แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 12 (2ndTrip) - ลอจิสติกส์ที่แท้อยู่ที่ใจปรารถนาของลูกค้า


มาถึงการเดินทางในวันที่ 3 แล้ว ผมถือว่าเมื่อวานนี้ได้ซ้อมการเดินกันเรียบร้อยแล้ว วันนี้คงจะมีความพร้อมในการเดินเหมือนเดิม แผนการเดินทางในวันนี้ เราให้ Shopping กันตั้งแต่เช้า โดยไปที่ตลาดหลงหัว ซึ่งเป็นแหล่ง Shopping ที่มีทั้งทัวร์ไทยและทัวร์จีนไปลงกัน ดูไปแล้วไม่น่ามีอะไรใหม่นัก ผมว่าเงียบมากเกินไป ไม่น่า Shopping เลยจริงๆ ส่วนมากคนจะไปออกันอยู่ที่ร้านขายมือถือจีนกันเป็นส่วนใหญ่ ผมเองก็มีประสบการณ์กับมือถือจีนมาพอสมควร ซื้อมาลองดูหลายอันแล้ว ผมว่าไม่คุ้มเลย คนไม่เคยลองก็คงจะไม่เชื่อ ดังนั้นก็ต้องลองให้เสียเงินดูก่อนให้เป็นบทเรียน

ของ Copy เป็นสิ่งคู่กันกับเมืองจีนในเวลานี้ เขาว่าจีน Copy แหลก Copy ทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ถ้า Copy ไปแล้ว พัฒนาต่อได้ ก็น่าสนใจไม่ใช่หรือครับ ของปลอมกับของแท้นั้นแตกต่างกันอย่างไร ของปลอมจะดูแค่เหมือนกันในรูปลักษณ์ แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานคงจะไม่เหมือนกัน คุณค่าที่ได้ไม่เหมือนกัน ของแท้เป็นของที่สามารถทำงานได้ตามข้อกำหนดที่ตกลงไว้ใน Spec แต่ของจีนที่ Copy เขามาก็ทำงานได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ไม่เหมือนของแท้ ถึงแม้ว่าจะพยายามทำให้ดูรูปลักษณ์เหมือน ระยะหลังนี้ผมเองก็เริ่มไม่ค่อยอยากจะซื้อมาใช้เท่าไหร่นักแล้ว เพราะว่าเสียของ เสียเงินไปเปล่าๆ แรกๆ ก็สนุกดี แต่หลังๆ กระแสเรื่องสินทรัพย์ทางปัญญาเริ่มแรงขึ้น แล้วก็ตัวผมเองก็หากินกับสินทรัพย์ทางปัญญาที่ผมสร้างขึ้นมาด้วย เดี๋ยวกรรมตามสนองผม โดยมีคนมา Copy ของผมไปหาประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาต

สินค้าบางชนิดสามารถถูกปลอมแปลงได้อย่างง่ายดาย เช่น โลโกหรือชื่อสินค้า ทำให้ดูเหมือนกันอย่างแยกไม่ออก ของแท้จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ มีค่าลิขสิทธิ์ เมื่อมีคนมาทำเลียนแบบทำให้ผู้คนที่พบเห็นเข้าใจผิดว่านั่นคือ ของแท้ แต่คุณภาพไม่ใช่ ทำให้ผู้ที่ใช้ของปลอมได้รับคุณค่าทางสังคมไปด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้พบเห็นคิดว่าใช้ของจริง ทั้งๆ ที่ผู้ที่ใช้ของจริงนั้นต้องจ่ายส่วนเกินนั้นเป็นค่าลิขสิทธิ์ และในขณะเดียวกันผู้ที่เป็นเจ้าของชื่อหรือโลโก้นั้นก็สูญเสียโอกาสของค่าลิขสิทธิ์นั้นไป

ดังนั้นในงาน Expo นี้จึงเต็มไปด้วยสินค้าหรือของที่มีลิขสิทธิ์ของงาน Expo ภายในบริเวณงานและโรงแรมทั่วไป และตามบริเวณแหล่งชุมชนใหญ่ๆ ในย่านธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ก็จะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ของงาน Expo ขายอยู่ทั่วไป พอเข้าไปดูเหล่าสินค้าลิขสิทธิ์เหล่านั้นก็จะพบว่ามีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แต่ขอบอกว่าราคาไม่ได้ถูกๆ เลย แต่อาจจะเป็นบทเรียนบทต่อไปของคนจีนให้หันมาทำอะไรให้ถูกต้องมากขึ้นในเรื่องลิขลิทธิ์ แต่ใจจริงแล้ว เราเองก็ไม่ค่อยอยากจะจ่ายกันมากๆ หรอก อยากจะจ่ายกันน้อยๆ ทั้งนั้นแหละ นี่ถ้าพวกเราเข้าใจเรื่องการจัดการโซ่อุปทานดีๆ แล้ว เราจะพบว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เหมือนชื่อหนังสือของอาจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เลยครับ ความเข้าใจเรื่องการจัดการโซ่อุปทานนี้แหละจะทำให้เรารู้ว่า ตรงไหนมีต้นทุนอะไรบ้าง แล้วใครควรจะจ่าย ใครควรจะได้ใช้ (บทความของผม ต้องโยงเข้ามาในเรื่องการจัดการโซ่อุปทานบ้างตามธรรมเนียมครับ)

ผมคิดว่า อนาคตประเทศจีนก็อาจจะทำมือถือออกมาแข่งขัน เป็น Brand ของจีนเองเลย ไม่ต้อง Copy ของคนอื่นๆ มาขายราคาถูกๆ ในตลาดระดับล่าง มีสินค้าหลายอย่างที่จีนเองสามารถผลิตได้ และกำลังสร้าง Brand ในตลาดโลก แต่ถ้ากลัวว่าจะผลิตช้าไป ก็หันไปซื้อมาเสียเลย เหมือนที่ซี้อ IBM Computer มาเปลี่ยนเป็น Lenovo

ในงาน Expo ครั้งนี้เราคงจะเห็นแต่ของจริงและของแท้ที่เกิดจากแนวคิดในการพัฒนาเมือง (Urban Planning) โดยเฉพาะการวางผังเมืองที่งาน Expo ครั้งนี้พยายามที่จะนำเสนอกันตั้งแต่อดีตมาสู่ปัจจุบัน และเลยไปถึงอนาคต ผลพวงของความคิดที่มีแต่ของแท้ที่นำมาแสดงกันอย่างฟรีๆ แนวคิด Better City, Better Life ที่หลาย Pavilion นี้นำเสนอให้อย่างฟรีๆ รวมทั้ง Best Practices ในการวางผังเมืองของเมืองเด่นในโลกนี้ ถูกนำแสดงให้ผู้เข้าชมงานได้นำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างฟรีๆ แต่ก็อาจจะไม่สามารถนำไปใช้ได้ง่ายนัก ซึ่งอาจจะเป็นแค่แนวคิดเบื้องต้นก็ได้ ที่เหลือต้องไปออกแรงลงทุนเอาเองครับ สรุปแล้ว ก็คงไม่ฟรีหรอกครับ

อย่าลืมว่าทุกอย่างมีต้นทุน และทุกคนก็ต้องการกำไรทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องของโลกเราที่ประกอบไปด้วยเมืองทั้งหลายที่มีคนอาศัยอยู่ด้วยแล้ว เรื่องนี้อาจจะคิดเป็นผลกำไรขององค์กรไม่ได้แล้ว แต่อาจจะต้องคิดเป็นผลกำไรของโลก คงจะต้องคิดว่าโลกทั้งโลกเป็นสังคมเดียวกัน เป็นหมู่บ้านเดียวกันที่เรียกกันว่า Global Village บางครั้งบางอย่างก็จะต้องทำให้อย่างฟรีๆ ออกไปก่อน เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวในภายหลัง ทรัพยากรบางอย่างของโลกก็ควรจะเป็นของฟรีที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมัน เพราะมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยได้ลงทุนสร้างและทำลายมันลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรที่เมืองจีนประเภทของCopy ของปลอมแล้ว เรียกได้ว่า หมดความตื่นเต้นไปแล้ว

จบจากตลาดหลงหัวแล้ว เราก็เคลื่อตัวไปรับประทานอาหารกลางวันตามปกติ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องอาหารเลยนะครับ เพราะว่ากินพออิ่ม เรื่องรสชาดและความพึงพอใจไม่ต้องพูดถึงครับ อย่างไรก็ตามแล้วเรื่องอาหารก็ยังสู้กับอาหารไทยไม่ได้ ก็เรามันคนไทย ชินกับอาหารไทยนี่ครับ และยิ่งเรื่องการบริการแล้ว จีนยังขาดความนุ่มนวลในการเสิร์ฟอาหาร วางจานดังโครม เร่งเสิร์ฟให้มันจบๆ ไป เห็นแล้วก็เซ็งจริงๆ ที่สำคัญทั้งทัวร์นี้ ได้รับประทานแตงโมทุกมื้อครับ เห็นแล้วก็นึกถึงเมืองไทยครับว่า เรามีผลไม้มากมาย มีโอกาสอีกมากมายในการสร้างประโยชน์จากทรัพยากรที่เรามีอยู่ เราก็คงจะต้องคิดกันต่อไป

จากอาหารมื้อกลางวัน เราก็เคลื่อนตัวไปยังตลาดเฉินหวังเมี่ยว ตลาดร้อยปี (เขาสร้างใหม่ให้เหมือนร้อยปี) คนแน่นมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวันจันทร์ ในบริเวณตรงใจกลางของตลาดร้อยปีจะมีร้านค้าที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานและทันสมัย มีทุกอย่างตั้งแต่ของกิน สวนอาหารหลากชนิด ของตกแต่งต่างๆ ของใหม่ที่ทำให้เก่า นับว่าเป็นแหล่ง Shopping ที่น่าเดินมาก ตลาดของ Copy เทียบไม่ได้เลย ตลาดนี้ดีกว่าเยอะ ผมมา 2 ครั้ง เดินอย่างไรก็ยังไม่ทั่วครับ ไม่หมด มาครั้งที่แล้ว ผมก็ไปเดินตั้ง 2 รอบจาก 2 วัน ก็พบว่านอกจากแหล่งตรงใจกลางตลาดแล้ว ยังมีตลาดรอบนอกอีก คราวนี้ ผมและกลุ่มที่มีเฮียเฉลิมพล เฮียไพฑูรย์และคุณชิ๊งก็เดินหลุดไปในแหล่งสินค้าเก่า แล้วเลยหลุดไปในแหล่งที่ขายหยกและศริสตัล เพลิดเพลินไปกับหยกและศริสตัลอยู่เป็นชั่วโมงเลย อาศัยว่าเฮียเฉลิม แกเป็นคนเล่นหยกอยู่แล้ว แถมยังมีวิธีดูว่าศริสตัลแท้นั้นดูอย่างไร ผมน่ะมองหาศริสตัล (เพราะประทับใจกับบทบาทและความน่ารักของ คริส หอวัง) แต่ราคาของศริสตัลจริงนั้นค่อนข้างสูง ส่วนเฮียเฉลิมพลและเฮียไพฑูรย์ได้แหวนหยกไปคนละวง วันนี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องของแท้และของปลอมกันไป

พอจบจากตลาดร้อยปีแล้ว เราจึงเคลื่อนตัวไปดูงาน Expo ในช่วงเย็นกันต่อ วันนี้เรามีแผนจะไปลงกันที่ฝั่งผู่ซี เมืองเก่าทีมี Theme Pavilion Footprint และ Future อยู่ และมีอีกหลาย Pavilion ที่น่าสนใจ เช่น Oil และ GM แต่เราไปได้แค่ Future และ Footprint แถมยังต้องทำเวลาด้วยการนั่งรถเมล์ภายในงานแทนการเดิน แต่เราก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่ Pavilion ต่างๆ ได้แสดงสีสันแสงไฟที่สวยงาม น่าเสียดายมากที่ไม่ได้ไปบริเวณของ UBPA (Urban Best Practice Area) ซึ่งผมถือว่าเป็น Highlight ที่สำคัญของ Better City, Better Life แต่ดูเหมือนว่าจะขายไม่ค่อยออก คนเดินไปไม่ค่อยจะถึงจริงๆ เพราะว่าเป็นบริเวณที่กว้างมากๆ ส่วนอาจารย์บุญทรัพย์ก็ได้นำอีกกลุ่มข้ามไปยัง Pavilion ญี่ปุ่น โดยใช้นโยบายรอดูให้ได้ รับรองว่า “คุ้ม” คือรออยู่หลายชั่วโมง ผลออกมาว่าคุ้มค่าที่รอดู อันนี้ต้องนับถือจริงๆ หลังจากนั้นเราก็กลับมาที่นัดหมายเพื่อเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนและคลายปวดเมื่อยจากการเดินทั้ง Shopping และ การเดินดูงาน Expo วันที่ 2 ในช่วงกลางคืน

จากการดูงานในวันที่ 3 สิ่งที่ทำให้ผมได้สะท้อนความคิดประจำวัน (Daily Reflection) คือ ของแท้และของเทียม มีสิ่งหนึ่งมาสะกิดใจผม ก็ตอนที่ผมอยู่ในตลาดขายหยกกับเฮียเฉลิมพลและเฮียไพฑูรย์ เราคุยกันเรื่องที่จะซื้อหยก เฮียเฉลิมพลบอกว่า ถ้าอาจารย์ชอบก็ซื้อไปเลย ถูกแพงไม่ใช่ประเด็น มันอยู่ที่เราพอใจหรือไม่ เราเต็มใจที่จะจ่ายหรือไม่ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องลอจิสติกส์ขึ้นมาทันที ผมเคยตัดสินซื้อของชิ้นหนึ่งเพราะว่าผมต้องการ และกลัวว่าจะไม่สามารถหาของชิ้นนั้นได้อีกในที่อื่นๆ หรือว่าวันหลัง ผมจึงต้องจ่ายค่าความต้องการเพื่อให้ได้ของชิ้นนั้นมาครอบครองในเวลานั้น ด้วยราคาที่ผมก็ไม่รู้ว่าสูงมากไปหรือไม่ แต่ผมเข้าใจว่าผมได้จ่ายค่าลอจิสติกส์เพื่อทำให้ผมได้ของชิ้นนั้นมาครอบครอง ทุกวันนี้ผมก็นั่งมองของขิ้นนั้นอย่างมีความสุขและสบายใจ แต่ถ้าวันนั้นผมกังวลว่าราคามันจะสูงเกินไปและคิดว่าที่อื่นๆ คงจะมีขายเหมือนกัน แล้วค่อยมาซื้อในวันหลัง ผมว่าวันนี้ผมก็ยังคงไม่มีของสิ่งนั้นมาครอบครอง ปัญหาคือ ที่จริงแล้วคุณต้องการของสิ่งนั้นมากน้อยขนาดไหนมากว่า

ในงาน Expo ผมเห็นคนยืนรอเป็นเวลานาน ทนแดด ทนร้อน ผมว่าพวกเขาลงทุนรอ (กิจกรรมลอจิสติกส์)เพื่อให้ได้มาสิ่งที่พวกเขาต้องการ (การเข้าชมใน Pavilion) ถ้าผมไม่ลงทุนเวลาสำหรับการรอ ผมก็ไม่ได้เข้าไปชมใน Pavilion จากมุมมองตรงนี้จึงทำให้ผมเข้าใจลอจิสติกส์มากขึ้นอีก เพราะว่าลอจิสติกส์จริงๆ แล้วเกิดจากความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคที่ต้องการจะเข้าถึงคุณค่าหรือได้คุณค่านั้นมาครอบครอง ถ้าเราไม่ต้องการมัน เราก็ไม่ต้องเข้าถึงสิ่งนั้น ถ้าเราต้องการมาก ก็จะต้องพยายามเข้าถึงให้มากขึ้น ถ้าเราต้องการน้อย ก็เข้าถึงให้น้อยหรือพยายามน้อย ดังนั้นคุณค่าที่มนุษย์ต้องการหรือที่จะใช้งานอยู่จะมีคุณค่าเชิงลอจิสติกส์อยู่เสมอ นั่นคือ มนุษย์ต้องคุณค่านั้น เมื่อใด ณ สถานที่ใด เป็นจำนวนเท่าใด คุณค่าลอจิสติกส์นั้นจะเป็นอย่างไร จะมากหรือน้อย จะเร็วหรือช้านั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่เราเป็นผู้จัดเตรียมคุณค่าทั้งตัวผลิตภัณฑ์และลอจิสติกส์ให้กับลูกค้า

เมื่อลูกค้ากำหนดความต้องการเชิงลอจิสติกส์แล้ว ผู้ผลิตคุณค่าหรือผู้ขายจะต้องเป็นผู้ที่ตอบสนองต่อคุณค่าลอจิสติกส์นั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะพบกันครึ่งทาง คือ ลูกค้าจะต้องเดินทางมาที่ร้าน และผู้ผลิตก็จะต้องส่งของไปถึงที่ร้าน จึงเป็นการพบกันครึ่งทาง หรือถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ยังมีอีก 2 กรณี คือ ลูกค้าอยู่เฉยๆ ผู้ผลิตจะส่งไปให้ถึงที่ กับผู้ผลิตอยู่เฉยๆ ลูกค้าเข้าไปหาเองที่ผู้ผลิต ทั้ง 3 กรณีนี้ ลูกค้าจะได้คุณค่าหรือสินค้าทั้ง 3 กรณีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าลูกค้าจะจ่ายค่าใช้จ่ายในการได้สินค้ามาครอบครองในรูปแบบใด หรือผู้ผลิตจะเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการนำสินค้าไปให้ลูกค้า และด้วยต้นทุนทั้งหมดเท่าใด

ดังนั้นเรื่องของลอจิสติกส์จึงไม่ใช่เรื่องของการลดต้นทุนหรือการส่งสินค้าเท่านั้น แต่ผมอยากจะเสนอในมุมของลูกค้ามากกว่า ผมกลับมองว่าลอจิสติกส์เป็นการลงทุนเพื่อทำให้ลูกค้าได้รับของไปใช้งาน แล้วเราก็เก็บเงินมาเพื่อเป็นผลกำไร การทำกิจกรรมลอจิสติกส์จึงไม่ใช่เรื่องของการลดต้นทุน แต่เป็นเรื่องของการทำกำไรมากกว่าในมุมมองของผม ถ้าเราลองคิดกลับกัน โดยการยืนมองดูกันคนละด้านกับการลดต้นทุน ผมว่ากิจกรรมลอจิสติกส์น่าจะเป็นการคิดเชิงรุกมากกว่า หลังจากคิดเชิงรุกเพื่อให้ไปถึงจุดขายและนำส่งคุณค่าให้กับลูกค้าได้แล้ว จึงค่อยมาจัดการกระบวนการผลิตและกระบวนการลอจิสติกส์ให้นิ่งและทำกระบวนการให้ยืดหยุ่นและปรับตัวได้กับความต้องการของลูกค้า ต้นทุนของลอจิสติกส์และต้นทุนการผลิตก็จะลดลงเพราะว่า เราทำกระบวนการได้ถูกต้องและตรงกับความต้องการของลูกค้า ผลกำไรก็จะตามมา เมื่อขายสินค้าได้

ต้นทุนลอจิสติกส์ที่แท้จริงจึงมีทั้งสองด้าน ทั้งด้านผู้ผลิตและด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าผู้ใช้งานได้รับของตรงจุดไหน ถ้าลูกค้าอยู่เฉยๆ ผู้ผลิตนำส่งให้ถึงที่ ต้นทุนลอจิสติกส์ต่อราคาขายก็จะสูง แต่ถ้าลูกค้าวิ่งไปซื้อถึงโรงงานเลย ต้นทุนลอจิสติกส์ต่อราคาขายให้กับลูกค้าผู้ซื้อก็จะต่ำมาก เพราะไม่ได้คิดต้นทุนลอจิสติกส์ฝั่งลูกค้าที่ลงทุนเคลื่อนย้ายตัวเองไปซื้อเองถึงโรงงาน

ปัจจุบันเราไปเน้นที่กิจกรรมลอจิสติกส์ด้านผู้ผลิตเท่านั้นให้ลดต้นทุนลง แต่สิ่งสำคัญมันไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการไปลงทุนทำกิจกรรมลอจิสติกส์ให้มากกว่าเก่าเพื่อที่จะขายให้ได้มากขึ้นหรือตอบสนองให้มากขึ้น การลดต้นทุนในกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือลอจิสติกส์ในเบื้องต้น คือ การทำให้ถูกวิธี ทำให้ถูกตามแผนที่วางมา แต่ถ้าผลที่ได้ออกมายังไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้งๆ ที่ทำได้ดีและได้ถูกแล้ว เราก็คงต้องกลับไปเปลี่ยนที่การวางแผนใหม่หรือยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับยุทธศาสตร์ แล้วก็ทำตามแผนให้ตรงที่สุด

เป็นความจริงที่ว่า ลอจิสติกส์มีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะว่ามันไม่ใช่แค่การขนส่ง ลอจิสติกส์ที่แท้จริงแล้ว อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าลูกค้ามีความต้องการแบบกำหนดเวลาไม่ได้และสถานที่ไม่รู้ว่าที่ไหนและจำนวนไม่แน่นอนด้วยแล้ว แต่จะต้องได้สินค้าทุกครั้งที่ต้องการ อย่างนี้ก็ลำบากในการตัดสินใจดำเนินการเพื่อการตอบสนอง ใครสักคนหนึ่ง ไม่ลูกค้าหรือผู้ผลิต ก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าตามที่ต้องการรูปแบบของสินค้าคงคลัง หรือค่าใช้จ่ายของลูกค้าในกรณีที่ไม่มีสินค้าส่งลูกค้า

