แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความต้องการของลูกค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความต้องการของลูกค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic : Logistics แตกต่างจาก Operations Management (OM) อย่างไร?

ถ้าเราไปดูหนังสือ Operations Management และ Logistics Management ในระยะ 10-15 ปี ที่ผ่านมา เราอาจจะพบว่า มันเหมือนกันมาก  แล้วมันต่างกันอย่างไร  เพราะว่าเราก็เรียกชื่อต่างกัน    พอได้มีโอกาสไปสอนหนังสือ เรื่องราวเบื้องต้นของ Logistics and Supply Chain Management อีกครั้งหนึ่ง    ก็ยิ่งจะต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก  เพราะว่าน่าจะมีคำถามเด็ดๆ ออกมาจากชั้นเรียนบ้าง  เพราะว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียแล้ว    ยิ่งวิชา OM หรือ Operations Management ยังคงอยู่ในท้องตลาดวิชาการด้วยแล้ว   แล้วเราจะหาความแตกต่างระหว่าง การจัดการ Inventory ในมุมลอจิสติกส์  และในมุมของ Operations Management ได้อย่างไร
                       
หลายๆ แห่งในระดับปริญญาโท MBA ก็เรียนกันทั้งสองวิชาเลย  ทั้ง Logistics และ OM  ซึ่งก็มีเนื้อหาวิชาและหัวข้อแทบจะเหมือนกัน  แน่นอนครับ  เหมือนกัน   กลับไปดูหนังสือ Textbook ฝรั่งก็เช่นกัน   มีหัวข้อเหมือนกัน  แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายได้ชัดเจนเท่าไรนัก   ผมก็พยายามจะหาเหตุผลและกลับไปดู Definitions  ต่างๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น   เพราะถ้าบอกกันว่า  Inventory Management ในลอจิสติกส์กับ  Inventory Management ใน OM  นั้นไม่เหมือนกันก็ไม่ใช่   เหมือนกันก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน   นั่นแสดงว่าจะต้องมีส่วนที่เหมือนกัน  และแตกต่างกัน   แต่ผมว่ามีส่วนที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่เลยล่ะครับ
สิ่งที่เหมือนกันอย่างแน่นอนก็ คือ การสร้าง Model ต่างๆ ในการตัดสินใจแต่ละเรื่องสำหรับ Functions ต่างๆ ใน OM นั้นในหนังสือ Logistics และ OM นั้นแทบจะเหมือนกันก็ว่าได้  ประเด็นในหนังสือ OM จะเน้นเป็น Function ใน OM หรือใน Supply Chain ว่ามีอะไรบ้าง  แต่ละเรื่องมีการสร้าง Model การตัดสินใจอย่างไรบ้าง ใช้ข้อมูลอะไร?   OM จะมอง Functions เป็น Silos   เป็นเรื่องๆ ไป แต่ในมุมลอจิสติกส์นั้นควรจะเน้นว่า  ข้อมูล Input ที่ใช้ในการ Executing  Model นั้น เชื่อมโยงและเชี่อมต่อกันมาจากไหนและอย่างไร   และผลลัพธ์ Output ของ Model  จะไปเป็น Input ให้อีก Model หนึ่งอย่างไร   จะตอบสนองและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร
                   
Logistics จะมองการเชื่อมโยง Functions ใน OM ให้เป็น Process หรือ Streamline โดยที่มี Customer Demand และ Customer Value เป็น ตัวผลักดัน   เวลาเราเรียน OM  เราเรียนเป็นเรื่องๆ    แต่ในเวลาปฏิบัติงานจริงๆ  เราปฏิบัติเป็น Process ที่มี Functions ต่างๆที่ถูกเชื่อมต่อกัน    แต่ในตำรา  OM  ไม่ได้เน้นมากนัก หรือไม่ได้เน้นเลย  ส่วนมากจบในบทๆหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน  ผมเองก็ยังไม่เห็นหนังสือลอจิสติกส์เล่มไหนที่เน้นไปที่กระบวนการอย่างที่ผมได้กล่าวไป เพราะอ่านไปอ่านมาก็เหมือนๆกับหนังสือ OM เล่มหนึ่ง
                     
ในชีวิตจริงเราก็ไม่ได้เน้นแบบแนวคิดลอจิสติกส์กันเลย   เราทำแบบ OM  ที่เราได้เรียนเป็นเรื่องๆ    แล้วต่างคนก็ต่างทำ   คนทำ Demand ก็ทำไป   ไม่ต้องคุยกับ  คนทำ Supply     ไม่ได้ทำงานร่วมกัน (Collaboration) ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นกระบวนการที่ดีหรือมีประสิทธิภาพเลย   จึงต้องมีแนวคิดลอจิสติกส์หรือแบบกระบวนการที่มองเป็น End to End มากขึ้น
                     
ดังนั้น  OM  กับ Logistics นั้นโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเรื่องเดียวกัน   เพียงแต่ใส่มุมมองแบบกระบวนการและความเป็นองค์รวม (Holistic) ลงไปใน OM  เราก็จะได้ความเป็นลอจิสติกส์ขึ้นมาก  ให้สังเกตว่า  ความเป็นลอจิสติกส์นั้น  ทำงานร่วมกันมากขึ้น   ลูกค้าตอบสนองมากขึ้น   กำไรมากขึ้นต้นทุนลดลง  แต่ก็อย่าลืมว่า  นั่นเป็นเพราะมีการจัดการโซ่อุปทานกันมาก่อน

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

Basic – Predict แตกต่างจาก Forecast อย่างไร ?


