วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

My Journal -- รดน้ำต้นไม้ เติมเต็มชีวิต


สองสามวันนี้ผมมีกิจกรรมใหม่ๆในชีวิตเกิดขึ้นมาก็คือ การรดน้ำต้นไม้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำกิจกรรมแบบนี้มานานแล้ว   เพราะว่าที่บ้านตนเองนั้นก็มีคนทำให้อยู่แล้วมีคนดูแลอยู่แล้ว แต่ผมก็ต้องไปรดน้ำต้นไม้ให้บ้านของน้องสาวที่อยู่ในละแวกเดียวกัน  เพราะว่าเธอไม่อยู่บ้านไปต่างประเทศ เธอฝากผมให้ช่วยดูแลให้ ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก แต่การรดน้ำต้นไม้นี้ทำให้ผมฉุกคิดถึงการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ การดำเนินชีวิต การใช้ชีวิต การรักษาคุณค่าต่างๆในชีวิต รวมทั้งการรักษาชีวิตของเราเองด้วย

เมื่อก่อนนั้นผมเองเป็นวิศวกร  มุมมองของกิจกรรมของวิศวกรน่าจะเป็นกิจกรรมที่ต้องดูโดดเด่น  ต้องเป็นผู้สร้างต้องเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม  ดังนั้นผมจึงมองข้ามกิจกรรมของการซ่อมบำรุงรักษาไป  ไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญเท่าใดนัก  เป็นเรื่องหลังบ้านดูแล้วไม่โดดเด่นเท่าใดนั้น แต่ที่จริงแล้วผมคิดผิดไปถนัดเลย  เพราะกิจกรรมการบำรุงรักษาและกิจกรรมการซ่อมนั้นมีความสำคัญเหมือนๆ กับกิจกรรมที่สร้างคุณค่าต่างๆ ในด้านหน้าฉาก  ถ้าเครื่องจักรเสียไปก็ทำงานไม่ได้  เพียงแต่ว่าเราจะมองอย่างไร   เราซื้อต้นไม้มาปลูกแรกๆ ก็ดูสวยงาม  แต่ถ้าไม่หมั่นรดน้ำพรวนดินแล้ว  ผลจะเป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่   เรื่องนี้ไม่ต้องพูดมากความ

คนเราส่วนใหญ่ก็มองกันแค่ภาพสั้นๆ (Snapshot)  เช่น  แค่ตอนซื้อมา หรือแค่ตอนได้มา ไม่มองออกไปไกลจนถึงการใช้งานในอนาคตว่าเป็นอย่างไร การมองให้ตลอดการใช้งานหรือตลอดวงจรชีวิต  นี่เป็นการมองแบบองค์รวมหรือเป็นการมองเชิงกระบวนการ  มองกันทั้งแต่ต้นจนจบ  ความจริงแล้วพื้นฐานของสิ่งของต่างๆ หรือคุณค่าต่างๆ นั้นมันก็มีวงจรชีวิตของมัน เราเป็นผู้ใช้งานหรือหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นหรือคุณค่าเหล่านั้น  เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้งานได้ตลอดช่วงอายุการใช้งาน   ผมว่าในสังคมเรานั้นขาดพื้นฐานการคิดแบบนี้ เราคิดกันแค่วันนี้ คิดกันสั้น เราไม่ได้มองกันให้ยาวจนถึงจุดจบของวงจรชีวิตของสิ่งต่างๆ  เพื่อการเตรียมพร้อมในแต่ละช่วงเวลาของการใช้งานของสิ่งเหล่านั้น

กิจกรรมของการบำรุงรักษาและการซ่อมแซมนั้นจะทำให้เราสามารถมีสิ่งของหรือมีทรัพยากรใช้งานใช้ประโยชน์ได้ไปตลอดช่วงอายุการใช้งานอย่างคุ้มค่า  และที่สำคัญสิ่งของเหล่านั้นจะมีพร้อมให้เราใช้งานเมื่อเราต้องการใช้งาน (Available) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของแนวคิดลอจิสติกส์เลยครับ สิ่งของหรือคุณค่าเหล่านั้นจะถูกใช้งานได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ จะต้องซ่อมแซมมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานที่ถูกวิธีเท่านั้น ยิ่งการใช้งานที่ผิดวิธีจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก็มากขึ้น   และยิ่งถ้าไม่รู้จักการซ่อมบำรุงอย่างถูกวิธีด้วยแล้ว โอกาสที่จะใช้งานไม่ได้ในขณะที่เราต้องการใช้งานด้วยแล้ว  ผลที่เกิดขึ้นก็จะทำความเสียหายให้กับผู้ใช้งานได้ตรงทำให้เสียโอกาสที่ดีไปได้ ชีวิตเราก็เช่นกันสุขภาพที่ดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต  และการดูแลบำรุงรักษาสุขภาพ  หลักการนี้ก็เป็นหลักการเดียวกันกับการบำรุงรักษาเครื่องจักรหรือรถยนต์ที่เรารัก บางคนรู้จักรักษารถยนต์เป็นอย่างดี แต่กลับไม่เคยดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง และที่สำคัญดูแลรักษาสุขภาพจิตใจด้วย

