วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 2

Blog นี้ต่อด้วยเรื่องการเดินงาน World Expo วันที่ 2 ที่เริ่มต้นวันด้วยการ Shopping การเติมพลังใจสำหรับการเดินงาน Expo ด้วยการ shopping ของผมเป็นการไปเดินหาหนังสือเกี่ยวกับงาน Expo จากร้านหนังสือ 8 ชั้นใกล้ People Square ผมไปพบหนังสืองาน Expo อยู่หลายเล่ม แต่เป็นภาษาจีน หาภาษาอังกฤษไม่ค่อยพบเท่าใดนัก แต่บังเอิญโชคดีที่มีหนังสือภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับงาน Expo อยู่หนึ่งเล่มชื่อว่า The World Exposition Reader ซึ่งพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2008 นี่แสดงว่าทางจีนให้ความสำคัญและพยายามเผยแพร่ความรู้เรื่องงาน Expo หนังสือเล่มนี้เล่าประวัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน Expo ตั้งแต่ปี 1851 ซึ่งผมเองก็เพิ่งทราบ แต่ก็ไม่มีเวลาอ่านมากนัก เพราะต้องไปเข้างาน Expo ในช่วงเย็น อากาศตอนเย็นนั้นเย็นเป็นใจมากๆ ลมพัดเย็นพอเบาๆ เย็นกว่าหน้าหนาวเมืองไทยอีก คือประมาณ 18-19 องศาเซลเซียส และไม่ผิดหวังครับ ตอนกลางคืน Pavilion ต่างๆ สวยกว่าตอนกลางวันมาก แต่ละประเทศก็มีลูกเล่นในการใช้แสงสีต่างๆ กันออกไปในการประดับประดา Pavilion ของตน สรุปแล้วถ้าใครมาเที่ยวงาน Expo ที่ เซี่ยงไฮ้จะต้องได้ไปเดินทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืน กลางวันคนเยอะมาก คิวยาวทุกอย่าง ทั้งต่อคิวเข้า Pavilion ต่อคิวเข้าห้องน้ำ ต่อคิวซื้ออาหาร ต่อคิวเข้าร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ แต่ก็ได้เห็นบรรยากาศ แต่กลางคืนสวยกว่ากลางวันมาก แล้วคนก็น้อยกว่ามากด้วย ไม่ผิดหวังครับ เป็นที่น่าเสียดายสำหรับพลพรรคที่พ่ายแพ้พลังขาของตนเอง ไม่ได้ไปดูงาน Expo ตอนกลางคืน

พวกเรามารวมตัวกันเพื่อที่จะเข้าชมงานในตอนเย็นประมาณ 5 โมง ตามปกติแล้วประตูงาน Expo จะเปิดให้เข้าได้ถึง 3 ทุ่ม และสามารถเดินอยู่ในบริเวณงานได้จนถึงเที่ยงคืน พวกเราขาลุยในวันที่ 2 ได้ชักภาพไว้เป็นหลักฐาน แล้วก็แยกย้ายกันไปชมงาน Expo ตามที่ต้องการ ผมลืมเล่าไปว่าในวันแรกเราเข้าประตูงานจากฝั่งเมืองเก่า แล้วข้ามเรือไปยังฝั่งผู่ตงซึ่งเป็นฝั่งเมืองใหม่ (ดูจีนสิ จัดงานทั้งที่ต้องให้มีแม่น้ำคั่นกลาง ต้องข้ามเรือไปๆ มาๆ) อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้วประตูเข้างาน Expo มีอยู่หลายประตูทั้งจากเมืองเก่าและเมืองใหม่ หลังจากที่ผมได้อ่าน Official Guidebook ได้รู้ซึ้งถึง Theme ของงาน Expo คือ เรื่องความเป็นอยู่ของเมือง Better City, Better Life ผมจึงได้เลือกที่จะเข้าชม Pavilion ที่เป็น Theme ของงาน คือ Theme Pavilion, Urbanian Pavilion, Pavilion of City Being, Pavilion of Urban Planet, Pavilion of Footprint, Pavilion of Future รวมทั้ง UPBA (Urban Pavilion Best Practice Area) ประเด็นเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอนาคตที่จะต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคมเมืองจะเป็นอย่างไรบ้าง พวก Pavilion ของประเทศต่างๆ ก็เลยไม่อยู่ในความสนใจของผมนัก และด้วยเหตุผลที่คนเข้า Pavilion ของประเทศต่างๆ เยอะมาก ผมจึงเลือกเน้นการชมงาน Expo ตาม Theme ของงาน แต่ที่จริงแล้ว Pavilion ต่างๆ ของประเทศที่เข้าร่วมงานก็พยายามที่จะนำเสนอแนวคิดต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับ Theme ของงาน Expo ปีนี้อยู่แล้ว

ในการเดินชมงานวันที่ 2 นี้ผมใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในฝั่งเมืองเก่าที่แสดงผลงานทางด้าน Technology และ Innovation และผลงานของบริษัทใหญ่ๆ ในโลกที่เข้าร่วมงาน และบาง Theme Pavilion ผมได้เข้าไปที่ UBPA Pavilion of Future แต่ไม่สามารถเข้า Footprint ได้ เพราะว่าเวลาหมดเสียก่อน ต้องกลับมาที่นัดหมายในเวลา 3 ทุ่ม ภายในเวลา 4 ช.ม. ผมเดินไปในบริเวณ Section D และ E ที่อยู่ฝั่งเมืองเก่า Puxi ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 273, 000 Sqm อย่างผ่านๆ ไม่ได้พินิจพิเคราะห์อะไรมาก แวะเฉพาะที่สนใจจริงๆ (วันแรกที่เดินฝั่งเมืองใหม่ Pudong ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 311,000 Sqm นั้น ภายในเวลา ช.ม. ผมเดินไปได้แค่ เพียงประมาณครึ่งเดียวของงาน) มิน่าเล่า เขาจึงขายบัตรประเภท 3 วัน 7 วัน เพราะว่าภายในวันสองวันไม่มีทางเดินได้ทั่ว

สุดท้ายก็มานั่งรอพลพรรคอีกประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากที่แยกย้ายไปตาม Pavilion ต่างๆ แล้วยังติดอยู่ภายใน Pavilion ไม่สามารถกลับออกมาได้ทันตามเวลานัดหมาย ก็เลยทำให้บางคนต้องเดินทางกลับโรงแรมเองในรูปแบบของการเดินทางที่แตกต่างกันออกไป เมื่อถึงโรงแรมแทนที่ผมจะพักผ่อน ผมนำหนังสือ The World Exposition Reader ที่เพิ่งซื้อมา อ่านดูรายละเอียด ที่ปกหนังสือนั้นมีกระดาษคาดหนังสือที่มีข้อความสรุปถึงงาน Expo ไว้ดังนี้
“ทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดมาจากงาน World Expo ทั้งนั้น งาน World Expo ถูกมองว่าเป็นงาน โอลิมปิคในสาขาของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นเวลากว่า 150 ปีที่เสน่ห์ของงาน World Expo ได้ดึงความสนใจจากผู้คนต่างๆ สถาปัตยกรรมที่คลาสิกต่างๆ หลายแห่งในโลกก็มีจุดกำเนิดจากงาน World Expo เช่น Crystal Palace และรูปปั้นเทพีแห่งเสรีภาพ (Statue of Liberty) สำหรับในด้านการประดิษฐ์ก็ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรก เช่น รูบิค และไอครีมโคน ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเราไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่า World Expo ได้เปลี่ยนแปลงโลกและมีอิทธิพลต่อโลกของเราจริงๆ” เมื่อเปิดเข้าไปอ่านในหนังสือเล่มนี้ ก็ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายและจุดมุ่งหมายของงาน World Expo มากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะอ่านไปได้ไม่มากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าคุ้มที่ได้มาสัมผัสงาน World Expo แต่ก็เสียดายที่มีเวลาน้อยเกินไป หากได้เตรียมตัวมามากกว่านี้และมีเวลาเดินมากกว่านี้คงต้องยิ่งคุ้มค่าได้ประโยชน์มาก

