถึง ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสังคมในงาน World Expo จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานในอนาคตของมนุษยชาติ

การป้อนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกให้กับประชากรของประเทศจีน น่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการจัดงาน World Expo ซึ่งเป็นคุณค่าในรูปแบบของการบริการ (Services) ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสาร แต่กว่าจะได้มาเป็นงาน World Expo ได้คงต้องมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่คณะกรรมการจัดงาน เจ้าภาพผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมแสดงในงาน World Expo ผู้รับช่วงในการจัดงานในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงานต่างๆ (Sponsor) และที่สำคัญ คือ ผู้ที่เข้ามาชมงาน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราเรียกกันว่า หุ้นส่วนในโซ่อุปทาน (Supply Chain Partner) การบริหารและจัดการงาน World Expo จึงเป็นเรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานล้วนๆ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำและความหมายเหล่านี้เท่านั้นเอง

ในปัจจุบัน เรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเรื่องปกติของการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในธุรกิจในปัจจุบัน และยิ่งถ้าแนวคิดและประเด็นในการจัดการลอจิสติกส์และโซอุปทานเป็นที่รู้จักกันในวงการทั่วไปแล้ว แนวคิดนี้จะทำให้เราสื่อสารกันในมุมมองที่เป็นองค์รวม (Holistic) หรือในมุมของบูรณาการ (Integration) เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่พวกเราจะต้องคำนึงถึง คือ กิจกรรมหรือขั้นตอนการทำงานในระดับการปฏิบัติการ (Operational) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะคุณค่าหรือประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการจะถูกสร้างขึ้นมาจากขั้นตอนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ (Operational) นี้ ทรัพยากรที่ลงทุนไปในการสร้างคุณค่าหรือการจัดงานอยู่ในระดับปฏิบัติการทั้งสิ้น ลูกค้าหรือผู้ที่เข้าชมงานจะผู้ที่สัมผัสหรือได้รับคุณค่าหรือประโยชน์จากการจัดงานนี้ ดังนั้นงาน World Expo จะประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องมีลูกค้าคนชมงานเป็นไปตามจำนวนที่คาดหวังไว้ และผู้เข้าชมงานได้รับความพึงพอใจจากการเข้าชมงานด้วย

การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ของงาน World Expo คือ การบูรณาการการจัดการลอจิสติกส์ (Integrated Logistics Management) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การเข้าชมงานของผู้เข้าชมงานที่หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศจีนและทั่วโลก การเดินทางเข้ามายังเมืองเซี่ยงไฮ้โดยเส้นทางต่างๆ การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ ทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ การเดินทางจากที่พักโรงแรมไปยังงาน World Expo บริเวณทางเข้าชมงาน ตั้งแต่เดินเข้าประตูจนถึงเดินออก การเข้าชม Pavilion ต่างๆ การจราจรขนส่งภายในบริเวณงาน การอำนวยความสะดวกต่างๆ จนถึงทางออก ตลอดเวลาของการเข้าชมงานอย่างทั่วถึง ทำอย่างไรให้คุ้มค่ากับการลงทุนมาชมงาน World Expo ถ้าสังเกตดูดีๆ นะครับ กว่าจะครบกระบวนการเข้าชมงานนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ ที่มาร่วมกันทำให้เราเข้าชมงานได้ตลอดช่วงเวลาการชมงาน กลุ่มบุคคล กลุ่มหน่วยงาน กลุ่มบริษัท มหานครเซี่ยงไฮ้ องค์กรเหล่านี้แหละครับที่ผมเรียกว่า “โซ่อุปทาน” หรือ Supply Chain หรือเราอาจจะมองว่าเป็นลักษณะ Team ก็ได้ แต่ Supply Chain นั้นเป็นมากกว่าทีม (Team) เพราะความเป็น Supply Chain จะทำให้ Team สามารถปรับตัวได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ ถ้ามีความเป็น Supply Chain ก็จะต้องมี Team แต่ถ้าเป็น Team แล้ว อาจจะไม่มีความเป็น Supply Chain ก็ได้ โซ่อุปทานต้องทำให้ได้ ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า อยู่เสมอและตลอดไปเพื่อความรู้รอด

