วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำถาม - Lean ความสูญเปล่ากับคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ

การทำ Lean คือการลดสิ่งที่ไม่ต้องการ ไม่เกิดคุณค่าลง แต่ Supply Chain ในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นการเพิ่มคุณค่าลงไปในตัวสินค้า แต่มีลูกค้ากี่คนที่ต้องการแล้วทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น อุปกรณ์ GPS เป็นต้น ขัดแย้งกันหรือไม่



ตอบ - เข้าใจถูกแล้วครับ ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของแนวคิดแบบลีน เรื่องของลีนเป็นเรื่องของการลดความสูญเปล่า ไม่ใช่แค่ลดของเสีย แต่เป็นการลดกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้น Supply Chain จะต้อง Lean ด้วยการกำจัดกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ดังนั้นลูกค้าควรจะมีสิทธิ์เลือกเป็น Options ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก ถึงจะเป็น Lean Supply Chain


คำถาม - Supply Chain เรื่อง แรงงาน

1.Supply Chain เรื่องของแรงงานที่จะร่วมกับอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว แรงงานจะมีผลกระทบอย่างไรกับคนที่ทำงานในไทย ที่เรื่องของภาษา เราควรเตรียมไว้อย่างไร (เพราะแรงงานสามารถย้ายทำงานได้ในแต่ละประเทศ)



ตอบ แน่นอนครับ แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการธุรกิจ (Business Process) ที่เป็นจุดที่สร้างคุณค่าในโซ่อุปทานซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการผลิต (manufacturing) และกระบวนการลอจิสติกส์ (Logistics) กระทบโดยตรง เพราะว่าถ้าเกิดมีคนที่ดีกว่า ทำไมเราจะไม่ใช้แรงงานนั้นในการทำงาน ประเด็นของการจัดการนั้น น่าจะมองแรงงานที่ใช้ปัญญามากกว่า แรงงานที่ใช้แรงจริง เพราะว่าในอนาคตพวกแรงงานที่ใช้แรงจริงก็จะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ประเทศไทยเราดูแล้วไม่น่าจะย้ายแรงงานออกไปไหนนะ เพราะไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ไม่มีปัญญาพูด แค่ไม่ยากจะดิ้นรน แต่ในทางตรงกันข้ามก็จะมีแรงงานเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น ผมคิดว่าเข้าคงจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนคนไทยนั่นแหละ แต่พวกแรงงานที่เข้ามา พวกเขาจะพูดภาษาไทยกันเลยที่เดียว นี่คือ ความน่ากลัวที่เราไม่ค่อยจะนึกถึงกันเท่าไหร่นัก

Life : ความสุข – แค่เริ่มคิดก็สุขได้แล้ว

ความสุข คือ ความรู้สึกที่ทุกคนไฝ่หา มันตรงกันข้ามกับความทุกข์ที่ทุกคนไม่ต้องการ แต่ไฉนเลยเล่า ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมาเราจึงพบแต่ควาทุกข์ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นวนเวียนไปมาบนโลกเรานี้ แล้วเราจะไปทุกข์หรือสุขกับมันได้อย่างไร ผมไม่อยากจะบอกว่าทุกข์หรือสุขนั้นอยู่ที่ใจ โธ่เอ๊ย! ใครก็รู้ รู้มาตั้งนานแล้ว แต่จะทำได้หรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อ่านหนังสือธรรมะมาก็หลายเล่ม เขาก็บอกต่อกันมาว่า ธรรมะ คือ ธรรมชาติ มีความสุขและความทุกข์ผสมกันไป ที่ใดมีรักก็ย่อมมีทุกข์ อ้าวทำไมล่ะ ถ้าความรักเป็นความสุขแล้ว ทำไมจะต้องทุกข์ด้วยล่ะ เออ! แล้วทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา คนหนึ่งทุกข์ แล้วคนหนึ่งไม่ทุกข์ร้อน แต่อีกคนหนึ่งสุขล่ะ นั่นมันอะไรกัน? จุดสมดุลของธรรมชาติมันอยู่ตรงไหนกัน? สัดส่วนระหว่างความทุกข์กับความสุขมันอยู่ตรงไหนกัน มันเท่ากันไหม แล้วทำไมถึงไม่เท่ากัน แล้วมันเป็นเท่าไหร่กันล่ะ