ดังนั้นเรื่องราวของลอจิสติกส์ที่ผมเข้าใจมากขึ้นนั้น จึงขึ้นอยู่กับใจหรือความปรารถนาของลูกค้าว่าต้องการแบบไหน แบบที่รอได้หรือแบบทันทีทันใด ที่จริงแล้วผู้ที่ออกแบบระบบลอจิสติกส์อะไรก็ตาม จะต้องเข้าใจรูปแบบความต้องการของลูกค้าเสียก่อนว่าต้องการอย่างไร ต้องการเมื่อไร ต้องการที่ไหน ต้องการเท่าไร แล้วจึงมาออกแบบระบบลอจิสติกส์ ที่จริงแล้วลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าการผลิตและบริการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมลอจิสติกส์ด้วย เพียงแต่ว่าผู้ผลิตจะมีต้นทุนในการผลิตและต้นทุนลอจิสติกส์อย่างไร ถ้าเราลดต้นทุนลอจิสติกส์ได้ เราก็ลดต้นทุนการผลิตได้เช่นกันในมุมมองของการจัดการกระบวนการธุรกิจ (Business Process Management) แต่ถ้าเราอยากจะให้ต้นทุนลอจิสติกส์ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพและยังคงตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอยู่ได้ เราก็คงต้องมาคิดกันใหม่ ปฏิบัติการกันใหม่ให้ถูกต้องและถูกวิธี และสุดท้ายก็ต้องออกแบบระบบลอจิสติกส์กันใหม่และวางแผนการดำเนินการลอจิสติกส์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ดังนั้นเรื่องของลอจิสติกส์ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจฝ่ายผลิตหรือจัดหา (Supply) เท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจความต้องการและความปรารถนาของลูกค้าเป็นเบื้องแรกก่อนที่จะจัดการลอจิสติกส์และจัดการโซ่อุปทาน

หลับฝันดีนะครับ พรุ่งนี้ 7-8-9 ครับ Code ประจำวันเหมือนเดิมครับ แตงโมก็เหมือนเดิมครับ

อ.วิทยา สุหฤทดำรง




Shanghai Expo 2010 - Part 11 (2ndTrip) - การใช้ชีวิต คือ ศิลปะแห่งธรรมชาติบนโลก


มาถึงการเดินทางในวันที่ 2 ของการเดินทางครั้งที่ 2 แล้ว ที่จริงแล้วข้อเสียของคณะทัวร์เราก็คือ ที่ตั้งของโรงแรม ซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่จัดงาน World Expo พอสมควร โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง คุณศุภกรเองก็ได้กล่าวไว้เหมือนกันว่าถ้าได้โรงแรมใกล้ๆ ก็จะประหยัดเวลาไป แสดงว่ามีข้อด้อยด้านลอจิสติกส์อยู่ แต่ก็ด้วยเหตุที่ช่วงนี้เป็น High Season มีงาน Expo ก็เลยหาโรงแรมได้ยากหน่อย อย่างไรก็ตาม โรงแรมที่คณะทัวร์เราพักค่อนข้างมีสภาพดี อยู่ในระดับ 5 ดาว (ของเมืองจีน) เขาว่ากันนะครับ และมี Counter ขายของที่ระลึก (มีลิขสิทธิ์) จากงาน Expo ด้วย และทัวร์คนจีนส่วนใหญ่ที่พักที่โรงแรมนี้ก็ไปงาน Expo เหมือนกัน ขนาด โรงแรมอยู่ชานเมืองออกมาก็ยังแน่นมาก แน่นจนกระทั่งในช่วงตอนเช้าประมาณ 8 โมง ที่ทุกคนกำลังจะออกไปชมงาน Expo กัน ลิฟท์แน่นมากจนลงไม่ได้ ผมอยู่ชั้น 8 ของโรงแรมที่มี 32 ชั้น บางคนต้องขึ้นไปก่อน แล้วค่อยลงมา ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสแทรกตัวเองเข้าไปในลิฟท์ได้แน่ๆ ผมเดินลงทางบันไดเป็นประจำ

มางาน Expo ครั้งนี้ มีแต่ผมและอ.บุญทรัพย์เท่านั้นที่เคยมางานนี้แล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็อยากจะมาอีก เพราะยังไม่ได้เดินอีกหลาย Pavilion พวกเรารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ซึ่งคงจะจำเจเหมือนกันทุกวันอย่างแน่นอน ก็ต้องทนหน่อย อย่างน้อยก็ดีกว่าหลายแห่งในเมืองจีนที่ได้เคยไปพักมานะครับ รถราในเมืองเซี่ยงไอ้ในวันอาทิตย์ไม่ค่อยจะติดเท่าไรนัก ผมจะคอยดูในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันจันทร์อีกครั้ง ว่าในวันทำงานของเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้การจราจรจะเป็นอย่างไร เหมือนในกรุงเทพฯ บ้านเราหรือไม่

รถบัสประจำคณะของเราและไกด์สาวน้อยน่ารักที่ชื่อ “มินท์” (แล้วผมจะนินทาไกด์คนนี้ให้ฟังทีหลังครับ) ได้พาเรามาที่ประตูที่ 7 ซึ่งอยู่ทางฝั่งผู่ตง เมืองใหม่ บรรยากาศในงานก็มีคนเยอะมากๆ พอเข้าประตูมาแล้ว เราก็พุ่งตรงไปยัง Thailand Pavilion เลย คนไทยที่พูดภาษาไทยได้ ก็สามารถเข้าช่อง VIP ได้เลยครับ ไม่ต้องต่อแถว Thailand Pavilion ของเราขายดีจริงๆ เห็นแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ อย่างน้อยที่เห็นเมืองไทยแย่ๆ อยู่ตอนนี้ แต่ก็มีอะไรดีบ้าง ตอนมา Expo คราวที่แล้ว ผมข้าม Thailand Pavilion ไป เพราะรู้สึกว่าเราจะโชว์ความเป็นไทยมากไปหน่อย ด้วยศิลปกรรมไทย ก็เลยสงสัยว่าจะไม่มีอะไรเท่าไรนัก คิดว่ากลับมาดูเมื่อไรก็ได้ คณะทัวร์ในครั้งที่แล้วหลายคนประทับใจใน Thailand Pavilion รวมทั้งมีการโฆษณาว่า Pavilion ของไทยเราได้รับความนิยมมาก ซึ่งเป็นการแสดงความเป็นไทยที่ดีและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวได้ดีมากด้วย กลับมาคราวนี้ผมก็เลยต้องมาดูด้วยตนเองเลย

คนไทยที่ไปดูที่ Thailand Pavilion รู้สึกดีตั้งแต่เป็น VIP แล้ว เพราะพวกเราคนไทยไม่ต้องต่อแถว ตรงนี้ผมมองว่า นี่เป็นคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ที่ไม่ต้องรอคิว เราจ่ายค่าลอจิสติกส์ตรงนี้นะครับ ไม่ใช่เราคนไทยไม่ต้องรอนะครับ เพราะว่าเราเกิดมา (หรือเลือกมาเกิด) เป็นคนไทย นี่เป็นต้นทุนของลอจิสติกส์ของการเป็น VIP แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปต่อคิวใน Pavilion อื่นๆ เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป เรื่องของ VIP นั้นผมถือว่าเป็นคุณค่าในเชิงลอจิสติกส์ เพราะทำให้มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นในเชิงลอจิสติกส์ เพราะว่าไปได้เร็วกว่าโดยไม่ต้องรอ แต่เรื่องพวกนี้ทุกคนต้องดิ้นรนหรือต้องลงทุนเพื่อให้ได้ความมีอภิสิทธิ์มาใช้ ไม่ใช่ได้กันมาฟรีๆ ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองนะครับ ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกันไป เพียงแต่อยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลาอย่างลอจิสติกส์(Logistically) การใช้ชีวิตก็จะมีประสิทธิภาพ ผมว่าทุกคนเป็น VIP ในถิ่นของตนเอง ถ้าต้องการเป็น VIP ในพื้นที่อื่นๆ หรือในหลายวงการ เราก็คงต้องลงทุน ไม่ได้ด้วยการซื้อมา ลงทุนหรือลงทุนเวลา และโอกาสต่างๆ ในการทำงานและธุรกิจ หรือแลกเปลี่ยนกันด้วยคุณค่าต่อคุณค่า คงไม่มีใครได้อะไรๆ มาฟรีๆ หรอกครับ วันนี้เราไม่ได้เป็น VIP ที่งาน World Expo นี้ งานอื่นๆ ในอนาคตเราก็ยังมีโอกาสเป็น VIP ได้เสมอ

เวลาผ่านมา 2 เดือนจากการเดินทางมาในครั้งที่แล้ว อากาศในตอนเดือนพฤษภาคมเย็นสบายมากๆ แต่มาวันนี้ เดือนสิงหาคม อากาศร้อนมากไม่แพ้เมืองไทยเลย แถมยังมีโอกาสที่ฝนจะตกด้วย แต่พวกเราก็โชคดีมากที่ไม่เจอฝนเลย ฝนตกแค่ปรอยๆ เท่านั้น สำหรับแถวคอยตาม Pavilion และทางเข้าต่างๆ ก็มีการติดตั้งเต็นท์บังแดดและมีพัดลมและมีการพ่นไอน้ำเป็นระยะๆ เพื่อที่จะคลายความร้อนในขณะที่รอคิวเข้าตาม Pavilion ต่างๆ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการจัดการลอจิสติกส์เช่นกัน เพราะผู้ที่เข้าชมลงทุนลอจิสติกส์ด้วยเวลาในการรอคอยเพื่อเป้าหมายการเข้าไปชม Pavilion ต่างๆ ทางผู้จัดงานจึงพยายามเพิ่มคุณค่าในการรอคอยด้วยอากาศที่ไม่ร้อนมากนัก ส่วนกัปตันปกาศิตซึ่งมากับคุณศุภกรในคณะทัวร์ของเรา ก็คุยให้ความเห็นว่าทำไมไม่จัดคิวเป็นพื้นที่ซึ่งให้คนได้นั่งรอไปเลยถึงเวลาก็เรียกตามคิว จะได้ไม่ต้องยืนรอเข้าคิวให้เมื่อยขา นั่นเป็นความคิดที่ดีมากครับ แต่ผมว่า ทางผู้วางแผนงาน Expo นั้นก็คงจะคิดมาแล้วล่ะครับ

มางาน Expo คราวนี้ ผมก็ได้ไปชม Thailand Pavilion ซึ่งก็ดีสมคำบอกเล่าครับ ไม่ผิดหวัง ใน Thailand Pavilion เป็นการแสดง Presentation ที่ดีครับ ซึ่งดีกว่าหลาย Pavilion ในเชิงเทคนิคการนำเสนอโดยเฉพาะ 4D movie อันนี้เยี่ยมจริงๆ เป็น 4 มิติจริงครับ แต่ผมกลับสนใจในการนำเสนอแนวคิดของ Thailand Pavilion ที่เป็นวิถีไทยและความยั่งยืนของความเป็นอยู่อย่างไทย ผมว่าในสังคมไทยเรามีอยู่เพรียบพร้อมแล้วล่ะ แต่มันอยู่ในบริบทแบบไทยๆ เราเข้าใจกันเอง เรารู้สึกกันเอง เราอยู่ร่วมกันแบบไทย ๆ แต่คนชาติอื่นๆ ที่มาดูอาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งได้อย่างเรา แม้แต่คนไทยกันเองที่รับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ ก็อาจจะหลงลืมหรือไม่ได้เคยเข้าใจความเป็นไทยที่แท้จริง ที่จริงแล้วเราควรจะถอดรหัสความเป็นไทยออกมา แล้วสื่อสารออกไปให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์กับบริบทของเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีในยุดใหม่ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วความเป็นไทย (ที่ดี) ก็จะหายไป

สำหรับการเข้าชม Thailand Pavilion นั้นแบ่งออกเป็น 3 ห้องการแสดง จบห้องหนึ่งแล้วจึงเคลื่อนตัวไปยังอีกห้องหนึ่ง ทำให้สามารถควบคุมฝูงชนได้ สามารถประมาณเวลาได้ นี่ใช้แนวคิดแบบลีนนะครับ ทำให้เกิดการไหล (Flow) หลายๆ Pavilion ก็ใช้ระบบการจัดการแบบนี้ บาง Pavilion ใช้ลักษณะ Exhibition ให้คนเข้าไปเดินดู ใช้เวลาตามสบาย ซึ่งทำให้ควบคุมการไหลของฝูงชนยากหน่อย เพราะว่าคนแต่ละคนใช้เวลาดูสิ่งต่างๆ ใน Pavilion ไม่เท่ากัน นี่ก็เป็นการจัดการลอจิสติกส์ฝูงชนของแต่ละ Pavilion

สำหรับ Thailand Pavilion นั้นสิ่งที่นำเสนอนั้นมีเนื้อหาสาระที่ไม่ชัดเจนตาม Theme ของงาน เราสื่ออะไรออกไป คนชาติอื่นๆ นั้นอาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนคนไทย เพราะว่ามันไม่ใช่บ้านเขา แต่โดยรวมก็ใช้ได้ดีทีเดียว คนทั่วไปก็จะเห็นแต่ภาพลักษณ์ แต่การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ ความเป็นชนบทและในเมือง ความมีน้ำใจและความเป็นเพื่อนที่เกื้อกูลกัน ถ้าจะสื่อสารแนวคิดหรือมโนทัศน์เหล่านี้ออกไปยังการดำรงชีวิตในอนาคต ซึ่งต้องเป็นมากกว่า ตึกรามบ้านช่อง เป็นมากกว่าเครื่องจักรหรือวัสดุต่างๆ เมืองที่ปราศจากผู้คนก็ไม่ใช่เมือง เมืองที่มีผู้คนซึ่งไม่มีวัฒนธรรมร่วมกันก็เป็นเมืองที่ดีกว่าไม่ได้ และอาจจะล่มสลายไปในที่สุด

เราจะต้องบอกโลกว่า Thainess : Sustainable Way of Life นั้นเป็นอย่างไร ความร่ำรวยวัฒนธรรมของคนไทยคืออะไร ไม่ใช่มาขายของหรือชักชวนเขามาเที่ยวเมืองไทย เพราะว่ามืองไทยสวยหรือมีผลไม้เยอะ แต่ในที่สุดแล้ว เราจะมีอะไรบ้างที่จะมาช่วยป้องกันความเสื่อมโทรมที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของคนไทยเราเอง สิ่งที่ดีและสวยงามก็จะหมดไป คนก็จะไม่มาเที่ยว ถ้าจะให้คนมาเที่ยว เราก็ต้องจัดการกับตัวเองเสียก่อน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีทุกคน แล้วจึงฉายภาพความเป็นไทยออกมาให้โลกได้เข้าใจ ผมว่าอยู่เมืองไทยนี่แหละสบายใจที่สุด แต่อาจจะไม่สะดวกเหมือนประเทศที่เจริญแล้ว แต่เรามีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่เรายังไม่ได้เอามาใช้ (หรือว่าเรายังไม่ได้เห็นคุณค่าของมัน)ให้เหมาะกับบริบทของยุคสมัยกันเลย ทำให้เราต้องมาคิดกันใหม่

กลับมา Expo อีกในครั้งนี้ ผมสังเกตเห็นมีถังขยะเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าถังขยะของเดิมนั้นถูกออกแบบมาอย่างสวยงามและมีขนาดกระทัดรัด อาจจะทำให้การเก็บขยะต้องมีจำนวนเที่ยวและจำนวนคนเพิ่มมากขึ้นในการเก็บขยะแต่ละรอบ ผมสังเกตว่า มีถังขยะขนาดใหญ่ที่มีล้อลากสีเขียวๆ เหมือนในกทม.ในบ้านเราถูกวางเพิ่มอยู่ทั่วบริเวณเพื่อรองรับปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า ตามแถวคิวที่รอคอยเข้า Pavilion ต่างๆ มีกล่องรองรับขยะมาแขวนไว้ตามแนวรั้วที่กั้นไว้เป็นแนวแถวคอย เอาไว้ให้ผู้ที่รอดอยเข้าชม Pavilion ต่างๆ ที่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มได้ทิ้งขยะกันอย่างถูกที่และเหมาะสม ทำให้บริเวณงานไม่สกปรกหรือเป็นที่รกหูรกตา นี่ก็เป็นการจัดการลอจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) ของงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้

ส่วนของที่ระลึกนั้นก็มีร้านหรือซุ้มขายอยู่ทั่วงาน World Expo 2010 ตามปกติ สินค้าที่ระลึกพวกนี้ราคาไม่ถูกนะครับ เพราะเป็นสินค้าลิขสิทธิ์ แต่คนจีนก็ซื้อกันเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยได้เห็นฝรั่งเท่าไรนัก แต่ผมเห็นคนไทยเยอะกว่า โดยเฉพาะบริเวณ Thailand Pavilion ซึ่งกลายเป็นที่นัดหมายของ กรุ๊ปทัวร์คนไทยแทบทุกกรุ๊ป ส่วน Pavilion อื่นๆ ที่ผมไปเข้าในครั้งนี้ ก็คือ ย่านยุโรปและแอฟริกา เอาแค่เดินผ่าน ไม่นิยมรอคิว Pavilion ไหนไม่มีคิวมากก็เดินเข้าไปได้เลย นี่คือนโยบายของกลุ่มที่ผมไปด้วย มีกันอยู่ 6 คน เฮียเฉลิมพล คุณชิ๊ง เฮียไพฑูรย์ อ.ดำรงศักดิ์ อ.สุนทร ส่วน อ.บุญทรัพย์ผ่าไปกัน 6 คน มี คุณศุภกร กัปตันปกาศิต เฮียเวช คุณหมู คุณเล็ก ลงเรือ Ferry ข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งผู่ซีเมื่องเก่าเพื่อไปดู Theme Pavilion : Footprint และ Future

กลุ่มผมก็เดินดูรอบแถบยุโรป โดยมีเป้าหมายที่ Africa Joint Pavilion แต่คุณเอ๋ยกว่าจะเดินถึงทำเอาขาลากไปเหมือนกัน นี่แค่วันแรกนะ แถมอากาศยังร้อนมากๆ ด้วย แต่พอถึง Africa Joint Pavilion ก็โล่งสบายเพราะเป็นโถงใหญ่มีแอร์เย็นฉ่ำ แถมข้างในยังมีของหรือสินค้าจากประเทศในกลุ่ม Africa ที่เข้าร่วมงานมาขายกันให้สนุกไปเลย ถึงแม้จะผิดวัตถุประสงค์การจัดงานไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็ได้มาร่วมงาน Expo สำหรับประเทศที่ไม่มีเงินมากนักที่จะใช้เป็นงบประมาณในการจัด Pavilion ทางการจีนก็มีเงินสนับสนุนให้ด้วยนะครับ เพื่อให้งานนี้มีความยิ่งใหญ่จริงๆ

ก่อนหน้านี้พวกเราคุยกันว่า เรามาดูงาน Expo กัน 3 วัน เวลามาดูงาน Expo ไม่ต้องข้ามเรือ ให้รถไปส่งฝั่งไหนก็ให้ดูฝั่งนั้น เพราะว่าจะทำให้เสียเวลาในการรอคอยข้ามเรือ ผมเป็นห่วงว่าคนจะเยอะมาก ยิ่งเป็นวันอาทิตย์ด้วย พออีกวันเราก็ให้รถไปส่งที่เมืองเก่าฝั่งผู่ซี แล้ววันที่ 3 ก็ให้มาส่งที่ฝั่งผู่ตง แต่ในวันที่ 2 และ 3 เราจะมาดูงาน Expo ในช่วงตอนเย็นและกลางคืนกัน และแล้วเราก็เดินดูงาน Expo วันแรกจบที่ประมาณ 4 โมงครึ่ง ให้เป็นไปตามสภาพที่ไม่ต้องหักโหมมากนักในวันแรก จากนั้นเราก็ไปทานข้าวเพื่อที่จะไปดูกายกรรรม ERA : The Intersections of Time โดยที่ทางไกด์จัดร้านอาหารและสถานที่แสดงกายกรรมไว้ในบริเวณเดียวกัน เพื่อลดเวลาและระยะทางในการเดินทาง เห็นไหมครับนี่เป็นการจัดการลอจิสติกส์อย่างง่ายๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ในการบริหารจัดการทัวร์เป็นการจัดการลอจิสติกส์ของนักท่องเที่ยว ทั้งคนขับรถและไกด์จะต้องวางแผนนำพานักท่องเที่ยวให้ไปถึงจุดหมายอย่างตรงเวลาและปลอดภัย

สำหรับการแสดงกายกรรม ERA นี้ ผมตั้งใจมาดูเป็นครั้งที่ 2 ตอนแรกไม่มีในโปรแกรมของทัวร์รอบ 2 นี้ แต่ผมบอกอาจารย์ดำรงศักดิ์ หัวหน้าทัวร์ว่า “ไม่ได้ ต้องมีโชว์ ERA ผมอยากดู” ถ้าผมอยากดู คนอื่นก็จะได้ดูไปด้วย เพราะว่ามันดีจริงๆ เฮียเฉลิมพลแนะว่าให้ลองไปดูการแสดง “ภูเก็ตแฟนตาเซีย” อาจจะเหมือนกันก็ได้ เรื่องรายละเอียดของการแสดงของ ERA นั้นผมไม่อยากเล่าครับ เพราะไม่เท่าไปเห็นเอง ลองไปหาดูกันใน You Tube กันก็ได้นะครับ ผมว่ามีคนเอาขึ้นไว้อยู่แล้วล่ะ

พอดูการแสดงของ ERA แล้วนั้นทำให้ผมได้คิดว่า นักแสดงเหล่านี้เป็นหนุ่มสาวทั้งนั้น กว่าจะได้มาขึ้นแสดงได้นั้น คงจะต้องผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างโชกโชน มีความตั้งใจสูง ทำให้ผมต้องมาสะท้อนความคิดตัวเองในวันนี้ว่าเราได้อะไรบ้างจากการมาดูงาน Expo และ ดู ERA ตั้ง 2 ครั้ง เสียทั้งเงินและเวลา ทั้งเหนื่อยและร้อนด้วย

ผมเห็นนักแสดงทุกคนเป็นมืออาชีพ ที่แสดงทุกวัน ต้องซ้อมกันทุกวัน ต้องทำงานอย่างสอดประสานกัน (Orchestrate) อะไรๆ ก็ตามที่เราคนธรรมดาทำไม่ได้ คิดว่าเราทำไม่ได้แน่ๆ แต่นักแสดงเหล่านี้ทำได้ แล้วเขาทำให้ดู มันก็เลยดูท้าทายต่อความสามารถของเราเป็นอย่างมาก เป็นหน้าที่ของนักแสดงที่จะต้องโชว์หรือแสดงให้คนรู้สึกพอใจตื่นเต้น หรือซึ้งใจไปกับการแสดงของเขา บางครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นแค่การแสดงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการเลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ผู้ที่ชมการแสดงก็ได้รับความสุข ความพอใจผ่านสิ่งต่างๆ ที่ได้รับรู้หรือสัมผัสจากโสตประสาทของมนุษย์เท่าที่จะรับหรือรู้สึกได้ ทำให้มนุษย์หรือผู้ชมได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้นด้วย