ในวันรุ่งขึ้น วันสุดท้ายที่เซี่ยงไฮ้ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย ผมได้มีโอกาสไปเดิน Super Brand Mall ของกลุ่ม CP ซึ่งมีร้านหนังสือขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้น 8 ผมได้หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติงาน Expo รายละเอียดของงาน World Expo ที่ Shanghai ที่เป็นภาษาอังกฤษมาอีก 2 เล่ม และอีกเล่มเป็นภาษาจีน ที่ต้องซื้อก็เพราะหาที่เป็น Version ภาษาอังกฤษไม่ได้ เล่มที่ว่านี้ คือ Highlights of 2010 EXPO Pavilion ที่ให้รายละเอียดของแต่ละ Pavilion ด้วยภาพกราฟิก 4 สีและคำอธิบายที่เป็นภาษาจีน แต่ก็มีข้อสรุปตอนท้ายเป็นภาษาอังกฤษ หนังสือนี้มีประโยชน์มากเพราะว่าเมื่อเขาไปในแต่ Pavilion แล้ว จะหารายละเอียดที่เป็นเอกสารได้น้อยมาก เวลาที่ดูก็น้อยด้วย ผมเห็นว่าข้อมูลจากหนังสือให้เกร็ดอะไรที่มากกว่าได้จาก Official Website (http://en.expo2010.cn) น่าเสียดายที่อ่านภาษาจีนไม่ได้ ไม่เช่นนั้น สนุกกว่านี้แน่ๆ ครับ

ยังไม่จบ แล้วจะเขียนเล่ามาอีกครับ

อ.วิทยา สุหฤทดำรง

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 1

(1 มิ.ย. 53) ผมเพิ่งกลับจากเซี่ยงไฮ้ จากภารกิจดูงานกับคณะนักศึกษาปริญญาโทการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ยังคงมีควันหลงอยู่มากเลยทีเดียวครับ เพราะอยู่เซี่ยงไฮ้ถึง 6 วันเต็มๆ ผมเคยมาเซี่ยงไฮ้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเซี่ยงไฮ้เปลี่ยนไป แต่คงจะไม่ใช่แค่เซี่ยงไฮ้ที่เปลี่ยน แต่เป็นประเทศจีนทั้งประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปประเทศจีนในหลายๆ เมืองในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงประเทศไทยสุดที่รักของเราที่พยายามรักเอกราชมาโดยตลอดว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

ที่จริงแล้วเป็นความผิดพลาดของผมที่ไม่ได้เตรียมตัวและหาข้อมูลสำหรับงาน World Expo 2010 ก่อนเดินทาง และที่สำคัญไม่ได้ Brief เรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญของงาน World Expo แท้ๆ ให้คณะนักศึกษาและผู้ร่วมคณะคนอื่นๆ ด้วย จึงทำให้การไปเดินงาน World Expo เกือบจะกลายเป็นการไปเดินงานวัดไปเสียนี่ แต่ผมก็เชื่อว่า ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้มีความรู้เบื้องต้นกับงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้มากนัก แต่พวกเราในคณะทุกคนก็ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของการจัดงาน World Expo ร่วมกับคนจีนที่หลั่งไหลกันมาอย่างมากมาย เห็นความอดทนของการรอคิวเข้าแถวชมงานในแต่ละ Pavilion แค่นี้เราก็งงและสัมผัสกับความเป็นจีนที่แท้จริงได้

ที่สำคัญแต่ผมกลับรู้สึกกลัว เพราะตั้งแต่ได้รู้จักและสัมผัสกับความเป็นประเทศจีนแล้ว เขาพัฒนากันอย่างจริงๆ จังๆ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแน่นอน ที่สำคัญ พวกเขาเรียนจากตำราเดียวกันกับเรา เพียงแต่พวกเขามีทรัพยากรอย่างพวกเรามี เราเป็น 20 เท่าของเรา เมื่อผมไปเมืองจีนทุกครั้ง จะพยายามไปร้านหนังสือ หลายคนถามว่า “ไปทำไมมีแต่หนังสือจีน อ่านไม่ออก” ผมไปดูว่าพวกเขาอ่านหนังสืออะไรกันบ้าง เพราะมีหลายเล่มที่เขียนชื่อหนังสือเป็นภาษาอังกฤษด้วย ไปดูสิว่า คนจีนอ่านหนังสือแปลจากหนังสือฝรั่งอะไร รวมทั้งอ่านหนังสือฝรั่งอะไรบ้าง เหมือนเมืองไทยบ้างไหม พี่น้อง... สิ่งเหล่านี้ล่ะครับ ที่ช่วยจีนสร้างชาติได้ คนจีนไม่สามารถตรัสรู้เอง แต่ได้มาจากการศึกษาและทดลองทำตามวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่น ผมไปร้านหนังสือขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้อาคาร 8 ชั้น ที่ทั้งร้านขายหนังสืออย่างเดียว ใกล้ๆ People Square ผมเห็นผู้ใหญ่และเด็กจีนทั้งยืนและนั่งอ่านหนังสือตามที่ต่างๆ ในร้าน นั่งกับพื้นบ้าง นั่งตามบันไดบ้างด้วยความสนใจในวิทยาการต่างๆ ที่จะช่วยพวกเขาสร้างชาติ แม้ภาพเช่นนี้อาจพบได้บ้างในเมืองไทย แต่ผมว่าน้อยกว่าและเทียบกันไม่ได้ครับ พวกเราคนไทยทำอะไรกันอยู่ เรามีชาติไทยที่เป็นเอกราชมานานแสนนาน คนอื่นๆ เขาสร้างชาติกัน แต่เราช่วยกันทำลายชาติ ด้วยการไม่สนใจใฝ่หาความรู้กัน ทั้งยังอวดดีอวดเก่งกันเอง ประเภทโง่แล้วอวดฉลาด มอมเมาประชาชนด้วยแนวคิดที่..... ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้ว่าคนทั้งโลกพวกเขามองประเทศไทยกันอย่างไร

มุมมองแรกๆ ของงาน World Expo คือเห็นคนจำนวนมากมาย การเข้าคิวรอคอยที่ยาวนาน รวมทั้งความยากลำบากต่างๆ ที่จะทำให้เราไม่ได้รับความสะดวกสบาย ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ เรา (เช่น คุณสัญญวิทย์ Blue and White) ที่ได้ไปงาน Expo มาแล้วได้เล่าให้ฟัง เราก็ยังไม่หวั่นที่จะไปลุยงาน ไปสัมผัสเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือการหาข้อมูลเบื้องต้นแต่ละประเด็นของงาน World Expo ต่างหาก นั่นสำคัญมากกว่านัก ผมขาดการเตรียมตัวในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะความไม่รู้ (โง่) ที่ว่าไม่รู้หรือโง่นั้น คิดว่ารู้แล้วหรือไม่พยายามที่จะรู้ ก็เลยทำให้การไปชมงาน Expo ในครั้งนี้ถือว่าขาดทุน หรือว่าไม่คุ้มเลย ถึงขั้นว่าอาจจะต้องกลับไปดูอีกครั้งภายใน 4-5 เดือนข้างหน้านี้ ที่จริงแล้ว ถ้าเราหาดูใน WiKi ใน Web สักหน่อย ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของงาน Expo รับรองว่าผมหรือทุกท่านจะดูงาน Expo อย่างสนุกสนานและมีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก

ผมโชคดีที่ไปได้ Official Guide Book สำหรับงาน World Expo ระหว่างการไปเที่ยวชม Pearl Tower ก่อนจะเข้าชมงาน World Expo 1วัน จากร้านขายของที่ระลึก (ผนวกกับข้อมูลที่ทางทัวร์ผู้จัดมีรายละเอียดเกี่ยวกับงาน Expo ไว้บ้างเล็กน้อย) ทำให้ผมเข้าใจอะไรๆ ต่างเกี่ยวกับงานนี้เพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Slogan ที่ว่า Better City, Better Life ทำให้ผมเข้าใจ Theme หรือแนวคิดของการจัดงานมากยิ่งขึ้น ทำให้การเข้าชมงานมีรสชาดมากยิ่งขึ้น

นอกจากการเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายในการเดินและยืนรอ ยังต้องเตรียมสุขภาพจิตในการรอเข้าคิว และระวังไม่ให้คนจีนแซงคิวหน้าตาเฉย ผมว่าเพื่อนร่วมทัวร์หลายคนคงจะได้ประสบมาบ้าง วัตถุประสงค์ของงานนี้คงไม่ได้เป็นการขายของหรือขายการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ แต่เป็นงาน Expo ของโลก คนไทยอาจคุ้นเคยกับคำว่า Expo ว่าเป็นงานมหกรรมที่มีการขายของหรือสินค้าเป็นส่วนใหญ่ แต่งาน Expo นี้ ไม่ใช่การขายสินค้า แต่เป็นการขาย Ideas ต่างๆ ของแต่ละประเทศและองค์กร บริษัทต่างๆ เข้าร่วมงานภายใต้ Slogan : Better City, Better Life เมืองที่ดีกว่า นำสู่ชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมงาน Expo ในแต่ละ Pavilion ก็ควรจะนำเสนอหรือแสดงแนวคิดหรือขาย Ideas ที่เกี่ยวกับ Better City, Better Life ผมคิดว่าเป็นการนำเอาประเด็นของสิ่งแวดล้อมหรือ Global Warming มาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยการนำเสนอว่า การรวมตัวของผู้คนเป็นเมือง (City) ย่อมมีผลต่อชีวิตผู้คน ผมก็เลยถึงบางอ้อ ทำให้เกิดความตื่นเต้นในการเข้าชมเป็นอย่างยิ่ง แถมยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในอนาคตข้างหน้า การศึกษา ทำวิจัย หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่เกี่ยวกับแนวคิดของ Green หรือ Sustainable Society สังคมสีเขียวหรือสังคมที่ยั่งยืน ดังนั้น ผมว่าควรจะได้เห็นการพัฒนาการต่างๆ ด้านแนวคิดในแต่ละ Pavilion ระหว่างไปชมงาน Expo ในวันรุ่งขึ้น

และแล้วการเข้าชมงาน Expo ในวันแรกของการชมงานก็เป็นไปตามที่คุณสัญญวิทย์ได้เขียนเล่าเหตุการณ์การเข้าชมงานให้คณะทัวร์ก่อนจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ซึ่งเสมือนเป็นการขู่กันไว้ก่อน แต่พวกเราก็ไม่หวั่น คือไม่มีทางเลือก มาถึงที่แล้วนี่ ทุกคนต้องรักษาพื้นที่ส่วนหน้าของตัวเองไว้อย่างแข็งขันเพื่อให้คนมาแซงคิวได้ พยายาม “กระชับวงล้อม” ไว้ไม่ให้คนจีนหน้าไหนเข้ามาแทรกกลางเป็นอันขาด นี่ถ้าคนจีนอ่านภาษาไทยออก ผมจะเขียนป้ายไว้ว่า “เขตกระสุนจริง” หรือไม่ก็เขียนว่า “Thailand Red Shirt” ผมว่า คนคงไม่กล้ามายุ่งแน่นอน (ล้อเล่นนะครับ) พวกเราออกเดินทางจากโรงแรมที่อยู่ไกลจากเมืองมากพอสมควร พอมาถึงบริเวณงานก็สายพอควร กว่าจะได้เข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการก็เกือบเที่ยงแล้ว พวกเราจึงมีเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการเดินๆ ยืนๆ นั่งๆ แต่คงไม่มีใครถึงกับนอน พร้อมกับคนจีนส่วนใหญ่เป็นแสนๆ คนในบริเวณงาน แค่เดินไปรอบๆ เพียงบางส่วนของงานโดยไม่ต้องแวะหรือเข้าคิวตาม Pavilion ใหญ่ก็หมดเวลาไป 6 ชั่วโมงแล้ว ผมเดินอย่างเดียวไปรอบๆ ได้แค่ 1 ใน 3 ของพื้นที่เท่านั้นเอง แค่ได้สัมผัสบริเวณรอบๆ กับบาง Pavillion ที่ไม่ต้องเข้าคิวเลยเท่านั้นเอง แต่ขอบอกว่าอากาศดีมากๆ อยากให้อากาศเมืองไทยเป็นอย่างนี้มาก สุดท้ายพวกเราใช้เวลากัน 6 ชั่วโมงในการชมงาน บางคนมีเป้าหมายที่ประเทศใหญ่ เช่น จีน หรือญี่ปุ่น ก็ต้องเข้าคิวตามระเบียบและได้เดินชมงานน้อยลงไป จากการเดินและการต่อคิวเป็นเวลานานทำให้พลพรรคกว่าครึ่งของทัวร์ครั้งนี้ต้องขอถอนตัวในการเข้าชมงาน Expo วันที่สองจากความทรมานในเดินชมงาน บางคนอุตส่าห์เตรียมเก้าอี้ขนาดกระทัดรัดเพื่อไว้นั่งระหว่างเข้าคิว แต่ก็ได้ใช้นั่งระหว่างทาง ตอนเดินระหว่าง Pavilion ของประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ผมเองก็เกือบจะถอดใจเหมือนกัน แต่ใจและเท้าก็ยังพอจะไปไหว ผมสงสัยว่าเนื่องจากงานนี้ไม่ค่อยมีอะไรขายหรือเปล่า ก็เลยไม่มีกำลังใจเดิน ไม่เหมือนกับที่เราเดินซื้อของที่ Impact เมืองทองธานี ตั้งแต่เช้ายันเย็น พวกเราก็ไม่เคยบ่นกันใช่ไหมครับ บังเอิญว่างาน Expo ที่เซี่ยงไฮ้นี้ไม่มีของขายเลย มีแต่ของที่ระลึก (ซึ่งค่อนข้างแพง) สุดท้ายพวกเรา 40 กว่าชีวิตก็ซมซานกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพื่อวางแผนในการเดินชมงานในวันต่อมา

สำหรับการชมงานในวันที่ 2 นี้ มีการเปลี่ยนแผนพอสมควร หลังจากการเดินชมงานในตอนกลางวันในวันแรก แม้ว่าอากาศจะดี ไม่ร้อนเลย แต่คนเยอะมากและเป็นวันเสาร์ด้วย แล้ววันที่ 2 ที่จะเข้างานเป็นวันอาทิตย์ด้วย พวกเราไม่อยากจะนึกภาพการเข้าคิวรอและคนจำนวนมากๆ สุดท้ายพวกเราก็เลยตัดสินใจ สร้างแรงบันดาลและเป็นการตัดไม้ ข่มนาม ในการเดินงาน Expo ด้วยการไปShopping กันทั้งวันให้สบายใจเสียก่อน วันนั้นเราไปตลาดของ Copy กันแต่เช้า เรียกว่าเป็นตลาดเกาหลี และแล้วเราก็ค้นพบงาน Expo ขนานแท้แบบเราๆ คือ มีทุกยี่ห้อ จากทุกประเทศ ต่อรองกันอย่างสบายใจ แถมไปเดินร้านขายสินค้าใต้ดินแถบ People Square อีกแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าพลพรรคได้กำลังใจขึ้นมาอีกมาก หลังจากช้อปกันมาทั้งวันแล้วไม่น่าเชื่อครับว่ามีพลพรรคเปลี่ยนใจมาร่วมเข้าชมงาน Expo ในวันที่ 2 ในตอนกลางคืนอีกหลายคนทีเดียวครับ ทั้งๆ เดิมได้ตัดสินใจเลิกเดิน Expo กันไปแล้ว กำลังใจนั้นก็ได้มาจากการที่ได้ไป Shopping นั่นเอง ส่วนบางท่านไม่ไหวกันจริงก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมกันต่อไป

