แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลจิสติกส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลจิสติกส์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อ.วิทยา Talk at IE@CMU ตอนที่ 1



ผมได้มีโอกาสไปบรรยายในงานสัมมนาที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ InterTransport and Logistics ร่วมกับหอการค้าเชียงใหม่เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 53 โดยสายการบินไทย ก็ไม่เช้าเท่าใดนัก ประมาณ 7:30 น. แต่กว่าเครื่องจะลงก็ 9 โมงกว่าๆ แล้ว ต้องบรรยาย 9 โมงครึ่ง จึงรีบกันพอสมควร ผมบรรยายเรื่อง การพัฒนา Supply Chain ในกลุ่ม GMS และ AEC ซึ่งดูทันสมัยมากๆ แต่ผมสิครับ เหนื่อยจริงๆ เพราะมีหลายเรื่องมาก ผมก็ให้ได้แค่มุมมองเท่านั้น เพราะลึกๆ แล้ว ไม่มีรายละเอียดมากนัก เพราะไม่ได้ทำ ถ้าผมพูดไป ก็จะโดนโต้แย้งมาว่าผมไม่ได้ทำอีก แต่ผมว่า ผมพอจะมองออกว่าอะไรเป็นอะไรได้ พอจะอธิบายได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะอะไร ที่จริงแล้วมันควรจะเป็นอย่างไร ตามทฤษฎีแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร

ช่วงบ่ายจะว่าง ก่อนหน้านี้ผมจึงวางแผนว่าจะหาที่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์บ้าง จึงตัดสินใจโทรหา ดร.อภิชาติ โสภาแดง ที่ IE มช. (มหาวิทยาลัยเชียงหม่) แจ้งว่า ผมจะว่างตอนบ่ายวันที่ 15 ก.ค. อ.ช่วยมาเชิญผมไปบรรยายหน่อย (ผมขอร้องเองครับ) ผมอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับในพื้นที่เชียงใหม่บ้าง ถ้าอ.อภิชาติ เห็นสมควร ผมก็ยินดีและเต็มใจครับ ในที่สุด ดร.กรกฎ ก็ติดต่อประสานงานมาแทน อ.อภิชาติซึ่งต้องเดินทางไปต่างประเทศ อ.กรกฎ หรืออ.เปิ้ล ถามว่าผมอยากพูดถึงเรื่องอะไรให้นักศึกษาที่เรียนปริญญาโทฟังดี ผมจึงเสนอหัวข้อ “ความสัมพันธ์ระหว่างวิศวกรรมลอจิสติกส์และการจัดการลอจิสติกส์ และบทบาทของ IE ในกิจกรรมลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน” อ.เปิ้ลก็ OK ตามนั้น

พอถึงวันที่ 15 ก.ค. ตามนัด อ.เปิ้ลก็มารับที่โรงแรมหลังจากที่ผมบรรยายช่วงเช้าเสร็จ ปรากฎว่ามี Big Surprise ครับ เพราะว่ามี อ.ดร.สิงหา นั่งติดรถมาด้วย และจะร่วมวงสนทนากับผมที่ IE@ มช ผมรู้สึกตื่นเต้นดี เพราะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับ อ.สิงหาในช่วงเวลายาวๆ มาก่อนเลย นึกไปถึงภาพตอนที่จะบรรยายให้นักศึกษาฟัง ถ้าอ.สิงหามาร่วมสนทนาด้วย จะดีมากเลย ดูแล้วจะกลายเป็น 3 Generation ไปเลย

แล้ว อ.เปิ้ลก็พาไปทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อครับ อร่อยดีมากครับ จำชื่อร้านไม่ได้ ให้ไปถาม อ.เปิ้ลเองครับ ที่เด็ดมากๆ คือ ไอศครีมแบบรวมมิตร มีซ่าลิ่มพร้อมทับทิมกรอบด้วย แถมมีให้เลือกแบบแห้งหรือน้ำด้วยนะครับ ผมก็ชี้ตามรูป ดูดีครับ ในกรุงเทพผมไม่เคยเจอแบบนี้ครับ แล้ว อ.เปิ้ลก็พาไปดื่มกาแฟร้านริมถนนในคณะวิศวะ มช. บรรยากาศดีมากๆ ครับ เหมือนอยู่เมืองนอก แต่อากาศร้อนไปหน่อยครับ อย่างนี้น่าจะได้มาสอนบ้าง ได้คุยกันไปกับ อ.เปิ้ล และ อ.สิงหาระหว่างนั่งจิบกาแฟ มีอยู่หลายประเด็นเลย แล้วค่อยทะยอยเล่าให้ฟังต่อนะครับ

แล้วก็มาถึงการบรรยายให้นักศึกษาปริญญาโท IE ปกติ และป.โท ลอจิสติกส์ ดูรวมๆ แล้วไม่มากไปและน้อยไป กำลังดี ประมาณ 20-25 คน ผมก็โม้ไปเรื่อยๆ ตามประสาคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ ขู่นักศึกษาบ้าง บังคับให้ถามบ้าง แต่พวกเขาก็ยังไม่ค่อยจะยอมถามกันเท่าใดนัก เป็นธรรมชาติของนักศึกษาไทยหรือเปล่านะครับ แต่เขาว่ากันมาอย่างนั้น

ในครึ่งแรกผมก็เริ่มบ่นในประเด็นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ผมชูประด็นในเรื่องของความเป็น “วิศวะ” ของสาขาวิชาลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน มีนักศึกษาอยู่ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า IE ของเรานี้ไม่ใช่วิศวะ ผมคิดในใจว่า “เฮ้ยคิดอย่างนี้ได้อย่างไร?” “แล้วเอ็งเรียนวิศวะหรือเปล่า” ผมถามตัวเองอยู่ในใจ ไม่ได้การแล้วล่ะ ถ้าคิดกันอย่างนี้แล้ว จะเรียน IE กันไปทำไมเล่า แต่ผมก็ไม่ได้โทษพวกเขาหรอกครับ เราต้องโทษตัวเราเองต่างหาก ทั้งคนสอนและคนวงการธุรกิจเอง เราเป็นวิศวะกันแค่ชื่อที่เรียน วิชาที่สอนและคณะที่จบ แต่มีคนมากมายที่ไม่เคยเรียนวิศวะมา แต่มีความเป็นวิศวะเต็มตัว แล้วผมก็มาถามตัวเองว่าจริงไหม? ก็ใช่ ผมเรียนก็วิชา Engineering แล้วก็จบคณะวิศวะ แต่ตัวเป็นวิศวะหรือไม่นั้น ไม่มั้ง! คิดว่าไม่ แล้วแต่โอกาสในการทำงาน แต่ผมก็ต้องมาสอนคนให้เป็นวิศวะ ผมนั้นกล้าดีอย่างไร ผมคิดเอาเองในใจ ก.ว. ผมก็ไม่ไปขอกับเขา สอนหนังสืออยู่ทุกวันนี้ มีน.ศ.วิศวะที่สอนอยู่ในสัดส่วนน้อยมาก และมีที่เดียวที่ผมสอน คือ IE พระนครเหนือ (ทุกวันนี้ก็ยังสอนอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำที่นั่นแล้วก็ตาม)

ผมมองเรื่องของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นได้ทั้งวิศวะ (Engineering) และการจัดการ (Management) เราต้องไม่คิดว่า จะต้องเป็นวิศวะเท่านั้นหรือจบวิศวะเท่านั้นที่ทำงานวิศวะได้หรือทำงานอย่างวิศวะได้ คิดอย่างนั้นก็บ้าแล้ว ใจแคบจริงๆ ทำไมคนเราจะเรียนรู้อะไรจะต้องเรียนจากคณะนั้นด้วยหรือ ทำไมพวกสถาปัตย์ถึงเป็นนักแสดงได้กันมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนการแสดง ถ้าใครมีความคิดเช่นนี้ ผมคิดว่าต้องขอให้เปิดใจรับฟังกันหน่อยแล้ว

วิศวะนั้นแตกต่างจากวิทยาศาตร์ ความเป็นวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องราวที่มนุษย์ค้นหากลไกของธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเรานัก เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เทคโนโลยีนั้นเอาวิทยาศาตร์มาทำให้เกิดประโยชน์ หรือมีคุณค่า (Value) กับมนุษย์ ความเป็นวิทยาศาสตร์ทำให้เราเข้าใจกลไกของธรรมชาติ มนุษย์จึงใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์เอง การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการดำรงอยู่ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีในยุคแรกๆ และถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีโจทย์จากความต้องการของมนุษย์เป็นตัวตั้ง การออกแบบและพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อทำให้มนุษย์อยู่ดีกินดีทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องงานวิศวกรรมหรือ Engineering พูดกันง่ายๆ ว่า วิศวกรรมเป็นการออกแบบเพื่อมนุษยชาติ ที่จริงแล้ว ทุกวันนี้เราก็ทำทุกสิ่งก็เพื่อตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

มีข้อสังเกตอยู่หนึ่งอย่าง คือ ถึงแม้ว่าวิศวกรผู้ออกแบบจะออกแบบงานทางวิศวกรรม แต่ก็อาจไม่ได้เป็นผู้สร้างคุณค่าโดยตรงหรือเผชิญหน้าโดยตรงกับผู้ใช้ประโยชน์ (Users or Consumers) แต่อาจจะมีวิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างหรือการผลิตอยู่ เพราะว่าความเป็นวิศวกรจะต้องเข้าใจกลไกการสร้าง (Engineer) เหล่านั้น ผมจึงมีความเข้าใจว่า วิศวะนั้นจะต้องฟังความต้องการของลูกค้า (Requirements) แล้วมาออกแบบและสร้าง (Design and Build) สิ่งนั้นขึ้นมา ที่จะต้องดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า (เห็นไหมว่า เหมือนการจัดการโซ่อุปทานเลย)

วิศวกรจึงต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีในการออกแบบและสร้างสิ่งที่มนุษย์ต้องการในรูปแบบของสินค้าและบริการ วิศวกรทำการออกแบบและสร้างต้นแบบของผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากคุณค่าที่อยู่ในรูปแบบสินค้าและบริการ ผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานจะได้รับสินค้าและบริการจากกระบวนการสร้างคุณค่าหรือกระบวนการผลิตหรือกระบวนการบริการ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะต้องถูกออกแบบโดยวิศวกร โดยเฉพาะวิศวกรอุตสาหการ (Industrial Engineer : IE) เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations) หรือฝ่ายผลิต (Productions) จัดการทรัพยากรสำหรับการผลิต (Manufacturing Resources) และจัดการกระบวนการผลิต (Manufacturing Process หรือกระบวนการการบริการ (Service Process) ที่สร้างคุณค่าซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