การชมโชว์ ERA ผมนึกถึงว่า “การแสดงคืออะไร?” ซึ่งก็จะเชื่อมโยงไปที่ความเป็นศิลปะ ซึ่งหลายคนคิดว่าศิลปะเป็นเรื่องความอ่อนช้อยและงดงาม ผมถามตัวเองว่าการแสดง คืออะไร ทำไมเราต้องดูการแสดง สำหรับการแสดงในมุมมองของผมเป็นเครื่องมือในการจรรโลงจิตใจมนุษย์หรือเป็นสิ่งที่ชดเชยในสิ่งที่มนุษย์ขาดหายไป (ผมคิดเองเองนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อ) เมื่อมนุษย์ได้รับข้อมูลข่าวสารในรูปแบบของการแสดงแล้ว มนุษย์จะรู้สึกมีความสุข แล้วจะได้ผ่อนคลาย ในทางตรงกันข้ามแล้ว คงไม่มีใครอยากจะได้ความกดดันหรืออยู่ในความจริงที่หวาดกลัวต่อความอยู่รอดหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต มนุษย์คงจะไม่มีความสุข

เมื่อมามองกันอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์เองก็ได้พยายามในการจัดการกับตัวเองอยู่ 2 ประเด็น คือ จัดการทางกายภาพกับตัวเองด้วย อาหารหรือปัจจัยในการดำรงชีวิตต่างๆ หรือจัดการกับจิตใจของตัวเองเพื่อที่จะไปควบคุมทางกายภาพอีกทีหนึ่ง การแสดงจึงเป็นการให้ข้อมูลสารสนเทศที่จะทำให้คนพอใจหรือจรรโลงหรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป สำหรับในอดีตของมนุษย์เรานั้น ถ้าไม่มีการแสดง ผมเข้าใจว่ามนุษย์เราก็นั่งดูธรรมชาติที่สวยงามต่างๆ ซึ่งเป็นด้านดีของธรรมชาติ ประเภทสายลมและแสงแดด เสียงน้ำ เสียงนก ความเขียวของป่าและสีครามของน้ำทะเล แต่มนุษย์ทุกคนก็ไม่สามารถที่จะรับสิ่งเหล่านี้ได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อจรรโลงใจหรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป มนุษย์เราจึงต้องแสดงหรือเลียนแบบธรรมชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนได้รับความสุข ความพอใจและเติมเต็ม ผมคิดว่าสิ่งที่มนุษย์ขาดไปและต้องเติมเต็มก็คือ ความเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

มีหลายคนบอกว่า การแสดง คือ ศิลปะ แต่ผมคิดว่า ศิลปะนั้น คือ การแสดง ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การแสดงที่อ่อนช้อยและส่วยงามเท่านั้น แต่ความรุนแรง ความแข็งแรงและการต่อสู้ก็เป็นศิลปะได้เช่นกัน ไม่จำเป็นจะต้องอ่อนช้อยเสมอไป ในทางวิศวกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์ ก็คือ การทำแบบจำลอง (Modeling) ซึ่งไม่ใช่ของจริง เราทำแบบจำลองขึ้นมาก็เพื่อสร้างความเข้าใจและได้รับข้อมูลข่าวสารที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งทำให้เราพอใจ มีความสุขหรือสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้ ผมหมายถึงว่า การแสดงจะต้องทำให้คนเชื่อว่าสิ่งนั้นเหมือนเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ เพราะมันเป็นการแสดง หรือทั้งๆ ที่ผู้ชมหรือคนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะต้องทำโดยนักแสดงเหล่านี้เท่านั้น การแสดงเป็นการทำให้คนเขื่อว่า เรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ต่อหน้า ต่อตา เรื่องราวที่เราทำไม่ได้หรือไม่มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมไปในเหตุการณ์ แต่การแสดงทำให้เกิดขึ้นต่อหน้าเรา ทำให้เรามีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วม

แล้วคนเราแสดงอะไรล่ะ คนเราแสดงความเป็นธรรมชาติ ผมมองว่า มนุษย์เราโหยหาธรรมชาติ พยายามเติมเต็มความเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติซึ่งมนุษย์ไม่มี เพราะผมเองโดยส่วนตัวแล้ว มีความเชื่อว่ามนุษย์เองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติบนโลกนี้ มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนเกินของโลกนี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ครับ ก็เพราะว่า คนเรานั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์เราจึงมองธรรมชาติที่สวยงามด้วยความรู้สึกที่โหยหาและอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติบนโลกนี้โดยที่เราไม่รู้ตัว

การแสดงจึงเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นศิลปะ การแสดงที่สมจริงจึงเป็นการแสดงที่เลียนแบบได้เหมือนธรรมชาติหรือได้เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การแสดงที่ต้องใช้ฝีมือมากๆ จึงเป็นการแสดงที่สามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปของผู้ชมได้ เพราะผู้ชมคนธรรมดาไม่สามารถทำได้ ผู้ชมจึงมีความอิ่มเอมใจ การแสดงที่ดีต้องมีศิลปะ ดังนั้นศิลปะจึงไม่ใช่ความอ่อนช้อยหรืออารมณ์แต่เพียงอย่างเดียว ผมมองว่า ศิลปะ คือ การทำให้มนุษย์มีความสุข ความพอใจก็เพราะว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เขาได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัส ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่เกิดจากการแสดง

เราเห็นการร่ายรำ ความอ่อนช้อย เห็นภาพเขียน เราเห็นว่ามันเป็นศิลปะเพราะว่ามันทำให้เรารู้สึกถึงธรรมชาติ มันเหมือนจริงหรือคล้ายกับธรรมชาตินั่นเอง แต่ในกรณีของการแสดงกายกรรม ที่ถึงแม้ว่าจะดุดัน แข็งแรงและรวดเร็ว ความพร้อมเพรียงด้วยจังหวะที่ต้องไม่ผิดพลาด แต่ผมก็เรียกมันว่าเป็นงานศิลปะ เขาถึงเรียกกันว่า ศิลปะการต่อสู้ ที่มีหลายท่วงท่าที่เลียนแบบมาจากท่าทางการต่อสู้ของสัตว์ต่างๆ ในธรรมชาติ ในมุมมองผม ศิลปะในการแสดงกายกรรมหรือการแสดงการต่อสู้ คือ จังหวะ ความลงตัวพอดีกัน ความสอดคล้องซึ่งกันและกัน คุณลักษณะเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ มันเป็นความลึกลับของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เราต่างหากที่ตกเป็นเบี้ยล่างของธรรมชาติตลอดเวลา ถ้าเราทำอะไรที่มันสวยงามและลงตัวพอดีและอยู่ในความควบคุมได้ เราก็พอใจและมีความสุข เราก็คิดว่าเราก็พยายามทำให้ได้เหมือนธรรมชาติ แต่มันก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อไปเทียบกับธรรมชาติแล้ว

ดังนั้นในมุมมองหนึ่ง ศิลปะ คือ ความลงตัวและความพอดีกันเหมือนธรรมชาติ เพราะว่าธรรมชาติโดยตัวมันเองแล้ว คือ ความลงตัวและความพอดีกัน ซึ่งจะเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างในธรรมชาติที่เราเองก็นึกไม่ถึงว่าทำไมมันถึงได้ลงตัวกันอย่างนี้ ผมจึงคิดไปอีกว่า ทำไมเวลาเราสอนหนังสือหรือนำเสนองาน (Presentation) เราน่าจะต้องทำให้มันเป็นการแสดงที่ทำให้ผู้ฟังหรือผู้เรียนพึงพอใจ มีความสุข สำหรับในกรณีการสอนนั้น เราจะต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ฟังมีความประทับใจหรือมีความสุข ก็เพราะว่าเขาเข้าใจในเรื่องที่เราได้สอน ผู้เรียนได้เป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่เรานำเสนอ

ผมไปดูกายกรรม ERA ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนช้อย ความดุดันและความแข็งแรง ต่างก็เป็นการแสดง ซึ่งการแสดงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา แต่เมื่อเราได้เห็นได้สัมผัส เราก็พอใจ มีความตื่นเต้น มีเครื่องไม้เครื่องมือในการแสดงและผู้คนอีกหลายสิบคน ซึ่งทั้งหมดแสดงได้ดี ก็เพราะความลงตัวที่เกิดขึ้นมาจากความพร้อมเพรียงในการแสดง ที่กล่าวมาคือความหมายของศิลปะในอีกมุมมองหนึ่งของผมจากการไปดูกายกรรม ERA ที่เซี่ยงไฮ้ ระหว่างการไปชมงาน Expo 2010 ในรอบที่ 2 ผมได้ภาพสะท้อนจากการเดินทางของความคิดในวันที่ 2 ทำให้ผมคิดว่าเวลาจะสอนหนังสือจะต้องคิดให้เป็นการแสดงหรือ Show ที่มีศิลปะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลงตัวและกลไกความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องที่สอนหรือนำเสนอ

หลับฝันดีนะครับ พรุ่งนี้ Code ประจำวัน เหมือนเดิมครับ 7-8-9 อาหารเช้าก็เหมือนเดิมครับ

อ.วิทยา สุหฤทดำรง



Shanghai Expo 2010 - Part 10 (2ndTrip) - สูงเฉียดฟ้า ไร้ผู้คน ขาดแนวคิดและวัฒนธรรม ก็ไร้ชีวิต


ในที่สุดผมก็กลับไปชมงาน World Expo 2010 อีกครั้งหนึ่ง ช่วง 5-11 ส.ค. 2553 แต่คราวนี้คณะผู้ร่วมเดินทางกับผมเป็นคนละกลุ่มกับครั้งแรก แต่ก็ยังมีอาจารย์บุญทรัพย์คนเดิมร่วมเดินทางไปกับผมด้วย ในครั้งที่แล้ว คณะทัวร์ของเราเป็นคณะนักศึกษาปริญญาโทสาขาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานของมหาวิทยาลัยศรีปทุม รุ่นที่ 1 และผู้ประกอบการที่สนใจ รวมแล้ว 40 กว่าคน ในการเดินทางครั้งที่ 2 นี้ เรามีผู้ประกอบการ นักศึกษาปริญญาโทสาขาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานของมหาวิทยาลัยศรีปทุมรุ่นที่ 2 จำนวนหนึ่ง และทีมนักวิจัยของสถาบันวิทยาการโซ่อุปทานรวมแล้ว 19 คน โดยมี อ.ดำรงศักดิ์ เป็นหัวหน้าคณะทัวร์ และกว่าจะมาเป็นทัวร์ครั้งนี้ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เฉียดฉิวมาก เพราะ Traffic ของการท่องเที่ยวไปในงาน Expo จัดการได้ไม่ง่ายนัก

ในครั้งนี้เราเดินทางด้วย Shanghai Airline ต่างจากคราวก่อนที่เดินทางด้วย MU หรือ China Eastern Airline สิ่งที่ประทับใจกว่าก็คือ อาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินเป็นอาหารจริงๆ พูดได้ว่า “เออ! ค่อยเป็นอาหารหน่อย” ข้อเสียคือ ใช้เครื่อง 737 ซึ่งเป็นเครื่องเล็ก แต่กลับใช้บินไกลๆ ราวๆ 4 ช.ม. ซึ่งอึดอัดมากๆ แต่ก็คงจะคุ้มกับสายการบิน คราวที่แล้ว MU เขาใช้ เครื่อง A-300 ดูกว้างขวางกว่า ส่วนเวลาการบินก็เหมือนเดิมครับ ออกเดินทางดึกๆ ถึงเช้า แล้วก็เที่ยวทันทีทั้งวัน ส่วนตอนกลับก็กลับค่ำๆ หน่อย จะได้อยู่เที่ยวและดูงานกันทั้งวันในเซี่ยงไฮ้ให้คุ้ม ไหนๆ เที่ยวกันแล้วก็พยายามใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ พวกเรามีเวลาจำกัดครับ พยายามบริหารเวลากัน

ถึงเซี่ยงไฮ้ตอนเช้าวันเสาร์ ผมสังเกตบริเวณที่ตรวจคนเข้าเมือง เขามีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัยกว่าเมืองไทยเรา ตรงที่มีจอ Display แสดงให้เห็นหน้าของผู้เดินทางพร้อมชื่อและหมายเลข Passport สงสัยว่าไปครั้งที่แล้วเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทำไมผมไม่ได้สังเกตเห็นนะ หรือเขาอาจติดตั้งมาตั้งแต่ครั้งที่แล้วหรือเปล่า? ที่สุววรณภูมิของเรามีแค่กล้อง LogicTec อันกลมๆ เท่านั้น เหมือนกับด่านตรวจเข้าเมืองที่ปอยเป็ตชายแดนไทยกับเขมร (แซวเล่นนะครับ) แต่ที่จริงแล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือ กระเป๋าของผู้ร่วมเดินทางท่านหนึ่งในคณะแตกเสียหายไปเลยครับ ไม่รู้ว่าโดนกระแทกแตกกระจายที่สนามบินไหน จับไม่ได้ไล่ไม่ทันครับ

กระบวนการและวิธีการ Handle กระเป๋าคงจะไม่นุ่มนวลอยู่แล้วครับ เพราะว่าในแต่ละวันจะมีกระเป๋าหลายหมื่นใบที่ผ่านสายพาน และผ่านมือของคนที่ยกขึ้นและลงจากสายพาน ผ่านรถขนย้ายไปยังเครื่องบิน และยกขึ้นลงจากใต้ท้องเครื่องบิน นั่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบลอจิสติกส์ในสนามบิน กระเป๋าเสียหายก็เพราะลอจิสติกส์ไม่ดี แล้วลองมาดูที่วิวัฒนาการของกระเป๋าบ้าง เพราะว่าคุณค่าของกระเป๋าเดินทางนี้เป็นคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ในลักษณะการจัดเก็บ (Storage) และการเคลื่อนย้าย (Move or Transport) รวมทั้งความโดดเด่นในการจดจำได้ง่าย (Easy to Identify) เพราะว่าทุกครั้งที่บริเวณรับกระเป๋าจะมีการหยิบกระเป๋าผิดอยู่เสมอ ในหลายครั้ง เรามักเอาผ้าสีหรือมีการผูกโบว์สีเป็นการทำสัญญลักษณ์เพื่อให้เราสามารถจดจำได้ง่าย หรือมีป้ายชื่อติดไว้เลยถ้ามากับบริษัททัวร์ จะได้ไม่หยิบผิดกันและจะได้รู้ว่าเป็นกรุ๊ปทัวร์เดียวกัน นี่ก็เป็นกิจกรรมลอจิสติกส์อีกอย่างหนึ่งในสนามบินครับ! (ขออภัยที่แอบแถมเรื่องลอจิสติกส์ ก่อนเข้าเรื่อง Expo นะครับ)

เหมือนเดิมครับ คือ มาถึงเซี่ยงไฮ้ตอนเช้าก็ต้องนั่งรถไฟแม่เหล็ก (MagLev) เข้าเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7 นาที ด้วยความเร็วสูงสุด 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่าที่สังเกต ไม่ค่อยมีคนนั่งมากเท่าไรนัก คนไม่แน่นมาก มีที่นั่งสบายๆ หรือช่วงเวลาที่พวกเราไปนั่งอาจจะไม่ค่อย Busy มากนัก พอนั่งมาถึงปลายทาง ผมสังเกตว่า บนรถไฟแม่เหล็กนี้ไม่มีที่รัดเข็มขัด (Seat Belt) เหมือนบนเครื่องบินหรือในรถยนต์ คุณศุภกรที่ร่วมทัวร์ไปกับเราเอ่ยว่า “รถไฟมันแล่นเร็วมาก แป๊ปเดียวก็ถึงที่หมาย ก็เลยคาดเข็มขัดไม่ทัน” ก็จริงครับ เพราะมัวแต่คุยกัน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าด้วยความเร็วขนาดนั้น เข็มขัดนิรภัยคงจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก ก็เลยไม่ต้องใช้กันดีกว่าใช่ไหม? เพราะว่ารถไฟแล่นด้วยความเร็วสูงอย่างนั้น พลาดท่าเสียหลักไป ก็คงจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้วหรือเปล่า แล้วผมจะพยายามไปหาคำตอบมาครับ

พอถึงตัวเมืองเซี่ยงไฮ้คราวนี้ เราไม่ได้ไปชมหอไข่มุก แต่เราจะไปชมตึกที่สูงกว่าหอไข่มุก คือ Shanghai World Financial Center (SWFC) ซึ่งเป็นตึกรูปทรงคล้ายๆ กับที่เปิดขวดน้ำอัดลม เราขึ้นไปที่ชั้น 94 และชั้นที่ 97 ซึ่งเป็นบริเวณช่องกลวงตรงกลางที่ยอดตึกซึ่งเหมือนที่เปิดขวด พวกเราได้เห็นวิวทิวทัศน์จากที่สูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่สูงกว่าหอไข่มุก แต่ระดับความเสียวของการมองลงมาข้างล่างแล้ว สู้หอไข่มุกไม่ได้เลย หอไข่มุกมีพื้นซึ่งเป็นกระจกใสให้เรามองเห็นลงไปยังพื้นข้างล่างและเดินดูได้รอบๆ เห็นแล้วหวาดเสียวจนขาสั่นได้กว่าเยอะมากๆ เลย หากมีโอกาสก็ลองไปดูกันนะครับ แน่นอนว่า การจัดระบบลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมากๆ นั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนและจัดระเบียบการไหลของคนที่ขึ้นไปบนตึกด้วยลิฟท์และด้วยความเร็วที่เหมาะสม การติดต่อสื่อสารระหว่างกันเพื่อไม่ให้ติดขัดและเกิดการรอคอยนานจนน่าเบื่อเกินไป แต่พอมองไปรอบๆ ก็ยังเห็นมีการก่อสร้างตึกอีกมากมาย และได้ทราบมาว่า ในปี 2014 จะมีอีกตึกหนึ่งซึ่งจะก่อสร้างเสร็จ และจะสูงกว่า ตึก SWFC อีก เขาจะสร้างให้สูงกว่ากันทำไม อะไรเป็นแรงบันดาลใจหนอ?

ในช่วงบ่าย คณะของเราไปที่สำนักงานผังเมืองของเมืองเซี่ยงไฮ้ Urban Planning Center ซึ่งที่นี่ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้วครับ มีการเก็บเงินค่าเข้าชมด้วย มีทั้งหมด 4 ชั้น ที่สำนักผังเมืองนี้เป็นการแสดงแบบจำลอง (Model) การสร้างเมืองของเซี่ยงไฮ้ เออ! ก็แปลกดีครับ เขาเอางานประจำแบบราชการมาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเก็บเงินได้ด้วย เราจะเห็น Model ของตึกต่างๆ ของเมืองเซี่ยงไฮ้ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและที่กำลังก่อสร้างและที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง มี Model ของสนามบินในปัจจุบันและอนาคต ท่าเรือน้ำลึก รวมทั้งพื้นที่ของงาน Expo ที่นี่มีเจ้าหน้าที่นำชมที่พูดเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะครับ ทำให้ผมตื่นตา ตื่นใจ พร้อมกับหนักใจว่าทำไมบ้านเราไม่เป็นอย่างนี้บ้างนะ ไม่ใช่บ้านเราไม่มีกรมผังเมืองนะครับ ของเราก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ผมยังให้รายละเอียดของกรมผังเมืองบ้านเราไม่ได้มากนัก ถ้าไม่มีกรมผังเมืองของเราแล้ว บ้านเราอาจจะแย่กว่านี้อีก แต่ปัญหาคือ แล้วจะทำให้ดีกว่านี้ได้ไหมล่ะครับ

ส่วน Highlight ของสำนักงานผังเมืองของเมืองเซี่ยงไฮ้ คือ Video Presentation 360 องศา ที่เขาเอาพวกเราเข้าไปในห้องวงกลมที่มีการยกระดับของพื้นขึ้น พร้อมกับมีการแสดง Video Presentation 360 องศา เหมือนขึ้นไปยืนบนพรม แล้วเหาะไปทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ Video Presentation แสดงให้เห็นทั้งหน้าและหลัง ด้านซ้ายและขวา ดูได้รอบทิศขณะที่ Video Presentation พาพวกเราเหาะไปทั่วเมือง ผมว่ามันเป็น 3D Presentation ที่ไม่ต้องใช้แว่นสองสีเลย เพราะขณะที่เราเหาะวนเวียนไปรอบๆ เมืองเซี่ยงไฮ้ ด้วยความเร็วที่เร่งขึ้นและชะลอลดต่ำลงและหยุดลอยอยู่ในบริเวณที่สำคัญต่างๆ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ Video Presentation แสดงให้เรารู้สึกว่า บินสูงและบินต่ำ บินเร็วและบินช้า โค้งและเลี้ยวไปมา มันทำให้พวกเราเซไป เซมา ทรงตัวไม่ได้ ต้องหาที่ยึดเกาะไว้ ผมรู้สึกราวกับว่าพื้นที่เรายืนนั้นมันเคลื่อนไหวจริงๆ ที่แท้เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของ Video Presentation 360 องศากับการมองของเรา ทำให้เรารู้สึกไปเอง ตอนเดินออกมาจากห้องยังก้มไปดูที่พื้นที่ยกระดับเลยว่ามีระบบไฮโดรลิกหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลย มันเป็นพื้นยกระดับธรรมดาเอง ตรงนี้เจ๋งจริงๆ ครับ ผมแนะนำครับ ถ้าไปเซี่ยงไฮ้ควรจะไปดูที่สำนักผังเมือง ดีมากเลยครับ แล้ว อ.ดำรงศักดิ์ ยังเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของอ.ดำรงศักดิ์ เคยมาทำงานวางผังเมืองที่เมืองเซี่ยงไฮ้มาก่อน เพราะว่าจบสถาปัตย์มาแล้ว เมืองไทยไม่มีงานให้ทำ ก็เลยมาทำงานให้เมืองจีน (แล้วผังเมืองของไทย ใครทำให้กันละเนี่ย)

จากนั้นก็ไปเดินถนนนานจิง ซึ่งเป็นถนนคนเดินที่มีทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นถนนคนเดิน (หรู) ที่มีแต่ของมีแบรนด์ (Brand Name) สินค้า Copy นั้นไม่ค่อยได้มีให้เห็น ผมก็เห็นมีแต่คนมาเดิน ไม่รู้มาเดินกันทำไม แล้วผมก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะมาเดินกันทำไมด้วย สรุปแล้วเป็นการตลาดของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่พาเราและคนจีนที่มาท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาดูคนเดินไปเดินมากัน และคนอื่นๆ ก็มาดูพวกเราไปเดินด้วย เออดี! แต่ก็มีห้างสรรพสินค้าและมีของขายตามปกตินะครับ ในเมืองใหญ่ๆ ของจีนก็จะมีลักษณะของถนนแบบนี้ครับ แต่ดูไปก็มีเสน่ห์ดีครับ จบวันนั้นแล้วพวกเราก็กลับไปพักผ่อนนอนหลับอย่างสบายจริงๆ ต้องบอกว่า คืนแรกจะหลับดีที่สุดเพราะว่าเหนื่อยกับการนอนบนเครื่องบินมาหนึ่งคืน ซึ่งหมายความว่า อดนอนมานั่นแหละครับ

มาเซี่ยงไฮ้วันแรกนี้ในรอบที่สองนี้ เป็นวันเสาร์ รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่นัก แต่ก็แปลกดีนะครับ สำหรับเมืองที่คนประมาณ 20 ล้านคน รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่นักในวันเสาร์ แล้ววันธรรมดาเป็นอย่างไรแล้วผมจะเล่าให้ฟังในวันต่อๆ ไป มาวันแรกเรายังไม่ได้เข้าชมงาน Expo สำหรับบทสะท้อนความคิดสำหรับวันแรก (Daily Reflections) ของผม คือ การแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่งจากการสร้างตึก SWFC ที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ และมีอยู่แล้วยังไม่พอจะต้องสร้างให้สูงกว่า เพราะว่า ตึก SWFC เป็นตึกของต่างชาติ ที่ไม่ใช่ของจีน (ผู้พัฒนาเป็นบริษัทญี่ปุ่น) และเป็นตึกที่มีลักษณะที่เป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดีต่อเมืองเซี่ยงไฮ้ ต้องไปหาเรื่องราวจากแหล่งข้อมูลอื่นดูเอาเองนะครับ เพราะว่ามีเป็นรายการ TV อยู่ในช่อง Discovery ที่เล่าเรื่องราวของตึกนี้ครับ!