การดำเนินงานหรือการใช้ชีวิตนั้น ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันแต่เพียงอย่างเดียว หลายครั้งเรามักจะได้ยินคำกล่าวว่า "มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน" นั่นก็จริง  เพราะเรามีชีวิตที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ได้นั้นก็เพราะการดำเนินงานในการสร้างคุณค่าหรือประโยชน์ในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องเตรียมพร้อมหรือมองไปในอนาคตด้วย  หรือมีการวางแผนไว้สำหรับชีวิตหรือการดำเนินงานในวันข้างหน้า  เพื่อรักษาคุณค่าเดิมไว้หรือไม่ก็ทำให้ดีขึ้นกว่าเก่า แล้วเราจะวางแผนอย่างไรเล่า  เรื่องราวในอดีตนั้นก็ยังสามารถที่บอกเราได้ ร่องรอย (Footprint) ต่างๆ ที่เป็นสมรรถนะของการดำเนินงานต่างๆ ของเราทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตสามารถถูกใช้เป็นข้อมูลที่สำคัญในการตัดสินใจวางแผนของการดำเนินงานหรือการใช้ชีวิตในวันข้างหน้า

วันนี้เรารดน้ำต้นไม้ชีวิตของเราหรือยัง วันนี้เราวางแผนการดำเนินงานของต้นไม้ชีวิตเราหรือยัง วันนี้เราเตรียมพร้อมสำหรับหมุดสุดท้ายปลายทางของชีวิตเราหรือยัง เพราะว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าหมุดหมายสุดท้ายจะเป็นเมื่อไหร่  แต่ที่แน่เราก็ต้องบำรุงรักษา  เติมเต็มให้กับการทำงานและชีวิตเราทุกวันเสมอ เพื่อว่าวันข้างเราจะได้มีสิ่งของทรัพยากรไว้พร้อมใช้งานและชีวิตอยู่เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับตัวเองและคนอื่นๆรอบข้างและในสังคมต่อไปจนกว่าเราจะเดินทางถึงหมุดหมายสุดท้ายของชีวิตเรา

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

My Journal - ชีวิตบางครั้ง อุดม แต่ก็ยังไม่ สมบูรณ์

ไม่ได้เขียนอะไรเป็นเวลานานมากๆ ประมาณ 3 อาทิตย์ถ้าจะได้ แต่ผมก็ไม่ได้อยู่เฉยๆครับ ก็อ่านค้นคว้าแนวคิดอะไรๆ ที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ หลบไปอ่านหนังสือหาความรู้จริงๆ ใหม่ๆ สักพัก มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากสำหรับผมมาก ที่ว่างเว้นจากการเขียนไปนานๆ แล้วจะกลับมาเขียนใหม่ ไม่อยากจะเขียนอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ เหมือนกับที่เขียนอยู่ในเวลานี้ มันเป็นความจริงที่ว่า ผมน่าจะเขียนมุมมองอะไรบางอย่างให้ได้ทุกวัน นั่นน่าจะเป็นข้อกำหนดที่ควรจะทำสำหรับการเขียน แต่ผมก็ไม่น่าจะทำได้อย่างง่ายๆ นัก ผมต้องมีวินัยสักหน่อย