คนทั้งโลกก็มีความทุกข์และสุขไม่เท่ากัน มันสมดุลกันตรงไหน แล้วมันจะเปลี่ยนไปอีกไหม และมันจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน แล้วมันจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร คำถามทั้งนั้นเลย ไม่เป็นไรหรอก ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ในบางครั้งขณะที่นั่งคิดอะไรๆ อยู่ (อย่างเป็นทุกข์) ทำไมหนอเราและคนอื่นๆ ถึงมีความทุกข์กันเช่นนี้ จนบางครั้งเราก็สามารถตรวจจับความสุขได้โดยง่ายเพราะว่ามันทุกข์ซะเยอะเลย อะไรที่แปลกปลอมไปจากความทุกข์ก็เลยกลายเป็นความสุขไปในทันทีอย่างสัมพัทธ์กัน (relatively)


ก็ไม่รู้สินะ ความสุขที่ว่านี้ มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวกำหนด ความสุขไม่ได้มาจากวัตถุสิ่งของดีๆ มีราคาๆ ของดีๆ มีแบรนด์ดังๆ หรืออาหารในภัตตาคารหรูๆ บางครั้งอาหารเลวๆ ที่ค้างคืนที่แสนจะจืดชืดก็สามารถสร้างความสุขให้กับผู้ที่อดอยากและหิวโหยได้ แล้วภาพความสุขและทุกข์ที่เราเห็นนั้น คือ อะไรกันเล่า? มันเป็นมายาภาพของความรู้สึกที่เราคิดกันไปเองหรือไม่? ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นจึงไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจ บางครั้งทุกข์อยู่ก็สุขขึ้นมาเฉยๆ ในทางตรงกันข้ามสุขอยู่ดีๆ ก็ทุกข์ขึ้นมาเฉยเลย คงเคยได้ยินกันว่า หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะว่าเสียงหัวเราะเป็นเครื่องหมายแห่งความสุข ในขณะเดียวกันน้ำตาก็เป็นตัวแทนของความทุกข์ แล้วทำไมมันถึงได้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า สิ่งที่เราเห็นนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเสมอไปก็ได้


แล้วทำไมเราถึงสุขและทุกข์ได้เล่า บางคนบอกว่า มันมีสุขและทุกข์ทางกาย และมีสุขและทุกข์ทางใจ ถ้าใจนั้นเข้มแข็งพอ ก็สามารถที่อยู่เหนือความทุกข์และสุขทางกายได้ เหมือนกับที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า กายกับใจนั้นประสานกัน จนใจนั้นอยู่เหนือกาย หรือ ใจนั้นควบคุมกายได้ เรื่องความสุขนั้นเป็นศาสตร์ของใจ ไม่ใช่ศาสตร์ของกายอย่างแน่นอน ความคิดอ่านของจิตใจคนก็จะเป็นตัวกำหนดความทุกข์และความสุขของแต่ละคน แต่ปัญหาก็ คือ ตัวเราไม่ได้เป็นนายของใจเรา หรือว่าผมพูดไม่ถูก เราตกเป็นทาสของใจเราหรือเราควบคุมใจของเราไม่ได้ ทุกข์ทางกายจึงเกิดขึ้น เออ! แล้วทำไมใจเราถึงได้แต่นำพาเราและเพื่อนพี่น้องของเราไปสู่ความทุกข์เสียส่วนใหญ่ ทำไมเราจึงไม่มีสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีแต่ความสุข ดูเหมือนสังคมโลกที่ประกอบไปด้วยมนุษย์โลกจะไม่ค่อยมีความสมดุลทางใจกัน มีแต่จะเพิ่มระดับและความซับซ้อนของใจที่ทำให้เกิดทุกข์กับตัวเองและสังคม


ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีที่จะจัดการกับความสุข โดยการจัดการใจของตัวเองให้เกิดความสุข แค่เริ่มคิดคุณก็เกิดความสุขขึ้นแล้วใช่ไหม เพราะว่าในขณะที่คุณคิดถึงความสุขอยู่นั้น คุณก็ลืมไปว่าคุณนั้นกำลังมีความทุกข์อยู่ พูดไปพูดมา คล้ายๆ กับว่า ชีวิตทางใจของมนุษย์นั้นเป็นการแย่งชิงพื้นที่ทางใจกันระหว่างความทุกข์กับความสุข ซึ่งส่วนมากแล้ว ความทุกข์จะรุกคืบกินพื้นที่ทางใจของมนุษย์เสียมากกว่า ความทุกข์ในโลกมนุษย์จึงมีอยู่มากมายและมากยิ่งขึ้นอีก จนยังไม่เห็นจุดที่จะหยุดหรือจุดที่จะสมดุลกันได้เลย