เมื่อเกิดปัญหาในกระบวนการผลิตที่ฝ่ายผลิตไม่สามารถจัดการในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ วิศวกร IE จะต้องมาปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือออกแบบกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อให้ฝ่ายผลิตสามารถดำเนินการผลิตได้ ส่วนฝ่ายปฏิบัติการหรือฝ่ายผลิตไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ แต่จะเป็นผู้วางแผนและดำเนินการกระบวนการสร้างคุณค่าหรือกระบวนการผลิตหรือกระบวนการบริการให้สามารถสร้างคุณค่าในรูปแบบสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้ ดังนั้นวิศวกร IE จะออกแบบและดูแลปรับปรุงโครงสร้างของกระบวนการผลิตหรือกระบวนการสร้างคุณค่าซึ่งจะปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ ฝ่ายผลิตซึ่งไม่ได้ออกแบบหรือสร้างอะไร แต่จะเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรในการจัดการและดำเนินการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เช่นเดียวกันกับวิศวกรที่ออกแบบการผลิตและออกแบบเครื่องจักรก็ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการผลิตหรือไม่ได้เป็นผู้ใช้เครื่องจักร แต่กลับเป็นฝ่ายผลิตหรือฝ่ายปฏิบัติการที่เป็นผู้ใช้งานเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตนั้นนั้น

คราวนี้ลองกลับมาดูว่าเรื่องราวของลอจิสติกส์ว่า วิศวกรรมลอจิสติกส์ คือ อะไร และการจัดการลอจิสติกส์ คือ อะไร โดยลองใช้กรอบความคิดของวิศวกรรมดังที่ผมกล่าวมาข้างต้นมาประยุกต์ใช้ดูนะครับ ที่แน่ๆ ลอจิสติกส์ไม่ใช่การขนส่งเท่านั้น ผมและหลายท่านพูดกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีใครสนใจ ผมต้องขออนุญาตเล่าให้ฟังใหม่เสมอว่า ลอจิสติกส์ต้องมองให้เป็นกระบวนการที่ไม่ได้จบเสร็จในตัวหรือในขั้นตอน แต่ต้องมองไปให้จบที่การส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ดังนั้นลอจิสติกส์จึงสามารถกำหนดขอบเขตได้ตามมุมมองของกระบวนการ (Process View) ที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ (Start to Stop) หรือมีต้นชนปลาย (End to End) สำหรับบริษัทหรือองค์กร หรือต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Upstream to Downstream) สำหรับทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ลอจิสติกส์จึงต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมในการนำส่งคุณค่าให้กับลูกค้า

ที่จริงแล้วผู้ที่เข้าใจลอจิสติกส์ที่แท้จริงจะต้องเข้าใจถึงความเป็นโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการจัดการโซ่อุปทานเสียก่อน แต่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจลอจิสติกส์จากมุมมองของขนส่งและคลังสินค้า ซึ่งไม่ผิด แต่ล้าสมัยมากๆ ประเทศไทยยังคืบคลานอย่างช้าๆ กับคำว่าลอจิสติกส์อยู่เลย ไม่มองชาวบ้านเขาว่า เขาไปถึงไหนกันแล้ว Council of Logistics Management เขาก็เปลี่ยนไปเป็น Council of Supply Chain Management Professional ไปตั้งนานแล้ว พวกเราไปอยู่ที่ไหนกันมา เป็นเวลา 10 กว่าปีของแผนยุทธศาสตร์ก็มัวแต่ยุ่งกับการลดต้นทุนลอจิสติกส์กันอยู่นั่นแหละ แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะขายสินค้าอะไรเป็นหลัก จะทำมาหากินอะไรกับประเทศอื่นๆ เขา แต่ดันสนใจเรื่องลดต้นทุนของลอจิสติกส์ ถ้าจะว่ากันไปแล้ว ใครที่คิดว่าลอจิสติกส์เป็นเรื่องของการลดต้นทุน ผมคิดว่าพวกเขาคิดไม่หมด คิดไม่ครบ ลอจิสติกส์จะต้องเป็นเรื่องของ On Time In Full (OTIF) ของครบถ้วนสมบูรณ์และตรงเวลาด้วย ไม่ใช่เรื่องต้นทุนแต่เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญมันเป็นเรื่องของคุณค่า ลอจิสติกส์จะอยู่หรือพิจารณากันเป็นเรื่องโดดๆ ไม่ได้เลย พอถึงเวลาเราก็มาบอกกันว่า ลอจิสติกส์วิกฤติแล้ว เราจะทำอย่างไรกันดี เราก็ทำได้แค่นี้ ดังนั้นถ้าจะพูดถึงเรื่องลอจิสติกส์ ต้องมองลูกค้า คุณค่า โซ่คุณค่า โซ่อุปทาน แล้วก็การผลิต (make) และลอจิสติกส์ (Move) ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ เราก็พูดแค่โครงสร้างพื้นฐานของระบบลอจิสติกส์ที่อยู่ในโซ่อุปทาน เอาไว้วันหลังค่อยคุยกันต่อใหม่ในเรื่องเหล่านี้

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงเส้นทางการไหลของคุณค่าที่ลูกค้าต้องการแล้ว กิจกรรมลอจิสติกส์ไม่ได้มีแค่การขนส่งและคลังสินค้าเท่านั้น ดังนั้นความเป็นลอจิสติกส์จึงเป็นเรื่องของโครงสร้างความเป็นระบบ (Systemic Structure) ของกระบวนการ (Process) ตั้งแต่ต้นจนจบที่ได้ผลลัพธ์ที่ใช้ประโยชน์ได้ (Value) และต้องคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าคนสุดท้ายด้วย (End Customer Values) ถึงแม้ว่าในกระบวนการหรือระบบที่เรารับผิดชอบอยู่จะไม่ได้เชื่อมต่อกับลูกค้าคนสุดท้ายก็ตาม ดังนั้นวิศวกรรมลอจิสติกส์จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการออกแบบและสร้างระบบการไหลของคุณค่า (Flow of Values) หรือระบบลอจิสติกส์ตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับองค์กรธุรกิจ กิจกรรมลอจิสติกส์ก็จะประกอบไปด้วย กระบวนการจัดหา กระบวนการผลิต กระบวนการจัดส่ง และกระบวนการวางแผน เพื่อให้เกิดการดำเนินการการสร้างคุณค่าหรือการผลิตและบริการเพื่อส่งคุณค่าให้กับลูกค้าคนสุดท้าย ดังนั้นวิศวกรลอจิสติกส์จะต้องออกแบบและสร้างกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการหรือฝ่ายจัดการการสามารถดำเนินการสร้างคุณค่าได้ตามปริมาณและความหลากหลายของความต้องการของลูกค้าอย่างไหลลื่น (Seamless)

เมื่อโครงสร้างของระบบลอจิสติกส์หรือกระบวนการลอจิสติกส์ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมารองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าแล้ว ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายผลิต ฝ่ายลอจิสติกส์หรือขนส่ง (ที่เขาเรียกกัน) ฝ่ายขาย และฝ่ายโซ่อุปทานก็จะมาใช้กระบวนการนี้โดยการจัดสรรทรัพยากรทั้ง คน การสั่งวัตถุดิบ เครื่องจักร สารสนเทศ รวมทั้งวิธีในการดำเนินงานในแต่ละกระบวนการเพื่อให้ลูกค้าได้รับคุณค่าตามที่ต้องการ เมื่อโครงสร้างของกระบวนการหรือระบบไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในด้านความหลากหลายและปริมาณหรือโครงร่างของสินค้าหรือโซ่คุณค่า วิศวกรลอจิสติกส์จึงต้องออกแบบใหม่หรือปรับปรุงกระบวนการหรือระบบใหม่เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าให้ได้

วิศวกรลอจิสติกส์ที่จริงแล้วอาจจะไม่สามารถทำหน้าที่วิศวกรในหลายๆ ฟังก์ชั่นหน้าที่ในระบบลอจิสติกส์ได้ เพราะว่ากิจกรรมลอจิสติกส์ทั้งระบบมีหลายสาขาวิชามาบูรณาการกัน เพราะว่าลอจิสติกส์นั้นเป็นสหวิทยาการ (Multi-discipline) ผมมองว่าวิศวกรรมลอจิสติกส์นั้นทำหน้าที่เหมือนสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน เป็นผู้ที่รู้ทุกส่วนของบ้าน ทุกฟังก์ชั่น ทุกวัสดุ และเป็นคนที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว จนกลายเป็นบ้าน แต่ไม่ได้สร้างเองทั้งหมด วิศวกรแต่ละสาขาไปดำเนินการสร้างตามแบบที่ได้ออกแบบมา

วิศวกรรมลอจิสติกส์ก็เช่นกัน จะต้องมองระบบทั้งระบบที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดการไหลของทรัพยากรอย่างลื่นไหล และแปรเปลี่ยนไปเป็นคุณค่าและทำให้คุณค่านั้นไหลไปถึงมือลูกค้า วิศวกรรมลอจิสติกส์จะต้องบูรณาการกระบวนการจัดหา กระบวนการผลิต กระบวนการจัดส่ง กระบวนการวางแผนให้เป็นระบบเดียวกันให้ได้ แต่อย่าลืมนะครับว่า กิจกรรมลอจิสติกส์นั้นเน้นที่การไหลของคุณค่า การเชื่อมต่อระหว่างกระบวนการการไหลจะต้องเป็นมาตรฐานและเข้ากันได้ ทั้งนี้ขึ้นกับกายภาพของการไหล (Physical of Flows) ตัวอย่างการขายข่าวของหนังสือพิมพ์ เช่น มีการไหลทางกายภาพ 3 ทาง คือ 1) ทางกายภาพที่เป็นกระดาษ ขึ้นรถบรรทุกกระจายออกไป สู่หน้าร้านแล้วมีคนมาซื้อหรือมีรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งถึงบ้าน 2) ทางกายภาพที่ผ่านทางออนไลน์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ 3) ทางกายภาพที่ผ่านทาง SMS มือถือ การไหลทางกายภาพจะขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นหัวใจของวิศวกรรมลอจิสติกส์ ที่นอกเหนือจากการออกแบบกิจกรรมหลักๆ ที่เป็นฟังก์ชั่นในระบบลอจิสติกส์ ก็คือ วิศวกรรมระบบ (System Engineering) ที่เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบ การสร้างและทดสอบ การดำเนินการผลิต การบำรุงรักษา การปรับปรุง และการเลิกใช้งานของระบบลอจิสติกส์ IE เราไม่ค่อยได้เน้นเรื่องเท่าใดนัก

ในส่วนที่เป็นเรื่องของการจัดการลอจิสติกส์นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานในการอำนวยการ (Orchestrate) ให้เกิดการสร้างคุณค่าหรือการผลิตและจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าจริงๆ ผู้จัดการลอจิสติกส์มีหน้าที่ดำเนินการใช้งานระบบลอจิสติกส์ที่ออกแบบมาโดยวิศวกรรมลอจิสติกส์ให้สามารถสร้างคุณค่าและนำส่งคุณค่าไปสู่ลูกค้าได้ การจัดการลอจิสติกส์จะต้องใช้ระบบลอจิสติกส์ที่ถูกออกแบบมาและถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยการผลิต (Make) และนำส่ง (Move) สินค้าให้ถึงมือลูกค้า