เมื่อตอนตื่นนอนวันนี้ ผมนึกถึงคำพูดคำหนึ่ง คือ อุดมสมบูรณ์ ซึ่งน่าจะมีความหมายอะไรบ้าง ผมมองเป็นสองคำ คือ อุดมและสมบูรณ์ ทั้งสองคำนี้ไม่น่าจะมีความหมายเหมือนกัน อุดมนั้น ผมนึกถึงความหลากหลาย ความมากพอ แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดก็ไม่รู้ ก็แล้วแต่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ที่จะพอเพียงกับความต้องการของมนุษย์เรา แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ โน้ส อุดม ส่วนคำว่าสมบูรณ์นั้นผมมองว่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำนวนที่มากมายเช่นกัน มีแค่สองก็อาจจะสมบูรณ์ได้แล้ว ความสมบูรณ์นี้ผมจะหมายถึงว่า เมื่อมารวมกันแล้วต้องได้ประโยชน์ เคยได้ยินเวลาเราทำงานหรือใครก็ตามที่เขาทำงานกัน เมื่องานนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ นี่ไงครับ ความสมบูรณ์ คือ ความครบถ้วนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ลองหันกลับมาดูตัวเอง ดูสังคมเราเองแล้ว ดูเหมือนว่าสังคมเรา ชีวิตเรานั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรต่างๆ มากมาย แต่ชีวิตก็ยังดูไม่สมบูรณ์

ใช่ครับเมื่อก่อนนี้บ้านเมืองเราอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก คนเราก็มีอยู่ไม่มากมายอะไรเท่าไหร่ แต่ก็ดูสมบูรณ์เพราะทุกอย่างสามารถใช้ประโยชน์ได้หมด ทุกคนในสังคมมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข (หรือเปล่า ไม่รู้) แต่พอโลกเจริญขึ้น เศรษฐกิจเจริญขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ลองดูชีวิตเราที่ผ่านมา 10-20 ปี ว่าเรามีทรัพยากรต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้นอีกเท่าไหร่ เราชีวิตเราสมบูรณ์หรือมีความสุขขึ้นมากเท่าไหร่หรือไม่ คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ข้อมูลสารสนเทศต่างๆได้ถูกป้อนเข้าไปในสมองเราอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ตลอดเวลาที่เรายังมีสติ และบางครั้งอาจจะเข้าไปอยู่ในความฝันของเรายามเราหลับอยู่ด้วยก็ได้ ความต้องการของมนุษย์เราก็เปลี่ยนแปลงไป เราต้องการมากขึ้น ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นจำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ แต่มันเป็นความอยาก อยากได้ อยากกิน มันเป็นกิเลส เราจึงต้องการไม่รู้จบ ความสมบูรณ์ของชีวิตจึงไม่มี ความสุขในชีวิตจึงไม่มี เราจึงได้เห็นความอุดมของทรัพยากรวัตถุสินค้าและผลิตภัณฑ์การบริการต่างๆมากมาย ในห้างสรรพสินค้าและสถานบริการต่างๆ เต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มชีวิตของคุณให้สมบูรณ์ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับใจของคุณเองว่า แค่ไหนถึงจะสมบูรณ์ ไม่ใช่ให้ใครหน้าไหนในสังคมมาบอกคุณหรือคำโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายมาบอกว่า ชีวิตคุณต้องมีอย่างนี้อย่างนั้น คุณถึงจะมีความสุข บางครั้งลองนึกถึงช่วงเวลาสั้นๆที่คุณมีความสุขจริงๆ  คุณต้องใช้ทรัพยากรอย่างอุดมหรือไม่ ความสมบูรณ์นั้นอยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าใจเราพอ ความสุขก็อยู่ที่ใจนั่นเอง ครับ!

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

แนะนำหนังสือใหม่ 2555

หนังสือสำหรับผู้บริหารทุกคนที่ต้องอาศัยคนเพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างสำหรับลูกค้า



หนังสือเล่มนี้บรรยายถึงความเป็นเลิศด้านบริการที่ยั่งยืนของ Mayo Clinic องค์กรด้านบริการสุขภาพชั้นเยี่ยมที่เป็นตำนาน และพลังที่ขับเคลื่อนองค์กรนี้


นอกจากนี้ยังแสดงถึงพลังของค่านิยมหลักที่มั่นคงของผู้นำ คือ Dr. William Worrall Mayo และ ลูกชายของเขา ผู้มีชีวิตอยู่เพื่อสอนและลงทุนสร้างวัฒนธรรมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาค่านิยมหลักเหล่านี้ไว้


ผู้เขียนได้ตรวจสอบหลักการปฏิบัติที่ชี้นำการตัดสินใจด้านการบริหารทุกอย่างของ Mayo Clinic และ:


• แสดงให้เห็นวิธีที่แบรนด์ด้านบริการที่ยิ่งใหญ่พัฒนาขึ้นมาจากค่านิยมหลัก ซึ่งฟูมฟักและปกป้องตัวแบรนด์ไว้ได้ตลอดเวลา