ทำไมหนอจิตใจคนเราถึงได้อ่อนแอเช่นนี้เล่า ที่จริงแล้วที่ผมเล่าให้ฟังมานี่ เอาแค่เปลือกบางๆ ของความคิดที่เป็นแก่นแท้ของความจริงแห่งชีวิตมาเล่านให้ฟังเท่าที่พอเข้าใจแบบตื้นๆ ก่อน ผมจะพยายามที่จะไม่พูดถึงศาสนามากนัก พยายามที่จะเป็นวิทยาศาสตร์บ้าง แต่ทั้งหมดที่ผมเล่ามาก็มาจากศาสนาพุทธทั้งนั้น เพราะว่าในศาสนาพุทธนั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่เต็มทีเดียว ธรรมะในศาสนาพุทธทำให้เราสังเกตุตัวเอง สังเกตุความคิดตัวเอง เอาล่ะไม่พูดถึงศาสนามากนัก เดี๋ยวจะเบื่อกันไปอีก แต่จริงแล้วไม่น่าเบื่อนะครับ สนุกดีออกต้องลองอ่านดูเองครับ!


แต่ทุกศาสนาก็ปรารถนาให้ทุกคนมีความสุขเช่นกัน แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะให้ใจเราเป็นสุขนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกายเราที่เป็นสุขเท่านั้น ไม่ใช่ว่ากายสุขเสียก่อนแล้วใจค่อยเป็นสุข ไม่จำเป็น ใจที่เป็นสุขก็สามารถทำให้กายเป็นสุขได้ หลายครั้งเราได้ยินว่ากำลังใจหรือใจที่เข้มแข็งสบายเป็นสุขไม่เป็นทุกข์ตามโรคภัยที่เกิดขึ้นกับตัวก็สามารถทำให้โรคร้ายนั้นบรรเทาลงได้ เราทุกคนเป็นสุขโดยรวมได้ สังคมและโลกก็เป็นสุขได้


จากแค่คิดก็เป็นสุขได้แล้ว เราก็ต้องแปรสภาพความคิดหรือใจให้เข้มแข็งขึ้น ผ่านการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ผ่านการภาวนาหรือการทำสมาธิ หรือสิ่งอื่นๆ ที่เสริมสร้างใจและกำลังใจให้เข้มแข็ง คงไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วจะแกร่งหรือแข็งแรงได้เอง แต่จะต้องผ่านการฝึกฝนและผ่านความอดทนต่างๆ มาก่อนทั้งสิ้น ดังนั้นกว่าจะได้มาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนนั้นก็ไม่ง่ายนัก เพราะว่าความเป็นพลวัตของสิ่งแวดล้อมที่เป็นความทุกข์ต่างพยายามที่จะรุกคืบเข้ามาชิงพื้นที่ของใจเราอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมใจคนเราถึงพ่ายแพ้ต่อความทุกข์อยู่ตลอดเวลา เราคงจะต้องค้นหาต่อไป


จากประเด็นที่เราพยายามหาคำตอบให้กับเหตุผลของการมีชีวิตอยู่และชีวิต คือ อะไร ซึ่งเป็นเรื่องในเชิงปรัชญา แต่ที่แน่ๆ ความสุขย่อมเกิดจากการคิดดี ส่วนความทุกข์นั้น ถ้าเป็นทางกายก็อาจจะเกิดจาการคิดไม่ดีและผลกระทบต่อเนื่องที่ไม่ได้คาดคิด (Unintended Consequence) ที่มาจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดจากการคิดดีและคิดไม่ดีรวมกัน ที่สุดแล้ว ถ้าคิดได้ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ยากมากๆ ถ้าคิดไม่ตก ใจก็ไม่สงบและสุข คงไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายเป็นแน่ และปัญหาก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ทีท่าว่าจะหยุด แล้วเราจะแสวงหาความสุขได้อย่างไร หรือจะหยุดความทุกข์โดยการแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความสุข หรือที่จริงแล้วทุกคนเองก็มีผลรวมความทุกข์และความสุขในปริมาณเท่าๆ กัน เหมือนหยินและหยาง เพียงแต่ว่าความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนระหว่างความทุกข์และสุขของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แล้วเราจะสามารถฝึกใจเราให้สามารถปรับเปลี่ยนจากความทุกข์มาเป็นความสุขได้อยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งก็ คือ ความสามารถของจิตใจของเรานั่นเอง

