ผมไม่ได้เขียนบทความนานมากครับอีกแล้ว ประมาณหนึ่งเดือนเห็นจะได้ มันเป็นความกลัวอย่างหนึ่งของผมที่ซ่อนอยู่ กลัวที่จะเขียน ผมก็เลยออกไปจากสังคม FaceBook เลยครับ เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่ก็ OK ครับ ผมยังอยู่ได้ปกติครับ แสดงว่าไม่ได้ติด FB หลายๆ คนเจอผมก็ถามถึงบทความที่ผมเขียน เพราะว่าผมยัดเยียดให้อ่านทาง FB แต่หลายๆ คนคงจะไม่รู้ว่ากว่าที่ผมจะกลับมาเขียนได้นั้นก็ไม่ง่ายนัก เพราะว่าผมก็มีข้ออ้างต่างๆ มากมาย ที่เห็นเด่นชัดก็ คือ ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ผมกำลังสนใจเพื่อจะได้วัตถุดิบมาเขียนเรื่องราวต่างๆ แต่พอได้เริ่มเขียนแล้วมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยครับ บางครั้งเราเองก็สร้างกำแพงขังตัวเองอย่างง่ายๆ จนกลายเป็นกับดักความคิด
วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปสอบการเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่จริงแล้ว เรื่องการสอบวิทยานิพนธ์นั้นเป็นอาชีพของผมและพวกอาจารย์ทั้งหลายโดยเฉพาะในระดับบัณทิตศึกษา ในระหว่างที่ทำการสอบโดยมีการตั้งคำถามต่างๆ นั้น ทางอาจารย์ผู้สอบได้อ้างถึงบทต่างๆ ในรายงานการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์นั้น โดยเฉพาะบทแรก ประเด็นก็คือ นักศึกษาทั้งหลายจะมีปัญหาในการเขียนบทแรก ซึ่งเป็นบทที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม บทแรกของ Thesis ทั้งหลายนั้นควรจะเป็นบทสุดท้ายที่ต้องเขียน เพราะว่าเมื่อกรรมการอ่านบทแรกแล้วน่าจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดว่านักศึกษาจะทำอะไร แล้วผมก็หวนมานึกถึงบทสุดท้าย
หนังสือทุกเล่มมีบทสุดท้าย หนังทุกเรื่องมีตอนจบ หรือถ้าจบไม่ลงแล้วดันทุรังไปเรื่อยๆ ก็ต้องมีวันจบอยู่ดี แล้วบทแรกและบทสุดท้ายนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร เราอาจจะจำถึงเหตุการณ์วันแรกของชีวิตไม่ได้ แต่ผมก็ได้เห็นและยังจำเหตุการณ์วันแรกของลูกชายผมที่เกิดมาดูโลกได้ บทแรกของชีวิตเขาที่ไม่ได้เขียนเอง แต่บทๆ ต่อๆ ไปของชีวิตเขานั้นก็อยู่ในกำมือเราพ่อแม่ที่จะปูทางรวมทั้งเขาเองก็ต้องเป็นคนเขียนบทสุดท้ายของชีวิตเขา หรือไม่ก็เราไม่ได้มีสิทธิ์เขียนอะไรเลย บทบาททั้งหมดในชีวิตนั้นมีคนกำหนดมาอยู่ก่อนแล้ว เราก็แค่เล่นไปตามบทบาทที่ใครก็ไม่รู้เขียนมา จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เราไม่รู้ว่าบทสุดท้ายจะเป็นอย่างไรจะมาถึงเมื่อไร
บททุกบทของชีวิตหรือในหนังสือย่อมสัมพันธ์กับบทสุดท้ายเสมอ คราวนี้ถ้าเราอยากรู้ว่าบทแต่ละบทของชีวิตเรา ย่างก้าวแต่ละย่างก้าวของชีวิตนั้น มาถูกทางหรือไม่ เราก็คงต้องไปดูบทสุดท้ายของชีวิตเราหรือเป้าหมายของชีวิตเรานั่นเอง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเราจะวาดภาพบทสุดท้ายเป็นอย่างไร
บางครั้งในระหว่างชีวิตหรือระหว่างบทที่ยังไม่ถึงบทสุดท้ายนั้น เราอาจจะต้องจบบทใดบทหนึ่งลงไป โดยที่อาจจะไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับบทสุดท้ายเลย หรืออาจจะไม่ได้ประทับใจหรือมีประโยชน์ในชีวิตต่อไปแล้ว ก็อาจจจะสร้างความผิดหวังให้กับเจ้าของบทนั้น แต่ว่าเรายังมีหน้ากระดาษเหลืออยู่ใช่ไหมครับหรือยังมีชีวิตอยู่ เราก็เริ่มเขียนบทใหม่ของหนังสือหรือช่วงชีวิตใหม่ต่อไปได้ เหมือนกับชีวิตที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ประเด็นก็ คือ แล้วบทสุดท้ายของเรานั้นควรจะจบอย่างไร เราจะวางแผนหรือมองไปในอนาคตอย่างไรดี
มีหนังสือหลายเล่มที่มีบทต่างๆ ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับบทสุดท้ายเลย แต่เรื่องราวในแต่ละบทนั้นก็กลับเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้บทต่อไปเพื่อที่จะไปถึงบทสุดท้าย หรือบางครั้งการเดินทางมาผิดทางจนเราจะต้องจบบทนั้นลงไปเพราะว่าเรารู้ว่ามันไม่ใช่ เราก็จะต้องจบบทนั้นลงด้วยความล้มเหลว จนบางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่า เรานั้นโชคดีที่ล้มเหลว ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเสียหายมากกว่านั้น บางครั้งเราอาจจะต้องล้มเลิกการวิจัยนั้นไปเพราะผิดทาง ในมุมมองของงานวิจัยในการทำ Thesis ความล้มเหลวในการวิจัยนั้นก็ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดพลาดในการทำงาน แต่เราสามารถมองว่าเป็นการค้นพบอย่างหนึ่งที่เราสามารถบอกถึงว่าความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ข้อมูลกับคนอื่นๆ ที่มาทีหลังจะได้หลีกเลี่ยงไม่ต้องดำเนินมาทางนี้ที่เราล้มเหลวมาก่อน ประสบการณ์จากความล้มเหลวนั้นอาจจะเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในอนาคตก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอยู่กับตัวเรา
สุดท้ายแล้วทุกก้าวแรกที่ก้าวไปย่อมหมายถึงปลายทางที่เป็นก้าวสุดท้ายเสมอ แต่เมื่อใดที่ก้าวพลาดไปก็ก้าวใหม่ได้ ประโยชน์ที่ได้ก็ คือ คนที่ตามมาข้างหลังจะได้ไม่ก้าวตามมาผิดพลาดเหมือนเราอีก แล้ววันนี้ท่านก้าวมาถึงไหนแล้ว ถึงบทไหนกันแล้ว เริ่มก้าวบทใหม่กันกี่บทแล้ว สำหรับผมวันนี้ผมได้เริ่มบทใหม่อีกบทหนึ่งของหนังสือชีวิตของผม ก็ไม่ใช่ว่าบทที่ผ่านมานั้นไม่ถูก ใช่หรือไม่สนุก แต่กลับเป็นพื้นฐานที่ดีในการเขียนบทใหม่ต่อไป เพื่อที่จะสรุปให้ถึงบทสุดท้ายที่สมบูรณ์ให้ได้
วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555
Life -- บทสุดท้ายมักจะเป็นตัวกำหนดบทแรกๆ เสมอ
12:59
วางแผน, หนังสือชีวิต, Life