ไปอ่านเอกสาร Logistics Scenario 2050 ของ DHL  ก็ได้ประเด็นมาเล็กน้อยมาเล่าสู่กันฟัง  เพราะว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารที่พยายามจะมองอนาคต  โดยใช้นักอนาคตศาสตร์คนดังมาช่วยในการมองอนาคต    พออ่านไปได้บทหนึ่งมีสรุปตอนข้อหนึ่งว่า  The Future cannot be predicted, but alternative futures can and should be forecast.  อนาคตไม่สามารถที่จะถูกคาดการณ์ได้ (Predicted)  แต่ทางเลือกต่างๆของอนาคตนั้นสามารถและควรที่จะพยากรณ์ (Forecast)ได้  ก็เลยมาสะดุดตรงสองคำนี้   ผมว่าทั้งสองคำนี้ไม่เหมือนกัน  ถ้าเหมือนกันแล้ว  มันจะสร้างคำใหม่ขึ้นมาทำไมจริงไหมครับ

ผมเริ่มด้วยการไปเปิด Dictionary แบบภาษาอังกฤษไปเป็นภาษาอังกฤษ   อย่าใช้ภาษาไทย  เพราะภาษาไทยเองก็ยังหาความหมายที่แน่นอนไม่ได้     ก่อนที่จะไปเปิด Dic   อย่างคำว่า Predict ส่วนตัวผมแปลว่า คาดการณ์   ส่วน Forecast ผมเองแปลว่า พยากรณ์  แต่ก็ยังแปลเป็นไทยไม่ได้ครบ  ตอนแรกผมสังเกตจากคำที่หนังสือ Textbook ทางวิศวกรรมใช้กัน  เมื่อใดที่ใช้ คำว่า Predict นั้น มักจะมีสูตรกันมาก่อน  มีตัวแปรที่แน่นอน   แล้วจึงใส่ค่าลงไป  แล้วสูตรก็ให้ค่าออกมา   เราสามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร    ไม่ได้เกี่ยวกับเวลาในอนาคต  แต่ถ้าตัวแปรนั้นเป็นค่าเวลา  เราก็สามารถที่จะบอกได้ว่า  ณ เวลาหนึ่งเราจะได้ผลลัพธ์อะไร

ส่วนการพยากรณ์นั้น  เราไม่มีความรู้หรือเข้าใจกลไกของสิ่งที่เราสนใจอยู่เลย  แต่เรามีข้อมูลในอดีต  ข้อมูลปัจจุบัน   เราพยายามจะบอกว่าแล้วต่อไปนั้นมันจะเป็นอย่างไร  เราพยายามบอกพฤติกรรมหรือสร้างแบบจำลองจากผลลัพธ์ของสิ่งนั้น   ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ากลไกจริงหรือสูตรภายในมันคืออะไร

คิดอย่างนี้อยู่นานแต่ก็ไม่ได้บอกใคร  แต่เห็นใครๆ ก็ใช้สองคำนี้สลับกันไปมา  แต่ไม่รู้ว่าเขาหมายความอย่างไร  เมื่อไหร่จะพยากรณ์ (Forecast) แล้วเมื่อไหร่จะคาดการณ์ (Predict)  พอมาเจอในเอกสารของ DHL  เขาเขียนว่า  The Future cannot be predicted, but alternative futures can and should be forecast.  (อนาคตนั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ทางเลือกของอนาคตสามารถและควรจะพยากรณ์ได้) อ่านแล้วก็งงไปเลย จนต้องไปเปิด Dictionary  ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษ predict  คือการกล่าวถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เรามีความรู้มาก่อนหรือมีประสบการณ์มาก่อน  รู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ส่วน Forecast นั้นเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  ผมว่าผมก็เข้าใจคล้ายๆ กับใน Dictionary บอกไว้  แต่ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ  ผมสังเกตจากประโยคภาษาอังกฤษที่เขาเขียนกันมาใน Paper หรือ หนังสือ Textbook

แล้วอย่างไหนดีกว่าล่ะครับ Predict ดีกว่าสิครับ  เพราะว่ามีศัพท์ว่า Predictable นั่นหมายความว่า เรารู้โครงสร้างหรือสูตร หรือกลไกของสิ่งๆ นั้นหรือเหตุการณ์นั้น  เราจึงสามารถคาดการณ์และสามารถควบคุมมันได้   แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลยภายในเบื้องลึก  แต่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกันกับเหตุการณ์อื่นๆ  เราจึงใช้ Forecast  และใน Dictionary ไม่มี Forecastable ด้วย  ก็ลองดูครับ  รู้มาก รู้ลึก  ก็คงจะไม่พอครับ  จะต้องรู้ถึงโครงสร้างกลไก  ถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลในส่วนต่างๆ  เพื่อที่จะได้ควบคุมมันได้ครับ  หรือจะได้ปรับตัวตามได้ทันเวลา  เหมือนที่ NASA จะมาศึกษาเมฆและอากาศ  ก็เพื่อที่จะได้ Predict การเปลี่ยนแปลงของอากาศ  จะได้คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำขึ้น  มากกว่าการพยากรณ์ทั่วๆ ไป   เราจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ถูก  เช่นเดียวกับความต้องการของลูกค้า  เพื่อที่จะได้มาจัดการกับอุปทาน (Supply)