คราวนี้ลองนึกดูว่ากว่าจะมาเป็นงาน World Expo ได้มีใครอื่นๆ เกี่ยวข้องบ้าง คนแต่ละนั้นจะมีประโยชน์หรือคุณค่าต่อการจัดงานอย่างไรบ้าง ตั้งคนคุมคิวที่ประตูหน้างาน คนเก็บขยะทั่วงาน คนทำความสะอาดในห้องน้ำ หรืออาสาสมัครหนุ่มสาวในงาน World Expo ที่มาช่วยเหลือแนะนำคนที่มาชมงาน และอีกหลายๆ คนที่มารวมตัวกันเป็นโซ่อุปทานของงาน World Expo แล้วให้เราลองนึกดูว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานงาน World Expo เกิดขาดไปหรือ มีปัญหา เราในฐานะลูกค้าคงจะไม่ได้รับความสะดวกในเชิงลอจิสติกส์ที่ต้องเคลื่อนตัวไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการภายในงาน

คุณค่า (Value) ของงาน Expo คือ การที่ผู้เข้าชมงานได้รับสารสนเทศ (Information) ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาไปในแนวคิด Better City, Better Life ใน Pavilion ต่างๆ ดังนั้น ผู้เข้าชมงานจะต้องเดินหรือเคลื่อนย้ายตัวเองไปตาม Pavilion ต่างๆ ที่ต้องการได้ สถานที่ใดที่อยู่ห่างออกไป ทางงาน Expo ก็ได้จัดระบบลอจิสติกส์ที่เคลื่อนย้ายผู้เข้าชมงานด้วยยานพาหนะในการรับส่งภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าขนาด 8 ที่นั่ง รถบัสไฟฟ้า เรือ Ferry ข้ามแม่น้ำระหว่างฝั่งเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้ลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมสามารถไหล (Flow) ไปยังเป้าหมายได้อย่างถูกเวลา ถูกสถานที่ และด้วยต้นทุนที่ต่ำ

โซ่อุปทานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของการจัดงาน World Expo จึงต้องพยายามจะเตรียมทรัพยากรต่างๆ ที่รองรับการเคลื่อนย้ายตัวเองของผู้เข้าชมงาน ป้ายบอกทางต่างๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านอาหารและน้ำในพื้นที่จะต้องพร้อมรองรับกับจำนวนผู้เข้าชมให้ได้เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกิน ที่จริงแล้วการจัดงาน World Expo เป็นเรื่องราวของการจัดการลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมงานตั้งแต่เข้างานจนออกจากงานอย่างเหมาะสม ในแต่ละ Pavilion ที่คาดว่าจะมีคนเข้าชมมากๆ จะมีการกั้นแถวให้วกวนไปเวียนมา เพื่อรองรับจำนวนคิวที่ยาวๆ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่ในการรอคิวได้อย่างเหมาะสมด้วย

ตลอดเส้นทางการเดินชมงานใน Pavilion ต่างๆ ก็จะต้องมีห้องน้ำเตรียมไว้ มีม้านั่งยาวเอาไว้นั่งพักเหนื่อยหรือเมื่อเมื่อยตลอดเส้นทางเดิน รวมทั้งภัตตาคารนานาชาติต่างๆ ก็มีไว้เตรียมพร้อมสำหรับไว้บริการผู้ข้าชมงาน และที่มีอยู่มากมายตลอดพื้นที่แสดงงาน คือ ร้านขายของที่ระลึกภายใต้ลิขสิทธิ์ ที่มีอยู่ครอบคลุมในทุกๆ ส่วนของพื้นที่จัดงาน ของที่ระลึกเหล่านี้มีมากมายหลายประเภทเท่าที่เรานึกได้ว่าจะใช้อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน แล้วแต่ละแห่งที่แวะเข้าไปก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป ร้านขายของที่ระลึกนี้เองก็เป็นแหล่งหนึ่งสามารถทำรายได้ให้กับงานได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะมาเป็นงาน Expo ได้นั้นเจ้าภาพคงจะต้องมีการวางแผนกันมาก่อนเป็นอย่างดี มีการเตรียมงานมาเป็นปีๆ เจ้าภาพต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า โดยปกติการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ เจ้าภาพในระดับประเทศมักจะมีเป้าหมายที่ต้องการผลกระทบทางเศรษฐกิจ งานประเภทนี้เป็นงานมหกรรมทางสังคมที่ภาครัฐหรือภาคสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อเกิดผลต่อเนื่อง หรือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้นด้วย สำหรับประเทศจีนเองก็คงจะมีแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) พื้นฐานเหมือนกันทุกประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานระดับโลกเข่นนี้ ประเทศไทยเองก็พยายามที่จะเข้าไปยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมระดับในประเภทต่างๆ ที่สำเร็จก็มี ที่ล้มเหลวไปก็มาก เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์และบริการทางสังคมที่จะต้องลงทุนใช้เวลาเตรียมงานยาวที่นาน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดงานได้ ในขณะที่ช่วงเวลาของงานมหกรรมอื่นมีช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่งาน World Expo นี้มีเวลาแสดงถึง 6 เดือน