การจัดการลอจิสติกส์ คือ การบูรณาการกิจกรรมลอจิสติกส์ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดการการจัดซื้อ การจัดการผลิต หรือการจัดการการจัดส่ง แต่จะต้องจัดสรรทรัพยากรทั้งคน IT เครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งวิธีการให้กิจกรรมลอจิสติกส์ให้เชื่อมโยงและบูรณาการกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้สามารถตอบสนองการสั่งซื้อให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าการจัดการลอจิสติกส์จะต้องติดต่อประสานงานกับทุกหน่วยงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและส่งคุณค่าให้กับลูกค้า หน่วยงานไหนไม่ได้เชื่อมกับลอจิสติกส์ หน่วยงานนั้นไม่สมควรอยู่ในองค์กร เพราะว่า ลูกค้าต้องการซื้อหรือรับคุณค่าจากระบบลอจิสติกส์ ถ้าไม่มีระบบลอจิสติกส์ ลูกค้าก็ไม่ได้รับคุณค่า

การจัดการลอจิสติกส์จึงเริ่มต้นตั้งแต่ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายจัดการอุปสงค์ ฝ่าย IT ฝ่าย HR ฝ่ายจัดหา ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี หน้าที่ของการจัดการลอจิสติกส์จะต้องประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่กล่าวมาเพื่อทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการตามความต้องการ การจัดการลอจิสติกส์จะประกอบไปด้วยการวางแผน การดำเนินงาน การควบคุมและปรับปรุงการไหลของคุณค่าบนโครงสร้างเชิงกายภาพของระบบลอจิสติกส์ที่ถูกออกแบบมาจากวิศวกรรมลอจิสติกส์

ปัจจัยเข้าของวิศวกรรมลอจิสติกส์ คือ ความต้องการของระบบลอจิสติกส์ ขนาด ปริมาณ ความเร็ว ความยืดหยุ่นของระบบ ความเชื่อมโยงของกระบวนการทั้งหมด (Seamless Integration) ของโครงสร้างการไหลเชิงกายภาพ ผลลัพธ์ก็ คือ ระบบลอจิสติกส์

เมื่อได้ระบบลอจิสติกส์มาแล้วลูกค้ายังไม่ได้คุณค่าอะไรเลย ส่วนการจัดการลอจิสติกส์จะต้องเอาระบบลอจิสติกส์ที่ออกแบบและสร้างมานี้มาดำเนินการให้เกิดการสร้างคุณค่าและนำส่งคุณค่าให้กับลูกค้าด้วยการจัดการวางแผนทรัพยากร การคำนวณอุปสงค์กับฝ่ายการตลาดและการจัดเตรียมอุปทานให้พอเพียงด้วยการประสานงานกับทางผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Suppliers) สภาพแวดล้อมของระบบลอจิสติกส์ สภาพแวดล้อมการแข่งขันเชิงธุรกิจ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม องค์ประกอบเหล่านี้จะมีผลต่อการตัดสินใจวางแผนเพื่อใช้งานระบบลอจิสติกส์ให้สามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนั้นวิศวกรรมลอจิสติกส์ยังสามารถที่จะออกแบบระบบการจัดการลอจิสติกส์ (Logistics Management System) เพื่อที่จะทำให้ผู้จัดการลอจิสติกส์สามารถใช้เป็นเครื่องในวางแผนและตัดสินใจในระบบลอจิสติกส์อีกทีด้วย โดยเฉพาะระบบสารสนเทศต่างๆ ที่มีส่วนสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจในกระบวนการลอจิสติกส์ประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมที่สุด (Optimization) ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าทั้งวิศวกรรมลอจิสติกส์และการจัดการลอจิสติกส์มีความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ถ้าจะถามถึงแล้วการจัดการโซ่อุปทานอยู่ตรงไหน ก็อธิบายได้นะครับ กล่าวคือ จะรวมเอาการจัดการลอจิสติกส์และการจัดการผลิตเข้าไปด้วย แต่จะเน้นเพิ่มขึ้นมาตรงการตัดสินใจและวางแผนร่วมกันระหว่างหน่วยงานหรือองค์กร แล้วผมมาเล่าต่อในตอนหลังจะดีกว่า เดี๋ยวจะไม่จบเอา เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งเติมไปเรื่อยๆ แล้วจะสับสนไปเปล่าๆ

พอพักครึ่ง เหล่านักศึกษาก็ไปกินกาแฟด้วยความมึนงง พอกลับมาฟังต่อ ผมและอ.สิงหา ก็เลยมาช่วยกันตอบประเด็นปัญหาที่ค้างคากันอยู่ ที่มีคำถามว่า แล้ว Industrial Engineering นั้นเป็น วิศวะหรือไม่ สงสัยธาตุไฟจะเข้าแทรก ผมต้องขอโทษด้วยที่จำชื่อนักศึกษานั้นไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าเขาถามด้วยเจตนาดี และขอชื่นชมที่ถามมา คุณแน่มากที่ถาม ผมตอบได้เลย มันเป็นวิศวะอย่างแน่นอน เพราะว่ามี ก.ว. วิศวกรรมอุตสาหการด้วย เป็นสาขาวิชาที่เปิดการเรียนการสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปด้วย คุณถามอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้า IE ไม่ใช่วิศวะ ก็แปลกแล้ว ผมมีประสบการณ์การสอนวิชาในสาขานี้มาพอสมควร ผมคิดว่าระบบการเรียนการสอนอาจจะมีปัญหาบ้าง กล่าวคือ เราสอนแต่รายวิชา ตามที่ก.ว. มี โดยเฉพาะจะต้องเน้นที่รายชื่อวิชา แต่ไม่ได้มีการเน้นไปที่ปรัชญาของวิศวกรรมอุตสาหการ หรือปรัชญาของวิศวกรรมศาสตร์ ถ้าในระบบการเรียนการสอนมีปรัชญาของวิศวกรรมศาสตร์จริง ก็ไม่น่าจะเกิดคำถามอย่างนั้นขึ้น นักศึกษานั้นไม่ผิดหรอกครับ แต่ต้องมาดูที่โครงสร้างการเรียนการสอนทั้งระบบ

ผมคิดว่า IE นั้นสัมพันธ์กับลอจิสติกส์และโซ่อุปทานโดยตรง IE เป็นแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน แต่องค์ความรู้และแก่นของ IE แต่เพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถรองรับลอจิสติกส์และโซ่อุปทานได้ จากแก่นของ IE เอง เราจะต้องต่อยอดไปบูรณาการกับสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประเด็นนี้มีมาจากความเห็นของ IE ในระดับ World Class นะครับ เพราะว่าผมเคยอ่านบทความของ IIE (Institute of Industrial Engineering) ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพของ IE ในอเมริกา เมื่อประมาณราวๆ ปี 2000-2003 ชื่อบทความ คือ “Supply Chain Management : The New Role of Industrial Engineering” นั่นเป็นมุมมองใหม่ของ IE ที่ IE จะต้องบูรณาการมากขึ้นตามบริบทของสังคมและธุรกิจ ผมเชื่อว่า เรา IE ทั่วโลก สามารถทำได้และมีศักยภาพพอในองค์ความรู้ ถ้าเปิดใจรับและเข้าใจบริบทของการเปลี่ยนแปลง

ผมมอง IE ว่าจะไปมุ่งเน้นไปที่ตัวระบบหรือกระบวนการในมุมที่แยกส่วนออกมา (Reductionism) เพื่อการปรับปรุงและวิเคราะห์ แต่ลอจิสติกส์และโซ่อุปทานพยายามที่จะบูรณาการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและส่งคุณค่าอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) ดังจะเห็นได้ว่า หลายปีที่ผ่านมามีประเด็นในวงการวิชาชีพ IE ที่จะการเพิ่มชื่อ System Engineering เข้าไปด้วย เหมือนกับชื่อภาควิชา IE ในหลายมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

อ.สิงหาได้เสนอประเด็นของวิวัฒนาการของ วิชา OM ซึ่งมีสอนกันอยู่ในแทบทุกมหาวิทยาลัย ในทุก Program MBA ในหนังสือ OM ยุคใหม่ๆ ก็ได้กลายสภาพเป็นหนังสือ Supply Chain หรือไม่ก็ Logistics ประเด็นนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เพราะผู้แต่งหนังสือเหล่านี้ (ผมคิดว่า) ก็ยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันเท่าไหร่นัก มันไม่ผิดหรอก แต่เป็นการมองกันคนละมุม เป็นการใช้คำที่ไม่ถูก เช่น ชื่อหนังสือ Supply Chain Management : Logistics Approach หรือ Logistics Management : Supply Chain Approach แต่เมื่อดูๆ ไปแล้ว มันก็คือ OM นั่นเอง แล้วมันต่างกันอย่างไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับมุมที่นำเสนอ

แล้วผมมอง OM อย่างไรบ้าง ผมว่าเมืองไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ OM มากเท่าใดนัก ไม่เหมือน Marketing หรือ Finance แต่ในต่างประเทศ OM เป็นกลุ่มวิชาชีพที่แข็งแกร่งมาก เช่น APICS เมืองไทยเราเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจในสาขาวิชาชีพ OM เท่าใดนัก เราก็จัดการผลิตแบบลูกทุ่งไปเรื่อยๆ ผมมอง OM ว่าคือ การมอง Logistics และ Supply Chain แบบแยกส่วน (Reductionism) เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ปัญหา แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาในองค์รวม วิชา OM เป็นเหมือนการไม่ได้มองช้างทั้งตัว แต่เป็นการมองแต่ละส่วนของช้าง แล้วแก้ปัญหาที่ละส่วน ทำให้ไม่ได้เห็นภาพช้างทั้งตัว ทำให้ปัญหาในภาพใหญ่ทั้งระบบไม่ได้รับการแก้ไข

วิชา OM เล่าถึงกระบวนการย่อยต่างๆ ใน Supply Chain ตั้งแต่ต้นจนจบก็จริง เป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกถึงการจัดการโซ่อุปทานโดยรวม แต่ระยะหลายปีที่ผ่านมา หนังสือ OM ทุกเล่มจะเพิ่มบทที่เป็น Supply Chain ขึ้นมาตอนท้าย ให้เห็นภาพจากภายนอก แต่กลไกภายในของการจัดการโซ่อุปทานนั้นไม่ชัดเจน ผู้เขียนหนังสือในวงการ OM มาเขียนหนังสือ Supply Chain ก็หลายเล่ม แต่ผมก็คิดว่ายังไม่ใช่ Supply Chain แต่มันเป็น OM แบบรวมมิตร