• ให้บทเรียนด้านธุรกิจที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้นอกระบบการบริการสุขภาพ


• แสดงให้เห็นประโยชน์ของการระดมคนเก่งและส่งเสริมการทำงานเป็นทีม


• เชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญและมิติต่างๆ ในอดีตเข้ากับสถานะของ Mayo Clinic ในปัจจุบัน


• แบ่งปันเรื่องราวที่ประทับใจจากเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย




บทนำ


บทที่1แบรนด์ร้อยปี


บทที่ 2 การธำรงรักษามรดกที่ให้ผู้ป่วยเป็นอันดับหนึ่ง


บทที่ 3 เวชปฏิบัติทีม


บทที่ 4 เวชปฏิบัติจุดหมายปลายทาง


บทที่ 5 ความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการนำองค์กร


บทที่ 6 การจ้างคนจากคุณค่าและความสามารถ


บทที่ 7 การผสมผสานเบาะแสด้านคุณภาพ


บทที่ 8 การสร้าง ขยาย และปกป้องแบรนด์


บทที่ 9 การลงทุนเพื่อสร้างองค์กรแห่งอนาคต


บทที่ 10 การตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์



เกี่ยวกับผู้เขียน


เกี่ยวกับผู้เแปล











บทเรียนการบริหารจากสุดยอดองค์กรบริการสุขภาพ Mayo Clinic THAI Version-sample


Life – ความล้มเหลว คือ รากฐานของความสำเร็จ จริงหรือ?

ในหลายๆ อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ได้ดูหนังเรื่อง “วัยรุ่นพันล้าน” ประวัติการสู้ชีวิตของเถ้าแก่น้อย ใช่ครับชีวิตของเขาถูกนำมาเป็นเรื่องราวที่โลดแล่นบนแผ่นฟิลม์ภาพยนตร์ไทย ตอนแรกๆ ไม่ได้ตั้งใจจะดูเลย พอดีลูกชายผมซื้อมาครับ แกเป็นแฟนหนัง “พี่พีท” จากเรื่อง Suck Seed โน่น กว่าผมจะดูจบก็เล่นไปหลายวันเป็นอาทิตย์เลยเพราะว่าต้องดูในรถคันอื่น และบังเอิญไม่ใช่รถผมก็เลยใต้องช้เวลาดูนานหน่อย ดูแล้วชอบ ชอบมากๆ ด้วย เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง ดูแล้วมีแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอีกด้วย ที่จริงผมอยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว รู้สึกสบายดีจะตายไป แล้วจะดิ้นรนอีกไปทำไม แต่ก็ดีครับ ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาตัวเองใหม่อยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนการเตือนสติ เราหาหนังไทยที่มีสาระในมุมอย่างนี้ได้น้อยมากๆ ในปัจจุบัน ส่วนมากเป็นแต่เรื่องบันเทิงใจกับน้อยสาระกันเป็นส่วนใหญ่


ดูหนังเถ้าแก่น้อยแล้ว ทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำอย่างนั้นให้ได้ แล้วจะต้องเป็นอย่างเถ้าแก่น้อย นั่นมันชีวิตเขา ไม่ใช่ชีวิตผมหรือชีวิตใครๆ แต่น่าจะมีอะไรน่าสนใจเก็บไปใช้ได้มาก ถึงแม้ว่าเขาอายุยังน้อยก็ตาม แต่มันก็ให้คุณค่าได้มากเช่นกันครับ จากชีวิตเด็กที่ไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก แต่ดูจะลำบากใจมากกว่าลำบากกาย จะต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อมาใช้หนี้และจะต้องทำให้สำเร็จด้วย ความไม่ท้อถอยและใจสู้นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีได้ แต่ผมว่าต้องบ้าด้วยซึ่งอาจจะดีในบางช่วงเวลา บางช่วงอายุ ใช้กับทุกคนไม่ได้ ไม่ได้สนับสนุนให้คิดอะไรบ้าๆ อย่างนั้นนะครับ แต่ผมเชื่อว่าในประเทศเรายังมีคนอย่างเถ้าแก่น้อยอีกมากมายครับ พวกเขาได้คิดและทำอย่างเถ้าแก่น้อยเหมือนกันในบริบทที่แตกต่างกันไป ที่จริงแล้วน่าจะมี “คนค้นคน (ภาคคนรวย)” แต่จะมีสักกี่คนล่ะครับที่ประสบความสำเร็จเหมือนเขา และที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่ได้นำมาเผยแพร่ก็ยังมีอีกมากครับ ที่จริงแล้วคนอย่างนี้มีอยู่ทั่วโลกเลย