สำหรับประเทศจีนแล้ว เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วคงจะไม่ขาดทุนอย่างเป็นแน่แท้ แถมทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้ด้วย แต่กลับเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ประชากรรุ่นใหม่ๆ ของจีนเองในการพัฒนาประเทศในอนาคต ถ้าผู้นำจีนรุ่นต่อมาไม่หลงทางเสียก่อน งานมหกรรม World Expo สำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่อย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าประเทศจีนก็มีความเข้าใจในแนวคิดการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นอย่างดี ตั้งแต่การจัดการโซ่อุปทานของการเตรียมงาน “ก่อน” วันแสดงงาน และการจัดการโซ่อุปทาน “ระหว่าง” ช่วงเวลาการแสดงงาน ซึ่งช่วงนี้สำคัญมากเพราะมีผู้เข้าชมงานเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ ทั้งยังต้องรวมถึงการจัดการโซ่อุปทาน “หลัง” จากงานจบลงด้วย แนวคิดการจัดการโซ่อุปทานจึงจำเป็นที่จะต้องคิดให้ครบตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์และการบริการ

เห็นประเทศอื่นๆ เขาพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แล้วสะท้อนใจว่า แล้วทำไมประเทศไทยที่เราภูมิใจนักภูมิใจนักหนาว่าสามารถรักษาเอกราชของประเทศไว้ได้ แต่กลับไม่สามารถช่วยกันพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ ผมว่าเราไม่ได้แปลความหมายหรือสร้างความเข้าใจในความเป็นเอกราชในอดีตให้คนในปัจจุบันเข้าใจ ทั้งๆ ที่ในชีวิตความเป็นอยู่จริงของคนไทยนั้นเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจทั้งกายและใจให้ต่างชาติหมดแล้ว มีเพียงแต่ผืนแผ่นดินเท่านั้นที่เราบอกว่าเป็นเอกราช ไม่สูญเสียดินแดนให้ใคร และพยายามปกป้องรักษากันด้วยชีวิต เราก็ได้สูญเอกราชทางจิตวิญญาณของความเป็นชาติไปตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวกัน ทั้งยังหลงละเมอกับอดีตที่ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะเราใช้ประวัติศาสตร์ในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าไม่เป็น เราเพียงแต่ใช้ประวัติศาสตร์เพียงเพื่อโฆษณาชวนเชื่อไปวันๆ เท่านั้น ผมว่าเราต้องดูแนวทางของประเทศอื่นๆ ในการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในปัจจุบันพัฒนาชีวิตเพื่อสู่อนาคต หากเราใช้ประวัติศาสตร์เป็นแล้ว เราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ที่เราได้รับรู้นั้นทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมว่าประเทศจีนทำเรื่องราวของการนำเสนอประวัติศาสตร์ได้ดีมาก เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปครับ

สุดท้ายผมว่าเราต้องไม่ย่อท้อ เราต้องคิดให้มากกว่านี้ เราต้องทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าทำตัวเหมือนคนโง่ที่ไม่มีความคิด หลงมัวเมากับภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้หลงทางกลับไปติดยึดความรุ่งเรืองในอดีต ทำให้เราไม่ได้คิดพัฒนาปัจจุบันให้ดีกว่าเก่า เราจึงติดกับดักความคิดและหลงตัวเองว่าเราเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทั้งที่เราก็ไม่ได้รุ่งเรืองอะไรมากเท่าใดนัก เรารับรู้มาด้วยการเรียนประวัติศาสตร์ด้านเดียวมาตลอด แค่ได้เรียน แต่ไม่เคยเข้าใจและเราก็ไม่รู้หรอกว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านหรือประวัติศาสตร์โลกเขามองเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นรากเหง้าของประเทศเราเองก็ได้ แต่อย่างไรผมก็ยังเชื่อว่าเราต้องพัฒนาได้ครับ!

รออ่านต่อนะครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 3

หลังจากที่ได้เขียนเรื่องประสบการณ์การไปงาน World Expo ไป 2 ตอน ผมก็ได้กลับไปเช็คสถิติจำนวนผู้เข้าชมงาน ปรากฎว่าคณะทัวร์ของเราได้เข้าชมงาน World Expo ในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เข้าชมงานมากที่สุด ตั้งแต่เปิดงานมา คือ มากกว่า 500,000 คน (http://en.expo2010.cn/yqkl/index.htm) อย่างไรก็ตาม ในอนาคตก็อาจจะมีผู้เข้าชมงานต่อวันมากกว่านี้ก็เป็นไปได้ และไหนๆ พวกคณะทัวร์ของเราก็เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ทางด้านการจัดการโซ่อุปทานอยู่แล้วก็นน่าจะหันมามองงาน World Expo อย่างการจัดการโซ่อุปทานบ้าง ให้สมกับเป็นนักลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน

ผมเห็น Slogan ของงาน World Expo ที่ว่า “Better City, Better Life ก็เมื่อเดินทางมาถึงที่เซี่ยงไฮ้แล้ว คำว่า Better นั้นมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในมุมมองของการจัดการที่จะต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ Theme ของงานนี้จะเป็นเรื่องของเมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ เมืองหรือ City นับว่าเป็นประเด็นเชิงสังคมที่เราสามารถจับต้องได้ดีที่สุดในชีวิตประจำวัน สามารถสัมผัสได้ ผมมองว่า Theme ที่ว่า Better City, Better Life นี้เป็นการต่อยอดจากประเด็นเรื่องโลกร้อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่าเรื่องโลกร้อนนั้นก็เป็นผลพวงมาจากการที่เราไม่เข้าใจในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ จึงทำให้เราไม่ได้สร้างเมืองและสร้างสังคมมนุษย์อย่างเอื้ออาทรกับธรรมชาติ เราเพียงแต่หวังว่าจะเอาประโยชน์เข้าตัวเองมากที่สุดมาโดยตลอด โดยเฉพาะฉวยประโยชน์จากธรรมชาติ โดยมิได้ตอบแทนกลับ จนธรรมชาติได้ส่งสัญญาณโลกร้อนออกมาทวงคืน ทำให้มนุษย์พอจะคิดได้บ้าง และสามารถทำความเข้าใจหรือ ลดละความโลภลง จนหันมาประนีประนอมกับธรรมชาติได้บ้าง