ขอจบตอนที่ 1 ตรงนี้นะครับ แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อว่าวันที่ 2 เป็นอย่างไร

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

Recent Toyota Recall - Comments from The Toyota Way's Author

เป็นที่กล่าวขานถึงกันอย่างมากเกี่ยวกับการเรียกคืน (Recall) ของโตโยต้า มีผู้จัดรายการวิทยุบางรายถึงกับตั้งคำถามว่า อย่างนี้หนังสือ The Toyota Way ก็ใช้ไม่ได้น่ะสิ (นั่นก็คงหมายความว่า ลีนใช้ไม่ได้ด้วยใช่ไหม)

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องการเรียกคืนนี้ อาจไม่เป็นคุ้นเคยกับคนไทย ทั้งผมยังคิดเองด้วยว่า จะมีใครไหมที่เข้าใจว่า การเรียกคืน หมายความว่าเอารถมาคืน - แล้วเอาค่ารถคืนไป แต่เชื่อไหมครับ มีบางรายการ (วิทยุ) คิดอย่างที่ผมสงสัยจริงๆ เขาแนะนำว่า น่าจะแปล Recall เป็นอย่างอื่น (เช่น ใช้คำว่า "เรียกซ่อม" แทนที่จะใช้ "เรียกคืน") ผมว่าเป็นเรื่องของภาษาอีกแล้ว ที่คนไทยจะคุ้นเคยกับคำที่เจาะจง ไม่เข้าใจระดับนามธรรมของศัพท์

วันนี้ผมเลยนำความเห็นของ Professor Jeffrey Liker ผู้แต่งหนังสือ The Toyota Way และ The Toyota Product Development System และอื่นๆ อีกหลายเล่มเกี่ยวกับโตโยต้ามาให้ฟังกันครับ Liker น่าจะวิเคราะห์ได้ถึงแก่นมากกว่านักหนังสือพิมพ์หรือนักจัดรายการต่างๆ มากนัก แต่หากอยากฟังแบบเต็มๆ ก็ตามไปที่เว็บนี้นะครับ http://www.charlierose.com/view/interview/10849

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Beyond S&OP

ใครติดตามอ่านนิตยสารเกี่ยวกับโซ่อุปทานในระดับสากล คงต้องรู้จัก Supply Chain [Quarterly] Magazine ของ CSCMP (Council of Supply Chain Management Professional) นะครับ ในฉบับที่ 2 ของปี 2009 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดจนถึงขณะที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ มีคำหน้าปกอยู่ว่า Beyond S&OP ผมรีบพลิกไปอ่าน เนื่องจากหนังสือแปลเกี่ยวกับโซ่อุปทานเล่มล่าสุดที่เพิ่งวางตลาดไปเมื่อต้นปีชื่อว่า คู่มือ S&OP การวางแผนการขายและปฏิบัติการ แล้วบทความนี้บอกว่า มีอะไรที่เกินไปกว่า S&OP อีก แล้วสิ่งนี้คืออะไร?

ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นถึง S&OP (Sales and Operation Planning) สักเล็กน้อย แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่นัก ในต่างประเทศมีการพูดถึงมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาภายในองค์กร ล้วนเป็นเพราะเราไม่เคยมีกระบวนการที่ว่านี้ (ซึ่งอาจมียกเว้นอยู่บ้าง สำหรับบริษัทต่างชาติในไทย หรือบริษัทชั้นนำ) S&OP คือ กระบวนการธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ รักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน S&OP ทำได้โดยการเน้นที่ปริมาณโดยรวม (กลุ่มและตระกูลผลิตภัณฑ์) เพื่อให้จัดการปัญหาเรื่องส่วนผสม (ผลิตภัณฑ์แต่ละแบบและคำสั่งซื้อลูกค้าแต่ละคำสั่ง) ได้ด้วยความพร้อมมากขึ้น จะมีการทำ S&OP ทุกๆ เดือนและแสดงผลข้อมูลทั้งในรูปของหน่วยจำนวนและหน่วยเงิน จึงบูรณาการทั้งการวางแผนปฏิบัติการและการเงินเข้าด้วยกัน S&OP เป็นกระบวนการที่ทำงานข้ามหน้าที่งาน และเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารทั่วไป ฝ่ายขาย ปฏิบัติการ การเงิน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทุกฝ่ายเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแผนแบบบูรณาการ จากนั้นจะถูกนำเสนอให้กับทีม S&OP ของผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารอนุมัติรับรองหรือตัดสินใจที่จะแก้ไขคำแนะนำ ผลของกระบวนการนี้คือแผนการเล่นสำหรับทั้งบริษัทที่ผ่านการอนุมัติรับรองแล้ว ซึ่งเป็นมากกว่าแค่แผนการผลิต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกินไปกว่า S&OP ที่ Kelly Thomas ผู้เขียนบทความนี้อ้างถึงก็คือ S&OM (Sales and Operation Management) หรือการจัดการการขายและปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกลไกการรับรู้และตอบสนองเชื่อมโยงการวางแผนการขายและปฏิบัติการ (S&OP) เข้ากับการดำเนินการตามแผน (Plan Execution) จึงช่วยให้แผนประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น ช่วยปรับปรุงความแข็งแกร่งของโซ่อุปทาน และเป็นโครงสร้างในการติดตามสมรรถนะ S&OM เพิ่มวงจรการป้อนข้อมูลกลับอย่างรวดเร็วให้กับโซ่อุปทานแบบดั้งเดิม และเพิ่มการวิเคราะห์และแนวทางในการแก้ไขเพื่อให้บริษัทดำเนินการได้ใกล้เคียงแผนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ S&OM แบบวงจรปิดกำลังมีความสำคัญมากในการสร้างโซ่อุปทานที่ตอบสนองได้ดี โดยเฉพาะการป้อนกลับใน S&OM ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโซ่อุปทาน หรือความสามารถที่จะกลับมาสู่ระดับสมรรถนะปกติได้หลังจากเหตุการณ์ปั่นป่วนอย่างทันท่วงที Thomas เปรียบเทียบว่า ทีมกีฬาที่มีแผนไม่ดีแต่ดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยม คงมีโอกาสน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน ทีมที่มีแผนดีแต่ดำเนินการได้แย่ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน และด้วยเหตุผลที่ว่าการแข่งขันกีฬามีธรรมชาติที่ยืดหยุ่น ทีมที่ไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนสนามก็จะพ่ายแพ้ สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการเตรียมแผนการเล่นที่ดีที่สุดและดำเนินการตามแผนนั้น โดยปรับเปลี่ยนแก้ไขตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น S&OM คือกลไกที่ช่วยให้องค์กรในโซ่อุปทานรับรู้ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในสนามแข่งขัน และสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ขณะที่ธุรกิจกำลังดำเนินอยู่