Social : การศึกษา-มุมมองของการใช้ชีวิต

มีคนมาเล่าให้ฟังถึงกลุ่มคนทางการเมืองและดาราบางท่านที่ให้ข้อคิดเห็นเรื่องการศึกษาของประชาชนที่เกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง กลุ่มคนกลุ่มนี้พยายามจะบอกว่า คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือไม่สมควรมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง จนมีการกล่าวว่า... ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ... การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว... เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ใครไม่ยอมเรียนก็ต้องถือว่าผู้นั้นละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ซึ่งโยงกับบางสิทธิ... อ่านแล้วก็ตกใจนิดหน่อย ผมเห็นด้วยในเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน และผมสนับสนุนทุกอย่างทุกประเด็นที่จะให้คนเรียนหนังสือ แต่เมื่อเรียนแล้ว สำหรับผู้ที่จบการศึกษาออกมาก็ไม่ได้ประกันว่าจะดีกว่าคนที่ไม่มีการศึกษาเลย โจรที่มีปริญญาก็เยอะ ปริญญาโทก็มีอีกมาก ผมมองว่า อย่าเอาประเด็นเรื่องการศึกษาหรือการเรียนที่มีใบรับรองมาเป็นประเด็นในการกีดกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะในการใช้สิทธิเลือกตั้ง


เราเองต้องยอมรับว่า ถึงแม้ว่าประเทศเราจะมีโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่บทพิสูจน์เลยว่า สังคมจะดีขึ้น หรือคนมีคุณภาพขึ้น ประเทศไทยเราเองก็ไม่ได้มีระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยอย่างที่ว่านั้น ในขณะเดียวกันมันก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คนที่ไม่ได้เรียนนั้นจะเป็นคนที่ไม่มีความคิดอ่านอะไรเลย ซึ่งก็ไม่จริงเสมอไป เพราะว่าเราไม่เรียนมาเพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่เราเรียนมาเพื่อใช้ชีวิตให้อยู่รอด ให้ตัวเองอยู่รอด ให้ครอบครัวอยู่รอด และให้สังคมรอบข้างอยู่รอด แล้วทำไมสังคมในอดีตหรือคนในอดีตที่ยังไม่มีการศึกษามากนัก สามารถใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติได้อย่างลงตัวและกลมกลืนกัน โดยที่ไม่ต้องมีการศึกษาในระบบเหมือนอย่างปัจจุบัน


แล้วเราจะมีการศึกษาไปทำไมกัน? เรามีการศึกษาหรือการเรียนรู้จากโรงเรียนในระบบก็เพื่อนำเอาความรู้หรือประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้วไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับการใช้ชีวิต ถ้าเรารู้จักการใช้ชีวิต แต่ถ้าไม่รู้จักการใช้ชีวิต ถึงเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเรียนมาแล้วก็น่าจะต่อยอดได้ดีกว่า ไม่ต้องไปทดลองซ้ำ ไม่ต้องเดินทางผิดหรือผิดซ้ำเหมือนคนในอดีตก่อนหน้านี้ เรียนแล้วต้องต่อยอดออกไป เมื่อเรียนออกมาแล้ว ทุกคนในสังคมที่มีการศึกษาในระดับเดียวกันก็จะคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกันได้ในการพัฒนาสังคมร่วมกันมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในทางตรงกันข้าม คนทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเรียนรู้เองได้ เรียนนอกระบบ เรียนจากประสบการณ์ เรียนจากการทดลองทำ ลองผิดลองถูก ทั้งนี้ก็ขึ้นกับต้นทุนการเรียนรู้หรือการใช้ชีวิตของแต่ละคน ทุกเวลาทุกนาทีของการใช้ชีวิตของเราคือ การเรียนรู้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราจะมีสติและคิดได้หรือไม่