แล้วอ.วิทยา กล้าดีอย่างไร... ไม่ได้กล้าอะไรหรอกครับ แต่กล้าคิดสักหน่อย ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ การเรียน OM นั้นเป็นการเรียนในเรื่องการคิดและการวางแผนตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในโซ่อุปทานที่เป็นเรื่องๆ ไป เรื่องต่างๆ ใน OM นั้นจบในบทเป็นบทๆ ไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเสร็จสมบูรณ์ คุณทำ Forecast ได้ แล้วไง คุณวางแผนการผลิตได้ แล้วไง การวางแผนการจัดส่งได้ แล้วไง ธุรกิจจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าครบถ้วนและจ่ายเงินครบด้วย นั่นเป็นเป้าหมายของธุรกิจและโซ่อุปทาน มีใครบ้างเหล่าถึงกระบวนการทั้งหมดอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกันหรือไม่ ในความเป็นจริงนั้นมันเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว เราถึงได้คุณค่าออกมา

เรียน OM ก็เหมือนเป็นการเรียนเครื่องมือหรืออุปกรณ์การทำอาหารในแต่ละชิ้น แต่ยังไม่ได้ทำอาหาร เรื่องของการจัดการโซ่อุปทานและลอจิสติกส์เป็นเรื่องของการรับ Order ว่าลูกค้าสั่งอาหารอะไรมา จะกินอะไร แล้วจึงไปทำอาหารด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์และส่งให้ถึงโต๊ะผู้สั่งด้วยอาหารที่มีรสชาดเยี่ยม การจัดการโซ่อุปทานและลอจิสติกส์จึงเป็นเรื่องของการต่อยอดจาก OM ด้วยการเชื่อมโยงการตัดสินใจต่างๆ ใน OM เข้าด้วยกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ผลของการตัดสินใจหนึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจถัดไปจนไปถึงการตัดสินใจที่นำส่งสินค้าและบริการให้ถึงมือลูกค้า

ผมยังมีประเด็นค้างอยู่หลายเรื่อง ที่อ.สิงหาชูประเด็นขึ้นมาระหว่างสนทนาที่ IE@CMU ครับ แล้วผมจะมาเขียนต่อครับ

อ.วิทยา

ปริญญาโท กับ แฟชั่นการศึกษา

บทความนี้ ผมเขียนถึงนักศึกษาปริญญาโท MS.LSCM#3 ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมครับ นำมาแบ่งปันเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ด้วย


เรื่องการเรียนปริญญาโทด้านลอจิสติกส์ ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นความเห็นชอบผมคนเดียวหรอก เพราะว่าหลายๆ คน รวมทั้งหลายๆ อาจารย์ก็เห็นด้วย ผมก็เลยได้ทำมาหากินกับแฟชั่นนี้ไปด้วย ประเด็นก็คือ แล้วพวกคุณจะหาประโยชน์จากแฟชั่นในการเรียนปริญญาโทได้อย่างไร แรกๆ การเรียนปริญญาโทก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นเท่าไรในอดีต แต่เราต้องเข้าใจว่า แล้วมาเรียนกันทำไม ผมเข้าใจว่ามันจะต้องมีคนเริ่มกันมาก่อน เหมือนแฟชั่นเสื้อผ้าทั่วไป แฟชั่นก็คือแฟชั่น ไม่ผิดหรอก ต้องมีคนได้ประโยชน์สิ แล้วก็มีคนเรียนและก็มีคนสอนตอบรับอุปสงค์ มันก็สมเหตุสมผลดีอยู่แล้ว

โครงสร้างของการเรียน การสอนใน ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก ของเรา มันน่าจะสมดุลกันดีอยู่แล้ว พอเรามีการเปิด ป.ตรีกันได้ง่ายขึ้น คนอยากจะไต่ขึ้นไปเรียน ป.โท กันมากขึ้น และตามด้วยป.เอก ตามลำดับ ดังนั้น มหาวิทยาลัยก็ตอบสนองด้วยหลักสูตรต่างๆ มากมาย ผมมีความเชื่อและมีประสบการณ์ว่า คนที่เรียนส่วนใหญ่จะเรียนเพื่อ “ใบปริญญา” ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถามผมว่าจำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าใช่ จริงๆ แล้วมันจำเป็น “ดูไปแล้วอาจจะเป็นการดูถูกคนเรียนไปหน่อยไหม อาจารย์วิทยา” ก็แล้วแต่จะคิดนะ บางคนทำมาฟอร์มสร้างภาพว่ามาเรียนเอาความรู้ ผมบอกกลับไปว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว พอเรียนจบ ก็ไม่ต้องรับปริญญานะ เอาแต่ความรู้ไป ทุกคนเงียบหมด สรุปแล้ว ทุกคนมาเรียนเพื่อปริญญาใบนั้น

แต่ผมก็ให้ทุกคนที่มาเรียนตั้งเป้าหมายในการเรียนว่า จะต้องได้ใบปริญญาเป็นอันดับแรก ประสบการณ์และความรู้ตามมาที่สอง และอื่นๆ อีกแล้วแต่คนเรียนจะตั้งเป้าหมาย เพราะว่าอะไร... หลายคนที่ผมรู้จัก เรียนปริญญาโทประมาณ 3-4 รอบ ในหลายหลักสูตรและหลายมหาวิทยาลัย กว่าจะได้ปริญญาโทสักใบ ด้วยความทรนงหรือมั่นใจอะไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยกับหลักสูตร ไม่ชอบอาจารย์ มีอุดมการณ์ของตัวเองกับเรื่องที่ไม่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองหรือองค์กรธุรกิจ มันเสียทั้งเงินและเวลาไปเปล่าๆ

พวกเราต้องเข้าใจกระบวนการทางสังคมว่าเรามาเรียนกันทำไม อะไรเป็นประเด็นที่สำคัญในการศึกษา มีสิ่งหนึ่งที่ปรัชญาการศึกษาไม่ได้บอกไว้ คือ คนในสังคม เมื่อไม่รู้จักกัน เขาดูกันที่ว่าใครจบปริญญาอะไรมา จบมาจากที่ไหน เรียนมาทางด้านไหน เพราะว่าในชีวิตเราจะต้องเจอคนมากขึ้น ปริญญาจึงเป็นเครื่องมือในการกรองผู้คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา การเรียนหนังสือจึงเป็นแฟชั่นหนึ่งของคนในสังคมที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนหรือบุคคลที่เราต้องการจะคบหรือทำงานร่วมด้วยหรือหาประโยชน์ด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งที่ใช้แฟชั่นของการศึกษาในการชุบตัวเองให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ผมต้องการทำงานด้วยหรือทำธุรกิจ เพราะว่าการใช้ชีวิตคือธุรกิจครับ เราหลีกเลี่ยงธุรกิจไม่ได้ ตัวอย่าง เช่น ป.ตรี ผมต้องเรียนวิศวะ นั่นเป็นความคิดตอนนั้น จบป.ตรีแล้วต้องไปเรียนเมืองนอก ต้องเป็นนักเรียนนอก พ่อผมก็ส่งไปครับ เสร็จแล้วต้องเรียนเอกต่อ ถ้าจะให้เท่ห์ต้องเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลสิ แล้วผมก็ได้เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ดูสิผมทำตามแฟชั่นทั้งนั้น แต่ก็เป็นแฟชั่นกลุ่มเล็กๆ ที่ผมคิดว่าผมสามารถหาประโยชน์ได้ในอนาคต ผมคิดเป็นธุรกิจนะครับ

การเรียนหรือการศึกษาเป็นแฟชั่นที่ดีมาก เพราะได้ประโยชน์กับผู้ที่เรียน แต่ประเด็นคือ คุณจะได้ประโยชน์อย่างไรจากแฟชั่นเหล่านั้น หลายคนจบป.โทมาหลายใบ ถามว่าเรียนไปทำไมเยอะๆ คนนั้นก็ตอบไม่ได้มาก เพียงแต่แค่อยากรู้อะไรเพิ่มเติม ประเด็นคือ เมื่อคุณไม่รู้อะไรก็เลยต้องมาเรียนปริญญาโทอีกใบหรือ นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกเลย แล้วปริญญาที่เคยเรียนมาอีกหลายใบนั้นล่ะ ทำไมไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลยหรือ เขาก็บอกว่ามันต่างสาขากัน สิ่งที่เรียนนี้มันเป็นเรื่องใหม่ นั่นก็แสดงว่าปริญญาโทที่เรียนมานั้นให้แต่เนื้อหาความรู้เท่านั้น ไม่ได้ให้ระบบคิด กระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำ

ถ้าเราคิดกันได้อย่างนี้ ก็แสดงว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้ทำให้คนไทยมีการศึกษาที่แท้จริง การศึกษาไทยทั้งป.ตรี ป.โท และป.เอก ก็แค่ทำให้คนไทยที่เรียนในระบบการศึกษาไทย ได้แต่ “เรียน” และได้แค่ “รู้” เท่านั้น แต่ยังศึกษาไม่เป็นหรือเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็จะต้องกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาใหม่เพื่อรับการเรียนและรู้โดยการสอนของอาจารย์ในระบบปริญญาทั้งหลาย ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิดหรอก แต่ผมว่า ที่จริงเอาแต่แค่หลักสูตรสั้นๆ ก็พอ แล้วรีบกลับแก้ปัญหาหรือซื้อหนังสือมาอ่านและหาหนทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีกระบวนการหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมากำหนดคำตอบหรือกำหนดชีวิตเรา แต่บางคนว่างจริงและขี้เกียจจะอ่านหรือศึกษาเองก็เลยมานั่งเรียนในระบบการสอนแบบเก่าและไม่เหงาดีด้วยมีเพื่อนๆ ร่วมรุ่นอีกต่างหาก ที่จริงการเรียนในแต่ละปริญญาแล้วแต่คนที่เรียนด้วย บางคนเรียนเอา Connection ก็เยอะไปครับ อย่างนี้ไม่เกี่ยวกับระบบการศึกษาและปรัชญาการศึกษา

เคยมีคนมาถามผมว่า “อาจารย์ครับ ผมจะเรียนลอจิสติกส์ที่ไหนดีครับ” ผมถามกลับว่า “แล้วจบอะไรมาล่ะ” เขาตอบว่า “จบ MBA มาครับ” แล้วผมก็ถามต่อไปว่า “แล้วทำไมถึงอยากจะมาเรียนล่ะ” เข้าตอบว่า “เจ้านาย กำลังสนใจเรื่องลอจิสติกส์อยู่ เพราะมีปัญหาด้านนี้ เจ้านายอยากจะนำมาใช้ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะมาเรียนปริญญาโทด้านนี้” ผมสลดใจอย่างมาก อะไรกันเนี่ย แค่สนใจและมีปัญหาถึงกับต้องมาเรียนปริญญาโทกันใหม่เลยหรือ ถ้ายังไม่จบโทมาก่อนก็ไม่เป็นไร ใช้สาขาลอจิสติกส์ที่กำลังเป็นแฟชั่นอยู่นี้เป็นการเรียนป.โทไปก็ไม่เห็นเสียหายเลย แล้วเขาไม่คิดหรือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องถูกแก้ไขโดยเร็วหรือไม่ การแก้ปัญหาคงจะรอไม่ได้เป็นปีๆ ถ้าคิดและเป็นกันอย่างนี้ จบปริญญาโทมาแล้วยังมีความคิดแค่นี้ ผมว่ามันใช้ไม่ได้ หลักสูตรที่เรียนมาเขาไม่ได้สอนให้คิดได้มากกว่านี้หรือ? เพราะว่าคนที่มาเรียนปริญญาโทนี้ ไม่ได้มาเรียนเอาความรู้ แต่ต้องได้กระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำในการเรียนรู้ ความรู้ในแต่ละสาขาวิชานั้นเป็นแค่เครื่องมือในทำให้คุณรู้และเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้และใช้บริบทในสาขาวิชาที่เรียนสร้างภาวะผู้นำในการนำเสนอหัวข้อวิจัยต่างๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นปริญญาโทหรือเป็น Master