ผมมองว่าการสร้างตึกให้สูงกว่าเป็นการสร้างสิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์ (Symbol) ที่เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่ต้องต่อสู้และแข่งขันมาโดยตลอดด้วยจำนวนประชากรที่มากมายจนจะเกือบถึง 1,400 ล้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พูดง่ายว่า อดอยากกันมาก่อน ถ้าไม่มีสิ่งที่เป็นลัญญลักษณ์เหล่านี้แล้ว การรวมตัวทางสังคมอาจจะไม่มีประสิทธิภาพนัก เพราะคนเพิ่มมากขึ้นทุกที แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้องเสมอไปในการควบคุมสังคม อย่างประเทศมาเลเซียก็ใช้ ตึก Petronas เป็นสัญญลักษณ์ของประเทศมาแล้ว ก็ต้องลองดูต่อไป ประเทศใหญ่ๆ อย่างโซเวียตก็แตกสลายออกมาเป็นหลายๆ ประเทศ แล้วก็ยังมีประเทศอินเดียอีกประเทศหนึ่งที่มีประชากรจำนวนมากที่ไล่ตามจีนมาติดๆ แต่ผมกลับมองว่าความเป็นที่สุดของการสร้างตึกนั้นเป็นการแสดงเชิงสัญญลักษณ์ทางกายภาพเท่านั้น แต่มันจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าคนที่อยู่ในประเทศนั้นไม่มีสิ่งที่เป็นจุดยืนร่วมกันหรือมีวัฒนธรรมร่วมกัน

ถึงแม้ว่า Slogan ของงาน World Expo 2010 คือ Better City, Better Life. ผมก็อยากจะเพิ่มเข้าไปว่า “เมืองสร้างคน คนสร้างชีวิต และชีวิต สร้างเมือง” ดังนั้นสิ่งที่ขาดไป คือ ตัวคนและคนหลายๆ คนที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน มามีชีวิตร่วมกัน เพราะว่าเมืองที่ไม่มีคนอยู่นั้น ก็คือ วัตถุที่ปราศจากชีวิต ตึกรามบ้านช่องที่ไม่มีคนอยู่ก็ไม่สามารถทำให้เมืองมีชีวิตอยู่ได้ เมืองก็จะตายไร้ชีวิต ดังนั้นชีวิตที่ดีกว่าก็คงจะไม่เกิดขึ้น จริงไหมครับ เมืองจึงเป็นเหมือน Hardware ส่วนวัฒนธรรมของคนที่เป็นผู้ใช้งาน (Users) ก็จะเป็น Software ตลอดเวลาที่เราได้รู้จักจีนเราก็คงจะไม่ได้รู้จักแค่หน้าตาเท่านั้น แต่เราจะต้องรู้จักปรัชญาและวิธีคิดและการปรับตัวของสังคมจีนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปกครองและภาวะผู้นำสำหรับจีนยุคใหม่ หน่วยงานการวางผังเมืองที่เราได้ไปดูในวันแรกจึงเป็นเหมือนหน่วยงานทางด้าน Hardware ที่จะต้องวางแผนโครงสร้างของเมืองเพื่อให้คนได้อยู่อย่างมีชีวิตที่มีคุณค่า และใช้ชีวิตที่มีคุณค่านั้นสร้างเและพัฒนาเมืองให้เจริญและอยู่ได้อย่างยั่งยืน นั่นเป็นบทสะท้อนความคิดจบท้ายของการเดินทางในวันแรกก่อนที่ผมจะหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

แล้วค่อยมาคุยกันในบันทึกการเดินทางของความคิดในงาน World Expo 2010 กันต่อไปครับ

หลับฝันดีนะครับ พรุ่งนี้ 7-8-9 ครับ Code ประจำวัน

อ.วิทยา สุหฤทดำรง



Shanghai Expo 2010 - Part 9 ทำไมต้องไป งานExpo อีกครั้งหนึ่ง

ทำไมต้องไป งานExpo อีกครั้งหนึ่งหรือครับ? ต้องตอบว่า ผมเพิ่งจะรู้ว่าเราสามารถมีโอกาสสัมผัสงานระดับโลกแบบนี้ได้ไม่ยากมากนัก และในตอนแรก คิดว่างาน Expo จะเป็นเหมือนงานแสดงสินค้าทั่วๆ ไป (เหมือนงานวัดบ้านเรา เพราะว่าได้เคยไปงานAsian Expo ที่เมืองหนานนิง ที่มณฑลกวางสี เมื่อปีก่อน และได้แวะไปที่พื้นที่ประเทศไทยจัดงาน ไม่ได้แตกต่างงานขายของที่ Impact เมืองทองธานีเลยครับ) หลังจากที่ได้เดินทางไปชมงาน World Expo 2010 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พอกลับมาได้ไม่กี่วันก็เริ่มเขียนบันทึกการเดินทางตอนที่ 1 แล้วก็เกิดความคิดว่าจะต้องหาเรื่องหาราวกลับไปดูงาน Expo แก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่ง ด้วยความเชยและไม่รู้ของผมในการไปชมงานแรกนั้น ผมคิดว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารความเป็นโลกใหม่ ความเป็นโลกภิวัฒน์ ความเป็นจีน ให้กับพวกเราทราบ ไม่อย่างนั้นแล้ว จะเป็นการทำงานที่ขาดวิสัยทัสน์ขาด แรงบันดาลใจ การดำเนินชีวิตและการทำงานคงจะพัฒนาไปได้น้อยมาก โดยเฉพาะทีมงานของสถาบันวิทยาการโซ่อุปทานที่อยู่ในการควบคุมและดูแลของผม

ผมเองก็ยังสงสัยตัวเองอยู่ ว่าอะไรทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานและการดำเนินชีวิตอยู่ได้ เพราะว่าพวกเราๆ ที่ผมรู้จักหลายท่านก็ได้มีโอกาสไปต่างประเทศหลายครั้ง หลายๆ ท่านไปบ่อยกว่าผมเสียอีก ตัวผมเองอยู่ต่างประเทศมาหลายปี ผมก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วเราต้องคิดและทำอย่างไรบ้างเมื่อเราได้ไปเห็นโลกกว้าง ทั้งๆ ที่เราสามารถเดินทางไปเองหรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำมันมาสร้างให้เกิดขึ้นเป็นจริงกับบ้านเรา ไม่เช่นนั้นแล้วอะไรดีๆ ก็คงเกิดขึ้นกับเราหรือบ้านเมืองเราไปอีกมากแล้ว

สิ่งที่หนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าจะต้องกลับไปดูงาน Expo อีกครั้งหนึ่ง คือ ผมคงมีเวลาเหลือไม่มากนัก เลยวัยกลางคนมาแล้ว อยากจะทำอะไรให้เกิดเป็นรูปธรรมกับสังคมบ้าง Better City, Better Life เป็น Slogan ที่สะดุดความรู้สึกผมมาก เพราะสุดท้ายแล้ว เราคงอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยสังคมเมืองที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อลูกหลานในอนาคต งาน Expo น่าจะเป็นแหล่งรวมภูมิปัญญาต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตเราในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งท่านผู้ประกอบการทั้งหลายที่จะเดินทางไปกับผมด้วยนั้นก็ไม่ใช่คนธรรมดาเลย ธุรกิจของท่านเหล่านั้นก็ไม่ใช่เล็กๆ ผมว่าการเดินทางไป Expo ครั้งที่ 2 นี้คงไม่ได้เป็นการเดินทางท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไปซึ่งเน้นไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปชมภูมิปัญญาของโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ของคนจีนเท่านั้น ภายในเวลาอันจำกัดและพื้นที่ซึ่งจำกัด ดังนั้นผมว่าเราต้องเตรียมตัวและเตรียมใจก่อนที่จะเดินทาง หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะนึกว่า คงจะไม่สนุกแล้วล่ะมัง นั่นน่ะสิครับ คงไม่สนุกหรอกครับ แต่อาจจะได้อะไรดีๆ กลับมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคม ถึงตอนนั้นก็ชีวิตอาจจะสนุกขึ้นมาก็ได้ครับ

ระหว่างที่เขียนบทความถึงตอนที่ 9 นี้ ผมได้มีโอกาสพบปะผู้คนที่ได้ไปงาน Expo มาแล้วหลายท่าน ต่างคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ข้อมูลข่าวสารที่แต่ละท่านได้รับนั้นก็แตกต่างกันออกไป น้อยคนนักที่จะมีแนวคิดเหมือนผม แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีคนประเภทนั้นนะครับ ก็มีบ้าง ต้องมีอยู่แล้ว เพราะมีหลายๆ คนที่ไปด้วยกันครั้งที่แล้วกับผม ไปคราวนี้ก็ยังขอไปด้วยกันอีกเช่นกัน แต่ละคนคงจะมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป ดังนั้นตอนไปดูงาน Expo ครั้งหน้า ก็คงจะต้องแบ่งงาน แบ่งกลุ่มกันออกไปดูตามที่ตั้งใจกันไว้ แล้วคงจะต้องกลับมา Share กันด้วยในภายหลัง เพราะแต่ละบทความต่างๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ผมได้อ่านนั้น มักเน้นกันที่การท่องเที่ยวและบรรยากาศภายในงานเป็นเสียส่วนใหญ่

แล้วคงจะมีคนถามว่า ทำไมผมจึงต้องไปอีกครั้งหนึ่ง คำตอบ คือ เพราะว่าตอนไปครั้งแรกไม่ได้เตรียมตัว และทราบข้อมูลเชิงลึกของงาน Expo ซึ่งไม่สามารถหาได้ในร้านหนังสือที่เมืองไทย ใน Internet ก็พอจะมีให้ค้นหาบ้าง เท่าที่ดูก็มี Website ของงาน Expo Online ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมที่สำคัญของงาน Expo นี้ด้วย การไปครั้งที่ 2 คงจะต้องกำหนดและวางแผนให้ดีกว่าเก่า เพราะรู้ถึงสภาพการเข้าชมแล้ว ส่วนผมเองก็คงจะไปดู Pavilion จีน และเรื่องราวของ Theme Pavilion ทั้งหลายให้ครบ และในส่วน ของ Urban Best Practice Area ที่ยังไม่ได้ดูอีกเยอะ และในส่วนของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายที่เคยได้แค่เดินผ่านไป ไปคราวนี้ใครอยากจะไปไหน เดี๋ยวผมหาข้อมูลให้ เตรียมแนวทางไว้ให้ก่อน แต่ก็ไม่แน่ว่า กว่าจะถึงวันงาน คนอาจจะเยอะกว่าเก่าอีกก็ได้ อากาศอาจจะไม่เป็นใจเหมือนคราวที่แล้วก็ได้

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วจะดูแต่ละ Pavilion อย่างไร ต้องมีคู่มือครับ ต้องศึกษาบ้างก่อนไป ต้องรู้ก่อนว่า เขานำเสนอแนวคิดอะไร และมีวิธีการนำเสนออย่างไร อะไรเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของการนำเสนอ และที่สำคัญตรงกับ Theme ของงานหรือไม่ ผมไม่ได้ให้คะแนนอะไรกับ Pavilion ไหนนะครับ พูดไว้เป็นแนวทางเท่านั้น ไหนๆ เสียเงินไปแล้ว ไปทั้งที่ก็ต้องให้คุ้มค่าหน่อย เพราะครั้งแรกที่ผมไป รู้สึกไม่คุ้มค่า ผมน่าจะเก็บเกี่ยวอะไรได้มากกว่านี้ (ไม่ใช่งานไม่ดี ไม่น่าสนใจ)
คนไทยเราไปดูงานต่างประเทศกันเยอะมากๆ ต้องถามว่ากลับมาแล้วทำอะไรกันได้บ้าง หรือเอาไว้ลงประวัติว่ามีประสบการณ์ไปดูงานมา ผมยังคิดอยู่เลยว่า คนจีน 100 คน ไปดูงานกับคนไทย 100 คน ไปดูงานกลับมา คนกลุ่มไหนสร้างประโยชน์ให้กับสังคมของตัวเองได้มากกว่ากัน จริงอยู่ครับ บางคนต้องการพักผ่อนและอยากสนุกสนาน เป็นแค่ไปเที่ยวกันอย่างเท่านั้นจริงๆ ที่จริงแล้วไม่ต้องมีงาน Expo เราก็สามารถไปท่องเที่ยว เที่ยวชมเก็บเกี่ยวหาความรู้พร้อมกับความสนุกสนานได้เช่นกัน ลองนึกดูสิครับว่า จะเที่ยวอย่างไรให้ได้ความสนุกและได้ประโยชน์ด้วยในงาน Expo

เห็นการท่องเที่ยวของชาติอื่นๆ แล้วก็น่าหนักใจสำหรับประเทศไทย เพราะว่าเราต้องอาศัยการท่องเที่ยวเป็นรายได้ก้อนใหญ่เข้าประเทศ มีสิ่งหนึ่งที่ไกด์ของจีนพูดให้ฟังว่า สถานที่ท่องเที่ยวของจีนในเซี่ยงไฮ้นั้น เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ขึ้นมาทั้งนั้น ก็จริงนะครับ เพราะว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราได้ไปมานั้นถูกปรุงแต่งและสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว ดูดเงินจากนักท่องเที่ยวจากสิ่งปรุงแต่งขึ้นมาใหม่เหล่านี้นี่เอง ดังนั้นประเทศไทยเราเองคงจะต้องมานั่งคิดว่าจะสร้างสรรค์งานกันอย่างไรเพื่อที่จะให้ขายนักท่องเที่ยวให้ได้ ผมเองก็ไม่ค่อยรู้ถึงกระบวนการจัดการท่องเที่ยวในเมืองไทยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะว่าไม่เคยเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยเสียด้วย

ยิ่งตอนนี้เป็นยุคของการบูมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) แนวคิดการสร้างสรรค์สิ่งอาจจะไปโดนใจใครบางคน แต่เราก็อย่าไปหลงกับการสร้างกระแสเหล่านี้นัก เพราะคิดว่า หากประเทศอย่างเกาหลีเขาทำได้ เราก็อยากทำบ้าง ผมว่าเราสามารถนำเอาเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้กับการท่องเที่ยวได้ ผมเห็นกิจกรรมหลายอย่างในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มากกว่าการใช้ของเก่า มีการใช้แนวคิดในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่ง คือ การจัดการการดำเนินงาน (Operations Management) เพื่อให้เกิดคุณค่าเพิ่ม (Value Added) และการบำรุงรักษาให้คงอยู่ใช้ประโยชน์ได้ตลอดอายุการใช้งาน รวมทั้งการตลาดและการพัฒนาปรับปรุงให้กิจกรรมนั้นอยู่อย่างยั่งยืนหรือมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หรือต้องเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง หรือมีการผสมผสานของความใหม่และความเก่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ยัดเยียดความเป็นของโบราณแบบตรงๆ ให้ ก็อาจจะไม่เกิดความประทับใจกับนักท่องเที่ยวเท่าไรนัก

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอาจจะไม่ใช่เรื่องของการที่เราคิดอะไรออกหรือคิดได้ ความสร้างสรรค์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่การทำให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้ใช้ต่างหาก นั่นจะเป็นตัวสร้างผลประโยชน์ในระยะยาว ถึงแม้เราจะมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าทำให้เกิดเป็นจริง (Product Realization) ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ มีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่บริษัทนั้นไม่ได้คิดเอง ไม่ได้ผลิตเอง แต่สามารถทำตลาดได้ผลกำไรมากมาย นั่นคือ การจัดการโซ่อุปทานนะครับ ตราบใดที่ท่านยังเข้าไม่ถึงผู้บริโภค ท่านไม่ได้เงินจากผู้บริโภคหรอกครับ เมื่อคิดได้แล้วหรือคิดอย่างสร้างสรรค์ได้แล้วต้องคิดอย่างสรรค์ตลอดกระบวนการโซ่คุณค่าและโซ่อุปทาน ต้องเอาให้ถึงมือผู้บริโภคเลย ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อันใด

ผมว่าผมก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าจะไปงาน Expo อีกครั้งทำไม แต่ผมว่าผมน่าจะค้นพบคำตอบในงาน Expo ว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการไปดูงานในครั้งนี้ เราจะเข้าใจมากขึ้นหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยไม่การเปลี่ยนการปกครอง เขาทำได้กันอย่างไรบ้าง ไม่เหมือนบ้านเราที่บ้านเมืองเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหนเลย ล้าหลังจนดูไม่ได้เลยในมุมมองด้านความคิด ทั้งๆ ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารประเทศมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน งาน Expo ของจีนครั้งนี้น่าจะสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำจีนในการจัดการประเทศได้เป็นอย่างดี ทำให้เราต้องหันมาดูประเทศไทยแล้ว ปล่อยให้ท่านผู้นำประเทศไทยจัดการประเทศอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้แล้ว เราคงจะต้องมาช่วยกันคิดมากๆ แล้วทำอะไรให้เกิดขึ้นบ้างล่ะครับ!

แล้วคุยกันใหม่ครับ

อ.วิทยา สุหฤทดำรง

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 8 กว่าจะมาเป็นงาน World Expo 2010: จากท่านผู้นำประเทศ สู่ท่านผู้ชมงาน

ผมเห็นข่าวงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ในหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีในเมืองไทยมาตลอด ผมรู้สึกว่าเรายังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของงาน World Expo นี้กันเท่าไร ผมยังได้ยินคนพูดถึงงานนี้กันอย่างกว้างขวาง บางหน่วยงานบางบริษัทได้จัดเตรียมให้พนักงานเดินทางไปดูงาน World Expo กัน บ้างก็ไปเที่ยวกันจริงๆ บ้างก็ไปทำงานกันจริงๆ จังๆ ข่าวในโทรทัศน์บอกว่า “ศาลาไทย” หรือ “Thailand Pavilion” ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ติด 1 ใน 7 ของ Pavilion ที่มีผู้เข้าชมสูงสุด มีการกล่าวว่า “น่าภูมิใจที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยต่อสายตาชาวโลก” ผมกลับเห็นแย้งว่าเราอย่านึกถึงงานนี้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเป็นอันขาด ในมุมมองของผมนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าจะให้ผมพูดต่อไปก็คือ ถ้าอยากจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ก็อย่าแสดงให้เห็นเพียงศิลปะวัฒนธรรมไทยทั่วไปที่เราพยายามจะบอกกับชาวโลกว่าของเราดีนักหนา สิ่งนันคงขายได้ไม่นาน มันคงเป็นเพียงประสบการณ์แค่ครั้งเดียวก็เพียงพอ ใครจะมาชื่นชมเรามากมายตลอดทั้งชีวิตของเขา เขาก็มีชาติบ้านเมืองของเขาและวัฒนธรรมของเขาเองให้ชื่นชม เราคิดกันได้แค่นี้จริงๆ หรือครับ?