Thomas มองกระบวนการ S&OP (ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นแผนรายเดือน) เป็น “วงจรแบบเปิด” กล่าวคือ สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบัน วงรอบประจำเดือนจะคือ รวบรวมข้อมูลสมรรถนะของเดือนก่อน สร้างแผนการใหม่ แล้วดำเนินการตามแผนเหล่านั้น ในเดือนถัดไป รอบนี้ก็จะหมุนวนอีกรอบหนึ่ง เช่นนี้ไปเรื่อยๆ เนื่องจากเขาเห็นว่ากระบวนการนี้จะไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนจนกว่าจะถึงรอบการวางแผนถัดครั้งไป และข้อมูลป้อนกลับก็ไม่ได้รวบรวมและพิจารณาอย่างเป็นระบบเพื่อการดำเนินการแก้ไขระหว่างการออกแผนฉบับหนึ่งกับการสร้างแผนฉบับต่อไป จะมีการรวบรวมและพิจารณาในช่วงเริ่มของรอบใหม่เท่านั้น

ในทางกลับกัน เขาเห็นว่า S&OM แตกต่างไปจากโครงสร้างแบบวงจรเปิดแบบดั้งเดิม เพราะได้เพิ่มขีดความสามารถใหม่ “แบบวงจรปิด” เข้าไปด้วย คือ: เป็นวงรอบ PDCA มีการรับรู้และตอบสนอง (Sense and Response) มีการจัดเตรียมคู่มือการดำเนินการในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับกระบวนการไว้พร้อม (จากการวิเคราะห์สาเหตุและผลไว้ก่อนหน้า และระบุกลไกการแก้ปัญหานั้นๆ ไว้) มีการวิเคราะห์สถานการณ์และจัดการ “ปั้นแต่ง” อุปสงค์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแผนการเงิน และอื่นๆ โดยใช้ความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อดำเนินการ (Execute) ให้ได้อย่างทันท่วงที

ภาพเปรียบเทียบ S&OP และ S&OM เป็นดังนี้:



โดยสรุปก็คือ โลกที่เป็นพลวัต (Dynamic) มากขึ้นๆ ทำให้มีแนวคิดและเทคโนโลยีที่คิดค้นมาเพื่อตอบสนองความเป็นพลวัตมากมาย S&OM จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินงานที่อาศัยการคิดในเชิงระบบและคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาของสภาวะแวดล้อมของธุรกิจ การจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในยุคปัจจุบันที่ต้องรับมือกับความซับซ้อนและความเป็นพลวัตจึงต้องนำเอากรอบความคิดใหม่มาใช้ในการจัดการและแก้ปัญหา โดยเฉพาะการมองปัญหาลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเชิงระบบและในลักษณะความเป็นองค์รวมมากขึ้น ในขณะที่แนวคิดการจัดการใหม่ๆ ในโลกนี้ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ทำไมการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในประเทศไทยจึงไม่ค่อยได้เห็นการนำเอา S&OP มาใช้กันบ้าง จนต่างประเทศเขาพัฒนาไปเป็น S&OM กันแล้ว ผมว่านี่น่าจะเป็นหัวใจของปัญหาการพัฒนาลอจิสติกส์และโซ่อุปทานของไทย

เจาะแก่นแนวคิดแบบลีน (4) : คิดอย่างลีนต้องคิดเชิงระบบ

เจาะแก่นแนวคิดแบบลีน (4) : คิดอย่างลีนต้องคิดเชิงระบบ


ในปัจจุบัน แนวคิดแบบลีน (Lean Thinking) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากผู้คนในหลากหลายวงการอุตสาหกรรม ทั้งในภาคการผลิตและการบริการ รวมถึงภาครัฐด้วย นอกเหนือจากหน่วยการผลิตที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดแบบลีนแล้ว ส่วนอื่นๆ ขององค์กรธุรกิจก็ยังสามารถนำแนวคิดแบบลีนไปประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย รวมทั้งสามารถบูรณาการเข้ากับแนวคิดด้านการจัดการอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น Lean Six Sigma, Lean Supply Chain ฯลฯ จึงทำให้เราต้องมองลีนไปในอีกระดับหนึ่งที่ไม่ไช่แค่เครื่องมือในการปรับปรุงกระบวนการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ นักคิดในการจัดการธุรกิจเริ่มมีความเข้าใจในความหมายของลีนในระดับนามธรรม (Abstract Level) ที่สูงขึ้นกว่าความหมายดั้งเดิมที่เคยใช้กันมาก ในปัจจุบันความหมายของลีนได้ถูกพัฒนาโดยผู้ที่นำไปปฏิบัติใช้ในหลากหลายบริบท ลีนจึงไม่ได้มีความหมายแค่เครื่องมือในการจัดการเท่านั้น แต่กลับมีความหมายในหลากหลายมิติในการจัดการองค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ลีน : องค์รวม
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับคำว่า “องค์รวม” กันเสียก่อน เพราะว่าหลายท่านอาจยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน คำว่าองค์รวม (Holistic) หรือ Holism มาจากภาษากรีก หมายถึง ทั้งหมด ทั้งมวล โดยรวม เป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของระบบไม่ว่าจะเป็นระบบทางกายภาพ ชีววิทยา เคมี สังคม เศรษฐกิจ ความคิด ระบบเหล่านี้ไม่สามารถถูกกำหนดหรือถูกอธิบายได้ด้วยองค์ประกอบของระบบเหล่านั้นแต่เพียงอย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม ระบบในฐานะที่เป็นองค์รวมกำหนดแนวทางที่สำคัญที่ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร มีคำกล่าวอยู่เสมอว่า "The whole is more than the sum of its parts" หรือ “องค์รวมนั้นเป็นมากกว่าผลรวมของส่วนประกอบทั้งหลาย”

ทำไมแนวคิดแบบลีนจึงได้มีความเป็นองค์รวมเข้ามาเกี่ยวข้อง? ที่จริงแล้วในชีวิตของเราทั่วไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นองค์รวมหรือความเป็นระบบอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าระบบต่างๆ ที่ทำงานให้ประโยชน์แก่เราจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นองค์รวมด้วย ถ้าปราศจากระบบแล้วเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เนื่องจากชีวิตเราก็คือ ระบบๆหนึ่ง และชีวิตทั้งหลาย (รวมทั้งสิ่งไม่มีชีวิตด้วย) ก็อาศัยอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่าเช่นกัน ดังนั้นองค์รวมและระบบจึงมีความหมายไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจระบบเราก็จะควบคุมและปรับเปลี่ยนระบบได้เพื่อความอยู่รอดในระบบที่ใหญ่กว่า

หลักการ 5 ประการของแนวคิดแบบลีนมีความเป็นองค์รวมอยู่ในตัว กล่าวคือ มุ่งเน้นการเป็นลีนไปที่คุณค่า (Value) ซึ่งลูกค้าต้องการ นั่นเป็นเป้าหมายขั้นสูงสุดของระบบธุรกิจ คุณค่าที่ได้มานั้นจึงต้องถูกสร้างมาจากองค์ประกอบต่างๆ ที่มาบูรณาการเข้าด้วยกันแล้วได้สิ่งใหม่หรือคุณค่าใหม่ เราเรียกการรวมตัวขององค์ประกอบเหล่านั้นว่า สายธารคุณค่า (Value Stream) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบในตัวเองและมีความเป็นบูรณาการด้วย ถ้าเราต้องการให้องค์กรธุรกิจที่เป็นเจ้าของสายธารคุณค่านี้สามารถดำรงอยู่ได้ในธุรกิจ สายธารคุณค่านี้ก็ต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ นั่นหมายตวามว่า เราต้องเข้าใจความเป็นองค์รวมหรือความเป็นระบบของสายธารคุณค่าหรือกระบวนการธุรกิจที่สร้างคุณค่าออกตอบสนองต่อลูกค้า เมื่อเราเข้าใจในสายธารคุณค่าในลักษณะขององค์ประกอบต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ นั้น เราจึงสามารถที่จะควบคุมการไหล (Flow) ขององค์ประกอบภายในสายธารคุณค่าได้ ระบบคุณค่าหรือสายธารคุณค่ายังเชื่อมโยงกับลูกค้าผู้ต้องการคุณค่าภายใต้ระบบที่ใหญ่กว่าหรือระบบธุรกิจและระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แลกเปลี่ยนคุณค่ากันเพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบผ่านการติดต่อสื่อสารในเรื่องความต้องการในลักษณะของการดึง (Pull) นอกจากนั้น สายธารคุณค่าจะต้องมีความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ไม่มีข้อผิดพลาดในการสร้างคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อความต้องการของลูกค้าแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น แนวคิดแบบลีนไม่ได้สร้างคุณค่าไว้เผื่อสำหรับข้อผิดพลาดของตัวระบบเอง ความเข้าใจเชิงระบบของสายธารคุณค่าและความเชื่อมโยงกับลูกค้าจะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถปรับสายธารคุณค่าให้สร้างคุณค่าใหม่ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ โดยรักษาความเป็นระบบการสร้างคุณค่าและระบบธุรกิจให้คงอยู่ได้ต่อไป