แต่ผมก็ไม่ได้ให้ทุกคนที่กำลังพยายามอยู่ในชีวิต เลิกความพยายามนะครับ ก็จงพยายามต่อไปครับ แล้วผมเห็นอะไรในตัวเถ้าแก้น้อยล่ะครับ วิธีคิดของเขา วิธีสู้ของเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วิธีของเขาดีที่สุด แต่ตัวอย่างของเขาก็ได้ถูกเผยแพร่ออกมาสู่สังคมไทยเรา เป็น Model ของคนไทย มันดูแล้ว in กว่ากันเยอะ มันดูติดดินกว่าไปดูหนังฝรั่ง ความสำเร็จของคนฝรั่งที่เผยแพร่ไปทั่วโลก มันก็เป็นจริงอย่าง Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook ที่ประสบผลสำเร็จ แต่มันอยู่ไกลจัง ก็เลยเป็นแค่ความบันเทิงไปในหนัง ก็เลยไม่ได้เหลืออะไรให้คิดกันต่อไป กลับไปดูเอาตลกแบบหนังไทย เอามันกันดีกว่า หรือไม่ก็หวานซึ้งกันไปเลย


เขาบอกกันว่า ความล้มเหลว คือ พื้นฐานของความสำเร็จ ก่อนจะมาสำเร็จได้ก็ต้องล้มกันก่อนทุกคน No pain no gain ที่เหลือใครจะใจสู้กว่ากัน ซึ่งก็ไม่จริงเสมอไป มันต้องบ้าด้วย ต้องคิดเป็นด้วย ไม่ต้องฉลาดก็ได้ ผมว่าสูตรของความสำเร็จไม่ได้มีตัวประกอบ หรือ Factor เดียว แต่มันมีหลายๆ องค์ประกอบในหลายสถานการณ์ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในมิติหนึ่งของความสำเร็จ ก็คือ ความไม่เหมือนใคร (Unique) เพราะว่า เรา คือ คนๆ เดียวในโลกนี้ ดังนั้นสูตรสำเร็จของเราทุกคนจึงไม่เหมือนกัน เราต้องคิดค้นและสร้างมันขึ้นมาเอง ที่สำคัญมันอยู่ที่ State of Mind ของแต่ละคนจริงๆเลย ไม่ได้อยู่ที่ใครจะมีความรู้มากหรือน้อย ผมหมายถึงว่ามีปริญญาหรือไม่มีปริญญา แต่ที่แน่ๆ จะต้องมีความรู้และประสบการณ์มาก่อน ต้องเรียนรู้และรับรู้กันมาก่อน ต้องเจ็บต้องทนกันมาก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ แต่ว่าเวลาวัดที่ผลลัพธ์นั้นก็แล้วแต่นะครับ จะวัดกันที่เงินทอง ความมีชื่อเสียง ความมีประโยชน์ต่อสังคม หรือแค่ความสุขของตัวเอง ตรงนี้แล้วแต่ครับ คุณจะวัดอย่างไรก็ได้ มันเป็นเรื่องของการดำรงอยู่ของแต่ละคน


อย่าลืมว่า ชีวิตของเรานั้นเป็นระบบที่มีตัวแปรอยู่หลายตัว Multivariate ไม่ใช่ตัวแปรเดียว ดังนั้น คำที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น วลีนี้อาจจะไม่จริงเสมอไป เรากลับยิ่งต้องใช้หลายวลีหรือหลายคำคมมาผสมผสานกันเพื่อให้ได้เหมาะสมกับตัวเราที่สุด ความสำเร็จของคนๆหนึ่งไม่อาจถูกลอกเลียนแบบไปสู่ความสำเร็จของอีกคนได้ แต่วิธีคิดกับ State of Mind ของแต่ละคนบวกกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เราไม่รู้มาก่อนจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นหรืออุบัติขึ้น (Emergence) บางครั้งองค์ประกอบของความสำเร็จที่เราไม่รู้มาก่อนหรือไม่เคยจะคิดถึง เรามักจะเรียกมันว่า พรหมลิขิต แต่หลายคนก็บริหารความเสี่ยงเพื่อที่จะไม่ให้พลาดจากความสำเร็จนั้น ด้วยการพยายามที่จะรู้ล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมไว้ก่อน แต่มันก็ไม่จริงเสมอไป ก็อีกนั่นแหละครับ เรามีอะไรหลายอย่างที่เราไม่รู้อีกเยอะทีเดียว ที่เหลืออยู่เราจะตัดสินใจอย่างไร ชีวิตเป็นของเราครับ