ถ้าเราจะขายวัฒนธรรมกันจริงๆ แล้ว ก็ต้องเอาอย่างอเมริกัน ญี่ปุ่น เกาหลี พวกเขาขายวัฒนธรรมกัน “ทุกๆ วัน” สร้างใหม่ขึ้นมาเลย แล้วก็ขายได้เลย พวกนี้ไม่ต้องมีชาติหรือประวัติศาสตร์ให้รุ่งเรืองในอดีต เอารุ่งเรืองร่ำรวยในวันนี้เลย เอาเงินจากกระเป๋าเรานี้เอง พวกนี้เป็นนักขายกันจริงๆ ขายได้แล้ว ขายได้อีก ขายกันแบบเป็นมวลชนหรือเป็น Mass หากไม่เชื่อ ให้ลองส่องกระจกตัวเองว่าในตัวเราเองมีความเป็นอเมริกัน ญี่ปุ่น เกาหลีมากน้อยเพียงใด นั่นคือ การขายวัฒนธรรม สรุปแล้ว ผมว่าเราไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจคำว่าวัฒนธรรมเลย เราน่าจะขายวัฒนธรรมไม่เป็น แล้วหลงไปว่าตัวเองดีนักหนา มีวัฒนธรรมที่ดี คนทั่วโลกน่าจะเอาไปใช้ได้ ซึ่งไม่จริงเลย เขาแค่ชื่นชม “ชั่วครั้งชั่วคราว” เท่านั้น

สำหรับงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่มี” การขายสินค้านะครับ บางคนจะไปดูงานอยู่แล้ว ยังถามอยู่เลยว่ามีสินค้าอะไรน่าจะนำกลับมาขายเมืองไทยได้บ้าง มีแต่แนวคิดที่นำกลับมาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ เสียแต่ค่าผ่านประตู แต่เราจะนำแนวคิดหรือถอดแนวคิดจากสิ่งที่ประเทศต่างๆ ที่นำเสนอได้หรือไม่ สำหรับศาลาไทยนั้นมีชื่อแนวคิดคือ “ความเป็นไทย วิถีแห่งความยั่งยืนของชีวิต (Thainess : Sustainable Way of Life)” ดูแค่ชื่อแล้วผมก็ชอบครับ แต่ต้องไปดูเอง เพราะชื่อแนวคิดหรือ Theme ที่ตั้งขึ้นมานี้สอดคล้องไปกับ Theme ของงาน แต่ทำไมเวลาประชาสัมพันธ์หรือคนที่เข้าไปดูแล้ว มักจะออกมาด้วยความชื่นชมว่า “เป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ดี” ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการจัดงานมากๆ เพราะไม่ใช่เรื่องการท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะว่าคนที่เข้าไปชมงานอาจจะยังไม่เข้าใจแนวคิดหลักของการจัดงาน World Expo ที่มีแนวคิด Better City, Better Life แม้แต่คนไทยที่เข้าไปดูแล้วยังไม่เห็นแก่นหรือ Theme ของการนำเสนอ อาจจะเป็นที่การนำเสนอเองด้วยหรือไม่ แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่ คงเป็นเพราะผู้ที่เข้าชมไม่ได้รับข้อมูลและไม่ได้ทำความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการจัดงาน World Expo

ที่จริงแล้ววิถีไทยของเราแต่โบราณก็มีแนวทางการดำรงอยู่ของความเป็นเมืองและสังคมที่สงบและเรียบง่าย เพียงแต่เราจะต้องเข้าใจและถอดรหัสวัฒนธรรมการดำรงชีวิตอยู่ของคนไทยออกมานำเสนอสำหรับผู้ที่เข้าชม มองหรือศึกษาให้เห็นแก่นหรือแนวคิดหรือความเป็นนามธรรม เพื่อว่าผู้ที่เข้าชมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หรืออาจจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการลงทุนกับไทย หรือเกิดความมั่นใจในความเป็นไทยในฐานะที่พวกเขาจะต้องเข้ามาติดต่อการค้ากับไทยหรือใช้สินค้าไทยในอนาคต ถ้าวิถีไทยถูกถอดรหัสจากความเป็นไทยในเชิงรูปธรรมสู่ความเป็นนามธรรม และสามารถนำออกไปใช้ในบริบทอื่นๆ ของประเทศต่างๆทั่วโลกจนได้เป็นรูปธรรมต่างๆที่มีประโยชน์ต่อพวกเขา ผลตอบแทนจะกลับเข้ามาสู่ประเทศในรูปแบบต่างๆ ในอนาคตได้ ตัวอย่างที่ดีคือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่มีความเป็นนามธรรมมาก (แต่หลายคนตีความผิด) ซึ่งที่จริงสามารถนำไปประยุกต์ได้ในหลายๆ บริบท

งาน Expo ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ Registered และ Recognized งาน Expo ประเภท Registered บางครั้งเราก็เรียกว่า Universal Expositions ซึ่งมีนิทรรศการแสดงแนวคิด (Theme) ต่างๆรวมทั้งแนวคิดที่ใหม่ๆ หลากหลายออกไป ระยะเวลาการจัดงาน Expo ประเภทนี้ คือ 6 เดือน และช่วงห่างของการจัดงาน Registered Expo คือ 5 ปี ส่วนงาน Expo ประเภท Recognized หรือเรียกอีกอย่างว่า Specialized Expo ซึ่งจะเป็นงาน Expo ที่เจาะลึกเป็นเรื่องๆ ไป โดยปกติงานประเภทนี้จะมีระยะเวลาในการจัดงานประมาณ 3 เดือน และจะจัดในช่วงระยะห่าง 5 ปี ของการจัดงาน Registered Expo งาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ ถือว่าเป็นงาน Registered Expo ซึ่งสังเกตได้จากปีที่ลงท้ายด้วย 0 หรือ 5 (เช่น ค.ศ. 2010, 2015)

หลายคนอาจจะคิดว่าประเทศไทยน่าจะจัดประเภทนี้ได้บ้าง เราก็ได้เคยเป็นเจ้าภาพการจัดงานใหญ่ๆ ระดับโลกมาหลายงาน ลองมาดูกันครับว่าประเทศจีนเขาทำกันอย่างไร เริ่มที่เมื่อ 20 กว่าปีเมื่อปี 1985 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดงาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่มีการดำเนินการอะไรต่อในปีต่อมา แต่ประเด็นของการเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน World Expo ก็ยังอยู่ในวาระเสมอ จนมาถึงปี 1993 รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่งสำหรับการเป็นเจ้าภาพงาน World Expo นี่

ในปี 1999 ประเทศจีนได้เป็นประเทศแรกที่ประกาศตัวเสนอเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo ในปี 2010 และในปีนั้น ประเทศจีนก็ได้มีโอกาสที่ส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการบริหารของ BIE (International Exhibition Bureau) ในปี 2000 ทางการจีนได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อนำเสนอการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo และประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่ได้ยื่นเอกสารข้อเสนอการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo 2010 ต่อ BIE เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2002

ตั้งแต่งาน Expo ครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในปี 1851 การจัดงาน World Expo 2010 นี้นับเป็นครั้งแรกที่มี 5 ประเทศเข้ามาแข่งขันเพื่อยื่นข้อเสนอเป็นเจ้าภาพจัดงานในเวลาเดียวกัน จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่างาน World Expo มีเสน่ห์และมีอิทธิพลต่อประชาคมโลกเพียงใด ในวันที่ 3 ธันวาคม 2002 เป็นวันที่เมืองเซี่ยงไฮ้ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ประเทศจีนจึงถือเป็นประเทศแรกของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo

ประธานาธิบดี หูจินเทา ได้กล่าวไว้ว่า “เราควรจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดของประเทศและเก็บเกี่ยวภูมิปัญญาของโลก เพื่อที่จะทำให้ งาน Expo ที่เซี่ยงไฮ้เป็นงาน Expo ที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นงาน Expo ที่มิอาจลืมเลือนได้” หลังจากนั้นทางการจีนได้จัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อ สำนักงานประสานงาน Shanghai World Expo เพื่อเป็นหน่วยงานในการวางแผนและดำเนินงานเพื่อให้เกิดเป็นงาน World Expo ในวันนี้

เมื่อเราได้ทราบถึงขั้นตอนและความพยายามในการจัดงาน World Expo ของประเทศจีนแล้ว ทำให้เราเห็นพลังและแรงใจรวมทั้งจิตวิญญาณของความเป็นจีนที่ต้องการแสดงให้ทั้งโลกได้เห็น และเราก็ได้เห็นมาผลแล้วในการจัดงานกีฬาโอลิมปิค 2008 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่การวางแผนและการดำเนินตามแผนงานที่วางไว้เป็นเวลานานนับสิบปีจะมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของหลายรัฐบาลหรือผู้นำหลายคนตามวาระการบริหาร

งาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้คาดหวังว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 70 ล้านคนตลอดระยะเวลาจัดงาน 6 เดือน (เขาว่ากันว่า Disney Land 10 แห่งทั่วโลก มีผู้เข้าชมเกือบ 120 ล้านคน หรือไม่ถึง 60 ล้านคนในระยะเวลา 6 เดือน ลองเปรียบเทียบกันนะครับ) รวมทั้งมีประเทศที่เข้าร่วมกว่า 200 ประเทศ ซึ่งคาดว่าตัวเลขหรือจำนวนต่างๆ ในงาน Expo ครั้งนี้จะเป็นประวัติการณ์ที่จะทำลายสถิติของงาน World Expo ทุกครั้งที่ผ่านมา ผมได้อ่านคำกล่าวของประธานาธิบดีจีนที่ผมได้คัดลอกมาก่อนหน้านี้แล้ว ผมรู้สึกบอกไม่ถูก ประเทศจีนผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้บอกตัวเองเลยว่าตัวเองเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ทั้งๆ ที่มีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน แต่ท่านผู้นำกลับบอกว่า “ให้เราทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดในการเก็บเกี่ยวภูมิปัญญาของโลก” ก็เป็นอย่างที่ผมได้วิเคราะห์ไปในตอนต้นๆ (ตอนไหนก็จำไม่ได้แล้วครับ) ว่า ประเทศจีนได้นำเอาภูมิปัญญาของโลกทั้งโลกมาไว้ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อให้คนจีนและคนอื่นๆ ทั้งโลกได้ศึกษา เพื่อค้นหาตัวตน และพัฒนาตัวตนขึ้นใหม่สำหรับอนาคต เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและอย่างยั่งยืน

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า งานใหญ่ๆ อย่างนี้จะต้องอาศัยภาวะผู้นำและกระบวนการจัดการที่เป็นระบบเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะเป้าหมายทางสังคม คณะกรรมการจัดงานคงจะต้องอาศัยการประสานงานจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสรรค์ วางแผน และดำเนินงานเพื่อมาเป็นงาน World Expo ที่เราได้ไปชมมา (หรือกำลังจะไปชม) เรามาลองนึกดูว่า ถ้าเราหรือประเทศไทยเราจะจัดงานประเภทนี้ เราจะทำอย่างไร ผมคิดว่าเรามีศักยภาพพอ มีความรู้และมีประสบการณ์แต่ในเพียงระดับหนึ่ง อะไรควรจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ อะไรเป็นสิ่งที่ประเทศจีนมี แต่เราไม่มี และอะไรที่ทุกประเทศสามารถมีได้ ประเทศไทยอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo หรือแม้แต่กีฬาโอลิมปิค แต่เราก็สามารถที่จะเข้าร่วมงาน World Expo ได้ แต่คงจะไม่ใช่ ไปแสดงสินค้าหรือไปแสดงความเป็นไทย และคิดว่าตัวเองดีกว่าชาติอื่นๆ แต่เราจะต้องไปแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาไทยเพื่อที่จะแบ่งปันให้กับชาวโลกเพื่อให้เกิดพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน และขณะเดียวกันก็สร้างความพร้อมของตัวเองและเปิดใจด้วยความถ่อมตัวในการไปเรียนรู้ภูมิปัญญาของโลกที่ทุกประเทศนำมาเสนอ

ดังนั้นเราจะไปงาน World Expo ทั้งที ก็คงจะไม่ได้แค่เตรียมเงินไป Shopping กันอย่างเดียวนะครับ แต่เราจะต้องความพร้อมทางด้านปัญญาและความใจกว้างในการเรียนรู้ภูมิปัญญาของโลก โดยเฉพาะแนวคิดของการพัฒนาเมืองเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งแนวคิดนี้จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราโดยตรงในปัจจุบันและอนาคต

แล้วคุยกันใหม่ครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง


นำ ประสบการณ์ เที่ยว Shanghai Expo 2010 มา เล่า แนะนำ เดินชม อย่างไร ไปตอนไหน น่าสน

Shanghai Expo 2010 - Part 7 Innovations in Shanghai Expo 2010

Blog นี้นับเป็นตอนที่ 7 ที่ผมเขียนเกี่ยวกับ Shanghai Expo 2010 ครับ...

เมื่อผมได้หนังสือ Official Guidebook จากบริเวณหอไข่มุก ก่อนวันเข้า Expo 1 วัน ผมได้เปิดอ่านไปเรื่อยๆ จนมาสะดุดที่เรื่อง Urban Best Practice Area หรือที่เรียกกันว่า UBPA ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ Zone E ทางฝั่งเมืองเก่า ประเด็นเรื่องการพัฒนาเมืองทำให้ผมมีความตั้งใจที่อยากจะเข้าไปชมเรื่องราวของ UBPA นี้มาก ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่มักอยากไปดู Pavilion ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ผมก็ไม่เข้าใจตนเองว่าอะไรที่ทำให้ผมเกิดความอยากดูเรื่องราวของ UBPA นี้ น่าจะเป็นเพราะคิดว่านั่นคืออนาคตของเรา แต่ผมก็ผิดหวังในวันแรก เพราะว่าคณะทัวร์เราพาเดินข้ามไปทางฝั่งเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายผมก็ได้ไปดู UBPA ในวันที่ 2 แต่ก็ผิดหวังอีกเพราะไม่มีเวลามากพอที่จะได้ดูอย่างละเอียด เพราะมันเยอะและกว้างใหญ่มากๆ ภายในเวลา 4 ชั่วโมงของวันที่ 2 ก็ไม่สามารถเพียงพอได้เลย ก็ยังคงคาใจอยู่

ในงาน World Expo ที่ เซี่ยงไฮ้นี้ มีนวัตกรรมอยู่ 2 อย่าง คือ Urban Best Practice Area และ Expo Shanghai Online (ซึ่งอย่างหลังผมเข้าใจว่า คือ เว็บไซต์นี้ http://en.expo.cn/) เขาว่ากันว่า นวัตกรรมนี้จะทำให้งาน Expo นี้เป็นที่จดจำไม่รู้ลืมและงาน World Expo ก็จะไม่มีวันที่จะถูกปิดฉากลง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นนวัตกรรมได้อย่างไร? เพราะยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสมากนัก แต่ในใจแล้วผมว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรามากๆ ก่อนที่ประเทศจีนจะประสบความสำเร็จในการยื่นข้อเสนอเป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo 2010 ต่อ BIE ประเทศจีนได้มีการเสนอแนวคิดของการเพิ่มประเด็นของ Urban Experimental Area ในเอกสารข้อเสนอ ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนเป็น Urban Best Practices Area

ประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติต่างๆ ก็เป็นสมาชิกผู้ร่วมงานหลักในงาน World Expo ผู้จัดงาน Expo เซี่ยงไฮ้ ได้เชิญเมืองต่างๆ จากภายในประเทศและจากต่างประเทศที่มีข้อปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของการพัฒนาเมืองมาเข้าร่วมงานในฐานะผู้ที่ร่วมงานอิสระ เมืองต่างๆ เหล่านี้ถูกคาดหวังว่าจะต้องแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์และแนวคิดที่เป็นเลิศใน Best Practices ในการพัฒนาเมือง ซึ่งจะต้องถูกเพิ่มเติมเป็นสีสรรค์ในงาน Expo นี้

UBPA จะเป็นสถานที่ซึ่งเป็นแบบจำลองที่บูรณาการฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด เช่น ชีวิตในเมือง เวลาพักผ่อน และการคมนาคม ในบริเวณนี้จะสาธิตให้เห็นถึงข้อปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งได้ถูกนำไปใช้งาน และพิสูจน์แล้วว่าสามารถเป็นตัวอย่างและตัวชี้นำในการพัฒนาเมืองในอนาคตได้ ผู้เข้าชมก็น่าจะได้ความพึงพอใจในความก้าวหน้าหรือนวัตกรรมของชีวิตในเมือง

ในพื้นที่บริเวณของ UBPA นี้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งของงาน Expo ในรอบ 150 ปี และเป็นครั้งแรกที่เมืองต่างๆ ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมงาน Expo ในฐานะผู้เข้าร่วมงานอิสระ UBPA จะแสดงถึงข้อปฏิบัติ (Practices) ที่ได้ถูกนำไปใช้โดยตัวแทนเมืองต่างๆ ในการปรับปรุงคุณภาพของชีวิตในเมืองและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของคุณค่าของการมีนวัตกรรมและการได้รับความนิยม

ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2008 ซึ่งเป็นเวลากว่า 1 ปีในการเชื้อเชิญและคัดเลือก กรณีศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกให้มาออกงาน Expo มีอยู่เป็นจำนวน 59 กรณีศึกษา งานนี้ประเทศจีนลงทุนไปมากๆ ในการพัฒนาประเทศสู่ยุคใหม่ แล้วจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาคนจีนให้เข้าใจโลกาภิวัตน์และความเป็นอยู่ในอนาคต ดังนั้น คนจะมีคุณภาพที่ดีได้ก็ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีเสียก่อน ผมจึงคิดว่านั่นคือแนวคิดของเขา (แล้วของเราล่ะ คิดกันอย่างนี้หรือไม่ ผมสะท้อนใจจากสภาพที่เห็นบริเวณตลาดเมืองไทยที่ไปมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คือพอดีมีเวลาว่างเล็กน้อยช่วงบ่ายแก่ๆ หลังจากเสร็จภารกิจที่มหาวิทยาลัย ผมจึงพาลูกไปเดินซื้อของที่สะพานเหล็กและคลองถม ไม่เดินมานานแล้ว รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของคนไทยเราไม่น่าจะได้พัฒนาไปมากเท่าไรนัก)

ในงาน Expo นี้ ประเทศจีนจึงได้นำเอากรณีศึกษาของเมืองในประเทศต่างๆ มาแสดงให้คนจีนได้ดูและได้ศึกษาเป็นตัวอย่างในการพัฒนาเมืองและการดำเนินชีวิตในอนาคต ทำไมผู้นำของเขาสามารถคิดได้ สามารถวางแผนระยะยาวได้ มีการดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้ นั่นทำให้ประเทศได้พัฒนาไปอย่างนี้ ทั้งหมดนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำเท่านั้น นอกจากวิสัยทัศน์แล้ว ผู้นำยังต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชน ถ้าประชาชนอยู่ได้ ประเทศชาติก็อยู่ได้ ไม่ใช่ผู้นำมารีดเอาส่วนแบ่งจากงบประมาณในการสร้างความเป็นอยู่ให้ประชาชน ถ้าประชาชนมีความเป็นอยู่ไม่ดี มีรายได้น้อย ภาครัฐก็เก็บภาษีได้น้อยเช่นกัน งบประมาณก็น้อยลง โกงกินก็ไม่ได้ ถ้าอยากจะโกงกินกันให้มากก็ต้องทำให้รัฐมีรายได้ให้มากขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดี ทำงานดี มีรายได้ แล้วก็เสียภาษีให้รัฐ ไม่ใช่ใช้วิธีกู้เอา กู้เอา เพื่อจะได้มีงบประมาณ แต่ประชาชนก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อเมืองยกระดับ ชีวิตผู้คนก็จะดีขึ้น ผมคิดว่าความรู้และปัญญาก็จะเกิดขึ้น (แต่กิเลสของมนุษย์ยังคงเดิม) ปัญญาต่างหากที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานของสังคม การโกงกินก็ควรจะน้อยลงหรือสามารถควบคุมได้ ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่มี แต่ควรจะน้อยลงไป

กลไกความคิดของผู้นำไทยต่างกับผู้นำจีนอย่างไร ใครบอกได้ไหมครับ? ผู้นำจีนรู้ไหมว่าถ้าไม่วางแผนสำหรับคน 1,300 ล้านคน ความซับซ้อนทั้งในการจัดการประเทศและการดำรงชีวิตของคนจีนเอง คงทำให้ประเทศจีนโกลาหลและจนแน่ๆ แต่ถ้าประเทศจีนสนับสนุนให้ทุกคนทำงานสร้างรายได้ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ชีวิตที่ดีๆ ก็น่าจะมาจากความเป็นอยู่ที่ดีๆ นั่นเอง ใครเป็นคนต้นคิดกันนะ ที่จริงแล้วประเทศจีนก็ไม่ได้ประโยชน์คนเดียวหรอก ประชากรโลกทั้งโลกก็ต้องได้ด้วยจากงานนี้ เพียงแต่ต้องเข้าถึง UBPA ให้ได้ ผมก็ไม่ได้คิดว่าคนไทยหรือผู้นำไทยคิดไม่ได้หรือคิดไม่เป็น ที่มีคิดได้ก็มีอยู่เยอะ มีคิดได้มากๆ ก็มีอยู่เป็นบ้างคน แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือคิดไม่ตลอดรอดฝั่ง หรือคิดในเชิงยุทธศาสตร์ไม่เป็น คิดได้แต่สั้นๆ เท่านั้น

ผมเห็น UBPA แล้วต้องคิดถึงตัวเองและเพื่อนร่วมโลกว่าในอนาคต ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร ใครจะเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของเรา? กรอบความคิดของเราคงจะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยเราแล้ว แต่เป็นขอบเขตของโลกและมนุษยชาติมากกว่า ถึงแม้ว่า UBPA ดูจะไม่โดดเด่นมากนักในงาน Expo ครั้งนี้ ทั้งที่ควรจะโดดเด่น ประเด็นของ UBPA จะสอดคล้องกับ Theme Pavilion และมีความสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตของเราในอนาคต

เรื่องของการมีชีวิตอยู่ในเมืองปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากเราลองเดินดูไปตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองต่างๆ ของประเทศไทยเรา ชีวิตความเป็นอยู่ในเมือง ทั้งต่างจังหวัดและในเมืองใหญ่ จะพบว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้พัฒนาไปในทางที่ดีนัก ผมคิดว่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ในหลายๆ แห่งแย่มากๆ สกปรกมาก ไม่ได้สกปรกเพียงทางกายภาพ แต่เป็นในทางสายตาด้วย จริงๆ แล้ว กรุงเทพฯ เราก็พัฒนามาและสะอาดขึ้นมาก แต่ผมยังรู้สึกว่าสกปรกในสิ่งที่เราไม่เห็น โดยเฉพาะอากาศที่เราหายใจ เรารู้สึกภูมิใจในอาหารที่วางขายอยู่ข้างถนนที่มีให้เลือกอยู่มากมาย (และเกือบตลอดเวลาในหลากหลายสถานที่ต่างๆ รอบๆ กรุงเทพฯ) แต่เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรารับเข้าไปนั้นจะมีความปลอดภัยต่อชีวิตเราหรือไม่

ผมกลับมองว่า UBPA ที่แสดงใน World Expo นี้ไม่ใช่นวัตกรรมที่เป็นชิ้นงานหรือชิ้นส่วนของเครื่องไม้หรือเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กลับเป็นกลุ่มของแนวคิดและการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา นวัตกรรมที่สำคัญ คือ การล้างสมองมนุษย์ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิมและรู้จักการอยู่ร่วมกับโลกมากกว่า ใครจะไปรู้ว่า UBPA และเทคโนโลยีต่างๆ อาจจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าเราไม่เปลี่ยนความคิดเราใหม่ ในทางตรงกันข้าม UBPA อาจจะเป็นบันไดอีกขั้นในการนำพามนุษย์ให้เกิดการเปลี่ยนใจเปลี่ยนความคิดในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ เพราะว่าโลกเราจะพังก็เพราะน้ำมือเรา ที่จริงจะเรียกว่าโลกของเราไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของโลกนี้ เราเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยเท่านั้น และเป็นผู้อยู่อาศัยที่เนรคุณต่อโลกมาโดยตลอด ทำลายโลกโดยไม่ได้อะไรที่ดีให้คืนต่อโลกเลย