หลักการของแนวคิดแบบลีนที่ถูกริเริ่มโดย Womack และ Jones (1996) ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นองค์รวมหรือความเป็นระบบของการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ในความเป็นจริงของการสร้างคุณค่านั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นระบบ มิฉะนั้นแล้วคุณค่าจะไม่สามารถถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความเป็นระบบจึงทำให้มีมนุษย์เราสามารถอยู่รอดได้ มีสรรพสิ่งต่างๆ บนโลกอยู่ เพียงแต่เราจะเข้าในในความเป็นระบบหรือความเป็นองค์รวมของมันหรือไม่ ถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถควบคุมหรือปรับตัวตามมันได้ ซึ่งเราก็จะได้ประโยชน์จากมัน ถ้าเราไม่เข้าใจระบบของเราหรือระบบที่เราอาศัยอยู่ เราก็คงไม่สามารถควบคุมมันได้ และก็จะไม่ได้ประโยชน์จากมัน แต่แนวคิดแบบลีนที่ Womack และ Jones นำเสนอนั้นยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบหรือความเป็นองค์รวมได้เด่นชัดมากนัก เพียงแค่นำเสนอองค์ประกอบต่างๆ แต่ยังขาดการนำเสนอการเชื่อมโยงและการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ลีน : ระบบที่ซับซ้อน
ถ้ามองย้อนไปในอดีต เราจะพบว่าระบบการผลิตและระบบธุรกิจนั้นมีองค์ประกอบหลักๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดนัก หรือกล่าวได้ว่า นามธรรมของความเป็นธุรกิจนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจก็ยังคงเป็นกระบวนการการสร้างคุณค่าและการแลกเปลี่ยนคุณค่ากันระหว่างมนุษย์ในสังคมกันเองและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์มาแปรสภาพเป็นคุณค่าที่มนุษย์ต้องการ แต่บริบทของสังคมมนุษย์ต่างหากที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์มีจำนวนมากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นด้วยการสื่อสารที่ดีขึ้น เร็วขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงทำให้มนุษย์มีความต้องการมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้เองได้สร้างบริบทใหม่ทางสังคมและธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ระบบธุรกิจและสังคมเศรษฐกิจกลายเป็นระบบที่ซับซ้อนขึ้น แนวคิดใหม่ๆ ในด้านการจัดการจึงถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการจัดการที่มีความซับซ้อนเหล่านี้

ในความหมายทั่วไป ความซับซ้อน (Complexity) มักถูกใช้เพื่ออธิบายคุณสมบัติของบางสิ่งบางอย่างที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายๆ ส่วนในลักษณะที่ยากจะเข้าใจได้ คำนิยามส่วนใหญ่ที่อธิบายถึงความซับซ้อนก็จะเกี่ยวโยงไปสู่แนวคิดของความเป็นระบบ (System) ที่มีความหมายว่า กลุ่มของส่วนประกอบหรือองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยที่ความสัมพันธ์นี้มีความแตกต่างจากความสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ นอกขอบเขต

ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเราได้ถูกพัฒนาให้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า และกำลังถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตสบายขึ้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ในฝั่งตรงกันข้าม กระบวนการสร้างคุณค่า หรือกระบวนการผลิต หรือโซ่อุปทานก็คงยิ่งจะซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนองค์ประกอบและความเชื่อมโยงและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ อีกทั้งยังมีผลที่เกิดขึ้นมาภายหลังในสังคมที่ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กันเองในสังคมมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แนวคิดแบบลีนจึงถูกพัฒนาให้เป็นแบบจำลองของระบบที่ซับซ้อนซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” ถึงแม้ว่าแนวคิดแบบลีนจะมีจุดเริ่มต้นมากกระบวนการผลิตในบริษัทโตโยต้า แต่สังคมธุรกิจก็ได้ช่วยกันพัฒนาแนวคิดแบบลีนให้ขยายผลออกไปสู่ขอบเขตที่กว้างขึ้นและครอบคลุมมากกว่าเพื่อที่จะรองรับกับความซับซ้อนและความเป็นพลวัตของสังคมที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต เราจะสังเกตได้จากขอบเขตของปัญหาที่เริ่มจากความต้องการของลูกค้าและตัวลูกค้าเอง โดยต้องมีการมองย้อนกลับไปที่ต้นน้ำเพื่อให้เห็นกระบวนการสร้างคุณค่าทั้งสายธาร และการนำเสนอเครื่องมือที่ครอบคลุมตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานในกระบวนการผลิต และยังต้องคำนึงถึงบุคลากรในสายการผลิตตลอดจนเครื่องมือในการจัดการการไหลในระดับสูง เช่น การผลิตแบบเซลลูล่าร์ คัมบัง การไหลทีละชิ้น และการผลิตแบบผสมรุ่น (Mixed Model) อีกทั้งยังมีการสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรในทุกระดับชั้นเพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมแบบลีน

กิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นองค์ประกอบต่างๆ ขององค์กรที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าซึ่งมีเป็นจำนวนมากและมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเพื่อสร้างคุณค่า เราอาจไม่ได้รับรู้ถึงองค์ประกอบและปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เมื่อบริบทของความต้องของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปจากความเรียบง่าย (Simplicity) ที่มีองค์ประกอบและขั้นตอนไม่มากนักไปสู่ความซับซ้อน (Complexity) ที่มีองค์ประกอบเป็นจำนวนมากที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของลูกค้าและความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นแนวคิดและเครื่องมือในการจัดการในปัจจุบันและอนาคตจึงต้องรับมือกับและจัดการกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการหรือองค์กรที่มีสถานะเป็นระบบ แนวคิดแบบลีนจึงเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาการของแนวคิดและเครื่องมือที่มองปัญหาอย่างเป็นองค์รวมหรือเป็นระบบ ซึ่งจะต้องไดัรับการพัฒนาต่อไปอีกในอนาคต

ลีน : ระบบที่ซับซ้อนซึ่งปรับตัวได้
แนวคิดแบบลีนได้รับการพัฒนาและถูกนำไปใช้ในองค์กรตามฝ่ายและแผนกต่างๆ ในองค์กรธุรกิจและขยายผลไปสู่โซ่อุปทานขยายผล (Extended Supply Chain) ที่เชื่อมโยงบริษัทผู้สร้างคุณค่าต่างๆ เข้าเป็นระบบเดียวกันทำให้ระบบโซ่อุปทานมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น องค์กรธุรกิจใดสามารถเห็นการดำเนินงานของกระบวนการธุรกิจในฐานะที่เป็นระบบที่ซับซ้อน (Complexity System) ได้ จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นในพฤติกรรมและสมรรถนะขององค์กรธุรกิจ