การเรียนปริญญาโทไม่ได้สร้างให้คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ป.โท และป.เอก จะสร้างคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยภาวะผู้นำ เมื่อคุณจบการศึกษาไปแล้ว สังคมมีองค์ความรู้ใหม่และไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว คุณสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่และใช้สิ่งที่เรียนรู้ใหม่นั้นให้เกิดผลประโยชน์ต่อชีวิตและองค์กรธุรกิจได้ และที่สำคัญ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้หรือศึกษาในสาขาที่จบป.โทมาก็ได้ สิ่งที่คุณมีอยู่กับตัวซึ่งไม่ใช้ ตัว Thesis คือ ความสามารถในการเรียนรู้หรือการศึกษาและภาวะผู้นำนั่นเอง เขาถึงเรียกคุณว่ามหาบัณฑิต หรือ Master

เมื่อคุณก้าวเข้ามาเรียนป.โท หรือ ป.เอก แล้ว คุณทำได้แค่ตามแฟชั่นการเรียนที่ได้ใบปริญญามาหรือ? แล้วคุณได้แฟชั่นในการเรียนรู้ด้วยตนเองรวมทั้งภาวะผู้นำในการเรียนรู้ไปด้วยหรือเปล่า? เห็นไหมครับว่า ตามแฟชั่นก็ไม่เห็นเสียหายเลย เพียงแต่คุณเข้าใจคุณค่าของแฟชั่นนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากแฟชั่นนั้นอย่างไร เพราะคนที่เข้าใจแฟชั่นและทำตามแฟชั่นก็คงจะไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ฉันจะทำของฉันล่ะ ฉันได้ประโยชน์จากแฟชั่นของฉันแน่ๆ ในทางตรงกันข้าม พวกที่แค่ทำตามแฟชั่นไป แต่ก็ไม่รู้ว่าได้ประโยชน์อะไรนั้น ก็เสียเวลาไปเปล่าๆ จริงไหมครับ

เมื่อการเรียนปริญญาโทเป็นแฟชั่นไปแล้ว อาจารย์และหลักสูตรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ตอบสนองกันได้เป็นอย่างดี รายได้ดีเป็นอย่างมาก ผมและเพื่อนๆ เองก็มีรายได้จากตรงนี้พอสมควร เอาแค่คนสอนนะครับ ไม่ได้พูดถึงหลักสูตรที่มีคนเรียนกันเป็นร้อยๆ คน จะได้กำไรมากขนาดไหน ผมกำลังตั้งคำถามว่า แล้วนักศึกษาได้ความเป็น Master ไปหรือไม่ หรือได้แค่ความรู้ใหม่ๆ อย่างเช่น สาขาลอจิสติกส์ ซึ่งผมก็ต้องตอบว่า มันเป็นแฟชั่นจริงๆ ครับ เขาเป็นกันทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ต่างก็เปิดสาขานี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าที่อังกฤษหรืออเมริกาหลายคนมาเรียนลอจิสติกส์ก็เพราะแฟชั่น เห็นว่าเป็นเรื่องใหม่ ไม่อยากตกยุค เห็นใครๆ เขาก็จบมาทางด้านนี้ แต่บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างนี้ ใช่ครับ บางคนมาเรียนเพราะทำงานอยู่ในสาขานี้พอดีและอยากจะรู้เพิ่มเติม ก็เลยมาเรียนเพื่อจะรู้เพิ่ม ไม่เป็นไร เราไม่ว่ากัน ผมไม่รู้หรอกว่าใครๆ เขาคิดกันอย่างไร ผมเคารพความคิดเห็นส่วนตัวครับ

มาถึงตรงนี้แล้วเราจะทำให้แฟชั่นที่ต้องเรียนลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นมากกว่าแฟชั่นได้อย่างไร เราต้องคิดว่า เราจะหาประโยชน์จากแฟชั่นนี้ได้อย่างไร เราจะเข้าถึงแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเพียงแค่นั้นหรือ เราจะต้องเข้าถึงแก่นของความเป็นปริญญาโทในรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้และภาวะผู้นำผ่านบริบทของสาขาวิชาลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน และผมอยากจะบอกว่าแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นจับต้องไม่ได้ เพราะเนื้อหาวิชาทั้งหมดในการเรียนลอจิสติกส์และโซ่อุปทานไม่ได้เป็นของใหม่ แต่ความเป็นลอจิสติกสฺและโซ่อุปทาน คือ กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองและภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงในปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ดังนั้นเมื่อโลกแห่งการดำเนินงานซับซ้อนขึ้น วิธีการคิดและการจัดการก็ควรจะซับซ้อนขึ้นตาม เพื่อทำให้เราสามารถจัดการกับบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ถ้ามาเรียนลอจิสติกส์แล้วก็เป็นเรื่องเก่าๆ เหมือนกับที่ทำงานอยู่ทุกวัน ก็ใช้ไม่ได้น่ะสิครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสิ่งง่ายพื้นๆ ไปแก้ไขหรือจัดการกับสิ่งที่ซับซ้อนหรือสิ่งที่ยากกว่า ลอจิสติกส์และโซ่อุปทานจึงเป็นมากกว่าเครื่องมือในการจัดการ แต่เป็นแนวคิดและวิธีคิดในการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการจัดการ นั่นคือแก่นของลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน ซึ่งจะตรงกับมุมมองด้านปรัชญาของการเรียนปริญญาโทของผม

นั่นหมายความว่า เมื่อคุณจบปริญญาโทไปแล้ว คุณไม่ได้แค่นำเอาความรู้ที่ได้เรียนในหลักสูตรไปใช้งานหรือสร้างประโยชน์เท่านั้น แต่คุณจะต้องเอาประสบการณ์จากกระบวนการการคิด การนำเสนอปัญหา การหาเหตุและผลรองรับ การดำเนินการแก้ปัญหา การนำเสนอผล และการเผยแพร่การวิจัยและแก้ปัญหาต่างๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาเดียวกันหรือไม่ ยิ่งมีสาขาใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ คนที่จบปริญญาโทมาก็ยิ่งจะต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถและภาวะผู้นำตรงนี้สร้างกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาให้กับตัวเองและองค์กรเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาปรับปรุงอย่างยั่งยืน นี่ก็เป็นแฟชั่นที่คนที่จบปริญญาโทไปแล้วควรจะต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและองค์กรธุรกิจที่ตัวเองทำงานอยู่

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดของผู้ที่ไปเรียนปริญญาโท แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องของผู้ที่บริหารและการจัดการหลักสูตรและอาจารย์ผู้ที่สอนจะต้องคิดและปรับปรุงกระบวนการการจัดการหลักสูตร เป้าหมายและปรัชญาของหลักสูตรคืออะไร ผมว่าทุกหลักสูตรมีเขียนไว้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้บริหารหลักสูตรเข้าใจในสิ่งที่เขียนไว้หรือไม่ แต่อาจจะเป็นเพราะคนเขียนหลักสูตรไม่ได้มาบริหารเอง การจัดการหลักสูตรจึงไมได้เป็นไปตามปรัชญาของหลักสูตร อาจารย์ส่วนใหญ่ รวมทั้งผมเอง ก็ไปได้แค่สอนหนึ่งวิชาหรือหลายวิชาเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของหลักสูตรไป เป้าหมาย คือ นักศึกษาต้องจบออกไป จะจบออกไปอย่างไร ผมก็ไม่รู้จริงๆ เพราะไม่ได้เป็นผู้จัดการหลักสูตร

แต่ถ้าหลักสูตรปริญญาโทในเมืองไทยเป็นมากกว่าแค่การเรียนหนังสือ สอบแล้ว ทำรายงานแล้วได้ปริญญา จะดีมากเลย เพราะว่าถ้าหลักสูตรปริญญาโทสามารถเปลี่ยนเป็นหลักสูตรการสร้างผู้นำได้ จะประเสริฐมาก เพราะว่าหลักสูตรปริญญาโทในปัจจุบันกลายเป็นหลักสูตรสร้างขยะทางวิชาการไปแล้ว โดยไปเน้นที่ผลงานทางิชาการที่ไม่ได้เอาไปใช้จริง เพราะมีเป้าหมายที่แค่ทำให้ผ่านกรรมการสอบเพื่อให้ได้ใบปริญญา หรือไม่ก็ให้อาจารย์เอาผลงานไปตีพิมพ์เป็นผลงานวิชาการเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นการ “สมยอม” กันทางวิชาการ ทุกคนได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ไม่มีใครเสียหาย ก็ไม่มีใครร้องเรียนกัน แต่เมื่อมองจากข้างนอกสำหรับคนที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมด้วยแล้ว ผมว่าเราก็สามารถสร้างประโยชน์จากระบบการศึกษาที่เป็นอยู่อย่างนี้ได้มากเลย โดยเฉพาะปริญญาโท ผมเองก็เห็นหน่วยงานรัฐในด้านการวิจัยหลายหน่วยก็พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากระบบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทนี้ แต่ก็อาจจะมองคนละมุมกับผมไปบ้าง แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าจะมองในมุมไหน เราก็อยู่ในกระบวนการสร้างคุณค่าเดียวกัน คือ การทำหลักสูตรปริญญาโท เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ในมุมต่างๆ ได้อย่างไร