ผมว่าประเทศจีนเข้าใจในประเทศเหล่านี้ ดังนั้น เครื่องยนต์ต่างๆ ในงานจึงเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า 8 ที่นั่งสำหรับชมงาน และรถเก็บขยะ) มีการนำรถไฟฟ้ามาใช้ภายในงานและอีกหลายบริเวณของเมืองเซี่ยงไฮ้ เพราะว่านั่นเครื่องเป้าหมายที่จะต้องถูกพัฒนาไป เมืองเซี่ยงไฮ้มีประชากรประมาณ 20 ล้านคน บนพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร มีตึกที่สูงๆ เป็นพันแห่ง จากข้อมูลที่ฟังคนจีนบอกเล่ามา ผมอยู่เซี่ยงไฮ้ประมาณ 6 วัน ผมรู้สึกสบาย ไม่ได้เป็นหวัดหรือไอแต่อย่างใด แต่เมื่อผมกลับมาถึงสุวรรณภูมิ ขึ้นแท๊กซี่กลับบ้านเท่านั้น ผมรู้สึกเจ็บคอทันที รู้สึกว่าอากาศไม่ค่อยสะอาดเท่าไรนัก นั่นน่าจะเป็นอะไรที่น่ากังวลมากๆ สำหรับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างผมและพวกเรา

แล้วเราจะนำเอาแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมจากงาน Expo ครั้งนี้มาใช้ได้อย่างไร สิ่งสำคัญ เราคงจะต้องสร้างนวัตกรรมทางสังคมของคนไทยเรากันเองเสียก่อน เพื่อที่จะรับนวัตกรรมทางกายภาพที่เป็นสากลต่างๆ เข้ามา เราต้องเตรียมความพร้อมของสภาพความคิด ระดับของความคิดและจิตใจ ผลที่ได้คือ ความมีระเบียบ มีวินัยในสังคม เราเคยคิดว่า ประเทศจีนยังล้าหลัง ไม่มีระเบียบ เวียดนามก็ยังไม่เป็นระเบียบเลย แต่ถ้าประเทศเหล่านี้สามารถควบคุมสังคมได้ สร้างระเบียบและวินัยให้เกิดขึ้นได้ในสังคม นวัตกรรมต่างๆ ก็จะถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วประเทศไทยมีระเบียบวินัยอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเรานั้นยอมรับได้หรือไม่ มันเป็นแค่ความสบายง่ายๆ ที่ทุกคนต้องการ แต่กลับสร้างความไม่เป็นระเบียบและไม่มีวินัยทางสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถ่วงความเจริญของประเทศไปโดยไม่รู้ตัว ยิ่งขณะนี้ประเทศเราสับสนในความคิด ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวล้ำข้ามความก้าวหน้าทางด้านจิตใจหรือสังคมไทยของเราไป เพราะความไม่พร้อมของระเบียบและวินัยทางสังคมจึงทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการใช้นวัตกรรมกับระดับความตระหนักและความมีวินัยของผู้คนในสังคม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เห็นได้จากเหตุกาณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานั่นเอง

สำหรับประเทศจีนนั้น ผมคิดว่าเขากำลังพัฒนาทั้ง 2 ด้าน คือ นวัตกรรมทางกายภาพ และพัฒนาสังคมของเขาให้เจริญไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่มีอยู่ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของเขา เราเองต้องลองมองย้อนกลับมาดูประเทศไทยว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเรา ถึงแม้ว่า เราทุกคนจะปลอบใจตัวเราเองว่า จงทำตัวเองให้ดีที่สุด ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเท่าไรนัก เหมือนกับการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ที่มีผู้เล่นที่ต่างคนต่างเล่น ถึงแม้ว่าทุกคนจะเล่นในบทบาทของตัวเองให้ดีที่สุด ผลลัพธ์ออกมาก็ไม่น่าจะได้ดีที่สุด การจัดการโซ่อุปทานจึงต้องการผู้นำที่เข้าใจสภาพแวดล้อมที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าหรือประชาชน ผู้นำที่เข้าใจคุณค่าของสมาชิกทุกคนในโซ่อุปทาน ผู้นำที่ประสานผลประโยชน์และสร้างภาวะการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ของทุกคนเพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดของโซ่อุปทานประเทศ และจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ของทุกคน แต่อาจจะไม่ใช่ผลประโยชน์สูงสุดในเวลานั้น และที่สำคัญผู้นำจะต้องนำการเปลี่ยนแปลง (Leading Changes) ได้จะต้องมีความพร้อมในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสำหรับโครงสร้างโซ่อุปทาน

ผู้นำจีนอาจะไม่รู้จักเรื่องการจัดการโซ่อุปทานแบบเป็นทางการ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้นำจีนกำลังทำอยู่ คือ การจัดการโซ่อุปทานของประเทศจีน (National Supply Chain) โดยเฉพาะโครงสร้างของเมืองซึ่งประกอบไปด้วยโซ่อุปทานที่สร้างคุณค่ามากมายที่ผลต่อเศรษฐกิจและต่อคนในโซ่อุปทานเอง เมืองถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการไหล (Flow) ของทรัพยากรต่างๆ ในการสร้างคุณค่าสำหรับทุกๆ โซ่อุปทาน ผู้คนที่อยู่ในเมืองที่มีหน้าที่ในการสร้างคุณค่าให้กับโซ่อุปทานต่างๆ ของเมือง ถ้าเมืองมีความพร้อม คนในเมืองก็จะมีชีวิตที่ดี คนในเมืองนั้นจึงสามารถใช้กำลังความคิดที่ดีในการพัฒนาทั้งเมืองและโซ่อุปทานไปด้วยกันได้ คุณค่าที่เพิ่มขึ้นหรือพัฒนาขึ้นก็จะเป็นผลประโยชน์กลับคืนมาสู่คนและเมือง นั่นเป็นความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่มีความสำคัญต่อสังคมโลกอย่างยิ่ง อยากให้เมืองไทยซึ่งก็มีคนคิดอย่างนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสที่จะนำเสนอหรือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถนำแนวคิดเหล่านั้นมาใช้บ้าง

อยากฝากท่านผู้อ่านไปลองคิดดูนะครับ อาจจะยากไปสักนิด แต่โลกนี้ไม่มีอะไรง่ายหรอกครับ ถ้าเราอยากจะพัฒนา สิ่งที่ยากที่สุดก็คือจิตใจและความคิดของเรา รวมทั้งจิตใจและความคิดของคนอื่นๆ ที่เราอยากจะให้เขาเปลี่ยนไปตามเรา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ แล้วสิ่งที่เราคิดนั้นถูกแล้วหรือ? ใครจะตอบได้ ไม่มีใครตอบได้หรอกครับ มันแสดงให้เห็นอยู่ที่สังคมมากกว่า เราเห็นจากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราว่า สังคมทนต่อแรงเสียดทานได้มากน้อยหรือไม่ สังคมเรามีความเปราะบางมากน้อยแค่ไหน สังคมเรารองรับการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ ผมอยากให้เราไปเที่ยวและดูงานแล้วได้คิดต่อ และกลับมาทำอะไรให้เกิดประโยชน์บ้าง

แล้วคุยกันใหม่ครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง

นำ ประสบการณ์ เที่ยว Shanghai Expo 2010 มา เล่า แนะนำ เดินชม อย่างไร ไปตอนไหน น่าสน

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 6 Theme Pavilion

ในตอนที่แล้วผมเล่าให้ฟังเรื่องของ China Pavilion ซึ่งเป็น National Pavilion ของจีนประเทศเจ้าภาพงาน Pavilion นี้จึงจะต้องมีจุดเด่นที่สามารถเป็น Landmark ของงานได้ ที่จริงแล้วยังมี Theme Pavilion อีกที่น่าสนใจตามแนวคิดของการจัดงาน World Expo 2010 ผมได้เข้าชมบาง Theme Pavilion มาแล้ว ซึ่งดูจะไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เพราะไม่ค่อยมีแถวคอยรอคิว ไม่เหมือน China Pavilion หรือ Pavilion ของประเทศใหญ่ๆ เนื่องจากผมพอจะมีความรู้และเข้าใจในความหมายของงาน World Expo ครั้งนี้ที่ว่า Better City, Better Life จากการอ่านตามที่ได้เล่าไป จึงมุ่งหน้าไปยัง Theme Pavilion เหล่านี้ เพราะคิดว่าสิ่งที่จะได้รับน่าจะมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราในอนาคตมากกว่าหรือเพื่อการต่อสู้แข่งขันในชีวิตและธุรกิจ ถ้าไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง ก็อาจจะต้องต่อสู้หรือเปลี่ยนแปลงเพื่อครอบครัวและลูก หรือถ้าจะกล่าวให้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีหน่อย ก็ต้องบอกว่าเพื่อสังคมส่วนและประเทศชาติ เป็นไงครับ พอจะดูเป็นคนมีภาพลักษณ์เพื่ออุดมการณ์บ้างไหม

Theme Pavilion จะเป็นสิ่งที่เป็นพาหนะในการสื่อสารให้เข้าถึงแก่นสำคัญของงาน World Expo 2010 ที่ เซี่ยงไฮ้ ให้กับคนจีนและคนชาติ
ต่างๆ ที่เข้าชมงาน สถาปานิกและนักวางแผนจากทั่วโลกได้ถูกเชิญให้มาร่วมในการออกแบบและก่อสร้าง Theme Pavilion ต่างๆ นี้ สำหรับตัว Theme Pavilion นั้นมี Sub-Pavilion เชื่อมต่อกันอยู่ภายใน และเป็นอาคารนิทรรศการขนาดใหญ่ที่มีนวัตกรรมการสร้างโดยไม่มีเสากลาง ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมเชิงนิเวศและมีการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ ทั้งยังมีการการออกแบบต่างๆมากมายที่จะประหยัดพลังงานและลดการ Emission หลังจากงานจบลงแล้ว ตัว Pavilion ก็จะกลายไปเป็นศูนย์แสดงนิทรรศการนานาชาติ Theme Pavilion มีไว้สำหรับแสดงแนวคิด (Concept) อย่างเดียวเท่านั้น โดยปราศจากการชักชวนเพื่อการลงทุนหรือการประชาสัมพันธ์ประเทศ Theme Pavilion ได้ถูกชี้นำโดยพันธกิจเพื่อที่ถ่ายทอดแก่นสาร (Theme) ของงานและส่วนเพิ่มเติมด้วยการออกแบบที่หลากหลายและมีชีวิตชีวาสำหรับประสบการณ์ในการเข้าชมงาน Theme Pavilion จะทำให้ผู้เข้าชมต้องบอกต่อๆ กันถึงประสบการณ์ที่ทำให้รู้ชัดยิ่งขึ้นของ Theme เมือง และชีวิตที่อยู่ในเมือง

Theme Pavilion ของงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ มีแนวคิดอยู่ 5 ประการ คือ คน (People), เมือง (Cities), โลก (The Earth), ร่องรอย (Footprint) และความฝัน (Dreams) ดังนั้น งาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้นี้จึงมี Theme Pavilion 5 แห่ง คือ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง (Urban Dwellers) ความเป็นอยู่ของเมือง (Urban Being) และโลกของเมือง (Urban Planet) ทั้ง 3 แห่งนี้อยู่ภายในอาคารนิทรรศการแห่งใหม่ ในฝั่งผู่ตง ส่วน Pavilion ร่องรอยของเมือง (Urban Footprint) และเมืองในฝัน (Urban Dream) นั้นมี Pavilion ขนาดใหญ่อยู่ทางฝั่งเมืองเก่า (Puxi)


ผมได้มีโอกาสเข้า Urban Planet Pavilion ที่อยู่ฝั่งเมืองใหม่ ผู่ตง ดูตื่นตา ตื่นใจดีครับ กระตุ้นจิตสำนึกเราให้เข้าใจโลกได้ มีเทคนิคการนำเสนอและการแสดงด้วยแสง สี เสียง ที่ตื่นตาตื่นใจทีเดียว ส่วน Urban Footprint Pavilion ที่อยู่ฝั่งเมืองเก่า (Puxi) นั้นผมเดินผ่านไปก่อน เพราะมีแถวคอยรอคิวที่ยาวเกินที่ผมตั้งเป้าไว้ คิดว่าจะได้เดินย้อนมาเข้าใหม่ แต่ก็หมดเวลาเสียก่อน คราวหน้า 23-27 ก.ค. 53 ต้องไม่พลาดแน่ครับ และผมก็มีโอกาสไปเข้า Urban Dream Pavilion ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่คล้ายโรงงานหรือโรงไฟฟ้า ที่มีเสาสูงที่แสดงอุณหภูมิของอากาศในเวลานั้นเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ขนาดใหญ่ ก็นับว่าเป็น Pavilion ที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในอนาคต พร้อมๆ กับเทคนิคการนำเสนอที่มีชีวิตชีวามากๆ

คราวนี้ลองมาดูกันว่าจากที่ผมค้นคว้ามาได้ ในแต่ละ Theme Pavilion หลักๆ นั้นมีอะไรบ้าง มาที่แรกเลยครับ
The Urban Dweller Pavilion เป็น Pavilion ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ คุณภาพชีวิตในเราโดยทั่วไปจึงหมายถึงการมีอาหารการกินที่พอเพียง เครื่องนุ่งห่ม และความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ที่จริงแล้วมันก็คือ ปัจจัย 4 ของมนุษย์ด้วยนั่นล่ะครับ ความหมายที่ 2 ยังหมายถึงการได้รับการปฏิบัติด้วยการให้เกียรติกัน มิตรภาพและความรัก สุดท้ายแล้ว ยังมีความหมายถึงการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization) และการข้ามพ้นตัวเอง (Self-transcendence) The Urban Dweller Pavilion จะตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการ 3 อย่างที่กล่ามาในฐานะที่เป็นเสมือนเส้นด้ายยืนและใช้อีกหลายๆ ส่วน เช่น การบูรณาการ การอยู่รอด การสัมผัส และการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง มาถักทอรวมกันเพื่อที่สำรวจว่าเมืองจะทำให้ผู้คนในเมืองพึงพอใจได้อย่างไร? เมืองจะมีผลต่อการใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างไร? และเมืองจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในเมืองได้อย่างไร?

ส่วนใน
The Urban Beings Pavilion จะมองเมืองเป็นเหมือนสิ่งที่มีชีวิตประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของระบบธรรมชาติซึ่งประกอบไปด้วยสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกลุ่ม เมืองๆ หนึ่ง ก็คือ สิ่งมีชีวิตประดิษฐ์ เมื่อเมืองได้พัฒนาไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เมืองก็จะมีกฎของตนเองในการพัฒนาและมีการดำเนินการของตนเอง เหมือนกับร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ในเวลาเดียวกัน เมืองก็มีอารมณ์และวิญญาณ เมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของอาระยธรรมของมนุษย์ชาติที่จับต้องไม่ได้ Pavilion นี้ได้ใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นเสมือนเส้นด้ายยืน ด้วยการทำการสำรวจโดยทั่วไปในประวัติศาสตร์ของเมือง การแบ่งส่วนเพื่อที่จะศึกษาโครงสร้างของชีวิตและวิญญาณ เพื่อที่จะค้นหาศักยภาพของชีวิตในเมือง

สำหรับ
The Urban Planet Pavilion แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อชีวิตในเมืองที่มีต่อโลก ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากรเมืองของโลก และการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของขนาดและจำนวนของเมืองต่างๆ ทั่วโลก ขนาดของแผ่นดินและท้องทะเลซึ่งมีอิทธิพลต่อความยั่งยืนที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ (ทั้งนี้ยังรวมถึงการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและการซึมซับการปล่อยพลังงานออกมาของของเสียของมนุษย์) ที่กำลังถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง Pavilion นี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ การแผ่ขยายและแพร่กระจาย (Expansion and Spread) บ้านที่หายไป (Lost Home) ความท้าทายและโอกาสของเมือง (City Challenges and Prospects) และการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด และการมีผลประโยชน์ร่วมกัน (Symbiosis and Win-Win) ทั้ง 4 ส่วนนี้โดยส่วนรวมแล้วแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์ที่มีชีวิต เมือง และทุกสิ่งบนโลก และได้แสดงให้เห็นว่าโลกที่ดีกว่าในอนาคตต้องการความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศทั้งหมดในโลก และความพยายามของสังคมมนุษย์ที่เห็นพ้องร่วมกัน

The Urban Dreams Pavilion เริ่มมาจากความใฝ่ฝันที่ไม่รู้จบ (Eternal dream) วิถีแห่งอนาคต (Way of The Future) และความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite Possibilities) เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงจินตนาการของผู้คนที่เกี่ยวกับเมืองในอนาคต การแสวงหาชีวิตที่งดงามซึ่งเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของมนุษยชาติ เมื่อเราจินตนาการถึงอนาคตในปัจจุบันแล้ว ในมุมหนึ่ง ความเป็นจริง ความท้าทาย และวิกฤตการณ์ซึ่งผู้คนมีอยู่ในเมืองต่างๆ ได้ทำให้ผู้คนต้องมองหาทางออกอย่างร้อนรน ในอีกมุมหนึ่ง กำลังความสามารถเชิงนวัตกรรมซึ่งไม่รู้จักสิ้นสุดของผู้คนและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ยังได้นำพาผู้คนไปสู่เมืองในอนาคตซึ่งยากที่จะเชื่อว่าจะเป็นไปได้

The Urban Footprint Pavilion โดยหลักๆ แล้ว Pavilion นี้แสดงถึงร่องรอย (Footprint) ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ว่าผู้คนในอดีตนั้นอาศัยอยู่กับเมืองของพวกเขาและสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืนกันอย่างไรบ้าง เมืองได้เป็นสักขีพยานของการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าและกระบวนการของการสร้างอารยธรรมของมนุษย์ Pavilion นี้ได้ใช้การแสดงนิทรรศการอย่างเลอเลิศในการอธิบายร่องรอยของอารยะธรรมเมืองของมนุษยชาติ

เท่าที่ผมสังเกตการณ์และได้สัมผัส ผู้คนที่ได้ไปงาน Expoมา จะไม่ค่อยได้กล่าวถึง Theme Pavilion เหล่านี้เท่าไรนัก (สังเกตจากบทความในหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในช่วงนี้) เพราะว่า Theme Pavilion อาจจะไม่ได้โด่งดังหรือสามารถสัมผัสได้ง่ายเหมือนกับ National Pavilion ของประเทศใหญ่ๆ ที่คนเข้าแถวรอคอยเยอะๆ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะสนับสนุนให้พวกเราที่มีโอกาสไปงาน Expo ให้หาโอกาสแวะเข้าไปชม Theme Pavilion เท่าที่ผมได้ไปชมมา คนไม่เยอะครับ ไม่แน่น บ้างก็ไม่มีคิว แล้วแต่โอกาส (ช่วงเวลา) ครับ แต่ไม่เหมือน China หรือ Japan Pavilion ที่คนแน่นและมีคิวแถวรอคอย “อย่างแน่นอน” แต่ก่อนจะเข้าไปใน Theme Pavilion เหล่านี้ก็ต้องเตรียมตัวและเตรียมใจหน่อยครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เพราะสิ่งที่แสดงอยู่ในนิทรรศการของ Theme Pavilion นั้นค่อนข้างจะเข้าใจยากอยู่พอสมควร หรืออาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัวไปบ้างหรือจับต้องไม่ได้ แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด มีหลายส่วนเป็นปัจจุบันจริงๆ ที่เราประสบอยู่ เพียงแต่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ บางครั้งผมยังต้องใช้ความคิดบ้างถึงจะได้ประโยชน์จากการเข้าชม นั่นหมายความว่า เราต้องคิดเยอะๆครับ แต่ถ้าไม่อยากจะคิดหรือคิดไม่ออก จะเข้าไปสัมผัสการแสดงแสงเสียงที่หลากหลายสวยงามและน่าตื่นเต้นก็ยังโอเค แต่มันก็คงไม่คุ้มค่าเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาชมหรอกครับ ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็ควรจะเก็บเกี่ยวอะไรๆ ไปบ้าง

Theme Pavilion นี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายๆ อย่าง ทำให้ผมต้องกลับไปคิดและสะท้อนเรื่องราวและความรู้ต่างๆ ที่เราได้ประสบมา เมื่อผมกลับมายังเมืองฟ้าอมรที่ชื่อกรุงเทพฯ แล้ว ชีวิตและการใช้ชีวิตของผมในเมืองกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ต้องดูต่อไป อย่างน้อยความมั่นใจในองค์ความรู้ทางด้าน Green และ Sustainable Management ที่ผมได้สั่งสมไว้ ก็คงได้นำออกมาแปรรูปเป็นองค์ความรู้สำเร็จรูปที่บริโภคหรือสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