ความซับซ้อนขององค์กรธุรกิจได้ถูกนิยามออกมาในหลายมุมมอง จากจำนวนลำคับชั้นของการจัดการ จนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่ตามของโครงสร้างเชิงระบบที่เกิดจากคุณสมบัติเชิงโครงสร้าง ความซับซ้อนแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะเชิงระบบและจะมีความสำคัญต่อความเข้าใจองค์กรธุรกิจในเชิงองค์รวมด้วยในลักษณะที่แต่ละส่วนขององค์กรถูกเชื่อมต่อระหว่างกันกับส่วนอื่นๆ การเจริญเติบโตของความซับซ้อนมีการวิวัฒน์ร่วมไปกับการจัดการหรือระบบซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะลดความไม่แน่นอน ความซับซ้อนจึงมาพร้อมกับความก้าวหน้า การมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นหมายถึงมีความเป็นเฉพาะตัวขึ้น การเติบโตของขนาดและความซับซ้อนจึงต้องการการประสานงานหรือการบูรณาการมากขึ้น องค์กรขนาดใหญ่มีความซับซ้อนตามธรรมชาติ คุณค่าของผลิตภัณฑ์สูงก็ต้องมาจากกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า ความจริงเช่นนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งจะเรียบง่ายหรือซับซ้อนตามธรรมชาติก็ขึ้นอยู่คุณค่าว่ามากหรือน้อย ความซับซ้อนจึงเกิดขึ้นจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ขององค์กรที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดแบบลีนถูกริเริ่มมาจากการมองกระบวนการสร้างคุณค่าอย่างเป็นระบบซึ่งมีความซับซ้อนอยู่แล้วโดยธรรมชาติของระบบ เมื่อระบบที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าจึงจำเป็นต้องปรับตัวเองให้สอดคล้องหรือตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ระบบจึงมีความซับซ้อนหรือความยากในการควบคุมและปรับปรุงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ประเด็นที่สำคัญของการจัดการธุรกิจในปัจจุบันคือ การปรับตัวได้ (Adaptive) ซึ่งอธิบายได้จากระบบสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ปรับตัวเองได้ในสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในขณะที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในสิ่งแวดล้อมนั้น สิ่งที่แนวคิดแบบลีนให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับตัวได้คือ คุณค่าของคนที่เป็นทรัพยากรขององค์กร ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตในระบบที่สามารถคิดและตัดสินใจนำองค์กรให้อยู่รอดได้ ทั้งนี้จะสอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมของการผลิตแบบโตโยต้าที่ให้ความเคารพต่อคน (Respect for People) ถ้าไม่มีคนในระบบแล้ว ระบบก็คงจะปรับตัวไม่ได้และไม่สามารถอยู่รอดได้ แนวคิดแบบลีนมองระบบการสร้างคุณค่าที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมาเชื่อมต่อกันเป็นระบบและสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจได้ ดังนั้น แนวคิดแบบลีนจึงมององค์กรธุรกิจเป็นระบบที่ซับซ้อนซึ่งปรับตัวได้ (Complex Adaptive System)

ลีน : ระบบสังคมผสมผสานเทคนิด
จากมุมมองเชิงระบบของแนวคิดแบบลีนที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็น คน เครื่องจักร วัตถุดิบ เงิน วิธีการและสารสนเทศ (5M 1I) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันและขึ้นตรงต่อกันเป็นระบบที่สร้างคุณค่าให้กับมนุษย์เรา ถ้ามองเข้าในระบบการสร้างคุณค่าอย่างละเอียดแล้ว เราก็จะพบว่ามีระบบย่อยอยู่ภายในระบบดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ระบบสังคม ที่ประกอบไปด้วยมนุษย์หรือคนที่เป็นสิ่งมีชีวิต และระบบเทคนิค ที่ประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ทั้งระบบสังคมและระบบเทคนิคนี้ถูกมนุษย์ใช้เป็นเครื่องสนับสนุนในการสร้างคุณค่าในระบบ ระบบสังคมจะประกอบไปด้วยคนประเภทต่างๆ และการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนด้วยกัน ในขณะเดียวกัน ระบบเทคนิคจะประกอบไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเทคโนโลยีต่างๆ เมื่อคนต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อให้ได้คุณค่าตามที่ต้องการ เราพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระบบสังคมและระบบเทคนิคที่ผสมผสานกันอยู่นี้ว่าเป็นระบบสังคมผสมผสานเทคนิค (Socio-technical Systems : STS) แนวคิดแบบลีนมององค์กรหรือกระบวนการสร้างคุณค่าในแนวทางของระบบสังคมผสมผสาน (Socio-technical Systems Approach) เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความเป็นพลวัตที่ซับซ้อนของสมรรถนะการทำงานขององค์กรหรือกระบวนการสร้างคุณค่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรเทคโนโลยีคงไม่ใช่แค่การติดตั้งเครื่องจักรแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเชิงสมรรถนะการทำงานขององค์กร แต่จะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเครื่องจักรและคน

แนวทางของระบบสังคมผสมผสานเทคนิค (Socio-technical Systems Approach) จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ เช่น ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) สภาพแวดล้อม คน ขั้นตอนการทำงาน กฎและระเบียบ และข้อมูล (รวมทั้งโครงสร้างของข้อมูล) องค์ประกอบเหล่านี้จะถูกบูรณาการเข้าด้วยกันเป็นระบบในกระบวนการสร้างคุณค่าในองค์กรธุรกิจ แนวทางนี้พิจารณาความสัมพันธ์สองทางระหว่างคนกับเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความผสมผสานกันเพื่อที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลง

แนวทางของระบบสังคมผสมผสานเทคนิคพิจารณาองค์กรเป็นระบบของส่วนประกอบที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยทักษะที่แตกต่างกันและระดับของทักษะที่แตกต่างกัน แนวทางนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบคุณค่าขององค์กรเพื่อส่งเสริมให้เกิดทักษะ ความรู้และความสามารถ ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางนี้ยังทำให้องค์กรมีบุคลากรที่มีเครื่องมือต่างๆ ในการพัฒนาทักษะ ความรู้และความสามารถเพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาให้มีความเจริญก้าวหน้า

แนวคิดแบบลีนและวิถีแห่งโตโยต้า (The Toyota Way) จึงเป็นแนวคิดเชิงระบบสังคมผสมผสานเทคนิคที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรทุ่นแรงทั้งหลายที่ใช้อยู่ระบบสร้างคุณค่าในองค์กร โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับคนและภาวะผู้นำของคนในองค์กร เพราะว่าประเด็นที่สำคัญของการอยู่รอดคือการปรับตัว ซึ่งต้องเกิดมาจากองค์ประกอบภายในขององค์กร คุณลักษณะเช่นนี้มีได้เฉพาะแต่สิ่งมีชีวิตเท่านั้น และคนก็เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในองค์กร แต่องค์กรนั้นไม่ได้มีคนเพียงคนเดียว แต่กลับมีคนเป็นจำนวนมากและมีคนจากหลากหลายระดับที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบการสร้างคุณค่า มุมมองด้านคนของแนวคิดแบบลีนหรือวิถีแห่งโตโยต้าที่แท้จริงแล้วจึงคือระบบสังคมนั่นเอง แนวคิดแบบลีนพยายามสร้างคนให้มีวัฒนธรรมแบบลีนเหมือนกันเพื่อที่จะได้ปรับตัวไปพร้อมๆ กันทั้งองค์กร นั่นคงจะเป็นหลักการเดียวกับการจัดการสังคมที่จะต้องใช้วัฒนธรรมเป็นตัวผลักดันความเป็นไปของสังคม องค์กรธุรกิจและกระบวนการธุรกิจก็เช่นกันที่จะต้องถูกผลักดันไปด้วยมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตในระบบเพื่อนำระบบให้อยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