ผมมองการเรียนหรือการทำหลักสูตรปริญญาโทเป็นการสร้างผู้นำ ผลผลิตสุดท้ายของปริญญาโท คือ มหาบัณฑิต หรือคนที่คิดเป็น คนที่มีภาวะผู้นำและมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ พวกเราไปเน้นที่ Thesis หรือการทำวิจัย ทั้งๆ ที่ก็มีประโยชน์เช่นกัน ก็แล้วแต่ว่าใครจะเอาไปหาประโยชน์ ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นงานวิจัยเป็น Thesis หรือ บทความวิชาการที่เป็นเลิศ ที่จริงแล้วผมว่าต้องไปเน้นที่การสร้างผู้ที่ทำวิจัย ไม่ควรเน้นที่การเรียนเนื้อหาความรู้ เพราะว่าผู้ที่ทำวิจัยจะค้องมีภาวะผู้นำและมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเน้นที่สร้างคนทำวิจัยครับ สร้างคนที่มีความเป็นนักวิชาการในตัว แต่ไม่ได้เป็นนักวิชาการโดยอาชีพ เพราะว่าโลกปัจจุบันนั้น มีความรู้มากมายที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดภายในเวลา 1-2 ปี กับอีก 36-48 หน่วยกิตได้ ความรู้นั้นเป็นพลวัต (Dynamic) เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะเป็น Master ในเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร สิ่งที่หลักสูตรปริญญาโทน่าจะทำได้ คือ การพิสูจน์ตัวผู้เรียนเองว่า เขาเป็น Master ของตัวเอง และพิสูจน์ตัวเองด้วยกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆ ที่นำเสนอและดำเนินการรวมทั้งนำเสนอและเผยแพร่ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตัวผู้เรียนมีความพร้อมในการเป็น Master ในการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ในโลกของความเป็นจริงที่เป็นพลวัต แล้วลองมานึกถึงหลักสูตรปริญญาโทต่างๆ ที่เปิดอยู่เป็นอย่างไรกันบ้าง ผมรู้สึกเสียดายเวลาและทรัพยากรที่ทำให้ได้มาแค่กระดาษหนึ่งใบ แต่คนที่จบออกมานั้นสามารถเป็นผู้นำหรือมีกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือไม่? นั่นยังเป็นคำถามของผมอยู่
หรือถ้ามองอีกด้านหนึ่ง อย่างน้อย คนที่จบปริญญาโทมานั้นจะต้องเป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยให้กับองค์กรธุรกิจหรือให้กับตัวเองได้ ผลที่ได้ คือ กำไรในองค์กรธุรกิจ หรือมีชีวิตที่ดีกว่า ส่วนผู้ที่เป็นนักวิชาการโดยอาชีพนั้นก็ใช้หลักการเดียวกันกับผู้ที่จบ ป.โทมาเหมือนกัน แต่เป้าหมายก็ คือ ใช้กระบวนการเรียนรู้ของตนเองไปสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรธุรกิจอื่นๆ เพราะว่านักวิชาการมีความสามารถตรงนี้มากกว่าคนในองค์กรธุรกิจ อีกทั้งปริญญาโทยังต้องสอนหรือฝึกให้คนมีความเป็นนักวิชาการในตัวมากขึ้น ดังนั้นเราก็คงหลีกหนีวิชาการและนักวิชาการไม่ได้เลย ยิ่งเรียนปริญญาโทแล้ว ก็ยิ่งต้องคิดอย่างนักวิชาการหรือนักวิจัยมากยิ่งขึ้น

ผมคิดว่า ตรงนี้น่าเป็นส่วนหนึ่งของความตกต่ำทางวิชาการของไทยในมุมมองแคบๆ ของวงการปริญญาโทที่เราได้เห็นและสัมผัส ซึ่งที่จริงแล้ววิชาการนั้นไม่ใช่อยู่ในมหาวิทยาลัยเสมอไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจของเราเสมอ และธุรกิจก็คือชีวิตของเราที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย การที่เราดำเนินชีวิตได้นั้น ก็เพราะเราทำธุรกิจชีวิตเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่รอด ดังนั้นวิชาการต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้นเราคงจะมองแค่มุมมองในปัญหาเรื่องการศึกษาในระดับปริญญาโทไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่รูปแบบ (Pattern) เท่านั้น แต่เราต้องมองในลักษณะของโครงสร้าง (Structure) เราต้องไปแก้กันที่โครงสร้าง เราควรจะคิดกันเชิงระบบ (Systems Thinking) มากกว่านี้ แล้วผมจะมาเล่ามุมมองผมต่อนักวิชาการใหม่ในมุมที่กว้างขึ้นนะครับ แค่นี้คงจะยาวไปพอสมควรแล้วครับ ขอให้โชคดี

Cheers,

อ.วิทยา

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 4

ผมเล่าเรื่องควันหลงจากการไปดูงาน World Expo ถึงตอนนี้ก็ตอนที่ 4 แล้วครับ

พวกเราอุตส่าห์ไปดูงาน World Expo แล้วก็น่าจะสังเกตเรื่องการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในของการจัดงานบ้าง เพราะทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในรูปแบบสินค้าและบริการทุกอย่างนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากโซ่อุปทาน (Supply Chain) เมื่อเรามีความอยากได้ เราต้องหาอะไรที่เป็นคุณค่า (Value) เทียบเท่ากันไปแลกกับคุณค่าที่ต้องการ พวกเราไปดูงาน Expo แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ได้รับจากงาน Expo จะได้มาฟรีๆ เพราะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีแน่ๆ อยู่แล้ว ต้องนำอะไรมาแลกไปเสมอ ผมและคณะทัวร์ต้องเอาเงินมาแลกกับการเดินทาง การกินอยู่ การได้เข้าชมงาน World Expo ของที่ระลีกที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ให้เราลองนึกดูว่า กว่าจะมาเป็นงาน Expo นั้น ประเทศจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าของงานจะต้องทำอะไรมาก่อนนั้นบ้าง มีใครมาร่วมกันทำอะไรบ้าง นั่นเขาเรียกกันว่า “โซ่อุปทาน” ครับ

การจัดงาน World Expo นั้นเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เหมือนการจัดงานกีฬาโอลิมปิค ประเทศส่วนใหญ่จัดงานแล้วมักจะได้กำไร บางประเทศจัดงานไปแล้วก็ขาดทุนก็มีให้เห็น (อย่างเช่น กีฬาโอลิมปิกที่เมืองเอเธนส์) ประเทศที่เป็นเจ้าภาพงาน World Expo ก็ต้องคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในการจัดการงานเช่นกัน แต่เมื่อมองกันลึกๆ แล้ว สิ่งที่ประเทศจีนน่าจะได้จากงาน World Expo คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนของเขา ผู้นำจีนในยุคนี้ลึกล้ำอย่างยิ่ง ประเทศจีนสร้างชาติด้วยแนวทางในการสร้างคนของเขาด้วยการให้ความรู้ และสร้างความยิ่งใหญ่และความเป็นจริงในปัจจุบันให้ประจักษ์ต่อชาวโลก (ไม่ใช่มัวแต่หลงกับความยิ่งใหญ่ในอดีตเหมือนบางประเทศ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าจนจะแย่อยู่แล้ว) ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนจีนของเขา เมื่อผมไปเมืองจีนแต่ละครั้งในแต่ละเมืองนั้น ผมตื่นเต้นเสมอเมื่อได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน และเศร้าใจอย่างยิ่งเมื่อย้อนดูการพัฒนาของประเทศไทยเรา ก็ได้แต่โทษตัวผมเองว่า ผมเองยังทำวันนี้ดีไม่พอ ประเทศเราถึงเป็นอย่างนี้ อย่าไปโทษคนอื่น เพราะถ้าเราทุกคนโทษกันไปมาแล้ว ก็คงจะไม่มีใครที่อยากจะพัฒนาตัวเอง ดังนั้นพวกเราต้องไม่หมดกำลังใจนะครับ แต่...ต้องระลึกเสมอว่าในน้ำนั้นไม่มีปลาแล้ว ในนานั้นก็ไม่มีข้าวแล้วเช่นกัน เราจะต้องคิดว่าชีวิตข้างหน้านั้น มันไม่เหมือนอดีต

ประเทศจีนพยายามที่จะประกาศให้โลกรู้ถึงการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของประเทศจีน ส่วนหนึ่งของการประกาศศักดานั้น คือ การจัดกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมา ซึ่งประเทศจีนจัดได้ยิ่งใหญ่มากๆ เท่านั้นยังไม่พอ อีก 2 ปีต่อมาก็ยังมีการจัดงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนด้วย สำหรับงาน World Expo นี้ ผมถือว่า จีนได้สร้างห้องเรียนทางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รวบรวมเอาสิ่งที่ดีๆ และ ใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาไว้ที่เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 6 เดือน ให้คนจีนหลายสิบล้านๆ คนได้เข้าชมงาน ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงโลกอนาคตที่ประเทศจีนจะต้องก้าวไปให้ถึง ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสังคมในงาน World Expo จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานในอนาคตของมนุษยชาติ

การป้อนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกให้กับประชากรของประเทศจีน น่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการจัดงาน World Expo ซึ่งเป็นคุณค่าในรูปแบบของการบริการ (Services) ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสาร แต่กว่าจะได้มาเป็นงาน World Expo ได้คงต้องมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่คณะกรรมการจัดงาน เจ้าภาพผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมแสดงในงาน World Expo ผู้รับช่วงในการจัดงานในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ผู้ร่วมสนับสนุนการจัดงานต่างๆ (Sponsor) และที่สำคัญ คือ ผู้ที่เข้ามาชมงาน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราเรียกกันว่า หุ้นส่วนในโซ่อุปทาน (Supply Chain Partner) การบริหารและจัดการงาน World Expo จึงเป็นเรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานล้วนๆ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำและความหมายเหล่านี้เท่านั้นเอง

ในปัจจุบัน เรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเรื่องปกติของการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในธุรกิจในปัจจุบัน และยิ่งถ้าแนวคิดและประเด็นในการจัดการลอจิสติกส์และโซอุปทานเป็นที่รู้จักกันในวงการทั่วไปแล้ว แนวคิดนี้จะทำให้เราสื่อสารกันในมุมมองที่เป็นองค์รวม (Holistic) หรือในมุมของบูรณาการ (Integration) เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่พวกเราจะต้องคำนึงถึง คือ กิจกรรมหรือขั้นตอนการทำงานในระดับการปฏิบัติการ (Operational) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะคุณค่าหรือประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการจะถูกสร้างขึ้นมาจากขั้นตอนการดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ (Operational) นี้ ทรัพยากรที่ลงทุนไปในการสร้างคุณค่าหรือการจัดงานอยู่ในระดับปฏิบัติการทั้งสิ้น ลูกค้าหรือผู้ที่เข้าชมงานจะผู้ที่สัมผัสหรือได้รับคุณค่าหรือประโยชน์จากการจัดงานนี้ ดังนั้นงาน World Expo จะประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องมีลูกค้าคนชมงานเป็นไปตามจำนวนที่คาดหวังไว้ และผู้เข้าชมงานได้รับความพึงพอใจจากการเข้าชมงานด้วย

การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ของงาน World Expo คือ การบูรณาการการจัดการลอจิสติกส์ (Integrated Logistics Management) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การเข้าชมงานของผู้เข้าชมงานที่หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศจีนและทั่วโลก การเดินทางเข้ามายังเมืองเซี่ยงไฮ้โดยเส้นทางต่างๆ การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ ทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ การเดินทางจากที่พักโรงแรมไปยังงาน World Expo บริเวณทางเข้าชมงาน ตั้งแต่เดินเข้าประตูจนถึงเดินออก การเข้าชม Pavilion ต่างๆ การจราจรขนส่งภายในบริเวณงาน การอำนวยความสะดวกต่างๆ จนถึงทางออก ตลอดเวลาของการเข้าชมงานอย่างทั่วถึง ทำอย่างไรให้คุ้มค่ากับการลงทุนมาชมงาน World Expo ถ้าสังเกตดูดีๆ นะครับ กว่าจะครบกระบวนการเข้าชมงานนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ ที่มาร่วมกันทำให้เราเข้าชมงานได้ตลอดช่วงเวลาการชมงาน กลุ่มบุคคล กลุ่มหน่วยงาน กลุ่มบริษัท มหานครเซี่ยงไฮ้ องค์กรเหล่านี้แหละครับที่ผมเรียกว่า “โซ่อุปทาน” หรือ Supply Chain หรือเราอาจจะมองว่าเป็นลักษณะ Team ก็ได้ แต่ Supply Chain นั้นเป็นมากกว่าทีม (Team) เพราะความเป็น Supply Chain จะทำให้ Team สามารถปรับตัวได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ ถ้ามีความเป็น Supply Chain ก็จะต้องมี Team แต่ถ้าเป็น Team แล้ว อาจจะไม่มีความเป็น Supply Chain ก็ได้ โซ่อุปทานต้องทำให้ได้ ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า อยู่เสมอและตลอดไปเพื่อความรู้รอด

คราวนี้ลองนึกดูว่ากว่าจะมาเป็นงาน World Expo ได้มีใครอื่นๆ เกี่ยวข้องบ้าง คนแต่ละนั้นจะมีประโยชน์หรือคุณค่าต่อการจัดงานอย่างไรบ้าง ตั้งคนคุมคิวที่ประตูหน้างาน คนเก็บขยะทั่วงาน คนทำความสะอาดในห้องน้ำ หรืออาสาสมัครหนุ่มสาวในงาน World Expo ที่มาช่วยเหลือแนะนำคนที่มาชมงาน และอีกหลายๆ คนที่มารวมตัวกันเป็นโซ่อุปทานของงาน World Expo แล้วให้เราลองนึกดูว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานงาน World Expo เกิดขาดไปหรือ มีปัญหา เราในฐานะลูกค้าคงจะไม่ได้รับความสะดวกในเชิงลอจิสติกส์ที่ต้องเคลื่อนตัวไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการภายในงาน

คุณค่า (Value) ของงาน Expo คือ การที่ผู้เข้าชมงานได้รับสารสนเทศ (Information) ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาไปในแนวคิด Better City, Better Life ใน Pavilion ต่างๆ ดังนั้น ผู้เข้าชมงานจะต้องเดินหรือเคลื่อนย้ายตัวเองไปตาม Pavilion ต่างๆ ที่ต้องการได้ สถานที่ใดที่อยู่ห่างออกไป ทางงาน Expo ก็ได้จัดระบบลอจิสติกส์ที่เคลื่อนย้ายผู้เข้าชมงานด้วยยานพาหนะในการรับส่งภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าขนาด 8 ที่นั่ง รถบัสไฟฟ้า เรือ Ferry ข้ามแม่น้ำระหว่างฝั่งเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้ลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมสามารถไหล (Flow) ไปยังเป้าหมายได้อย่างถูกเวลา ถูกสถานที่ และด้วยต้นทุนที่ต่ำ

โซ่อุปทานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของการจัดงาน World Expo จึงต้องพยายามจะเตรียมทรัพยากรต่างๆ ที่รองรับการเคลื่อนย้ายตัวเองของผู้เข้าชมงาน ป้ายบอกทางต่างๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านอาหารและน้ำในพื้นที่จะต้องพร้อมรองรับกับจำนวนผู้เข้าชมให้ได้เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกิน ที่จริงแล้วการจัดงาน World Expo เป็นเรื่องราวของการจัดการลอจิสติกส์ของผู้ที่เข้าชมงานตั้งแต่เข้างานจนออกจากงานอย่างเหมาะสม ในแต่ละ Pavilion ที่คาดว่าจะมีคนเข้าชมมากๆ จะมีการกั้นแถวให้วกวนไปเวียนมา เพื่อรองรับจำนวนคิวที่ยาวๆ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่ในการรอคิวได้อย่างเหมาะสมด้วย

ตลอดเส้นทางการเดินชมงานใน Pavilion ต่างๆ ก็จะต้องมีห้องน้ำเตรียมไว้ มีม้านั่งยาวเอาไว้นั่งพักเหนื่อยหรือเมื่อเมื่อยตลอดเส้นทางเดิน รวมทั้งภัตตาคารนานาชาติต่างๆ ก็มีไว้เตรียมพร้อมสำหรับไว้บริการผู้ข้าชมงาน และที่มีอยู่มากมายตลอดพื้นที่แสดงงาน คือ ร้านขายของที่ระลึกภายใต้ลิขสิทธิ์ ที่มีอยู่ครอบคลุมในทุกๆ ส่วนของพื้นที่จัดงาน ของที่ระลึกเหล่านี้มีมากมายหลายประเภทเท่าที่เรานึกได้ว่าจะใช้อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน แล้วแต่ละแห่งที่แวะเข้าไปก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป ร้านขายของที่ระลึกนี้เองก็เป็นแหล่งหนึ่งสามารถทำรายได้ให้กับงานได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะมาเป็นงาน Expo ได้นั้นเจ้าภาพคงจะต้องมีการวางแผนกันมาก่อนเป็นอย่างดี มีการเตรียมงานมาเป็นปีๆ เจ้าภาพต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า โดยปกติการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ เจ้าภาพในระดับประเทศมักจะมีเป้าหมายที่ต้องการผลกระทบทางเศรษฐกิจ งานประเภทนี้เป็นงานมหกรรมทางสังคมที่ภาครัฐหรือภาคสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อเกิดผลต่อเนื่อง หรือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนั้นด้วย สำหรับประเทศจีนเองก็คงจะมีแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) พื้นฐานเหมือนกันทุกประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานระดับโลกเข่นนี้ ประเทศไทยเองก็พยายามที่จะเข้าไปยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมระดับในประเภทต่างๆ ที่สำเร็จก็มี ที่ล้มเหลวไปก็มาก เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเป็นผลิตภัณฑ์และบริการทางสังคมที่จะต้องลงทุนใช้เวลาเตรียมงานยาวที่นาน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดงานได้ ในขณะที่ช่วงเวลาของงานมหกรรมอื่นมีช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่งาน World Expo นี้มีเวลาแสดงถึง 6 เดือน

สำหรับประเทศจีนแล้ว เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วคงจะไม่ขาดทุนอย่างเป็นแน่แท้ แถมทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้ด้วย แต่กลับเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ประชากรรุ่นใหม่ๆ ของจีนเองในการพัฒนาประเทศในอนาคต ถ้าผู้นำจีนรุ่นต่อมาไม่หลงทางเสียก่อน งานมหกรรม World Expo สำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่อย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าประเทศจีนก็มีความเข้าใจในแนวคิดการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นอย่างดี ตั้งแต่การจัดการโซ่อุปทานของการเตรียมงาน “ก่อน” วันแสดงงาน และการจัดการโซ่อุปทาน “ระหว่าง” ช่วงเวลาการแสดงงาน ซึ่งช่วงนี้สำคัญมากเพราะมีผู้เข้าชมงานเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ ทั้งยังต้องรวมถึงการจัดการโซ่อุปทาน “หลัง” จากงานจบลงด้วย แนวคิดการจัดการโซ่อุปทานจึงจำเป็นที่จะต้องคิดให้ครบตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์และการบริการ

เห็นประเทศอื่นๆ เขาพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แล้วสะท้อนใจว่า แล้วทำไมประเทศไทยที่เราภูมิใจนักภูมิใจนักหนาว่าสามารถรักษาเอกราชของประเทศไว้ได้ แต่กลับไม่สามารถช่วยกันพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ ผมว่าเราไม่ได้แปลความหมายหรือสร้างความเข้าใจในความเป็นเอกราชในอดีตให้คนในปัจจุบันเข้าใจ ทั้งๆ ที่ในชีวิตความเป็นอยู่จริงของคนไทยนั้นเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจทั้งกายและใจให้ต่างชาติหมดแล้ว มีเพียงแต่ผืนแผ่นดินเท่านั้นที่เราบอกว่าเป็นเอกราช ไม่สูญเสียดินแดนให้ใคร และพยายามปกป้องรักษากันด้วยชีวิต เราก็ได้สูญเอกราชทางจิตวิญญาณของความเป็นชาติไปตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวกัน ทั้งยังหลงละเมอกับอดีตที่ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะเราใช้ประวัติศาสตร์ในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าไม่เป็น เราเพียงแต่ใช้ประวัติศาสตร์เพียงเพื่อโฆษณาชวนเชื่อไปวันๆ เท่านั้น ผมว่าเราต้องดูแนวทางของประเทศอื่นๆ ในการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในปัจจุบันพัฒนาชีวิตเพื่อสู่อนาคต หากเราใช้ประวัติศาสตร์เป็นแล้ว เราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ที่เราได้รับรู้นั้นทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมว่าประเทศจีนทำเรื่องราวของการนำเสนอประวัติศาสตร์ได้ดีมาก เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปครับ

สุดท้ายผมว่าเราต้องไม่ย่อท้อ เราต้องคิดให้มากกว่านี้ เราต้องทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าทำตัวเหมือนคนโง่ที่ไม่มีความคิด หลงมัวเมากับภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้หลงทางกลับไปติดยึดความรุ่งเรืองในอดีต ทำให้เราไม่ได้คิดพัฒนาปัจจุบันให้ดีกว่าเก่า เราจึงติดกับดักความคิดและหลงตัวเองว่าเราเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทั้งที่เราก็ไม่ได้รุ่งเรืองอะไรมากเท่าใดนัก เรารับรู้มาด้วยการเรียนประวัติศาสตร์ด้านเดียวมาตลอด แค่ได้เรียน แต่ไม่เคยเข้าใจและเราก็ไม่รู้หรอกว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านหรือประวัติศาสตร์โลกเขามองเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นรากเหง้าของประเทศเราเองก็ได้ แต่อย่างไรผมก็ยังเชื่อว่าเราต้องพัฒนาได้ครับ!

รออ่านต่อนะครับ!