ก่อนไปต่อ จะต้องทำความเข้าใจในความหมายของโซ่อุปทาน (Supply Chain) กันอีกนิดก่อน เพราะคุณค่า (Value) หรือประโยชน์แต่ละอย่างที่เราใช้สำหรับการดำรงชีวิตล้วนมาจากโซ่อุปทานทั้งสิ้น คุณค่าเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบของสินค้าและบริการที่แต่ละบุคคลต้องกินและต้องใช้ รวมทั้งสาธารณะสมบัติต่างๆ ที่ผู้คนในสังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น เมืองหรือ City จึงกลายเป็นแหล่งรวมคุณค่าต่างๆ ที่หลากหลายซึ่งมาจากโซ่อุปทานที่หลากหลายเช่นกัน เรามีซีวิตอยู่ในเมือง มนุษย์สร้างเมืองขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองได้อาศัยอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับตัวมนุษย์เอง โดยส่วนใหญ่ มนุษย์ในเมืองมิได้คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เมืองและมนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัย ความเป็นเมืองนั้นเกิดขึ้นจากการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมนุษย์กันเองเพื่อให้เกิดเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เมืองให้คุณค่าหรือประโยชน์กับประชากรของเมือง คุณค่าหรือประโยขน์ของเมืองในฐานะที่เป็นสาธารณูปโภคต่างๆ จะเป็นประโยชน์ที่ประชากรของเมืองใช้ร่วมกัน ส่วนคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของแต่ละบุคคลก็จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยโซ่อุปทานที่สร้างขึ้นมาและตั้งอยู่ในเมืองหรืออาจจะถูกสร้างจากโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงมาจากเมืองอื่นๆ ดังนั้นเมืองหนึ่งๆ จะประกอบและโยงใยไปด้วยสายโซ่อุปทานต่างๆ มากมาย โดยโซ่อุปทานทั้งหมดจะมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชากรในเมืองหรือเมืองอื่นๆ ถ้าปราศจากโซ่อุปทานแล้ว ความเป็นเมืองก็จะหมดไป สาธารณูปโภคก็จะไม่มีคนใช้งาน เมืองก็จะไม่มีคนอยู่ ความมีชีวิตของเมืองก็จะหายไป และก็จะไม่มีสังคม

ผมพูดเรื่องราวของงาน World Expo ให้เป็นเรื่องราวของโซ่อุปทานหนักๆ มากไปหรือเปล่าครับ ความหมายของ Better City, Better Life นั้นสามารถขยายความได้อีกมากมายในหลายมุมมอง เมื่อพูดถึงเมืองหรือ City แล้ว เราคงต้องมองเห็นสิ่งปลูกสร้างและคนมากมายที่มารวมตัวกันเป็นสังคม เมืองจึงเป็นรากฐานของสังคมและการสร้างคุณค่าในโซ่อุปทาน ยิ่งในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงได้กลายเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าการควบคุมในมุมมองการจัดการ ดังนั้น คำว่า Better นั้นจึงเป็นคำที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการโซ่อุปทานที่ต้องทำให้เกิดคุณค่าที่ดีกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา คำว่า Better City ก็คงไม่ได้หมายความว่าสาธารณูปโภคที่ดีกว่าเดิม มีตึกที่สูงกว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าเดิมเท่านี่น ประเด็นที่ดีกว่าเดิมนั้นเป็นเรื่องที่ดีและควรจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดต่างๆ ที่จะต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเมืองที่มนุษย์สร้างขึ้น กับธรรมชาติที่มนุษย์และเมืองที่มนุษย์ต้องอาศัยพี่งพิงอยู่ คำว่า Better อาจหมายถึงความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่สมดุลของการอยู่รวมกันกับธรรมชาติของมนุษย์ด้วยก็ได้

ผมชอบ Theme ของงาน World Expo นี้ เพราะเป็นการต่อยอดหรือทำให้ประเด็น Global Warming สามารถนำเข้าสู่ประเด็นของการประยุกต์แนวคิดนี้ให้เข้าชีวิตประจำวัน ในเมืองที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดประเด็นนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วนของสังคม Theme ของงานนี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอและสร้างความตระหนักในด้านพลังงาน โลกร้อน สีเขียว สู่สังคมมนุษย์ ในเมื่องาน World Expo ได้กลายเป็นงานมหกรรมทางด้าน Human Development ของมนุษยชาติ ก็คงจะไม่ได้ผิดแนวทางในการนำเสนอประเด็นที่ไปในแนวทางที่จะคำนึงถึงการสร้างสังคมเมืองให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีกว่าและอยู่อย่างยั่งยืน นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาแสดงในงาน World Expo ในครั้งนี้ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย นั่นเหมือนเป็นการประกาศของมนุษยชาติแล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (Life will never be the same) นั่นหมายความว่า เรามนุษย์เองจะต้องเป็นผู้กำหนดความเป็นของชีวิตเรา สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบก็ล้วนเกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นความเป็นไปบนโลกนี้ก็อยู่ที่ความคิดของเรานั่นเอง เราคิดอย่างไร ส่วนมากเราก็ทำอย่างนั้น ถ้าเรามีความคิดในการสร้างสมดุลกับธรรมชาติ เพื่อเมืองที่ดีกว่าซึ่งจะนำพามาสู่ชีวิตที่ดีกว่า ความฝันที่จะทำให้การดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์และธรรมชาติมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นจริงมากขึ้น