ลีน : ทฤษฎีระบบ
กิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกจะต้องมีเหตุและผล และจะต้องมีกลไกของการเกิดขึ้น เหตุและผลหรือกลไกต่างๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี (Theory) ซึ่งเป็นนามธรรม และสามารถนำไปแปรสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม (Concrete) ได้ตามบริบท (Context) ของการปฏิบัติด้วยความเข้าใจในความสัมพันธ์ของทฤษฎี (นามธรรม) และการปฏิบัติ (ความเข้าใจในความสัมพันธ์ของนามธรรมและบริบท) ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปธรรมที่ให้ประโยชน์กับมนุษย์เรา

มักมีคำกล่าวว่าการผลิตแบบโตโยต้านั้นไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นการปฏิบัติ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในคำพูดนี้ เพราะว่าสิ่งที่เราได้เห็นจากความสำเร็จของโตโยต้าเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงจากการปฏิบัติ แต่เราต้องอย่าลืมว่าการปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จนั้นต้องมาจากกระบวนการคิดเท่านั้น วิธีคิดที่ถูกต้องคือการมองเห็นหลักการหรือทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัตินั้น มีเรื่องเล่าของผู้ที่เป็นลูกน้องของ Taiichi Ohno ที่กำลังดำเนินงานปฏิบัติการไคเซ็นตามคำสั่งของ Ohno และถูกตำหนิว่า “คุณนั้นเป็นคนโง่ ถ้าคุณทำตามที่ผมบอกให้คุณทำ... คุณจะเป็นคุณโง่เสียยิ่งกว่า ถ้าคุณไม่ได้ทำตามที่ผมพูด... คุณควรจะคิดด้วยตัวเองเพื่อให้ได้แนวคิดที่ดีกว่าผม” ผมเห็นด้วยกับคำพูดของ Ohno เป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าเราจะคิดได้เองเหมือนกับโตโยต้าคิดได้หรือไม่ และที่สำคัญโตโยต้านั้นไม่เคยหยุดคิด

ดังนั้นความหมายของการปฏิบัติของ Ohno สำหรับโตโยต้าคงจะไม่ได้หมายถึงการที่โตโยต้าเข้าใจทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีขึ้นมาเป็นของตัวเองแล้วจึงนำไปปฏิบัติ แต่ผมเข้าใจว่าการดำเนินงานของโตโยต้าเป็นการปฏิบัติหรือการทดลอง (Experiment) ที่ผ่านกระบวนการคิดเพื่อการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่การสร้างหรือคิดค้นทฤษฎีโดยนักวิชาการในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการค้นพบทฤษฎีด้วยตัวโตโยต้าเอง และพัฒนาทฤษฎีนั้นด้วยตัวอยู่ตลอดเวลา

ระบบการผลิตแบบโตโยต้าพยายามนำเอาแนวคิดและเทคนิคต่างๆ ที่มีอยู่และเทคนิคที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นมาเองมาบูรณาการเข้าด้วยกันเป็นระบบการผลิตแบบโตโยต้า ซึ่งเป็นระบบมีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งองค์ประกอบที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทำงานร่วมกันอย่างเชื่อมโยงเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่เครื่องมือในระดับพื้นฐาน เครื่องมือในระดับกลางและระดับสูง รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับชั้น องค์ประกอบทั้งหมดถูกบูรณาการเข้าเป็นระบบเดียว แต่สิ่งที่เราได้เห็นและได้รับรู้ก็เพียงองค์ประกอบด้านกายภาพหรือด้าน Hard Side แต่เราจะไม่เห็นหรืออาจจะไม่เข้าใจในส่วนที่เป็น Soft Side ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันและการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในเชิงข้อมูลและการตัดสินใจทั้งวัฒนธรรมขององค์กร ความคิดอ่านและภาวะผู้นำในทุกระดับขององค์กร ถ้าปราศจากองค์ประกอบในส่วนที่เป็น Soft Side ของระบบแล้ว การไหลของคุณค่าในระบบก็จะไม่มีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผม การพัฒนาแนวคิดและการดำเนินงานของโตโยต้าเป็นการมองกระบวนการการสร้างคุณค่าของตัวเองในเชิงระบบหรือทฤษฎีระบบ ถึงแม้ว่าโตโยต้าจะไม่ได้กล่าวถึงทฤษฎีระบบหรือใช้ทฤษฎีระบบมาประยุกต์ใช้ในการทำงานและพัฒนาองค์กร แต่ระบบการผลิตแบบโตโยต้าก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า แนวคิดของโตโยต้ามีพื้นฐานจากแนวคิดเชิงระบบด้วยการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ในทุกระดับชั้นเข้าเป็นระบบเดียวกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน กิจกรรมต่างๆ ในระบบการผลิตแบบโตโยต้ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและมีปฏิบัติสัมพันธ์กันอย่างสอดคล้อง อีกทั้งมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อปรับตัวเอง (Adaptive) ให้อยู่รอดได้ ทำให้เกิดการลงตัว (Fitness) กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของระบบ

ส่งท้าย
แนวคิดที่โตโยต้าค้นพบและได้ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่ได้เป็นการมองกระบวนการผลิตและกระบวนการธุรกิจอย่างระบบเท่านั้น แต่โตโยต้ายังมีความเข้าใจในโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Structure) ของธุรกิจและมีความเข้าใจระบบสังคมด้วย โตโยต้าคิดและปฏิบัติไปโดยเป็นธรรมชาติขององค์กร และมีการส่งผ่านความคิดอ่านนั้นจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้องค์กรเกิดความยั่งยืน กิจกรรมหลายๆ อย่างในระบบการผลิตแบบโตโยต้าไม่ได้เป็นการหาจุดที่เหมาะสมของระบบด้วยพยายามที่จะทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งดีที่สุดเฉพาะที่ (Local Optimization) แต่เป็นการมองทั้งระบบอย่างเป็นองค์รวม ในมุมมองของผมแล้ว แนวคิดแบบลีนที่มีจุดกำเนิดมาจากโตโยต้า คือ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีระบบกับกระบวนการผลิตที่ไม่ใช่แค่กลุ่มของเครื่องจักรที่ถูกนำมาจัดกลุ่มกันเมื่อแปรสภาพวัตถุดิบ แต่เป็นการมองความสัมพันธ์ของมนุษย์และสังคมมนุษย์กับกระบวนการผลิต จึงทำให้แนวคิดแบบลีนไม่ได้เป็นแค่แนวคิดสำหรับกระบวนการผลิต แต่เป็นแนวคิดสำหรับระบบสังคมผสมผสานเทคนิค (Socio-Technical Systems : STS) ที่มีการพัฒนาการอยู่ตลอดเวลาเพื่อทำให้ระบบธุรกิจอยู่รอด ท่ามกลางโลกทุกวันนี้ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นวิธีการมองปัญหาและการใช้เครื่องมือในการแก้ปัญหาจะต้องถูกพัฒนาไปตามบริบทของปัญหา ความสำเร็จในการแก้ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการมองไปที่สิ่งที่เกิดจากภายนอก (Hard Side) เท่านั้น แต่จะต้องมองเข้าไปที่โครงสร้างของความคิด ความเข้าใจและการตัดสินใจ (Soft Side) ของผู้นำในองค์กรหรือสังคมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางกายภาพของระบบ แนวคิดแบบลีนคงไม่ใช่เทคนิคการผลิตหรือการจัดการธรรมดาอีกต่อไป แต่ผมคิดว่าแนวคิดแบบลีนในปัจจุบันกำลังถูกพัฒนาไปสู่ระดับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วยแนวคิดเชิงระบบและการมองปัญหาและการใช้เครื่องมือในการแก้ปัญหาอย่างองค์รวม