ใครจะไปรู้ว่าความล้มเหลวในครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับความสำเร็จที่อยู่ข้างหน้า ถ้าเราไม่ลุกขึ้นเดินหน้าต่อไป เราก็คงจะไม่สำเร็จมั๊ง แต่ที่แน่ๆ จะล้มเหลวหรือจะสำเร็จ ทุกคนก็ต้องตัดสินใจด้วยความมีสติและข้อมูลอย่างเหมาะสม นี่ความเป็นจริง แต่ถ้ามีมากเกินไปจนไม่กล้าตัดสินใจ ผลก็อาจจะออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จเช่นกัน มันเป็นสัญชาตญาณของแต่ละคน ถ้าจะมองว่าล้มเหลวหรือสำเร็จนั้นเป็นการมองแบบเชิงสัมพัทธ์ ด้วยผลลัพธ์เดียวกันเพื่อเปรียบเทียบกับตัวเทียบเคียงสองตัวแล้ว ผลลัพธ์ก็จะออกมาแตกต่างกันเป็นล้มเหลวหรือสำเร็จ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเราจะมองอย่างไร และที่สำคัญ คือ เมื่อเราให้ค่ากับผลลัพธ์ของเราแล้วว่าล้มเหลวหรือสำเร็จ เราจะตัดสินใจอย่างไร นั่นก็เป็นที่ตัวเราเองนั่นแหละครับที่ตัดสินใจชีวิตเรา ไม่ได้มีใครลิขิตให้หรอกครับ นั่นแสดงว่าเราเขียนบทให้กับชีวิตของเราเองต่างหาก ถ้าอยากจะสำเร็จ ก็สำเร็จได้ ถ้าอยากจะล้มเหลว แล้วอยากล้มเหลวต่อไป ก็ล้มเหลวต่อไปได้ ไม่มีใครห้าม แต่ถ้าจะล้มเหลว แล้วกลับมาสำร็จก็สามารถทำได้ แต่เหนื่อยนะ ยากที่จะคิดนะ ไม่ง่ายนะ อยากทำหรือเปล่าล่ะ


สุดท้ายแล้วทุกคนประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะว่าถ้าหัวใจล้มเหลว ไตล้มเหลว ปอดล้มเหลว เราก็คงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นเราทุกคนจึงเป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการมีชีวิตอยู่ Will Smith ดาราระดับโลกที่เล่นหนังเรื่อง Hancock ให้สัมภาษณ์ในรายการ TV ว่า “เขาอยากให้ชีวิตเขานั้นมีความหมาย ถ้าชีวิตของเขาไม่สามารถทำให้ชีวิตคนอื่นๆ ดีขึ้นแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่า” ดังนั้นหลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่แล้ว เราจะทำให้การมีชีวิตอยู่นั้นมีค่ามากขึ้น ด้วยการสร้างคุณค่าให้ผู้อื่นได้อย่างไร ไม่อย่างงั้นแล้วการมีชีวิตอยู่นั้นก็สูญเปล่าอย่างที่ Will Smith ได้กล่าวไว้ เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว เราคงจะไม่มีความล้มเหลวอีกต่อไป จะมีแต่ความสำเร็จและความสำเร็จที่ยิ่งกว่าเท่านั้น จนกว่าความล้มเหลวของชีวิตที่ คือ ความตายจะมาถึง ดังนั้นเราก็จงมีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้มีความสำเร็จเถอะครับ

My Thoughts - ปรองดอง : ปาหี่สังคมการเมืองไทยสู่มะเร็งร้ายในสังคม

ในที่สุดกระบวนการปรองดองก็ดำเนินการมาถึงจุดหนึ่ง ผมฟังข่าวแล้วรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง นี่หรือ คือ เกมการเมืองที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาเล่นกัน ดูแล้วเหมือนเด็กเล่นขายของกันจริงๆ ยอมรับความจริงกันไม่ได้ แล้วมันจะเป็นการปรองดองกันแบบไหนกันแน่ครับ พูดกันออกมาได้อย่างไร ให้ลืมอดีตไปซะ ผมคิดอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ ผมว่ามันมักง่ายไปหน่อยไหมครับ? ผมไม่เคยลืมอดีต ผมขายตัวเองได้อย่างนั้นไม่ได้