บังเอิญผมไม่ค่อยได้ศรัทธาหรือมีความเชื่อในระบบการศึกษาเท่าไหร่นัก แต่ก็สนับสนุนเสมอ ปัญหามันอยู่ที่ความเข้าใจในปรัชญาการศึกษาของผู้บริหารการศึกษาของประเทศตลอดจนครูหรืออาจารย์ที่ทำการสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพราะว่าการศึกษาของเรานั้นมันล้มเหลวจริงๆ มันล้มเหลวก็ตรงที่ผู้จบการศึกษานั้นหยุดการศึกษาเมื่อจบการศึกษา ที่จริงแล้วคนเราซึ่งเรียนจบแล้ว ก็ควรจะเริ่มต้นการศึกษา (ชีวิต) หรือการใช้ชีวิตอย่างมีการศึกษาไปตลอดชีวิต ผมเองไม่เชื่อว่าการศึกษาอย่างเดียวเท่านั้นที่จะทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ได้หรือเป็นคนดีได้ ก็ลองดูสิครับ ถ้าท่านไม่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆรอบตัวท่านตลอดเวลา ท่านจะอยู่รอดหรือไม่ ถ้าท่านต่อต้านคนที่ไม่มีการศึกษาไม่ให้มาเลือกตั้ง แล้วคนที่มีการศึกษาทั้งหลายในภาครัฐและภาคการเมืองเหล่านั้นเล่า พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ พวกเขามีคุณค่าสูงคนชั้นต่ำที่ไม่มีการศึกษาหรือไม่ การดูคนหรือการประเมินคุณค่าของคนนั้น เราไม่ควรที่จะดูที่การศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราก็อาจจะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการคัดกรองคนที่เราต้องการใช้งานได้


ผมจึงมองการศึกษาเป็นการฝึกฝนในการเรียนรู้ เพื่อว่าต่อไปเมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้เรียนรู้เป็น เอาตัวรอดได้ พัฒนาตัวเองและสังคมได้ ไม่ใช่แค่การใช้ความรู้ที่เรียนในโรงเรียนไปทำมาหากิน เพราะความรู้ที่เรียนอาจจะล้าสมัยไปแล้ว ใครสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วก็จะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เรียนรู้หรือไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้


ปกติเราก็ใช้ปริญญาหรือการศึกษาเป็นการสื่อสารกันในสังคมเพื่อการประเมินความสามารถหรือในการคัดกรองคนเข้ามาทำงานอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาลงไปทำงานจริงแล้ว เขาหรือเธออาจจะไม่สามารถทำงานได้ ถึงแม้ว่าจะจบการศึกษาหรือมีปริญญามา


ลองคิดดูนะครับ เวลาที่เราพูดว่า คนมีการศึกษานั้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เป็นคนมีความรู้เท่าที่เรียนมา หรือหมายความว่า เป็นคนที่สามารถศึกษาหาความรู้ใหม่ได้ตลอดเวลา

Thinking - สิ่งที่ซ่อนเร้นที่อยู่ใน"ตัวอย่าง"

ดูจากหนังอีกแล้วครับท่านก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม Flashpoint พอดีมีเรื่องราวอยู่ตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับการสอนงานระหว่างการปฏิบัติงานของตำรวจมือใหม่กับตำรวจพี่เลี้ยงที่ผ่านงานมาอย่างโชกโชน หลังงานนั้นตำรวจมือใหม่ทำงานจนเป็นมือเก๋าคนหนึ่งในวงการตำรวจ จนมีการกล่าวถึงตำรวจรุ่นพี่ที่เป็นพี่เลี้ยงให้ว่าตำรวจรุ่นพี่คนนี้เป็นคนสอนทุกอย่างที่ทำให้เขาเป็นตำรวจที่ดีได้ ตำรวจรุ่นพี่คนนี้เป็น “ตัวอย่าง” ที่ดีสำหรับตำรวจผู้นี้ ผมก็เลยจับใจความสำคัญของคำว่า “ตัวอย่าง” มาพูดให้ฟัง