เมื่อตอนเป็นความคิดก็คงจะง่าย แต่ในความเป็นจริงนั้นคงไม่ง่ายเลย เพราะในโลกนี้ประกอบไปด้วยเมืองหลายๆ เมืองที่มีสังคมมนุษย์เป็นองค์ประกอบ การที่จะปลูกฝังแนวคิดนี้ให้มนุษย์บนโลกเรานี้ คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความตระหนักในเรื่องการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติไม่ได้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เรื่องนี้ไม่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นทางด้านพันธุกรรมกันได้ ประเด็นนี้จึงจะต้องเรียนรู้กันด้วยการยกระดับของจิตใจของผู้คนในสังคม และจะต้องมีการถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมหรือการสร้างวัฒนธรรมของสังคมมารองรับการเปลี่ยนแปลง

Blog ตอนที่ 3 นี้ออกจะเครียดๆ ไปบ้าง แต่ผมไม่อยากจะให้เราไปดูงาน World Expo ในมุมมองที่การพัฒนาของเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมองเห็นการพัฒนาทางด้านสังคมไปพร้อมๆ เศรษฐกิจและเทคโนโลยี อย่างน้อยถ้าศึกษาหรือสังเกตประวัติศาสตร์บ้าง เราอาจจะเห็นความเชื่อมโยงของเรื่องราวความเป็นไปของโลกที่โยงใยอย่างคล้องจองกันไป ซึ่งจะทำให้เราสามารถคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับโลกเราในอนาคตได้ ผมหวังว่า เราน่าจะเห็นแนวคิดโซ่อุปทานใน Theme ของงาน World Expo 2010 ที่ Shanghai ยิ่งมีจำนวนประชากรในเมืองหรือ City มากขึ้นเท่าใด ความซับซ้อนในการจัดการก็มากขึ้นเท่านั้น และคงต้องใช้องค์ความรู้ในการจัดการความซับซ้อนแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้นเช่นกัน นอกจากจะมีเทคโนโลยีในการช่วยเราทุ่นแรงแล้ว ยังต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยเราคิดด้วย โดยเฉพาะมองในมุมมองของระบบของสังคมหรือที่มีความซับซ้อน (Complexity) มากยิ่งขึ้น

เอาล่ะครับ เครียดกันพอควรแล้วครับ แล้วจะเขียนมาอีกครับ จะพยายามวิเคราะห์เรื่องการจัดการ Supply Chain ของงาน World Expo และพาไปดู (ให้ข้อมูล) Pavilion ต่างๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอและไม่หมดไฟเสียก่อน

อนึ่ง หลังจากกลับจากงาน World Expo วันนี้ที่ห้างหนึ่งในกรุงเทพฯ ผมมีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับพลังงานดังนี้ครับ ผมไปนั่งดื่มกาแฟที่ห้าง พอสั่งกาแฟเสร็จก็ได้กาแฟมา 1 ถ้วย พร้อมน้ำเย็นหนึ่งแก้วที่มีน้ำแข็งก้อนขนาดเล็กจำนวนไม่มากลอยอยู่ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอดีเหลือบไปเห็นวิธีทำของพนักงาน คือ เขาตักน้ำแข็งเต็มแก้ว แล้วนำแก้วน้ำแข็งไปเติมน้ำร้อนจากเครื่องทำกาแฟ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าพลังงานในการทำร้อนและพลังงานในการทำน้ำแข็งจะสูญเปล่าไปขนาดไหน เอาน้ำร้อนไปละลายน้ำแข็ง เพื่อให้ได้น้ำเย็น เห็นไหมล่ะครับว่าพลังงานสูญเปล่าไปขนาดไหน แต่ถ้าทุกคนมีความตระหนัก ชีวิตในเมืองคงจะดีกว่านี้

อ.วิทยา สุหฤทดำรง