ผมเองพยายามที่จะทำความเข้าใจในเชิงเหตุและผลว่า ทำไมเราต้องปรองดองกัน ที่แล้วในสังคมเรานั้นไม่น่าจะมีประเด็นปรองดองกันแบบนี้แล้วในยุคนี้ด้วย แล้วจะปรองดองกันแบบไหนกันแน่ ให้เรานึกถึงพวกเด็กเขาทะเลาะกัน แล้วมีผู้ใหญ่เข้าไปห้ามปราม แน่นอนครับผู้ใหญ่จะต้องถามหากันว่า ใครเป็นคนเริ่มก่อน และต้องสรุปให้ได้ว่าใครผิดใครถูก และอะไรเป็นบรรทัดฐานของการกระทำเหล่านั้น จะเป็นบทเรียนสอนใจกันไป จริงๆ นะเราไม่น่าจะทำอะไรชุ่ยๆ กับเด็กเหล่านั้นหรอกครับ เพราะว่าเราเป็นผู้ใหญ่ไม่น่าจะมีผลประโยชน์อะไรกับเด็กเหล่านั้น เราต้องการให้เด็กๆรักกัน มีหลักการในการดำรงชีวิตร่วมกัน จะได้เจริญเติบโตกัน ช่วยเหลือพึงพากัน เป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้องกันไป นั่นน่าจะเป็นเวอร์ชั่นหนึ่งของการปรองดองซึ่งจะต้องมีคนผิดและคนถูก หรือเป็นผิดทั้งคู่ หรือถูกทั้งคู่ จะต้องอะไรบ้างอย่างมาอธิบายให้ได้รู้ความจริงกัน


เราทุกคนเป็น”คน”นะครับ เรามีสิทธิมนุษยชน เป็นคนไทยเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่”ควาย”ที่ไหนนี่ครับ จะมาบอกกันว่า “ถึงตายก็บอกไม่ได้” นั่นช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ฟังแล้วผิดหวังในชีวิตมากๆ แต่ถ้าจะปรองดองแบบไม่มีคำตอบไม่มีเหตุผลไม่เป็นบรรทัดฐาน ก็ทำได้ถ้าเป็นเด็กๆ ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก แต่ก็สร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับเด็กเหล่านั้นไป จนกลายมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กสองคน แต่เป็นกลุ่มคนกลุ่มประชาชน ผลกระทบและผลต่อเนื่องนี้มันเสียหายต่อประเทศชาติและความน่าเชื่อถือ


ผมได้เห็นได้ฟังแล้วอับอายขายหน้าประชาคมโลกมากๆ คราวนี้ผมว่ายิ่งกว่าน้ำท่วมอีก ผมว่ามันบั่นทอนความน่าเชื่อถือจนไปถึงรากฐานของสังคมของประเทศเลยก็ว่าได้ สงสัยว่าทำไมเขามักง่ายกันนักในความคิดและคำถามและคำพูดต่างๆ แล้วคนทั่วโลกเขาจะมองสังคมไทยอย่างไร ความร่วมมือและการลงทุนและกิจกรรมกับประชาคมโลก และในอนาคตเราจะเป็น AEC ด้วย เราเพื่อนๆ บ้านเรานั้นจะคิดกับเราอย่างไร เมื่อไส้ในของเรามันเหลวไหลสิ้นดี ไม่น่าเชื่อนะครับ เกมนี้เล่นกันเหมือนเด็กๆ จริง แต่เดิมพันนั้นมีผลทางอ้อมกันในระดับโครงสร้างของสังคมไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงระดับความคิดของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ไม่มีความโปร่งใส มีแต่วาระซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลา เล่นกับอำนาจที่มีอยู่ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงนั้นแทบจะไม่ได้มีปากมีเสียงอะไรเลย เพราะว่าไม่มีอำนาจ เรานั้นดีแต่เปลือกจริงๆ แต่ข้างในกลวงเสียยิ่งกว่ากลวงเสียอีก