อ.วิทยา สุหฤทดำรง

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Shanghai Expo 2010 - Part 3

หลังจากที่ได้เขียนเรื่องประสบการณ์การไปงาน World Expo ไป 2 ตอน ผมก็ได้กลับไปเช็คสถิติจำนวนผู้เข้าชมงาน ปรากฎว่าคณะทัวร์ของเราได้เข้าชมงาน World Expo ในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีผู้เข้าชมงานมากที่สุด ตั้งแต่เปิดงานมา คือ มากกว่า 500,000 คน (http://en.expo2010.cn/yqkl/index.htm) อย่างไรก็ตาม ในอนาคตก็อาจจะมีผู้เข้าชมงานต่อวันมากกว่านี้ก็เป็นไปได้ และไหนๆ พวกคณะทัวร์ของเราก็เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ทางด้านการจัดการโซ่อุปทานอยู่แล้วก็นน่าจะหันมามองงาน World Expo อย่างการจัดการโซ่อุปทานบ้าง ให้สมกับเป็นนักลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน

ผมเห็น Slogan ของงาน World Expo ที่ว่า “Better City, Better Life ก็เมื่อเดินทางมาถึงที่เซี่ยงไฮ้แล้ว คำว่า Better นั้นมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในมุมมองของการจัดการที่จะต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ Theme ของงานนี้จะเป็นเรื่องของเมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ เมืองหรือ City นับว่าเป็นประเด็นเชิงสังคมที่เราสามารถจับต้องได้ดีที่สุดในชีวิตประจำวัน สามารถสัมผัสได้ ผมมองว่า Theme ที่ว่า Better City, Better Life นี้เป็นการต่อยอดจากประเด็นเรื่องโลกร้อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่าเรื่องโลกร้อนนั้นก็เป็นผลพวงมาจากการที่เราไม่เข้าใจในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ จึงทำให้เราไม่ได้สร้างเมืองและสร้างสังคมมนุษย์อย่างเอื้ออาทรกับธรรมชาติ เราเพียงแต่หวังว่าจะเอาประโยชน์เข้าตัวเองมากที่สุดมาโดยตลอด โดยเฉพาะฉวยประโยชน์จากธรรมชาติ โดยมิได้ตอบแทนกลับ จนธรรมชาติได้ส่งสัญญาณโลกร้อนออกมาทวงคืน ทำให้มนุษย์พอจะคิดได้บ้าง และสามารถทำความเข้าใจหรือ ลดละความโลภลง จนหันมาประนีประนอมกับธรรมชาติได้บ้าง

ก่อนไปต่อ จะต้องทำความเข้าใจในความหมายของโซ่อุปทาน (Supply Chain) กันอีกนิดก่อน เพราะคุณค่า (Value) หรือประโยชน์แต่ละอย่างที่เราใช้สำหรับการดำรงชีวิตล้วนมาจากโซ่อุปทานทั้งสิ้น คุณค่าเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบของสินค้าและบริการที่แต่ละบุคคลต้องกินและต้องใช้ รวมทั้งสาธารณะสมบัติต่างๆ ที่ผู้คนในสังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น เมืองหรือ City จึงกลายเป็นแหล่งรวมคุณค่าต่างๆ ที่หลากหลายซึ่งมาจากโซ่อุปทานที่หลากหลายเช่นกัน เรามีซีวิตอยู่ในเมือง มนุษย์สร้างเมืองขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองได้อาศัยอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับตัวมนุษย์เอง โดยส่วนใหญ่ มนุษย์ในเมืองมิได้คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เมืองและมนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัย ความเป็นเมืองนั้นเกิดขึ้นจากการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมนุษย์กันเองเพื่อให้เกิดเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เมืองให้คุณค่าหรือประโยชน์กับประชากรของเมือง คุณค่าหรือประโยขน์ของเมืองในฐานะที่เป็นสาธารณูปโภคต่างๆ จะเป็นประโยชน์ที่ประชากรของเมืองใช้ร่วมกัน ส่วนคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของแต่ละบุคคลก็จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยโซ่อุปทานที่สร้างขึ้นมาและตั้งอยู่ในเมืองหรืออาจจะถูกสร้างจากโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงมาจากเมืองอื่นๆ ดังนั้นเมืองหนึ่งๆ จะประกอบและโยงใยไปด้วยสายโซ่อุปทานต่างๆ มากมาย โดยโซ่อุปทานทั้งหมดจะมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชากรในเมืองหรือเมืองอื่นๆ ถ้าปราศจากโซ่อุปทานแล้ว ความเป็นเมืองก็จะหมดไป สาธารณูปโภคก็จะไม่มีคนใช้งาน เมืองก็จะไม่มีคนอยู่ ความมีชีวิตของเมืองก็จะหายไป และก็จะไม่มีสังคม

ผมพูดเรื่องราวของงาน World Expo ให้เป็นเรื่องราวของโซ่อุปทานหนักๆ มากไปหรือเปล่าครับ ความหมายของ Better City, Better Life นั้นสามารถขยายความได้อีกมากมายในหลายมุมมอง เมื่อพูดถึงเมืองหรือ City แล้ว เราคงต้องมองเห็นสิ่งปลูกสร้างและคนมากมายที่มารวมตัวกันเป็นสังคม เมืองจึงเป็นรากฐานของสังคมและการสร้างคุณค่าในโซ่อุปทาน ยิ่งในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงได้กลายเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าการควบคุมในมุมมองการจัดการ ดังนั้น คำว่า Better นั้นจึงเป็นคำที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการโซ่อุปทานที่ต้องทำให้เกิดคุณค่าที่ดีกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา คำว่า Better City ก็คงไม่ได้หมายความว่าสาธารณูปโภคที่ดีกว่าเดิม มีตึกที่สูงกว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าเดิมเท่านี่น ประเด็นที่ดีกว่าเดิมนั้นเป็นเรื่องที่ดีและควรจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและข้อจำกัดต่างๆ ที่จะต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเมืองที่มนุษย์สร้างขึ้น กับธรรมชาติที่มนุษย์และเมืองที่มนุษย์ต้องอาศัยพี่งพิงอยู่ คำว่า Better อาจหมายถึงความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่สมดุลของการอยู่รวมกันกับธรรมชาติของมนุษย์ด้วยก็ได้

ผมชอบ Theme ของงาน World Expo นี้ เพราะเป็นการต่อยอดหรือทำให้ประเด็น Global Warming สามารถนำเข้าสู่ประเด็นของการประยุกต์แนวคิดนี้ให้เข้าชีวิตประจำวัน ในเมืองที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์ ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดประเด็นนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วนของสังคม Theme ของงานนี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอและสร้างความตระหนักในด้านพลังงาน โลกร้อน สีเขียว สู่สังคมมนุษย์ ในเมื่องาน World Expo ได้กลายเป็นงานมหกรรมทางด้าน Human Development ของมนุษยชาติ ก็คงจะไม่ได้ผิดแนวทางในการนำเสนอประเด็นที่ไปในแนวทางที่จะคำนึงถึงการสร้างสังคมเมืองให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีกว่าและอยู่อย่างยั่งยืน นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาแสดงในงาน World Expo ในครั้งนี้ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย นั่นเหมือนเป็นการประกาศของมนุษยชาติแล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (Life will never be the same) นั่นหมายความว่า เรามนุษย์เองจะต้องเป็นผู้กำหนดความเป็นของชีวิตเรา สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบก็ล้วนเกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นความเป็นไปบนโลกนี้ก็อยู่ที่ความคิดของเรานั่นเอง เราคิดอย่างไร ส่วนมากเราก็ทำอย่างนั้น ถ้าเรามีความคิดในการสร้างสมดุลกับธรรมชาติ เพื่อเมืองที่ดีกว่าซึ่งจะนำพามาสู่ชีวิตที่ดีกว่า ความฝันที่จะทำให้การดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์และธรรมชาติมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นจริงมากขึ้น

เมื่อตอนเป็นความคิดก็คงจะง่าย แต่ในความเป็นจริงนั้นคงไม่ง่ายเลย เพราะในโลกนี้ประกอบไปด้วยเมืองหลายๆ เมืองที่มีสังคมมนุษย์เป็นองค์ประกอบ การที่จะปลูกฝังแนวคิดนี้ให้มนุษย์บนโลกเรานี้ คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความตระหนักในเรื่องการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติไม่ได้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เรื่องนี้ไม่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นทางด้านพันธุกรรมกันได้ ประเด็นนี้จึงจะต้องเรียนรู้กันด้วยการยกระดับของจิตใจของผู้คนในสังคม และจะต้องมีการถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมหรือการสร้างวัฒนธรรมของสังคมมารองรับการเปลี่ยนแปลง

Blog ตอนที่ 3 นี้ออกจะเครียดๆ ไปบ้าง แต่ผมไม่อยากจะให้เราไปดูงาน World Expo ในมุมมองที่การพัฒนาของเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมองเห็นการพัฒนาทางด้านสังคมไปพร้อมๆ เศรษฐกิจและเทคโนโลยี อย่างน้อยถ้าศึกษาหรือสังเกตประวัติศาสตร์บ้าง เราอาจจะเห็นความเชื่อมโยงของเรื่องราวความเป็นไปของโลกที่โยงใยอย่างคล้องจองกันไป ซึ่งจะทำให้เราสามารถคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับโลกเราในอนาคตได้ ผมหวังว่า เราน่าจะเห็นแนวคิดโซ่อุปทานใน Theme ของงาน World Expo 2010 ที่ Shanghai ยิ่งมีจำนวนประชากรในเมืองหรือ City มากขึ้นเท่าใด ความซับซ้อนในการจัดการก็มากขึ้นเท่านั้น และคงต้องใช้องค์ความรู้ในการจัดการความซับซ้อนแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้นเช่นกัน นอกจากจะมีเทคโนโลยีในการช่วยเราทุ่นแรงแล้ว ยังต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยเราคิดด้วย โดยเฉพาะมองในมุมมองของระบบของสังคมหรือที่มีความซับซ้อน (Complexity) มากยิ่งขึ้น

เอาล่ะครับ เครียดกันพอควรแล้วครับ แล้วจะเขียนมาอีกครับ จะพยายามวิเคราะห์เรื่องการจัดการ Supply Chain ของงาน World Expo และพาไปดู (ให้ข้อมูล) Pavilion ต่างๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอและไม่หมดไฟเสียก่อน

อนึ่ง หลังจากกลับจากงาน World Expo วันนี้ที่ห้างหนึ่งในกรุงเทพฯ ผมมีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับพลังงานดังนี้ครับ ผมไปนั่งดื่มกาแฟที่ห้าง พอสั่งกาแฟเสร็จก็ได้กาแฟมา 1 ถ้วย พร้อมน้ำเย็นหนึ่งแก้วที่มีน้ำแข็งก้อนขนาดเล็กจำนวนไม่มากลอยอยู่ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอดีเหลือบไปเห็นวิธีทำของพนักงาน คือ เขาตักน้ำแข็งเต็มแก้ว แล้วนำแก้วน้ำแข็งไปเติมน้ำร้อนจากเครื่องทำกาแฟ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าพลังงานในการทำร้อนและพลังงานในการทำน้ำแข็งจะสูญเปล่าไปขนาดไหน เอาน้ำร้อนไปละลายน้ำแข็ง เพื่อให้ได้น้ำเย็น เห็นไหมล่ะครับว่าพลังงานสูญเปล่าไปขนาดไหน แต่ถ้าทุกคนมีความตระหนัก ชีวิตในเมืองคงจะดีกว่านี้

อ.วิทยา สุหฤทดำรง