เมื่อก่อนนี้ ผมได้ยินคำว่า Carbon Footprint หรือรอยย่ำ รอยเท้าคาร์บอน ผมก็เข้าใจบ้างในกระบวนการเพื่อที่จะหารอยเท้า (หรือรอยตีน) คาร์บอน แต่ผมก็ยังไม่ได้เข้าใจคำว่า Footprint อย่างลึกซึ้งมากนัก (อาจเป็นเพราะว่าผมอ่อนภาษาอังกฤษเองล่ะมังครับ) จนมางาน Expo ครั้งนี้ มีการใช้ คำว่า Footprint ใน Theme Pavilion และอีกในหลาย Pavilion เมื่อวิเคราะห์แล้วผมจึงให้ความหมายของ Footprint ว่า คือ “ร่องรอย” นั่นคือ การศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อนำไปสู่อนาคต เราเดินตามรอยเท้าสัตว์เพื่อติดตามไปสู่สัตว์ตัวนั้นๆ เพื่อล่า การหา Footprint หรือการหาร่องรอย เป็นเสมือนการประเมินตัวเอง เป็นการดูกระจกที่สะท้อนภาพในอดีต เพื่อสร้างความพร้อมหรือศักยภาพในการกระโจนหรือก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคต ดังนั้น ถ้าใครจะก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคต แล้วไม่ได้มองเห็นหรือมองหาร่องรอยของการกระทำในอดีตที่เป็นประวัติศาสตร์หรือสิ่งที่ได้ทำลงไป และรวมถึงปัจจุบันด้วย เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง ผมก็คิดว่าก็ยากที่จะจัดการตัวเองหรือประเทศไปสู่อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ เหมือนกับซุนวูที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา” ถึงแม้จะ “รู้เขา” แต่ที่สำคัญหาก “ไม่รู้เรา” เลยก็แพ้แน่นอน หลายต่อหลายครั้งที่เราพ่ายแพ้ศึกสงคราม เราไม่ได้สู้กับข้าศึกศัตรูไม่ได้หรอก เราพ่ายแพ้ตัวเองต่างหาก เราไม่รู้จักตัวเอง เราไม่เคยหาหรือศึกษาร่องรอยของชีวิตหรือการกระทำที่ผ่านมา เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือพัฒนาปรับปรุงให้ดีกว่า เหมือนกับแนวคิด Better City, Better Life

มาวันนี้ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอย แต่จะเกิดขึ้นใหม่เสมอ ด้วยรูปแบบใหม่หรือรูปแบบเดิมๆ แต่ถ้าเราสามารถค้นหาหรือค้นพบร่องรอยของการกระทำของมนุษย์แล้ว ก็น่าจะทำให้เราเข้าใจตัวเองดีขึ้น ซึ่งก็จะตรงกับแนวคิดของ Theme Pavilion ในเรื่องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization) เช่นเดียวกับที่คนไทยพยายามจะปรองดองกันอยู่ในเวลานี้ ให้ถามตนว่าพวกเราเข้าใจตนเอง เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริงหรือไม่ มันคงไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ สีผิว หรือภาษาหรอก อย่าให้เราถูกหลอกด้วยรูปลักษณ์ทางกายภาพและสถานภาพทางสังคมในการสร้างความเป็นตัวตนของคนไทย ผมชอบหลักคิดจาก China Pavilion ที่ว่า
“ตั้งเป้าที่ความกลมกลืน แต่ไม่ใช่ความเหมือนกัน (Aiming the harmony but not uniformity)” นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกัน หรือสีเดียวกัน หรือเป็นคนสัญชาติไทยเหมือนกัน ความหมายนี้สามารถใช้ในชีวิตประจำวันเราได้ และที่สำคัญมันคือแก่นของการจัดการโซ่อุปทานเลยทีเดียว! (ต้องเอ่ยถึงเสียหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ได้กล่าวถึงเลย)

ยังมีต่ออีกครับ แต่ขอพักเสาร์-อาทิตย์ ผมจะไปชะอำ ทำสัมมนากับทีมสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน ม.ศรีปทุมหน่อยครับ

แล้วคุยกันใหม่ครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง


นำ ประสบการณ์ เที่ยว Shanghai Expo 2010 มา เล่า แนะนำ เดินชม อย่างไร ไปตอนไหน น่าสนใจ

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 5 China Pavilion

ขออนุญาตเล่าย้อนหลังไปตั้งแต่วันแรกของการไปดูงาน Trip นี้ก่อนนะครับ อ.บุญทรัพย์ (ผอ.หลักสูตร Logistics & Supply Chain ของ ม.ศรีปทุม) สั่งให้ไปงาน Expo กับนักศึกษา ผมก็ไป เขาให้ผมไปไหนก็ไป ก็ดีที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง รู้สึกว่าโง่ลงอีกมาก เพราะมีอีกมากมายที่ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันบ้างในโลกนี้ พวกเราขึ้นเครื่องตอนประมาณเกือบตี 2 เพื่อที่จะไปถึงเซี่ยงไฮ้ในตอนเช้า สนามบินที่เซี่ยงไฮ้ใหญ่ดีครับ ดูโดยรวมแล้ว สุวรรณภูมิของเรานั้นดูมี Design หรือมี Style มากกว่า แต่ไม่ต้องพูดถึงขนาดของสนามบินนะครับ น่าจะเทียบเขาไม่ได้ อากาศเย็นสบายมาก ชอบจริงๆ ครับ อยากให้บ้านเรามีอากาศเย็นอย่างนั้นบ้าง

ผมจำไม่ได้ชัดเจนว่าไปไหนบ้างในวันแรก เพราะง่วงมากจากการหลับๆ ตื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 4 ชั่วโมงบนเครื่องบิน พร้อมของว่างบนเครื่องที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอาหารในหมู่ไหนของอาหารหลัก 5 หมู่ที่มนุษย์ควรจะกินเพื่อความอยู่รอด มีดีอยู่อย่างเดียวคือแอร์โฮสเตส ที่พอจะดูเป็นหมวยอินเตอร์บ้าง สบายตากว่าการบินไทยเยอะเลย แต่น่าเสียดายว่า เธอส่งแต่ภาษาจีนตลอด สงสัยเธอคงเห็นพวกเราหน้าตาอาจจะออกเป็นจีนตอนใต้ (กะเหรี่ยง) มั้งครับ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงอาหารมื้อแรกที่สนามบินเซี่ยงไฮ้เลยครับ จบเรื่องอาหารไปก็แล้วกัน หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วเราก็ขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 7 นาทีครึ่ง ด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 400-431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Airport Rail Link ของเมืองไทยสู้ไม่ได้เลย (ทั้งๆ ที่ผมเองก็ยังไม่เคยนั่ง เพราะยังสร้างไม่เสร็จเสียที) น่าตื่นตาตื่นใจดีครับ มาครั้งที่แล้ว รถไฟนี้ยังสร้างไม่เสร็จ จีนนี่เจ๋งจริงๆ ครับ

เท่าที่จำได้ สิ่งที่ได้พบเห็นในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อถึงสนามบิน คือ ตราสัญญลักษณ์และเจ้าตัว Mascot ของงาน และสิ่งที่สำคัญที่เป็น Landmark ของงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้คือ แบบจำลองหรือรูปจำลองของ China Pavilion เห็นครั้งแรกไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นตราสัญญลักษณ์ของงานก็ยังพอจะเดาได้ว่าเป็นงาน Expo เพราะมีตัวหนังสือบอกไว้ เจ้าตัว Mascot ก็เช่นกันพอจะรู้บ้าง แต่ China Pavilion ที่มีรูปร่างเหมือนอาคารทรงแปลกๆ บางคนบอกว่าเหมือนกระถางธูป (ดูไปดูมาก็พอจะได้เห็นความเป็นจีนบ้าง ทำให้นึกถึงวัดเส้าหลิน) และแล้วผมต้องตกใจ เมื่อรถบัสที่นำคณะทัวร์แล่นเลียบเคียงเข้าไปใกล้บริเวณงานขณะที่อยู่บนถนนและสะพานอันแสนสลับซับซ้อนของมหานครเซี่ยงไฮ้ ที่ไหนได้ ไอ้สิ่งที่ผมเห็นก็คืออาคารที่ถูกสร้างเป็น Model ที่เป็นของที่ระลึกวางขายอยู่ทั่วไป อาคารนี้เป็นอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) ซึ่งเป็นที่ตั้งของงาน World Expo 2010 ผมจึงได้ถึงบางอ้อว่า Model นั้นก็คือ China Pavilion นั่นเอง



(เอื้อเฟื้อภาพโดย ImKnow Snowy - LSCM รุ่น 1 SPU)

ในงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ กิจกรรม (Activity) การแสดงและสาธิต (Demonstration) และการประชุม (Forum) ในงานนี้มี Pavilion อยู่หลายๆ แบบที่ประกอบไปด้วย National Pavilion และ Theme Pavilion ซึ่งสร้างโดยเจ้าภาพผู้จัดงาน ในขณะเดียวกัน International Organization Pavilion และ Corporate Pavilions สร้างโดยผู้ที่เข้าร่วมงาน เจ้าภาพและผู้ที่เข้าร่วมงานและบริษัทต่างๆ ได้วางแผน ออกแบบและก่อสร้าง Pavilion ของพวกเขาตามภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดของการจัดงานและระดับของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

China Pavilion เป็นจุดเด่นและตั้งเป็นสง่า หรือเรียกว่าจะเป็น Landmark ของงานและหลังจากการจัดงานไปอีกนาน เหมือนกับ Landmark อื่นๆ ของงาน World Expo ครั้งที่ผ่านมาในอดีต (เช่น หอไอเฟล) ในส่วน China Pavilion จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ National Pavilion, Regional Pavilion of Provinces, Autonomous Regions and Cities และ Pavilion of Hong Kong, Macau and Taiwan แผนผังโดยรวมของ Pavilion จะมีลักษณะเหมือนกับกระดานหมากรุกซึ่งจะเหมือนกับเมืองเก่าของจีนในอดีต ตัว Pavilion นั้นหันหน้าไปทางทิศเหนือโดยมีแกนกลางพาดจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ Chinese National Pavilion จะอยู่ตรงกลางและมีส่วนบนที่มีขนาดใหญ่ โดยมีความสูงกว่า 60 เมตร ส่วน Regional Joint Pavilion จะถูกสร้างสำหรับ 31 มณฑล และเขตปกครองตนเองและเมืองต่างๆ มารวมตัวกันอยู่รอบๆ เพื่อเป็นฐานรองรับโครงสร้างของ Chinese National Pavilion ส่วน National Pavilion และ Regional Pavilion ได้แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาอาศัยกันเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันและสถาปัตยกรรมที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวคิดของความเป็นจีน Chinese National Pavilion และ Regional Pavilion มีบริเวณที่เป็นส่วนชั้นบนและส่วนที่เป็นชั้นล่าง เขาบอกกันว่า ตัวอาคารนี้แสดงถึงหลักการแห่งความเป็นหนึ่งเดียวที่เป็นความกลมกลืนและความสัมพันธ์ตามลำดับชั้นและจนได้กลายเป็น Landmark ของสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน

China Pavilion นำเสนอความพยายามของจีน ความสำเร็จ และความท้าทายของอนาคต ในการผลักดันความเป็นเมือง (Urbanization) China Pavilion ไม่ได้เป็นแค่จุดศูนย์รวมของมโนทัศน์ (Concept) หรือแนวคิด และจิตวิญญาณ (Spirit) ระดับชาติของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่หลักและเป็นพาหนะที่สำคัญในการสื่อสารแนวคิดของงาน Expo 2010 Pavilion ของชาติที่เป็นเจ้าภาพของงาน Expo แต่ละครั้ง มักจะเป็นจุดที่สนใจอยู่เสมอ สำหรับแนวคิดของ Chinese National Pavilion คือ ภูมิปัญญาจีนในการพัฒนาเมือง (Chinese wisdom in urban development) ความเป็นเอกลักษณ์ของการพัฒนาเมืองมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมจีนที่ลึกซึ้ง (แล้วของไทยเรามีความหมายอย่างไรบ้าง ใครบอกได้บ้างครับ) การที่ประเทศจีนได้เลือกแนวคิดนี้เป็นเป็นแนวคิดพื้นฐานของ Chinese Pavilion ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความสะดวกในการหาวัตถุดิบต่างๆ มาสรรค์สร้างได้ ซึ่งในกรณีนี้มีอยู่มากมาย แต่ยังทำให้ความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างวัฒนธรรมจีนและแนวโน้มการพัฒนาอนาคตของจีนเป็นจริงได้ (แล้วทำไมประเทศไทยไม่คิดอย่างนี้บ้าง คิดถึงแต่อดีต แม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่อยากจะคิด ไม่ต้องพูดถึงอนาคตเลย)

จากกระถางธูปที่ผมเห็นแต่ไกลได้กลายเป็น China Pavilion ที่ประกอบด้วย Chinese National Pavilion ซึ่งมีพื้นที่ 20,000 sqm และ Chinese Provinces Pavilion ซึ่งมีพื้นที่ 30,000 sqm และ พื้นที่อีก 3,000 sqm สำหรับ Hong Kong Macao และ Taiwan พอได้ศึกษาเอกสารเพิ่มเติมจึงได้รู้ว่า ตึกสูงสง่าสีแดงๆ เหมือนกระถางธูปนี้เขาเรียกว่า “Oriental Crown” หรือ "มุงกุฎแห่งบูรพา" อาคารมุงกุฎแห่งบูรพาของ Chinese National Pavilion นี้ สูง 63 เมตร สร้างจากเสาคอนกรีตเสริมเหล็กและโครงสร้างเหล็ก โครงสร้างเหล็กจะถูกขยายออกที่ความสูงของเสาและยื่นออกมาในแต่ละชั้น ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นรูปร่างของ Bucket Arch อาคารทั้งหมดใช้คานทั้งหมด 56 ชิ้นเพื่อที่จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึง 56 ชนเผ่าในประเทศจีน (ลึกซึ้งจริงๆ ไม่เขียนบอกจะรู้ไหมเนี่ย ใครจะไปนั่งนับคานบนตึก แค่เดินกับยืนรอก็แย่แล้ว) แล้วพวกที่เดินๆ ชมเข้าออก Pavilion ไปเป็นล้านคนจะรู้บ้างไหม อย่างนี้ต้อง Recall เรียกกลับมาชมงานใหม่ เหมือนโตโยต้าเรียกรถคืน (เกี่ยวกันไหมเนี่ยอาจารย์?) การเชื่อมต่อกันระหว่างคานทำด้วย Dougong ซึ่งมีประวัติศาสตร์มากว่า 2,000 ปี ซึ่งเป็นเทนิคของการการเชื่อมต่อชิ้นส่วนของโครงสร้างสถาปัตยกรรมโดยไม่ต้องใช้ตะปู (แบบนี้บ้านเรือนไทยเราก็มีนะครับ ไม่เห็น Promote เลย หรือผมไม่ทราบ?)



ภูมิปัญญาจีนในการพัฒนาเมืองของจีนประกอบด้วย 4 มุมมอง คือ
# ดิ้นรนแสวงหาอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อที่จะแกร่งกว่าเดิม (Striving unceasingly to become stronger)

# อดกลั้นต่อทุกสิ่งด้วยคุณความดี (Tolerating all things with great virtue)

# ยึดถือกฎแห่งธรรมชาติ (Abiding by the laws of nature)
# ตั้งเป้าที่ความกลมกลืน แต่ไม่ใช่ความเหมือนกัน (Aiming the harmony but not uniformity)

“ดิ้นรนแสวงหาอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อที่จะแกร่งกว่าเดิม”
และ “อดกลั้นต่อทุกสิ่งด้วยคุณความดี” เป็นสำนวนจีนจากหนังสือจีนโบราณ Divination I-Ching สำนวนทั้งสองนี้ เสนอให้เห็นถึงความต้องการของความมีคุณธรรม และสะท้อนถึงความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณระดับชาติและความเป็นไปของชาติในวัฒนธรรมจีน และในเวลาเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงการอธิบายอย่างมีหลักเกณฑ์ทั่วไปในหลักสำคัญของวัฒนธรรมเมืองของจีนและจิตวิญญาณของคนเมือง

“ยึดถือกฎแห่งธรรมชาติ”
- สำนวนนี้นำมาจาก The cannon of Taoism ซึ่งเป็นวิธีแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของจีน “ตั้งเป้าที่ความกลมกลืนแต่ไม่ใช่ความเหมือนกัน” มีที่มาจากขงจื๊อ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีน สำนวนทั้งสองนี้ได้สะท้อนให้เห็นวิธีของการปฏิบัติตนอย่างมีเหตุผล ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนและระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งถูกทำให้เป็นรูปธรรมได้โดยตรงในการพัฒนาเมืองของจีนและวิถีชีวิตของคนเมือง

ผมคงจะต้องเชื่อว่ากว่าจะมาเป็นแนวคิดหรือ Concept ของงาน และ China Pavilion คงจะต้องผ่านการคิดอ่านของทีมงานจีนมาอย่างลึกซึ้งทีเดียว เพื่อให้งานนี้สามารถสื่อสารไปยังคนจีนและคนทั้งโลก เรื่องราวทั้งหมดนี้ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ ก็ด้วยความที่รู้ว่าตัวเองโง่ยิ่งนัก ต้องค้นหาอะไรสักอย่างมาอ่าน เมื่อไปที่ไหนสักแห่งในโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจ อย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่า ผมไปได้หนังสือ World Expo 2010 ภาคภาษาอังกฤษมา 4 เล่ม ก็เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟังกัน เผื่อว่า เมื่อพวกเราอ่านบันทึกผมแล้ว อาจจะมีความคิดอะไรใหม่ๆ บ้าง

ผมวางแผนว่าจะไปเซี่ยงไฮ้อีกครั้งหนึ่งในช่วง 23–27 กรกฎาคม 2553 นี้ เพื่อที่จะแก้มือ คราวหน้า เวลาไปยืนดู Pavilion ต่างๆ โดยเฉพาะ China Pavilion เราจะได้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ที่คิดออกแบบและก่อสร้าง Pavilion ว่าเขาคิดอย่างไร ผมยังมีรายละเอียดของ Pavilion ต่างๆ ในหนังสือ Official Guide Book ของงาน World Expo ของทุก Pavilion หนังสือนี้มีหลายอย่างน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ละเอียดมากนัก ผมจึงต้องพึ่งพาหนังสือเล่มอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าชมควรมีหนังสือเล่มนี้ครับ จะได้ดูอย่างเข้าใจและคุ้มค่ากับเวลาและการเดินทาง

ที่จริงแล้วรูปลักษณ์ของแต่ละ Pavilion มักจะสะท้อนความคิดอ่านหรือวิสัยทัศน์ของประเทศนั้นๆ ด้วยรูปทรงที่แปลกและทันสมัย หรือสะท้อนความเป็นอนาคต จนบางครั้งเรามองไม่ออกว่าเป็นประเทศอะไร อย่างเช่น China Pavilion เอง ก็ไม่ใช่ตึกรูปร่างทรงจีนแบบโบราณ แต่ก็มีกลิ่นอายที่พอจะเดาได้ แต่ถ้าเอาไปตั้งนอกประเทศจีน เราอาจจะเดาไม่ออกว่าเป็นประเทศจีน ผมเห็นหลายประเทศพยายามที่จะนำเสนอแนวคิดสู่อนาคต ด้วยสถาปัตยกรรมของ Pavilion ในรูปแบบที่ทันสมัยแตกต่างกันไป แต่ Pavilionของไทยนั้นยังคงความเป็นเอกลักษณ์ไทยอยู่มิเสื่อมคลาย มองปุ๊บรู้ปั๊บว่าประเทศไทย ความเป็นไทยทำไมต้องถูกจำกัดด้วยอาคารทรงไทย ทำไมจึงต้องให้รูปร่างทางรูปธรรมเป็นตัวกำหนดความเป็นไทยด้วยเล่า ทำไมไม่ใช้ความเป็นนามธรรมหรือทางจิตวิญญาณเป็นตัวกำหนดความเป็นไทย

ผมไปเห็นในหนังสือ World Expo เล่มหนึ่ง เขาเอารูปของ Thailand Pavilion จากอดีตสู่ปัจจุบันมาแสดง ผมเห็นว่าก็มีลักษณะทรงไทยตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ผมไม่ทราบว่าผู้จัดการ Thailand Pavilion ในงาน World Expo ในครั้งที่ผ่านมา (และครั้งนี้ด้วย) เข้าใจแนวคิดหรือ Theme ของงานหรือไม่ และความเห็นของผมต่อไปนี้ ผู้อ่านทุกท่านไม่ต้องเห็นตามผมก็ได้ครับ (เป็นความรู้สึกส่วนตัว ห้ามเลียนแบบ) กล่าวคือ ผมเห็น Thailand Pavilion แล้วผมไม่ค่อยอยากเข้า ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เราคนไทยพอจะรู้จักกันไทยกันแล้ว ไปดูประเทศที่เรายังไม่รู้จักดีกว่า มีเวลาน้อยครับ และที่สำคัญผมคิดว่าพวกเราคนไทยบางคนอาจจะไม่เข้าใจความเป็นไทย และไม่รู้จักนำเสนอความเป็นไทย และที่สำคัญไม่เคยคิดที่จะสร้างความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นไทยเก่า ไทยปัจจุบัน หรือไทยอนาคต เรายึดติดกับรูปร่างหรือโครงสร้างทางกายภาพหรือรูปธรรม โดยเฉพาะอาคารทรงไทยทั้งหลาย หรือชุดไทย พวกเราไม่ได้รู้จักความเป็นไทยในเชิงนามธรรมหรือจิตวิญญาณ ความเป็นไทยไม่ใช่บ้านทรงไทย หรือชุดไทย ผมคิดว่าความเป็นไทยจะต้องแฝงอยู่ในความทันสมัยและร่วมสมัยได้

ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องคิด ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาจับภาพหลุดดารา นักศึกษานุ่งสั้น หรืออะไรที่ไม่ค่อยเข้าท่านัก ผมคิดว่าความเป็นจีนสามารถสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมที่หลากหลายได้มากกว่าความเป็นไทย ความเป็นไทยควรต้องร่วมสมัย ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นของโบราณหรือมีร่องรอยของความไทยโบราณ จึงจะเป็นไทยได้ ผมไม่ได้บอกว่าความเป็นจีนดีกว่าความเป็นไทย แต่ประเทศจีนเข้าใจตัวเอง เข้าใจความเป็นจีน แล้วยังนำความเข้าใจนั้นมาสร้างชาติ สร้างความเป็นจีนในยุคใหม่ได้ ส่วนประเทศเรายังงงและไม่เข้าใจความเป็นไทยเท่าไรนัก ประเทศไทยเราจึงเป็นเช่นนี้ อย่าโทษรัฐบาลหรือท่านผู้นำเลยครับ ต้องโทษพวกเรากันเองก่อน แล้วค่อยไปโทษรัฐบาลที่ปล่อยปละละเลยพวกเราให้เป็นอย่างนี้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนนี้เป็นประเทศที่มีอารยธรรม มีวัฒนธรรม มีการศึกษาและมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมาอย่างมากมาย แต่ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยยังคงอยู่และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในยุคปัจจุบัน ด้วยการแฝงหลักคิดหรือภูมิปัญญาจากอดีตหรือประวัติศาสตร์เข้าไปในวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละยุคแต่ละสมัย พูดแล้วก็เสียดายว่า หลายครั้งที่เดินทางไปที่ต่างๆ ในโลก ไปแต่ตัวหรือร่างกาย แต่หัวสมองและจิตวิญญาณไม่ได้ไปด้วย ก็เลยได้สัมผัสแต่พื้นแผ่นดิน แต่ไปไม่ถึงจิตวิญญาณของสถานที่นั้นหรือประเทศนั้น เป็นบทเรียนว่าต้องศึกษากันก่อนที่จะไป น่าจะทำให้การท่องไปในโลกกว้างนั้นคุ้มค่ามากขึ้น เพราะว่าค่าทัวร์ไม่ใช่ถูกๆ ใช่ไหมครับ