เราใช้คำว่า “ตัวอย่าง”อยู่หลายครั้งในหลายๆ โอกาส บางครั้งเราจะได้ยินคำว่า เรียนรู้จากตัวอย่าง (Learning by Example) ทำอะไรก็ตาม มักจะมีตัวอย่างให้เห็นหรือให้เรียนรู้หรือสามารถทำตามได้ แล้วตัวอย่างนั้นมีไว้เพื่ออะไร หลายๆ คนคงจะคิดว่า ตัวอย่างมีไว้เพื่อให้ทำตามหรือปฏิบัติตาม ใช่ครับ ในหลายๆ กรณี ตัวอย่างมีไว้ให้ทำตามหรือดำเนินงานตาม เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ถูกต้องเลยครับ นั่นเป็นตัวอย่างเพื่อการปฏิบัติหรือการกระทำ เราจึงต้องทำเป็นตัวอย่างไว้ หรือจำไว้เป็นตัวอย่าง เมื่อมีโอกาสหรือเผชิญหน้าแล้วจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง


ส่วนตัวอย่างอื่นๆ เช่นตัวอย่างของการนำทฤษฎีมาใช้ ตัวอย่างของการประยุกต์ต่างๆ ตัวอย่างของการนำความรู้มาใช้ เมื่อมาถึงประเด็นนี้ เราคงไม่ได้แค่รับรู้หรือมองเห็นแค่การปฏิบัติหรือการกระทำเท่านั้น และคงจะไม่ใช่แค่การกระทำ แต่เป็นกระบวนการการคิดก่อนที่จะกระทำหรือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดเป็นความเข้าใจ ซึ่งควรจะเป็นตัวอย่างความคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จ เราคงจะได้เคยเห็นเรื่องราวและประสบการณ์ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จต่างๆ เราคงจะไม่ได้นำเอาประสบการณ์ในการปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตของเขามาปฏิบัติตามโดยไม่ได้คิดอะไรเสียก่อน แต่เราควรจะนำเอาหลักคิดของเขามาประยุกต์ใช้กับชีวิตของเรามากกว่า นั่นเป็นตัวอย่างของความคิดที่นำไปสู่ความสำเร็จของการปฏิบัติงาน เรามองเห็นความสำเร็จของเพื่อนเราหรือของคู่แข่งขัน เราจะนำเอาการปฏิบัติของพวกเขามาเป็นตัวอย่างได้อย่างไร เราก็คงจะต้องนำเอาความคิดของเขามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ เราก็คงจะต้องอ่านและวิเคราะห์หลักคิดของบุคคลตัวอย่างของเราให้ออก หรือเมื่อเรามีตัวอย่างของเรื่องราวที่ประสบผลสำเร็จต่าง เราจะมองเห็นหลักคิดที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างไร

เช่นเดียวกัน แม้แต่ตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นเรื่องปฏิบัติที่เราต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องทำตามเป็นขั้นตอนตามที่กำหนดมา เราก็ควรที่จะรู้ถึงว่าสิ่งที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นั้น มีหลักคิดหรือหลักการอะไรที่อยู่เบื้องหลังบ้าง เพราะว่าถ้าเราได้ตัวอย่างที่เป็นหลักการหรือหลักคิดได้ และเราเข้าใจในเรื่องราวที่จะนำไปใช้แล้ว เราก็จะได้หลักคิดนั้นไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ลองดูสิครับว่า วันนี้เรามีตัวอย่างที่ดีอะไรบ้าง ตัวอย่างที่ดีสำหรับคนใกล้ตัว พ่อแม่ หรือครูอาจารย์ บางครั้งเราไม่อาจที่จะทำได้อย่างท่านหรือดำเนินชีวิตได้อย่างท่าน แต่หลักคิดในการดำรงชีวิตก็สามารถนำมาใช้ในชีวติเราได้ ถึงแม้ว่าชีวิตของเราแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สามีภรรยาหรือคู่ชีวิตก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กันและกันได้ สามารถเติมเต็มให้และกันได้ เพื่อนฝูงไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องก็สามารถเป็นตัวอย่างให้กันและกันได้เช่นกัน เมื่อเราสามารถแบ่งปันความคิดกันได้เช่นนี้แล้ว ผมว่าสังคมเราก็จะพัฒนาขึ้นอีกเยอะเลย เพราะว่าความคิดที่ดีได้ถูกส่งต่อกันออกไป ต่อยอดกันออกไปในทุกระดับชั้นของความสัมพันธ์ในสังคม โลกเราก็คงจะดีกว่านี้แน่