ผมตีความว่าเรื่องของการปรองดองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ต่างฝ่ายต่างไม่เล่นตามกติกา แล้วก็ไม่มีผู้ชนะ ยิ่งเล่นกันไป ต่างคนต่างก็เสียหาย ส่วนคนดูอย่างประชาชนก็รับกรรมไปตามระเบียบพัก ผมว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้นึกถึงประชาขนคนดูหรอกครับ ก็คงจะนึกถึงแต่พวกของตัวเองเป็นหลักโดยยึดผลประโยชน์ของกลุ่มของฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะก็จะไปเขียนกฎกติกาใหม่ให้ตัวเองนั้นได้เปรียบตลอดไป แต่เมื่อจะมาปรองดองกัน ก็ต้องมากันด้วยพื้นฐานความคิดที่ว่า เล่นผิดกติกากันทั้งคู่ ถ้าจะปรองดองแล้วก็ต้องมาสร้างกติกาใหม่ ถ้าจะสร้างกติกาใหม่นั้นก็ต้องเปิดใจเปิดเผยข้อมูลในอดีตกันให้เห็นเป็นบทเรียน เพื่อผลประโยชน์ร่วมเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก แต่ถ้ายังไม่ยอมเปิดก็แสดงว่ายังไม่ยอมที่จะปรองดอง ยังมีวาระซ่อนเร้น อย่างนี้ใครจะไปยอมกันล่ะครับ แล้วดันออกมาเป็นปาหี่ออกโทรทัศน์กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างนี้มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น เราลืมอดีตไม่ได้หรอกครับ เราจะต้องเอาอดีตไว้เป็นบทเรียนถ้าเราล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง เราโตมาจากอดีต เราต้องการสร้างปัจจุบันให้ดีกว่า เราจะต้องใช้ข้อมูลจากอดีต และจากปัจจุบันเราก็ต้องมองอนาคตต่อไป


สรุปแล้วเล่นกันเหมือนลูกชายผมและเพื่อนๆ เลย แพ้แล้วล้มกระดานเล่นกันไหมให้ตัวเองชนะฝ่ายเดียว อย่างนี้มันจะสนุกหรือครับ ไม่อยากจะให้คำว่ามันเป็นธรรมหรือเปล่า เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมันดูอะไรๆ ค่อนข้างจะไม่เป็นธรรมเสียเท่าไรนัก ทั้งหมดมันขึ้นอยูกับอำนาจ แต่อำนาจที่จริงนั้นอยู่ที่ไหน ยังคงซ่อนอยู่ อำนาจนั้นมีจริงหรือไม่ แล้วเราจะใช้อำนาจนั้นมาช่วยประเทศให้รอดพ้นจากวิบากกรรมนี้ได้อย่างไร อย่าคิดว่าเป็นเรื่องหรือประเด็นการเมืองเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป เมื่อมีกติกาที่ตั้งขึ้นมาแล้ว มีคนเล่นผิดกติกา เล่นสนุกอยู่คนเดียว แล้วคนอื่นๆ ที่เล่นด้วยเขาจะยอมหรือครับ ยิ่งคนดูก็คงจะโห่ไล่เอาในที่สุด


ประเด็นคือแล้วเราจะเล่นเกมใหม่กันอย่างไร จะใช้กฎและกติกาไหนกันดี ทีมต่างประเทศเข้าจะยอมรับให้ทีมประเทศไทยไปเล่นด้วยหรือไม่ แล้วทีมต่างประเทศเขากล้าจะมาเล่นร่วมกับเราในประเทศหรือไม่ ดูฟุตบอลไทยเป็นตัวอย่าง การเมืองไทยก็ไม่แตกต่างกันเลย สังคมไทยเป็นอย่างไรก็สะท้อนให้เห็นในหลายกิจกรรมต่างๆ ในสังคม มิน่าเล่า บอลไทยไปบอลโลกไม่ได้ แล้วการเมืองไทยก็คงไม่ได้ทำให้ประเทศไปไหนได้เลย ก็คงจะทำให้ประเทศไทยสู้เขาไม่ได้สักอย่าง ถดถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่ได้เล่นตามเกมตามกติกานั่นเอง เราไม่ได้เคารพผลประโยชน์ของกันและกัน เราอยู่กันด้วยกิเลส ความหลงมัวเมาในลาภยศจนเกินไป เรื่องนี้ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเหตุผลของการปฏิวัติ ถ้าเราพูดกันอย่างนี้ก็แสดงว่า การปฏิวัติเป็นเรื่องชอบธรรม ถ้าหาเหตุผลที่ทุกคนยอมรับได้ แล้วเรายอมรับได้หรือครับ แล้วประชาคมโลกเขายอมรับได้หรือครับ นี่การคอร์รับชั่นทางสังคม ผมว่าร้ายยิ่งกว่าโกงเงินเสียอีกนะครับ