ส่วนเรื่องของ Thailand Pavilion ที่ผมมีคำถามส่วนตัวว่า ทางเราจะตีความงาน World Expo แตกต่างจากชาติอื่นเขาหรือไม่นั้น ก็คงต้องไปดูในรายละเอียด ผู้จัดจะลึกซึ้งพอในการทำความเข้าใจ Theme ของงาน World Expo หรือไม่ ผมทราบมาว่าชื่อ Theme ของ Thailand Pavilion คือ “ความเป็นไทย : วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Thainess : Sustainable way of Life)” อย่างไรก็ตามในหนังสือ Expo ที่เป็นภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง (ที่ไม่ใช่หนังสือ Official) ได้ลงรายละเอียดของคำให้สัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ในจากกระทรวงหนึ่งของไทย (น่าจะเป็นหน่วยที่รับผิดชอบการเข้าร่วมงาน World Expo) ไว้ว่า “การเข้าร่วมงาน Expo ที่เซี่ยงไฮ้ในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ดีต่อเนื่องระหว่างจีนกับไทย และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การพัฒนาการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมในประเทศไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย” (ในหนังสือเขาเขียนมาอย่างนั้น) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว ผมก็ว่าเราคงมาผิดงานแล้วครับ! เพราะมันไม่ใช่เรื่องการท่องเที่ยว หรือกระชับความสัมพันธ์ แสดงว่าทีมงานของท่านผู้ให้สัมภาษณ์อ่อนเรื่องข้อมูล Expo แต่ที่สุดแล้วเราคงต้องไปดูกันเองว่า ผู้สร้างและรับผิดชอบ Thailand Pavilion ตีความโจทย์ที่เป็น Theme ของงานได้เข้าตาท่านผู้เข้าชมมากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ งานนี้ไม่ได้มา Promote การท่องเที่ยว แต่ถ้าจะแสดงความเป็นไทย ก็ต้องบอกว่าวิถีไทยนั้นมีความยั่งยืนของสังคมมาแต่โบราณแล้ว หรือแม้แต่แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงก็น่าจะใช่เลย ...หากมีโอกาส ท่านต้องลองเข้าไปดูนะครับ

ดังนั้นไปเซี่ยงไฮ้ ไปเมืองจีนกันทั้งทีไม่ใช่ แค่ Shop แหลกเท่านั้น แต่น่าจะได้อะไรเป็นภูมิปัญญากลับมาพัฒนาประเทศไทย (ที่บอบช้ำสุดๆ) ที่จริงแล้วผมไปเซี่ยงไฮ้นี่ก็ Shop แหลกเหมือนกัน คราวหน้า 23-27 ก.ค.นี้ที่จะไปเซี่ยงไฮ้ กะว่าจะไปเอาชุดกอล์ฟ Driver 1-2-3 + Iron 3-9 PW S มาอีกสักชุดสองชุด ต่อราคาให้ได้ถูกกว่า 700 หยวน ที่เคยซื้อได้ แต่ที่น่าสนใจคือเขาผลิตอย่างไรจึงราคาต่ำมากๆ เช่นนี้ น่าสนใจมากเลยประเทศจีน จริงไหมครับ ไม้ที่ซื้อมานั้นใช้ตีได้จริงๆ ครับ หลายคนซื้อไม้จีนไป พอกลับไปเมืองไทยก็เลิกใช้ไม้จริงไปเลย อีกอย่าง ผมซื้อโทรศัพท์ยอดนิยม (ไม่ต้องบอกนะครับว่ายี่ห้ออะไร) 3G Wifi 2Sim (มี Stylus ด้วยแน่ะ ทั้งที่ของจริงไม่มี) 1,400 บาท ถูกมาก แต่ใช้งานไม่ได้ เพราะแบตเสีย ต้องไปซื้อแบตใหม่ 300 บาท แต่ก็ยังใช้ไม่ได้อีกเพราะที่ชาร์จแบตเสีย เดี๋ยวต้องไปซื้อที่ชาร์จแบตอีก นี่ล่ะครับสินค้าจีนประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัวใครตัวมันล่ะครับ (ที่จริงแล้ว ผมน่าจะตัดสินใจทิ้งไปเลย ผมจะได้ไม่ต้องเสียอีก 600 บาท) โปรดซื้อด้วยวิจารญาณนะครับ ถือว่าเป็นการผจญภัยก็แล้วกัน

ในบล็อคตอนนี้ได้เล่าถึง China Pavilion ของเจ้าภาพไปแล้ว ตอนหน้าจะเล่าถึง Theme Pavilion ซึ่งเป็นแนวคิดของงานครับ

แล้วคุยกันใหม่ครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง



นำ ประสบการณ์ เที่ยว Shanghai Expo 2010 มา เล่า แนะนำ เดินชม อย่างไร ไปตอนไหน น่าสนใจ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 4

ผมเล่าเรื่องควันหลงจากการไปดูงาน World Expo ถึงตอนนี้ก็ตอนที่ 4 แล้วครับ

พวกเราอุตส่าห์ไปดูงาน World Expo แล้วก็น่าจะสังเกตเรื่องการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในของการจัดงานบ้าง เพราะทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในรูปแบบสินค้าและบริการทุกอย่างนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากโซ่อุปทาน (Supply Chain) เมื่อเรามีความอยากได้ เราต้องหาอะไรที่เป็นคุณค่า (Value) เทียบเท่ากันไปแลกกับคุณค่าที่ต้องการ พวกเราไปดูงาน Expo แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ได้รับจากงาน Expo จะได้มาฟรีๆ เพราะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีแน่ๆ อยู่แล้ว ต้องนำอะไรมาแลกไปเสมอ ผมและคณะทัวร์ต้องเอาเงินมาแลกกับการเดินทาง การกินอยู่ การได้เข้าชมงาน World Expo ของที่ระลีกที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ให้เราลองนึกดูว่า กว่าจะมาเป็นงาน Expo นั้น ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าของงานจะต้องทำอะไรมาก่อนนั้นบ้าง มีใครมาร่วมกันทำอะไรบ้าง นั่นเขาเรียกกันว่า “โซ่อุปทาน” ครับ

การจัดงาน World Expo นั้นเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เหมือนการจัดงานกีฬาโอลิมปิค ประเทศส่วนใหญ่จัดงานแล้วมักจะได้กำไร บางประเทศจัดงานไปแล้วก็ขาดทุนก็มีให้เห็น (อย่างเช่น กีฬาโอลิมปิกที่เมืองเอเธนส์) ประเทศที่เป็นเจ้าภาพงาน World Expo ก็ต้องคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในการจัดการงานเช่นกัน แต่เมื่อมองกันลึกๆ แล้ว สิ่งที่ประเทศจีนน่าจะได้จากงาน World Expo คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนของเขา ผู้นำจีนในยุคนี้ลึกล้ำอย่างยิ่ง ประเทศจีนสร้างชาติด้วยแนวทางในการสร้างคนของเขาด้วยการให้ความรู้ และสร้างความยิ่งใหญ่และความเป็นจริงในปัจจุบันให้ประจักษ์ต่อชาวโลก (ไม่ใช่มัวแต่หลงกับความยิ่งใหญ่ในอดีตเหมือนบางประเทศ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าจนจะแย่อยู่แล้ว) ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนจีนของเขา เมื่อผมไปเมืองจีนแต่ละครั้งในแต่ละเมืองนั้น ผมตื่นเต้นเสมอเมื่อได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน และเศร้าใจอย่างยิ่งเมื่อย้อนดูการพัฒนาของประเทศไทยเรา ก็ได้แต่โทษตัวผมเองว่า ผมเองยังทำวันนี้ดีไม่พอ ประเทศเราถึงเป็นอย่างนี้ อย่าไปโทษคนอื่น เพราะถ้าเราทุกคนโทษกันไปมาแล้ว ก็คงจะไม่มีใครที่อยากจะพัฒนาตัวเอง ดังนั้นพวกเราต้องไม่หมดกำลังใจนะครับ แต่...ต้องระลึกเสมอว่าในน้ำนั้นไม่มีปลาแล้ว ในนานั้นก็ไม่มีข้าวแล้วเช่นกัน เราจะต้องคิดว่าชีวิตข้างหน้านั้น มันไม่เหมือนอดีต

ประเทศจีนพยายามที่จะประกาศให้โลกรู้ถึงการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของประเทศจีน ส่วนหนึ่งของการประกาศศักดานั้น คือ การจัดกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมา ซึ่งประเทศจีนจัดได้ยิ่งใหญ่มากๆ เท่านั้นยังไม่พอ อีก 2 ปีต่อมาก็ยังมีการจัดงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนด้วย สำหรับงาน World Expo นี้ ผมถือว่า จีนได้สร้างห้องเรียนทางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รวบรวมเอาสิ่งที่ดีๆ และ ใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาไว้ที่เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 6 เดือน ให้คนจีนหลายสิบล้านๆ คนได้เข้าชมงาน ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงโลกอนาคตที่ประเทศจีนจะต้องก้าวไปให้ถึง ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสังคมในงาน World Expo จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานในอนาคตของมนุษยชาติ

การป้อนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกให้กับประชากรของประเทศจีน น่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการจัดงาน World Expo ซึ่งเป็นคุณค่าในรูปแบบของการบริการ (Services) ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสาร แต่กว่าจะได้มาเป็นงาน World Expo ได้คงต้องมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่คณะกรรมการจัดงาน เจ้าภาพผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมแสดงในงาน World Expo ผู้รับช่วงในการจัดงานในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงานต่างๆ (Sponsor) และที่สำคัญ คือ ผู้ที่เข้ามาชมงาน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราเรียกกันว่า หุ้นส่วนในโซ่อุปทาน (Supply Chain Partner) การบริหารและจัดการงาน World Expo จึงเป็นเรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานล้วนๆ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำและความหมายเหล่านี้เท่านั้นเอง

ในปัจจุบัน เรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเรื่องปกติของการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในธุรกิจในปัจจุบัน และยิ่งถ้าแนวคิดและประเด็นในการจัดการลอจิสติกส์และโซอุปทานเป็นที่รู้จักกันในวงการทั่วไปแล้ว แนวคิดนี้จะทำให้เราสื่อสารกันในมุมมองที่เป็นองค์รวม (Holistic) หรือในมุมของบูรณาการ (Integration) เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่พวกเราจะต้องคำนึงถึง คือ กิจกรรมหรือขั้นตอนการทำงานในระดับการปฏิบัติการ (Operational) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะคุณค่าหรือประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการจะถูกสร้างขึ้นมาจากขั้นตอนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ (Operational) นี้ ทรัพยากรที่ลงทุนไปในการสร้างคุณค่าหรือการจัดงานอยู่ในระดับปฏิบัติการทั้งสิ้น ลูกค้าหรือผู้ที่เข้าชมงานจะผู้ที่สัมผัสหรือได้รับคุณค่าหรือประโยชน์จากการจัดงานนี้ ดังนั้นงาน World Expo จะประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องมีลูกค้าคนชมงานเป็นไปตามจำนวนที่คาดหวังไว้ และผู้เข้าชมงานได้รับความพึงพอใจจากการเข้าชมงานด้วย

การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ของงาน World Expo คือ การบูรณาการการจัดการลอจิสติกส์ (Integrated Logistics Management) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การเข้าชมงานของผู้เข้าชมงานที่หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศจีนและทั่วโลก การเดินทางเข้ามายังเมืองเซี่ยงไฮ้โดยเส้นทางต่างๆ การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ ทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ การเดินทางจากที่พักโรงแรมไปยังงาน World Expo บริเวณทางเข้าชมงาน ตั้งแต่เดินเข้าประตูจนถึงเดินออก การเข้าชม Pavilion ต่างๆ การจราจรขนส่งภายในบริเวณงาน การอำนวยความสะดวกต่างๆ จนถึงทางออก ตลอดเวลาของการเข้าชมงานอย่างทั่วถึง ทำอย่างไรให้คุ้มค่ากับการลงทุนมาชมงาน World Expo ถ้าสังเกตดูดีๆ นะครับ กว่าจะครบกระบวนการเข้าชมงานนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ ที่มาร่วมกันทำให้เราเข้าชมงานได้ตลอดช่วงเวลาการชมงาน กลุ่มบุคคล กลุ่มหน่วยงาน กลุ่มบริษัท มหานครเซี่ยงไฮ้ องค์กรเหล่านี้แหละครับที่ผมเรียกว่า “โซ่อุปทาน” หรือ Supply Chain หรือเราอาจจะมองว่าเป็นลักษณะ Team ก็ได้ แต่ Supply Chain นั้นเป็นมากกว่าทีม (Team) เพราะความเป็น Supply Chain จะทำให้ Team สามารถปรับตัวได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ ถ้ามีความเป็น Supply Chain ก็จะต้องมี Team แต่ถ้าเป็น Team แล้ว อาจจะไม่มีความเป็น Supply Chain ก็ได้ โซ่อุปทานต้องทำให้ได้ ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า อยู่เสมอและตลอดไปเพื่อความรู้รอด

คราวนี้ลองนึกดูว่ากว่าจะมาเป็นงาน World Expo ได้มีใครอื่นๆ เกี่ยวข้องบ้าง คนแต่ละนั้นจะมีประโยชน์หรือคุณค่าต่อการจัดงานอย่างไรบ้าง ตั้งคนคุมคิวที่ประตูหน้างาน คนเก็บขยะทั่วงาน คนทำความสะอาดในห้องน้ำ หรืออาสาสมัครหนุ่มสาวในงาน World Expo ที่มาช่วยเหลือแนะนำคนที่มาชมงาน และอีกหลายๆ คนที่มารวมตัวกันเป็นโซ่อุปทานของงาน World Expo แล้วให้เราลองนึกดูว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานงาน World Expo เกิดขาดไปหรือ มีปัญหา เราในฐานะลูกค้าคงจะไม่ได้รับความสะดวกในเชิงลอจิสติกส์ที่ต้องเคลื่อนตัวไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการภายในงาน

คุณค่า (Value) ของงาน Expo คือ การที่ผู้เข้าชมงานได้รับสารสนเทศ (Information) ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาไปในแนวคิด Better City, Better Life ใน Pavilion ต่างๆ ดังนั้น ผู้เข้าชมงานจะต้องเดินหรือเคลื่อนย้ายตัวเองไปตาม Pavilion ต่างๆ ที่ต้องการได้ สถานที่ใดที่อยู่ห่างออกไป ทางงาน Expo ก็ได้จัดระบบลอจิสติกส์ที่เคลื่อนย้ายผู้เข้าชมงานด้วยยานพาหนะในการรับส่งภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าขนาด 8 ที่นั่ง รถบัสไฟฟ้า เรือ Ferry ข้ามแม่น้ำระหว่างฝั่งเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้ลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมสามารถไหล (Flow) ไปยังเป้าหมายได้อย่างถูกเวลา ถูกสถานที่ และด้วยต้นทุนที่ต่ำ

โซ่อุปทานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของการจัดงาน World Expo จึงต้องพยายามจะเตรียมทรัพยากรต่างๆ ที่รองรับการเคลื่อนย้ายตัวเองของผู้เข้าชมงาน ป้ายบอกทางต่างๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านอาหารและน้ำในพื้นที่จะต้องพร้อมรองรับกับจำนวนผู้เข้าชมให้ได้เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกิน ที่จริงแล้วการจัดงาน World Expo เป็นเรื่องราวของการจัดการลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมงานตั้งแต่เข้างานจนออกจากงานอย่างเหมาะสม ในแต่ละ Pavilion ที่คาดว่าจะมีคนเข้าชมมากๆ จะมีการกั้นแถวให้วกวนไปเวียนมา เพื่อรองรับจำนวนคิวที่ยาวๆ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่ในการรอคิวได้อย่างเหมาะสมด้วย

ตลอดเส้นทางการเดินชมงานใน Pavilion ต่างๆ ก็จะต้องมีห้องน้ำเตรียมไว้ มีม้านั่งยาวเอาไว้นั่งพักเหนื่อยหรือเมื่อเมื่อยตลอดเส้นทางเดิน รวมทั้งภัตตาคารนานาชาติต่างๆ ก็มีไว้เตรียมพร้อมสำหรับไว้บริการผู้ข้าชมงาน และที่มีอยู่มากมายตลอดพื้นที่แสดงงาน คือ ร้านขายของที่ระลึกภายใต้ลิขสิทธิ์ ที่มีอยู่ครอบคลุมในทุกๆ ส่วนของพื้นที่จัดงาน ของที่ระลึกเหล่านี้มีมากมายหลายประเภทเท่าที่เรานึกได้ว่าจะใช้อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน แล้วแต่ละแห่งที่แวะเข้าไปก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป ร้านขายของที่ระลึกนี้เองก็เป็นแหล่งหนึ่งสามารถทำรายได้ให้กับงานได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะมาเป็นงาน Expo ได้นั้นเจ้าภาพคงจะต้องมีการวางแผนกันมาก่อนเป็นอย่างดี มีการเตรียมงานมาเป็นปีๆ เจ้าภาพต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า โดยปกติการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ เจ้าภาพในระดับประเทศมักจะมีเป้าหมายที่ต้องการผลกระทบทางเศรษฐกิจ งานประเภทนี้เป็นงานมหกรรมทางสังคมที่ภาครัฐหรือภาคสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อเกิดผลต่อเนื่อง หรือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้นด้วย สำหรับประเทศจีนเองก็คงจะมีแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) พื้นฐานเหมือนกันทุกประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานระดับโลกเข่นนี้ ประเทศไทยเองก็พยายามที่จะเข้าไปยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมระดับในประเภทต่างๆ ที่สำเร็จก็มี ที่ล้มเหลวไปก็มาก เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์และบริการทางสังคมที่จะต้องลงทุนใช้เวลาเตรียมงานยาวที่นาน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดงานได้ ในขณะที่ช่วงเวลาของงานมหกรรมอื่นมีช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่งาน World Expo นี้มีเวลาแสดงถึง 6 เดือน

สำหรับประเทศจีนแล้ว เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วคงจะไม่ขาดทุนอย่างเป็นแน่แท้ แถมทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้ด้วย แต่กลับเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ประชากรรุ่นใหม่ๆ ของจีนเองในการพัฒนาประเทศในอนาคต ถ้าผู้นำจีนรุ่นต่อมาไม่หลงทางเสียก่อน งานมหกรรม World Expo สำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่อย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าประเทศจีนก็มีความเข้าใจในแนวคิดการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นอย่างดี ตั้งแต่การจัดการโซ่อุปทานของการเตรียมงาน “ก่อน” วันแสดงงาน และการจัดการโซ่อุปทาน “ระหว่าง” ช่วงเวลาการแสดงงาน ซึ่งช่วงนี้สำคัญมากเพราะมีผู้เข้าชมงานเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ ทั้งยังต้องรวมถึงการจัดการโซ่อุปทาน “หลัง” จากงานจบลงด้วย แนวคิดการจัดการโซ่อุปทานจึงจำเป็นที่จะต้องคิดให้ครบตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์และการบริการ

เห็นประเทศอื่นๆ เขาพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แล้วสะท้อนใจว่า แล้วทำไมประเทศไทยที่เราภูมิใจนักภูมิใจนักหนาว่าสามารถรักษาเอกราชของประเทศไว้ได้ แต่กลับไม่สามารถช่วยกันพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ ผมว่าเราไม่ได้แปลความหมายหรือสร้างความเข้าใจในความเป็นเอกราชในอดีตให้คนในปัจจุบันเข้าใจ ทั้งๆ ที่ในชีวิตความเป็นอยู่จริงของคนไทยนั้นเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจทั้งกายและใจให้ต่างชาติหมดแล้ว มีเพียงแต่ผืนแผ่นดินเท่านั้นที่เราบอกว่าเป็นเอกราช ไม่สูญเสียดินแดนให้ใคร และพยายามปกป้องรักษากันด้วยชีวิต เราก็ได้สูญเอกราชทางจิตวิญญาณของความเป็นชาติไปตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวกัน ทั้งยังหลงละเมอกับอดีตที่ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะเราใช้ประวัติศาสตร์ในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าไม่เป็น เราเพียงแต่ใช้ประวัติศาสตร์เพียงเพื่อโฆษณาชวนเชื่อไปวันๆ เท่านั้น ผมว่าเราต้องดูแนวทางของประเทศอื่นๆ ในการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในปัจจุบันพัฒนาชีวิตเพื่อสู่อนาคต หากเราใช้ประวัติศาสตร์เป็นแล้ว เราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ที่เราได้รับรู้นั้นทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมว่าประเทศจีนทำเรื่องราวของการนำเสนอประวัติศาสตร์ได้ดีมาก เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปครับ

สุดท้ายผมว่าเราต้องไม่ย่อท้อ เราต้องคิดให้มากกว่านี้ เราต้องทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าทำตัวเหมือนคนโง่ที่ไม่มีความคิด หลงมัวเมากับภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้หลงทางกลับไปติดยึดความรุ่งเรืองในอดีต ทำให้เราไม่ได้คิดพัฒนาปัจจุบันให้ดีกว่าเก่า เราจึงติดกับดักความคิดและหลงตัวเองว่าเราเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทั้งที่เราก็ไม่ได้รุ่งเรืองอะไรมากเท่าใดนัก เรารับรู้มาด้วยการเรียนประวัติศาสตร์ด้านเดียวมาตลอด แค่ได้เรียน แต่ไม่เคยเข้าใจและเราก็ไม่รู้หรอกว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านหรือประวัติศาสตร์โลกเขามองเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นรากเหง้าของประเทศเราเองก็ได้ แต่อย่างไรผมก็ยังเชื่อว่าเราต้องพัฒนาได้ครับ!

รออ่านต่อนะครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง